Pioneer Era

    ตอนที่ 40 ความต้องการของประธาน

    ***ประธานสีเทา [เซอร์ไว]

    "ท่านประธาน มีคนเดินตรงมาทางท่านครับ"

    "เห็นแล้ว เจ้าหนุ่มคนนี้ข้ารู้จัก พวกเจ้ายืนกระจายออกกันคนรอบ ๆ ให้หน่อยสิ”

    "รับทราบครับ"

    ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากที่เพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีและอาหาร มีกลุ่มคนระดับ VIP อันโดดเด่นกำลังรวมตัวอยู่บนพื้นพรมสีแดงฉานที่มีโต๊ะหรูหราประดับทองคำตัวยาวตั้งเอาไว้

    เหล่าคณะรัฐบาลของพวกเรา

    ผู้อำนวยการของโรงเรียนไพโอเนียร์

    บานากับภรรยาที่พึ่งกลับมาสู่รั้วโรงเรียน

    ราชินีทั้งห้าจากเผ่ามนุษย์มด

    พวกชนเผ่าท้องถิ่นระดับอาวุโสและผู้กล้า

    และประธานสูงสุดของบริษัทยะมะโตะ

    เขาออกจะดูเหงา ๆ หน่อย บางทีคงเป็นเพราะภรรยาสุดรักเอสเทอยังติดภารกิจอยู่ในทวีปเก่านั่นละ

    นี่คือบรรดาแขก VIP ของงานนี้ และคงไม่ดีเท่าไหรนัก ถ้าพวกเขามาเห็นเราคุยกับโฮป

    ทำไมถึงไม่ดีนะหรือ? คำตอบดูได้จากใบหน้าของเจ้าหนุ่มนั่นยังไงละ

    มันทำหน้าเครียดเดินเข้ามาหา ดูก็รู้แล้วว่าคงรู้ตัวเรื่องสัญญาที่ไม่เป็นธรรมนั้นแล้ว

    ถ้าปากหมาพูดอะไรไม่ดีต่อหน้าเหล่าแขก VIP คงได้งานเข้ากันทุกคนนั่นละ

    "ขอเชิญไปที่นั่ง VIP เพื่อรับฟังดนตรีทางนี้ครับ"

    ชายบริกรผิวขาวและผิวดำตัวสูงใหญ่จากเผ่ามนุษย์กำลังทำหน้าที่พาแขกอันทรงเกียรติออกจากบริเวณนี้

    เกิดเสียงหัวเราะชอบใจ เสียงวางจานและแก้ว ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฝีเท้าของผู้คนที่ค่อย ๆ ทยอยเดินออกจากพรมสีแดงตรงนี้

    เพียงพริบตาเดียว พื้นที่รอบตัวก็เหลือเพียงแค่ลูกน้องของเราเท่านั้น



    เจ้าหนุ่มหน้าตาดีผมกระเซิงกำลังเดินตรงมาทางนี้พร้อมกับเผ่ามนุษย์มดคนหนึ่งที่สูงหนึ่งเมตร

    สูทสีขาวอันโดดเด่นกำลังตัดผ่านฝูงชน โดยทิ้งเพื่อนคนอื่นเอาไว้ตรงโต๊ะอาหารด้านหลัง

    แสงไฟสีแดงอ่อนต้องกระทบใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความตึงเครียดของคนหนุ่ม

    ดวงตาของเขากำลังแสดงให้เรารู้ ว่ามันมาเพื่อจะพูดอะไรบางอย่าง

    เด็กก็คือเด็กวันยังค่ำ

    แสดงสีหน้าชัดเจนจนอ่านออกได้นั้น ถือว่ายังอ่อนหัดอยู่มากนัก

    ปัญหาคือเผ่ามนุษย์มดที่เดินคู่มากับมันมากกว่า

    จากสายสืบที่รายงานมา พบว่าเธอเป็นหนึ่งในลูกของราชินี [แฟต] กับวีรบุรุษเผ่ามนุษย์มด [สเลบ]

    เผ่าพวกเราให้ความสำคัญกับชะตาแรกเกิดมากกว่าความสามารถ ดังนั้นมนุษย์มดเพศหญิงที่ไม่เป็นระดับนางพญาซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียวต่ออาณาจักร จึงเป็นได้แค่ระดับชนชั้น [มดทาส] เท่านั้น

