เพียงคำพูดไม่กี่ประโยคก็สามารถปลุกอารมณ์ของทุกคนที่เดิมทีถูกเจียงจืออวี๋ขยี้จนขวัญเสียให้กลับมาฮึกเหิมได้อีกครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้นยังอาศัยจังหวะนี้จัดศึกประลองล่ารางวัลขึ้นมาเพื่อกระตุ้นขวัญและกำลังใจของเหล่านักศึกษาใหม่คณะวิถียุทธ์พลังเลือดขนานใหญ่
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในช่วงสามเดือนหลังจากนี้นักศึกษาใหม่คณะวิถียุทธ์พลังเลือดทุกคนจะตกอยู่ในสภาวะตื่นตัวการฝึกฝนและการมุ่งมั่นปีนหอพิชิตดาวจะเข้มข้นกว่าแต่ก่อนมาก
จุดนี้เห็นได้ชัดจากแววตาที่อยากรู้อยากลองของทุกคน
แม้จะต้องจ่ายแต้มผลงานถึงสองล้านสี่แสนแต้มพ่วงด้วยน้ำค้างทิพย์เก้าโคจรอีกหนึ่งขวดแต่สำหรับตัวตนระดับราชันยุทธ์แล้ว ของพวกนี้ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลยเพียงแค่ออกไปล่าจ้าวอสูรมาสักตัวสองตัวก็หาแต้มกลับคืนมาได้แล้ว
ทว่าเรื่องนี้กลับทำให้นักศึกษาใหม่จากคณะเวทมนตร์และคณะควบคุมสัตว์อสูรรู้สึกไม่เป็นธรรมขึ้นมาเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้พวกเขายังแอบดีใจปนซ้ำเติมอยู่บ้างว่าต่อให้เจียงจืออวี๋จะเก่งกาจเหนือโลกแค่ไหน เธอก็เป็นคนของคณะวิถียุทธ์พลังเลือดแม้จะเป็นนักศึกษาใหม่รุ่นเดียวกัน แต่ในเมื่ออยู่คนละคณะก็คงไม่มีใครเอาพวกเขาไปเปรียบเทียบกับเธอ
แต่ตอนนี้พอคณบดีจี้ประกาศจัดศึกประลองล่ารางวัลพวกเขาก็เริ่มนั่งไม่ติด
เมื่อเทียบกับการถูกเจียงจืออวี๋เปรียบเทียบแล้วสิ่งที่พวกเขาต้องการมากกว่าคือของรางวัลจากการประลอง
ต่อให้เจียงจืออวี๋จะเก่งกาจเพียงใดเธอก็เป็นเพียงคนเดียว อย่างมากก็แค่คว้าอันดับหนึ่งไปส่วนรางวัลอันดับรองลงมานั้นล้วนเป็นแต้มผลงานที่จับต้องได้จริง
เมื่อคิดได้ดังนั้นนักศึกษาใหม่จากคณะเวทมนตร์และคณะควบคุมสัตว์อสูรต่างพากันเบนสายตาไปทางคณบดีอีกสองท่านแววตาที่มองไปนั้นดูละห้อยแต่ก็แฝงไปด้วยความคาดหวัง
เมื่อต้องเผชิญกับสายตาของเหล่านักศึกษาคณบดีทั้งสองต่างก็รู้สึกจนปัญญาอยู่บ้าง
ใครจะไปคิดว่าเพื่อนเก่าจะเล่นนอกบทกะทันหันแบบนี้
ตอนนี้กลายเป็นว่าพวกเขาจะทำตามก็ลำบากจะไม่ทำตามก็ไม่ได้
ด้วยประสบการณ์อันโชกโชนของพวกเขาย่อมมองออกว่าตาแก่จี้ต้องการจะทำอะไร
น้ำค้างทิพย์เก้าโคจรแค่ได้ยินชื่อก็รู้แล้วว่าเตรียมไว้ให้เจียงจืออวี๋ เพราะตั้งแต่เริ่มปีนหอคอยมาจุดอ่อนเดียวที่เด็กสาวแสดงออกมาคือค่าพลังเลือดที่ยังต่ำเกินไปซึ่งน้ำค้างทิพย์เก้าโคจรสามารถอุดช่องว่างนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบช่วยเพิ่มความเร็วในการดูดซับปราณวิญญาณและเร่งการเติบโตของพลังเลือด