    และ [มดทาส] นั้น คือกลุ่มชนที่แทบจะไร้สิทธิ์ไร้เสียงในเผ่าของพวกเรา

    แถมเผ่าของเรามีลูกนับแสนต่อหนึ่งมารดา ดังนั้นสายสัมพันธ์แม่ลูกจึงคล้ายกับการปกครองมากกว่า

    ถ้านับในแง่ของเส้นสายเพื่ออนาคต เลยไม่มีความสำคัญอะไรที่ต้องไปให้ความสำคัญกับคนแบบนั้น

    แต่จะดูถูกเพราะเป็นชนชั้นต่ำสุดไม่ได้เด็ดขาด

    เพราะรายงานแจ้งชัดเจนว่าเธอคนนี้เป็นพวกเฉลียวฉลาดไม่แพ้แม่กับพ่อ

    พวกเด็กน้อยสองคนเดินมาหยุดตรงหน้าของผมอย่างจงใจ

    เจ้าหนุ่มโฮปทำท่าจะเปิดปากพูดบางอย่าง แต่กลับกลืนคำพูดลงคอไปกลางคัน จนกลายเป็นความเงียบชวนอึดอัดขึ้นมาแทน

    เมื่อเห็นว่าเวลาถูกหยุดนิ่ง เราเลยจงใจแสดงแก้วไวน์สีแดงกลิ่นฉุนในมือโดยไม่ยกดื่มให้พวกเขาเห็น

    ถ้าเป็นคนมีหัวคิด จะต้องเข้าใจว่ากำลังมารบกวนเวลาดื่มด่ำของเราอยู่

    แล้วคนที่ทำลายความสงบนั้น คือเพื่อนสตรีสวมสูทขาวที่ยืนอยู่ด้านข้าง

    ถึงจะพยายามเก็บอาการ แต่เห็นได้ชัดว่าเธอถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะเอยปากเปิดบทสนทนาเพื่อทำลายสภาพที่ชวนอึดอัดนี้

    "ต้องขออภัยที่รบกวนเวลาของคุณค่ะ ไม่ทราบว่าคุณพอจะมีเวลาว่างสักครู่มาสนทนากับพวกฉันไหมคะ? "

    สอบตก…

    หมายถึงเจ้าหนุ่มที่ชื่อโฮปที่สอบตกนะ

    เวลาแบบนี้เขาควรจะเป็นคนแนะนำตัวให้เพื่อน ไม่ใช่ให้คนที่ไม่รู้จักเป็นฝ่ายเอยปากพูดเองแบบนี้

    "ได้สิ"

    เราวางแก้วไวน์บนโต้ะไม้กลมด้านข้าง แล้วหันไปประจันหน้ากับพวกเด็กน้อย พร้อมกับโค้งหัวเพื่อเป็นสัญญาณว่า "พูดได้แล้ว"

    "สวัสดีค่ะ ฉันชื่อแฟต เป็นบุตรีของท่านองค์ราชินีแฟตกับวีรบุรุษสเลบ เป็นสหายของคุณโฮป ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณเซอร์ไว"

    "ยินดีที่ได้รู้จัก ข้า เซอร์ไว ต้องขอเสียมารยาทด้วยที่ไม่อาจแนะนำนามของมารดาได้ เพราะอันตัวข้านั้นได้ออกจากใต้อานันท์ของท่านแล้ว"

    "ไม่เป็นไรค่ะ"

    "ฉันได้ยินมาว่าท่านเป็นผู้ส่งบัตรเชิญมาให้พวกเราผ่านทางคุณโฮป เลยอยากจะมากล่าวขอบคุณค่ะ"

    อืม… เป็นเด็กสาวที่ดูมีบุคลิกใช้ได้ไม่เลว

    ที่สำคัญคือเธอเป็นคนสวยน่ารักมาก



    เรากับแม่สาวน้อยเริ่มพูดคุยเรื่องทั่วไปกันอย่างออกรส โดยมีเจ้าหนุ่มโฮปยืนเป็นตัวประกอบฉากอยู่ข้าง ๆ

    เธอใช้วิธีเปิดเรื่องด้วยการพูดในหัวข้อ [งานกระชับมิตร] แล้วพูดถึงบรรยากาศของงาน พูดเรื่องส่วนตัวในรั้วโรงเรียน พูดเรื่องที่เจ้าหนุ่มโฮปเป็นเด็กยากจนสู้ชีวิต และเรื่องบรรดาเพื่อนของเขาว่าสุดยอดแค่ไหน รวมไปถึงพูดเรื่องของไพไรน์ที่เป็นชนเผ่าท้องถิ่น ว่าเป็นสหายที่สนิทกับเขามากทีเดียว

    บลา บลา บลา…

    สรุปคือตั้งใจมาโฆษณาให้เพื่อนว่างั้นเถอะ

    ถือว่าเป็นการพูดขายของที่ดูฉลาดอยู่ แถมยังเลือกคำพูดที่ฉลาดจนไม่ฟังดูโอ้อวดเกินไปด้วย

    มีการรับลูกคู่ปล่อยให้เราพูดแทรกบ้าง ไม่ใช่พูดเอาเองอยู่ฝ่ายเดียวจนน่าด่า

    แต่จะดูฉลาดกว่านี้ถ้าเจ้าโฮปคอยพูดรับลูกคู่ด้วยละนะ...

    ส่วนเรื่องที่พูดว่าโฮปยากจนแต่สู้ชีวิตนั้น คิดจะเรียกคะแนนสงสารจากเราหรือ?

    เธอคงรู้ว่าเราเปิดสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เลยคิดว่าจะใจอ่อนกับเรื่องพวกนี้สินะ

    เสียใจด้วย แต่ข้าสืบเรื่องของพวกเจ้ามาหมดแล้วละ

    "---วันนี้ฉันสนุกมากที่ได้มาพูดคุยกับคุณเซอร์ไวค่ะ ถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากพา [เพื่อน] ที่น่ารักของฉันมาแนะนำให้รู้จักกับคุณสักวันค่ะ แต่ตอนนี้คงไม่ขอรบกวนเวลามากไปกว่านี้ ดังนั้นขอตัวก่อนค่ะ"

    "ทางข้าเองก็รู้สึกสนุกสนานที่ได้พูดคุยกับสาวสวยน่ารักเช่นกันครับ"

    "ชมเกินไปแล้วค่ะ มดทาสอย่างฉันไม่เหมาะสมกับคำว่าน่ารักหรอกค่ะ"

    เธอโค้งตัวอย่างสวยงาม ก่อนจะลากเจ้าหนุมที่ชื่อโฮปออกไป

    เจ้าหนุ่มโฮปดูตื่นตกใจมาก

    สีหน้าของมันอ่านได้ชัดเจนเลยว่า [จบแค่นี้เองเรอะ!?] แบบนั้น

    สรุปคงต้องการมาพูดเรื่องสัญญาที่ไม่เป็นธรรมนั้นจริง ๆ ละมั้ง?

    แต่แม่หนูน้อยนั้นคงเข้าใจสถานะตัวเองว่าเป็นแค่นักเรียน ถึงพวกมันจะเริ่มมีชื่อเสียงจากเหตุการณ์ค้นพบอารยะธรรมสาบสูญ แต่มันก็แค่ชื่อเสียงชั่วคราว ผู้คนมักลืมง่าย มันไม่ใช่ชื่อเสียงที่จีรังยั่งยืนอะไร ดังนั้นเลยไม่กล่าวความต้องการออกมาโดยตรง แล้วใช้วิธีพูดโฆษณาคุณค่าของเพื่อนออกมาแทน

    ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เราได้ตระหนักเอง ว่าชายที่ชื่อโฮปมีดีมากกว่าจะเอามาใช้เป็นตัวตายตัวแทนบริษัท

    ทำอะไรอ้อมค้อมดีนะ ว่าแต่ทำไมต้องอ้อมค้อมแบบนี้ด้วย

    เกรงใจ? ยังไม่กล้าพอ? คิดว่าให้เราเป็นฝ่ายเข้าหาเองจะจีรังยั่งยืนมากกว่า? หรือว่ากลัวโดนเราสั่งเก็บ?

    เออ… ถึงเราจะโหด แต่ไม่โหดถึงขั้นสั่งฆ่าหรอกนะ

    แต่ถ้าเป็นอย่างที่เดา ก็ถือว่าเธอคิดได้รอบคอบระวังตัวดี

    รูปร่างสวยน่ารัก มีมารยาท อ่อนน้อม เข้าสังคมเก่ง แถมยังมีความฉลาดเฉียบแหลมพอสมควร

    อายุเองก็ถือว่าไม่น้อยและไม่มากจนเกินไป

    *ตุ๊บ*

    โอ๊ยเจ็บหัวใจ...