การประกาศว่าใครได้อันดับหนึ่งในอีกสามเดือนข้างหน้าจะได้รับน้ำค้างทิพย์ดูเหมือนเป็นการเปิดโอกาสให้คนอื่น แต่ในความเป็นจริงแล้วคนที่จะคว้ามันไปได้มีเพียงเจียงจืออวี๋เท่านั้น
ความยากของหอพิชิตดาวจะยิ่งทวีคูณขึ้นในชั้นหลังๆนักศึกษาใหม่ทั่วไปไม่มีทางผ่านชั้นที่แปดได้ภายในสามเดือนส่วนพวกยอดอัจฉริยะที่ผ่านชั้นที่หกไปแล้วอาจจะมีลุ้น แต่ในสามเดือนนี้ขอเพียงเจียงจืออวี๋ไม่หยุดอยู่กับที่ เธอก็จะยังคงเป็นผู้นำอยู่ดี
อีกประการหนึ่งตาแก่จี้น่าจะสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจึงชิงกำหนดศึกประลองนี้ขึ้นมาก่อนที่เจียงจืออวี๋จะออกจากหอพิชิตดาวเพื่อดึงดูดใจเธอให้มีใจรักคณะวิถียุทธ์พลังเลือดมากขึ้นโดยที่ไม่ทำให้ดูจงใจจนเกินไป
แต่ปัญหาคือเจียงจืออวี๋มีเพียงคนเดียว
สิ่งที่พวกเขาจะได้รับจากการทำตามย่อมไม่มากเท่าตาแก่จี้แถมยังให้ความรู้สึกเหมือนแค่ทำตามกระแสคนอื่น
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ คณะควบคุมสัตว์อสูรของฉันย่อมไม่ยอมน้อยหน้า”
“รางวัลอันดับหนึ่งจะเปลี่ยนเป็นแก่นหยกเลือดมังกรหนึ่งชุด!”
ยังไม่ทันที่คณบดีคณะเวทมนตร์จะได้กล่าวอะไรคณบดีเฉียนแห่งคณะควบคุมสัตว์อสูรก็ตอบตกลงทันทีแถมยังขยับระดับของรางวัลอันดับหนึ่งให้สูงขึ้นไปอีกระดับ!
“แก่นหยกเลือดมังกร! สิ่งที่ช่วยเพิ่มความบริสุทธิ์ของสายเลือดสัตว์อสูรและยังมีโอกาสทำให้สัตว์อสูรได้รับพลังเลือดมังกรด้วย!”
“ราคาตลาดอย่างน้อยก็สองล้านสองแสนต่อชุด!แถมต่อให้มีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้!”
มีผู้รู้บอกมูลค่าของแก่นหยกเลือดมังกรออกมาและเป็นไปตามคาด มันเรียกเสียงฮือฮาจากฝูงชนได้อีกครั้ง
โดยเฉพาะนักศึกษาคณะควบคุมสัตว์อสูรเพดานการเติบโตของพวกเขาล้วนขึ้นอยู่กับเพดานการเติบโตของสัตว์อสูรที่ตนเองทำพันธสัญญาด้วยดังนั้นทรัพยากรวิญญาณที่สามารถยกระดับความบริสุทธิ์ของสายเลือดสัตว์อสูรได้โดยตรงจึงมีค่ามหาศาลจนประเมินไม่ได้สำหรับพวกเขา!
สมแล้วที่เป็นคณบดีคณะควบคุมสัตว์อสูรทั้งใจกว้างทั้งร่ำรวย!
“เงื่อนไขเหมือนกับคณะวิถียุทธ์ คือตัดสินในอีกสามเดือนข้างหน้าแต่จะไม่จำกัดว่าต้องเป็นนักศึกษาคณะควบคุมสัตว์อสูรเท่านั้น”
“ขอเพียงเป็นนักศึกษาใหม่ที่ทำพันธสัญญาวิญญาณสำเร็จก็สามารถเข้าร่วมได้ทุกคน!”
“แน่นอนว่าตลอดการต่อสู้ จะต้องให้สัตว์อสูรออกรบเพียงลำพังเท่านั้น”
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือขอเพียงนักศึกษาใหม่คณะวิถียุทธ์หรือคณะเวทมนตร์มีสัตว์อสูรเป็นของตนเองก็สามารถเข้าร่วมชิงรางวัลนี้ได้เช่นกัน
แต่ฟังไปฟังมาทำไมมันเหมือนการเปิดช่องให้เจียงจืออวี๋เป็นพิเศษเสียอย่างนั้น...