    หัวใจที่เคยคิดว่าเป็นน้ำแข็งกลับเริ่มเต้นอย่างรุนแรงอีกครั้ง

    อยากได้…

    อยากได้เธอมาเป็นภรรยา เป็นราชินีของเรา…

    “เดียวก่อนครับคุณโฮป ความจริงข้ามีเรื่องที่อยากจะพูดกับคุณอยู่อย่างหนึ่ง”

    ตอนแรกตั้งใจจะใช้มันเพื่อเป็นสะพานสู่บรรดาลูก ๆ ของผู้มีอำนาจ

    แต่ดูเหมือนว่าจะได้กำไรมากกว่าที่คิด

    เพราะเจ้าหนุ่มโฮปทำให้ข้ามาพบกับสาวที่เก่งกาจน่ารักคนนี้

    มาพบกับสาวที่ทำให้ข้ารู้สึกได้ถึงคำว่า [ความรัก]

    "ดูเหมือนว่าตัวสัญญาที่ลูกน้องข้าร่างทำกับเจ้าจะมีข้อผิดพลาดที่ไม่เป็นธรรมอยู่ ต้องขออภัยด้วย มันเป็นความผิดของข้าที่ไม่ตรวจสอบให้ดีก่อนเอง ถ้ายังไงพวกเรามานัดพูดคุยแก้ตัวสัญญากันอีกครั้งนะครับ”

    ดังนั้นข้าจึงไม่ลังเลที่จะพูดเช่นนั้นออกไป

    ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ตัวข้าดูดีขึ้นมาในสายตาของแม่นางแฟตนั่นเอง

    จะจีบแม่สาวน่ารักด้วยวิธีไหนดีนะ?



    ***เศรษฐีน้อย (มั้ง) [โฮป]

    “ขอบคุณมากแฟต! ”

    “...ไม่เป็นไรค่ะ”

    ผมกำลังรู้สึกดีใจมาก

    พวกเรากำลังกลับมารวมตัวที่โต๊ะหลังจากแยกตัวกับเจ้าแมลงหน้าเหี้ยม

    สมกับเป็นแฟตที่เป็นมันสมองของกลุ่ม เธอสามารถทำให้ผมมีโอกาสร่างตัวสัญญาใหม่ขึ้นมาได้สำเร็จ!

    “... ว่าแต่ทำไมถึงทำหน้าแบบนั้นละ? ”

    แต่เธอกลับขมวดหนวดมดตรงหัวเข้าหากันอย่างเคร่งเครียดซะอย่างงั้น

    “เปล่าค่ะ แค่ว่ามันง่ายเกินไปค่ะ ตอนแรกฉันคิดว่าอีกฝ่ายคงต้องใช้เวลาสักพักเพื่อประเมินคุณค่าของพวกเรา ดังนั้นฉันเลยไม่พูดถึงเรื่องตัวสัญญาแล้วเน้นไปที่การโฆษณาตัวคุณโฮปค่ะ แต่… ทำไมอีกฝ่ายถึงรีบยื่นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์กับทางเราเร็วแบบนี้กันละคะ? ”

    “นั่นเป็นเพราะว่าแผนการของเธอมันได้ผลยังไงละ! ”

    “ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีค่ะ แต่ถ้าไม่ใช่ละก็…”

    คิดมากไประวังจะแก่เร็วนะแฟต

    “ทั้งคู่ไปไหนมาหรือดอง~”

    ในตอนนั้นเองที่เสียงภูติตัวป่วนประจำกลุ่มดังขึ้น

    ตรงโต๊ะของพวกเรากำลังพูนไปด้วยภูเขาจานที่สูงกว่าสามเมตร

    “กินไปเยอะกว่าขนาดตัวแล้วเฮ้ย!?! ”

    “ไม่ใช่ฝีมือฉันนะดอง! ฝีมือของยัยกลัทโทนี่ย์ต่างหากดอง! ”

    จะบอกว่ากองภูเขาจานนี้เกิดจากฝีมือของยัยกระต่ายนี่นะเรอะ?

    พอมองดูให้ดี ก็พบว่ามีร่างของกระต่ายหูเงินกำลังกินขนมหวานอย่างมูมมามอยู่ใต้กองภูเขาจานอยู่จริง ๆ

    “เนื่องจากไม่อาจทราบได้ว่าแหล่งพลังงานจะถูกแย่งชิงไปอีกเมื่อไหร ดังนั้นจึงต้องสำรองเอาไว้ให้เยอะ ๆ ค่ะ ดิฉันขอลาขาดสภาพที่ถูกเถาวัลย์หนามแดงกัดกินเตาพลังงานเป็นครั้งที่สองค่ะ”

    แม่สาวกระต่ายหันมาตอบข้อสงสัยผมราวกับอ่านใจได้ ก่อนจะเริ่มสวาปามอาหารตรงหน้าต่อ

    “ท่านผู้ช่วยเทพครับ…”

    ส่วนชายสิงโตที่ชื่อว่าไพไรน์กำลังยืนมองด้วยสายตาที่ลำบากใจ

    มีหุ่นยนต์กินจุแบบนี้คงลำบากหน่อยนะไพไรน์

    “พลุละ”

    “สวยจัง”

    เสียงของผู้คนรอบข้างเริ่มดังอึกทึกขึ้นอีกครั้ง

    บนท้องฟ้ายามราตรีที่มีพระจันทร์สีชมพูสามดวงส่องสว่างเป็นฉากหลัง กำลังเต็มไปด้วยแสงจากพลุที่ยิงขึ้นท้องฟ้า

    พลุเหล่านั้นถูกส่งขึ้นสูงก่อนจะปริระเบิดออก

    แน่นอนว่าทุกสิ่งที่ส่งขึ้นท้องฟ้าสูงเกินสิบห้าเมตร ย่อมถูกแสงเลเซอร์จากหอคอยลึกลับใจกลางทวีปโจมตีใส่

    กระสุนพลุนับร้อยที่วิ่งตัดกับเส้นแสงสีแดงได้กลายเป็นภาพที่งดงามอย่างน่าเหลือเชื่อ

    มันดูเหมือนกับภาพของฝนดาวตกที่วิ่งขึ้นท้องฟ้า ไปพร้อมกับมีสายทางช้างเผือกสีแดงวิ่งตัดผ่านหมู่ดาวหลากสี

    เสียงของผู้คนต่างร้องดังอื้ออึงอย่างชื่นชมให้กับภาพที่สวยงามนั้น

    ในสายตาของผม ผมรู้สึกว่าพลุตรงหน้าคือการจุดฉลองให้กับความร้ำรวยที่กำลังจะเข้ามาหา

    “ฮะ ฮะ ฮะ”

    ดังนั้นผมเลยอดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มอย่างมีความสุขเช่นนี้

    “ถ้าคิดว่าจบแล้ว ระวังจะเจ็บตัวนะคะ”

    “... ขอโทษครับที่ได้ใจ”

    ก่อนจะถูกแฟตตบหัวสั่งสอนด้วยวาจาเช่นนั้น



    5 ชั่วโมงต่อมา

    ***ประธานสีเทา [เซอร์ไว]

    “สภาพยังกับหลังสงครามเลยนะครับท่านประธาน [เซอร์ไว] ”

    “ตามนั้นแหละ [ซีโร่] ”

    ชายเผ่ามนุษย์ผิวขาวผมทองดัดศกตัวสูงใหญ่ที่เป็นเลขาประจำตัวกำลังโค้งให้กับเราอย่างสุภาพ

    ตอนนี้งานกระชับมิตรได้จบลงแล้ว และเรากำลังนั่งพักผ่อนอยู่ในบ้านไม้แสนรักของตัวเองอยู่

    กลิ่นหอมอมเปรี๊ยวหวานของผลไม้หมักในแก้วไวน์กำลังถูกยกรินลงคอ

    ของเหลวสีแดงเริ่มสร้างรสชาติเผ็ดร้อนปนหวาน ก่อนจะทำให้ร่างกายเริ่มอบอุ่นขึ้น

    นี่ละชีวิต

    ไม่ต้องคอยใส่หน้ากาก ไม่ต้องคอยระวังคนมาหลอก และไม่ต้องคอยไปหลอกต้มคนอื่น

    “ทางแขก VIP เป็นยังไงบ้าง? ”

    “ประธานยะมะโตะสนใจแต่ระบบนิเวศกับตำนานพื้นเมือง ส่วนบานาสนใจการจัดงานประลองยุทธ์กับชนเผ่าท้องถิ่นครับ”