หากใครไม่ได้เริ่มเพาะเลี้ยงสัตว์อสูรมาตั้งแต่ต้นเวลาเพียงสามเดือนย่อมไม่มีทางไล่ตามนักศึกษาคณะควบคุมสัตว์อสูรได้ทันเมื่อลองพิจารณาดูแล้วดูเหมือนจะมีเพียงเจียงจืออวี๋เท่านั้นที่มีคุณสมบัติครบถ้วน
ถ้าเจียงจืออวี๋เข้าร่วมแล้วพวกเขาจะเหลืออะไรล่ะ
เดี๋ยวก่อนคณบดียังจำกัดเงื่อนไขว่าต้องใช้เพียงสัตว์อสูรต่อสู้เท่านั้น
พวกเขายอมรับว่าพรสวรรค์ของเจียงจืออวี๋นั้นโดดเด่นแต่ถ้าให้สัตว์อสูรของพวกเขาไปสู้กับเจ้างูเกล็ดขาวตัวนั้นก็ดูเหมือนว่าจะมีโอกาสชนะและคว้าอันดับหนึ่งมาได้อยู่เหมือนกัน
แม้ค่าพลังเลือดของทหารอสูรระดับสามระดับต้นจะสูงแต่ก็ไม่ได้ถึงระดับน่าเหลือเชื่อ และต่อให้พลังเลือดจะสูงเพียงใดมันก็เป็นแค่เจ้างูเกล็ดขาวตัวหนึ่งระดับสามคงเป็นขีดจำกัดสูงสุดของมันแล้วเพราะสายเลือดของงูเกล็ดขาวไม่มีทางแบกรับพลังที่มากกว่านั้นได้
และพวกเขามีเวลาอีกสามเดือนที่จะไล่ตามและแซงหน้าเจียงจืออวี๋ให้ได้!
คณบดีเฉียนมองดูเหล่านักศึกษาที่เริ่มตื่นตัวก็รู้สึกพอใจลึกๆ
แม้เขาอาจจะดึงตัวเจียงจืออวี๋มาอยู่คณะควบคุมสัตว์อสูรไม่ได้แต่อย่างน้อยการทำแบบนี้ก็เป็นการสร้างความประทับใจให้แก่เธอ
เพราะในเมื่อเจียงจืออวี๋สามารถเพาะเลี้ยงเจ้างูเกล็ดขาวมาได้ถึงระดับนี้เมื่อเธอได้ยินคำว่า ‘แก่นหยกเลือดมังกร’ ย่อมไม่มีทางนิ่งเฉยได้แน่
นอกจากนี้การเปิดกว้างเงื่อนไขไม่จำกัดคณะจะทำให้นักศึกษาใหม่คณะควบคุมสัตว์อสูรต้องลงไปแข่งขันกับเจียงจืออวี๋โดยตรง
นั่นจะช่วยสร้างแรงกดดันที่เพียงพอให้แก่เจ้าพวกตัวแสบในคณะของเขาได้
ในเมื่อตาแก่จี้สามารถใช้เจียงจืออวี๋เป็น‘ปลาคาร์ป’ คอยกระตุ้นนักศึกษาใหม่คณะวิถียุทธ์ได้แล้วทำไมเขาจะทำบ้างไม่ได้ล่ะ?
แต่สถานการณ์นี้กลับทำให้คณบดีคณะเวทมนตร์ตกที่นั่งลำบาก
คณบดีคณะเวทมนตร์ส่ายหัวเล็กน้อยขณะกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง เขาก็เห็นเจียงจืออวี๋ในกระจกวารีเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว
ความสนใจของทุกคนจึงถูกดึงกลับไปที่นั่นทันที
“เริ่มการท้าทายชั้นที่เก้า”
เจียงจืออวี๋ยืนถือหอกด้วยท่าทางองอาจเสียงอันเย็นใสของเธอดังขึ้นอีกครั้ง
“ว่าแต่ สัตว์อสูรในชั้นที่เก้าคือตัวอะไรนะ?”
“เต่าหินหนาม ทหารอสูรระดับสามระดับกลาง ค่าพลังเลือดเจ็ดพันหลังของมันปกคลุมด้วยเกราะศิลาหนาม พลังป้องกันแข็งแกร่งจนน่าตกใจไม่ว่าจะเป็นการโจมตีทางกายภาพหรือเวทมนตร์สำหรับมันแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับการสะกิดเบาๆ”
“อย่าว่าแต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสองเลย ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามถ้าไม่มีท่าโจมตีที่รุนแรงจริงๆ ก็ยากจะทลายเกราะของมันลงได้”
“นี่คือเหตุผลว่าทำไมต่อให้เป็นยอดอัจฉริยะอย่างหลี่ฉางหมิงก็ยังต้องพ่ายแพ้ในชั้นที่เก้า”
“เจ้านี่มันคือด่านตัดสินชัดๆ”
“แต่ถึงอย่างนั้นคำกล่าวที่ว่าเต่าหินหนเต่าหินหนามมีพลังป้องกันอันร้ายกาจนั้นก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น”
“ต่อให้เจียงจืออวี๋จะสังหารพยัคฆ์ขาวเนตรชาดได้แต่เธอก็ไม่มีทางผ่านด่านเต่าหินหนามไปได้หรอกที่เหลือก็แค่ดูว่าเธอจะยื้อได้นานแค่ไหนเท่านั้นเอง”