    “เหมือนที่เดาเอาไว้เลยแฮะ”

    *จ๊อก*

    เสียงรินไวน์เพิ่มดังขึ้นไปทั่วห้องไม้เก่าแก่

    ซีโร่หยุดพูดรอจนกระทั้งเรารินจนเสร็จ แล้วจึงเริ่มพูดต่อ

    “ส่วนองค์ราชินีทั้งห้ามีพูดถึงเรื่องการขอซื้อพื้นที่จากชนเผ่าท้องถิ่น เพื่อการอพยบประชากรเข้ามาอาศัยครับ”

    “พวกมันยอมหรือเปล่า? ”

    “มีทั้งคนที่ยอมกับคนที่ต่อต้านครับ แต่ส่วนใหญ่จะมีท่าทีต่อต้าน เพราะชนเผ่าท้องถิ่นมองว่าดินแดนแห่งนี้คือของพวกเขาทุกตารางนิ้วครับ”

    “อย่างงั้นหรือ? ”

    เราเริ่มรินไวน์แก้วที่สองแล้วส่งให้เลขาผู้ซื่อสัตย์

    “ใครคือคนที่เห็นด้วยกับการให้พวกราชินีซื้อพื้นที่? ”

    “มีแค่ตัวแทนชนเผ่าหนู [อเมทิสต์] ที่ยอมรับได้ครับ แต่เขาขอต่อรองให้เป็นการ [เช่า] แทนซื้อขาดครับ ส่วนตัวแทนคนอื่นอย่างชนเผ่าเสือ [อความารีน] ชนเผ่าหมี [รูบี้] ชนเผ่ากอลิล่า [สโมกกี้ควอร์ต] นั้นขอกลับไปปรึกษาในเผ่าก่อน และตัวแทนจากเผ่าที่เหลือคัดค้านในทันทีครับ”

    “ตัวแทนเผ่าหนูอย่างงั้นหรือ…”

    เจ้านี่ฉลาดไม่เบา

    ความจริงทุกคนรู้หมดนั่นละ ว่าต้นเหตุที่พวกเราเริ่มทำการบุกเบิกทวีปใหม่ ก็เพื่อหาที่อยู่ให้กับประชากรเผ่ามนุษย์มดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    พวกเราเป็นผู้ชนะสงคราม และมีพลังมากพอจะขโมยทุกสิ่งไปจากพวกมันได้ ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่จะเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุเดิมออกไป แล้วถูกพวกเผ่ามนุษย์มดมาอาศัยแทนที่

    แต่พวกเราไม่ทำ เพราะพวกเราไม่ได้ป่าเถื่อนขนาดนั้น เลยยื่นเงื่อนไขที่อ่อนลงไปให้กับพวกเขาแทน

    ชนเผ่าหนู [อเมทิสต์] คงรู้สึกถึงข้อเท็จจริงนี้ มันเลยยอมรับเงื่อนไขที่ฝ่ายเรายอมอ่อนข้อให้

    แถมยังฉลาดพอที่จะเปลี่ยนสัญญาจากการ [ซื้อขาด] เป็น [เช่า] แทนด้วย

    แต่ในสายตาของเผ่าพวกมันคงถูกดูแคลนว่าเป็นคนขายชาติไปแล้วละมั้ง?

    “หาทางนัดพบเจ้าคนที่ชื่อ [อเมทิสต์] ให้ข้าหน่อย”

    เราไม่สนใจเรื่องปัญหาประชากรของเผ่ามนุษย์มด ไม่สนใจความขัดแย้งหรือวัฒนธรรมของชนเผ่าท้องถิ่น

    ที่เราสนใจมีเพียงแต่ปากท้องของลูกน้องกับครอบครัวของตัวเองที่ล้ำค่าเท่านั้น

    ดังนั้นจึงต้องรีบทำความรู้จักคนแบบนี้เอาไว้แต่เนิ่น ๆ

    เพราะข้ายังเชื่อว่าในดินแดนแห่งนี้จะต้องมีทรัยากรณ์ล้ำค่าซุกซ่อนเอาไว้อยู่สักที่ใดที่หนึ่งแน่

    ของแบบนี้ถามหาจากคนท้องถิ่นมันรวดเร็วกว่าเป็นไหน ๆ อยู่แล้วใช่ไหมละ?

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน