ตอนที่ 3
ยามเย็นก่อนพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน ท้องฟ้าสีส้มแดงฉานสะท้อนลงบนผิวน้ำทะเลเป็ประกายทองแดง คลื่นซัดกระทบโขดหินเบาๆ ส่งเสียงเป็จังหวะเนิบช้าดุจดนตรีผ่อนคลาย
ลมทะเลพัดเอื่อยอย่างเย็นสบาย ช่วยผ่อนคลายความร้อนระอุจากกลางวัน กลิ่นเค็มๆ ของไอทะเลผสมผสานกับกลิ่นหอมของสนไม้ชายฝั่งลอยมาแตะจมูก
นกทะเลบินโฉบต่ำอยู่ไกลๆ ทิ้งเงาดำพาดผ่านผิวน้ำ แสงและเงาที่ทาบทับโขดหินซึ่งเปียกชื้นทำให้ทุกสิ่งดูราวกับมีชีวิต และซ่อนเร้นความลับบางอย่างเอาไว้
พื้นทรายเริ่มเย็นลงจนััเท้าได้สบาย เสริมบรรยากาศโรแมนติกที่แฝงไว้ด้วยความลึกลับและน่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง เหมาะกับทั้งการพักผ่อนและดื่มกิน
“แฟลช ฮีล…” จิณจ้องเขม็งไปยังเซเวียร์ พร้อมร่ายคาถารักษาอย่างรวดเร็ว…ทั้งที่อีกฝ่ายไม่ได้ร้องขอ
ชายหนุ่มจับไปที่ขมับขวา บริเวณที่เคยมีโลหิตไหลซึม เขาพบว่าาแนั้น สมานตัวจนหายสนิทแล้ว
“เ้าร่ายเวทมนตร์รักษาให้ข้าเนี่ยนะ? ดูท่าจะติดใจข้าเข้าให้แล้วสิ” เซเวียร์ยังคงยิ้มเ้าเล่ห์ไม่เปลี่ยน
ทว่าจิณกลับนิ่งเงียบ ไม่ตอบโต้คำยียวนนั้นแม้แต่น้อย
“แปลกจัง?”
อริสาเอียงคอด้วยความสงสัย
“แวมไพร์น่าจะเป็อันเดดนี่”
“จริงด้วยสิ…เวทศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ 'รักษา' สำหรับเผ่าพันธุ์เ้า…มันน่าจะเท่ากับการโจมตีใช่ไหมล่ะ?”
การ์เน็ตเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคลือบแคลง แววตาสีแดงเข้มวาววับในความมืด ราวกับเปลวเพลิงบ้าคลั่งที่สะท้อนจากเครื่องจักรกลสนิมเขรอะ
“อ๋อ…ร่างนี้เคยเป็ของมนุษย์ ก่อนข้าจะหลับใหล…ได้ย้ายจิติญญาเข้ามา”
เซเวียร์เอ่ยพลางเคี้ยวปลาย่างอย่างไม่เร่งรีบ
“มันก็เลยไม่เป็ไรมั้งนะ เอ๊ะ!! เดี๋ยวนะ…ที่เ้าร่ายเวทใส่ข้า ที่จริงไม่ได้คิดจะช่วยนี่หว่า!!”
“ชิ!!” จิณเพียงสะบัดหน้าหนี
“ใจเย็นก่อน นางเองก็คงไม่ได้คิดถึงจุดนี้หรอก”
อริสาพยายามไม่ให้เกิดศึกปะทะคารมครั้งใหม่
“ที่จริงคงอยากจะช่วยเ้าเป็การขอโทษแหละ”
“ทำไมข้าต้องอยากขอโทษด้วย!!” จิณที่เงียบมาตลอด อยู่ดีๆ ก็สวนขึ้นเสียงดัง
“เอาน่า…ถือว่าข้าขอล่ะ ยังไงก็ต้องร่วมทางกันแล้ว อย่าทะเลาะกันเลย…นะ”
อริสายิ้มหวานให้ทั้งสองสมานสามัคคี และนั่นก็ดูจะได้ผลลัพธ์ที่ดี อย่างน้อยก็ครั้งนี้
“เ้าอยากเล่าไหมว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้?” การ์เน็ตพาเปลี่ยนเื่ไปส่วนที่เธอใคร่อยากรู้
“เ้าอยากรู้ส่วนไหนล่ะ?” เซเวียร์ยังคงเคี้ยวเนื้อปลาเต็มปาก
“อย่าเพิ่งถามเลย ให้เขาเพลิดเพลินมื้อแรกหลังหลับมานานหกสิบเจ็ดปีเถอะ” อริสาตอบแทนอย่างคนที่รู้ใจ
“ใช่!! เรามาคุยเื่จุดหมายต่อไปเถอะ” จิณกล่าวเสียงหนักแน่น พยายามตัดบทสนทนาและมุ่งไปที่ภารกิจหลัก
“นั่นแหละที่ทำไมข้าถึงอยากรู้เื่ของเ้าแวมไพร์นี่ เพราะตอนนี้พวกเราไม่เหลือเบาะแสอะไรแล้ว” การ์เน็ตส่ายศีรษะด้วยความสิ้นหวัง
“อาจจะยังน้า…”
อริสาแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่มีความหวัง
“บางทีเหล่าัเฒ่าอาจจะบอกอะไรพวกเราได้”
“ัไหน?” เซเวียร์รู้สึกสนใจขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำเรียก ‘เหล่าัเฒ่า’ เหมือนกับมีอะไรฝังใจ
“อื้อ!! เป็กลุ่มัที่ว่ากันว่าเป็พันธมิตรกับมนุษย์นะ”
อริสาชูสองมือขึ้นสูงอย่างร่าเริง ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักของก้อนเมฆ
“พวกเขาถูกยกย่องว่า 'ทรงภูมิปัญญาที่สุด' ในทวีปแห่งนี้เลย…!!”
“ดีงั้นพวกเราไปหาพวกมันกันเถอะ”
เซเวียร์ลุกขึ้นยืนยกขาขวาขึ้นเหยียบบนก้อนหิน จนเผยให้สามสาวเห็น ‘ัน้อย’ ที่ไม่ได้น้อยสมชื่อ ซึ่งกำลังผงาดง้ำท้าทายสายลมแสงแดดอย่างไม่เกรงใจฟ้าดิน
และนั่นทำให้อริสารีบปิดหน้าด้วยฝ่ามืออย่างเขินอาย แต่ก็เผลอแอบชำเลืองเล็กน้อย
“หาเสื้อผ้าใส่ก่อนเถอะ ข้าชักจะไม่ไหวละ” จิณกล่าวด้วยความรู้สึกขยะแขยง
“ข้าจะเป็ผู้ปกครองที่เปิดเผยจริงใจ ดังนั้นก็ไม่ควรจะมีอะไรต้องปกปิดนี่”
เซเวียร์ลั่นปรัชญาเพี้ยนๆ ออกมา ทว่าแท้จริงแล้ว…เขาเพียง้าอวดสัญลักษณ์ความเป็ชายที่สุดจะแข็งแกร่งให้สาวๆ เห็นก็เท่านั้นเอง
“ข้าชอบ…ข้าชอบ!! ตรรกะวิบัติแบบนี้มันโดนใจข้าสุดๆ ไปเลย!!”
การ์เน็ตปรบมือให้กับความคิดบ้าๆ นี้ และมีเพียงคนเช่นเธอที่เข้าใจมันจริงๆ ต่างจากอีกสองสาวที่ได้แต่หลบตา
“แล้วจะไปหาเ้าัพวกนั้นได้ที่ไหน?” เซเวียร์ถามมุ่งมั่นไม่ติดเล่นเหมือนก่อนหน้า
“ก็ต้องเป็เทือกเขาดราก้อนพีคอยู่แล้ว” อริสาหยิบแผนที่ออกมากาง พร้อมชี้ไปยังจุดเหนือสุดของทวีป
“ไม่ไกลเท่าไหร่นี่” เซเวียร์ลูบคางพึมพำ
“ไม่ได้เด็ดขาด!!”
จิณทักท้วงเสียงหนักแน่น
“มันเสี่ยงอันตรายเกินไป”
“มีข้าอยู่ทั้งคน รับรองพวกเ้าไม่จำเป็ต้องออกแรงเลย แค่คอยหลบให้ดีๆ ก็พอ” าาแวมไพร์โอ้อวด
“เ้ามีความหลังกับเผ่าพันธุ์ัสินะ” การ์เน็ตที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่เอ่ยอย่างรู้ทัน
“ใช่ เพราะพวกมันกวาดล้างเผ่าพันธุ์ข้า ทำให้ข้าต้องมาหลบฟื้นฟูอยู่ถึงขอบทวีปนี่ไง” เซเวียร์ตอบเสียงเข้ม สีหน้าฉายแววโกรธแค้นอย่างชัดเจน
“แล้วครั้งนี้เ้าจะไปชนะพวกมันได้ยังไง?” จิณถามกลับด้วยความใคร่อยากรู้
“ถ้าเจอกันตัวต่อตัวก็ไม่เกินมือข้าหรอก!! ครั้งก่อนพวกมันตั้งสิบกว่าตัว เล่นขี้โกงรุมข้านี่หว่า” เซเวียร์ตอบเสียงห้วน ใบหน้าฉุนขาดเมื่อกล่าวถึงความพ่ายแพ้ในอดีต
“ขี้โกงอะไร…”
จิณเอ่ยเสียงเรียบ แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเ็า
“ใครๆ ก็เรียก ‘กลยุทธ์’ ทั้งนั้นแหละ” เป็การสวนกลับด้วยคำที่เซเวียร์เคยใช้กับเธอ
อริสาและการ์เน็ตที่ได้ยินถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ไม่คาดคิดว่าผู้นำปาร์ตี้อย่างจิณจะหาจังหวะจิกกัดคืนได้เจ็บแสบเช่นนี้
“ปากดีไปเถอะ…ข้าเอาจริงเมื่อไหร่ เ้าจะคลานมาแทบเท้าเลยทีเดียว” เซเวียร์กล่าวด้วยน้ำเสียงคุกคาม ไม่ยอมลดราวาศอก
“เอาเป็ว่า…ยังไงข้าก็ไม่ยอมเสี่ยง ที่นั่นมันอันตรายเกินไป!!” จิณออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“เชอะ!! ไม่เป็ไร แค้นของข้ารอพวกเ้าแก่ตายไปก่อนค่อยไปสะสางก็ได้” เซเวียร์แค่นเสียงในลำคอ พร้อมกับสะบัดหน้าหนีอย่างไม่สบอารมณ์
“เช่นนั้นจะเอายังไงต่อ?” อริสาขอความคิดเห็น
“คืนนี้นอนพักก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยออกเรือ”
จิณที่แม้จะไม่มีแผนที่แน่ชัด ก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
“ถ้าใครมีความคิดหรือเบาะแสใหม่ ค่อยมาคุยกัน”
สิ้นสุดคำบัญชาของจิณ ก็เป็จังหวะเดียวกับที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าและมื้อเย็นสิ้นสุดลงพอดี ทุกคนต่างแยกย้ายไปยังจุดต่างๆ รอบกองไฟเพื่อพักผ่อน
ลานโขดหินริมผาเงียบงัน มีเพียงเสียงคลื่นกระทบฝั่งดังเป็จังหวะเนิบช้า ลมทะเลยามค่ำพัดกลิ่นเกลืออวลไปทั่ว แสงไฟจากกองเพลิงของแคมป์วูบไหวราวแสงของดวงดาวที่ใกล้ดับ
เซเวียร์นั่งพิงโขดหินอย่างเงียบสงบ แสงจันทร์สีเงินสาดส่องทาบบนใบหน้าเพียงครึ่งซีก อีกครึ่งจมหายไปในเงามืดสนิท ดวงตาแดงเข้มสะท้อนเงาคลื่น ราวกับกำลังมองเห็นบางสิ่งที่ไกลเกินกว่าโลกนี้จะหยั่งถึง
เขาไม่ขยับ ไม่แม้แต่จะหายใจแรงเกินจำเป็ ช่างเหมือนรูปสลักแห่งรัตติกาล ที่แม้กาลเวลาจะกร่อนทุกสิ่ง แต่ก็ไม่อาจพรากความมีชีวิตจากเขาได้
“คืนที่ลมทะเลเย็นเฉียบเช่นนี้…ในอดีตเคยมีแต่เสียงัคำราม และเืร้อนที่เดือดพล่านอยู่ในลำคอข้า…”
เสียงของเขาแ่เบา ราวกับพูดกับเงาในทะเลมากกว่าจะพูดกับมนุษย์คนใด ความทรงจำเก่าผุดขึ้นมาเป็ภาพ เปลวเพลิงที่ลุกโชนจากปีกั ความแผดเผาของเหล็กกล้า และเสียงคำรามสุดท้ายก่อนร่างของตนจะถูกฝังอยู่ในเถ้าถ่าน
ความเงียบงันปกคลุมอีกครั้ง…มีเพียงเสียงคลื่นเท่านั้นที่ตอบกลับ ราวกับว่าท้องทะเลเองก็จดจำเื่ราวเ่าั้ได้ดี
เสียงรองเท้าบูตย่ำลงบนหินเปียกเบาๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง…เสียงนั้นแ่เบาราวจงใจจะพรางตัว แต่สำหรับผู้มีหูแหลมคมดั่งสัตว์แห่งรัตติกาล เซเวียร์ได้ยินั้แ่ย่างก้าวแรก
เขาไม่ขยับแม้แต่น้อย ริมฝีปากเพียงยกขึ้นเป็รอยยิ้มบางเบา
“เ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือ…ว่ามีคนมาแอบดู?”
เสียงทุ้มต่ำราวจะกลืนหายไปกับคลื่นและลม ทำให้การ์เน็ตที่คิดว่าตนแอบมาได้อย่างแเีถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย แต่เธอก็แสร้งทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ เดินอ้อมมาข้างหน้าในเงาแสงจันทร์
รูปร่างผอมเพรียวในชุดบิกินีสีดำเผยออกมาอย่างชัดเจน พร้อมกับรอยยิ้มเ้าเล่ห์ที่ประดับอยู่บนใบหน้าของเธอ
“ข้าก็แค่…มาดูว่าาาขี้โม้แอบหนีมานั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้หรือเปล่าต่างหาก”
ประกายแสงไฟจากกองเพลิงวูบไหวในดวงตาของการ์เน็ต สะท้อนความล้อเล่นครึ่งหนึ่งและความท้าทายอีกครึ่งหนึ่ง
“ทำไมเ้าถึงไม่ไปหาอริสาอย่างที่พูดไว้เมื่อตอนกลางวัน?”
“ถ้าข้าไปอย่างที่ลั่นวาจาไว้ คืนนี้ก็จะไม่ใช่ของเ้านะสิ?”
เสียงตอบของเซเวียร์แฝงรอยเย้าหยันอย่างชัดเจน ทว่าแววตามีบางอย่างที่ต่างไปจากทุกครั้ง ความเงียบขรึมบางอย่างปนอยู่ใต้รอยยิ้ม ยามที่แสงจันทร์ขีดเงาบนกล้ามแขนและอกเปลือยของเขา
การ์เน็ตหัวร่อในลำคอเบาๆ ก่อนจะเอียงคอมองเขาคล้ายแมวที่เจอของเล่นชิ้นใหม่
“เ้ายอมให้ข้า่ชิงสิทธิก่อนนาง ง่ายดายเช่นนี้เลยหรือ?” เธอพูดพลางทรุดตัวลงนั่งเบียดชิดไหล่ข้างเขาอย่างไม่มียางอาย
“แล้วเ้ามาหาข้าในยามที่โลกทั้งใบเงียบงันเช่นนี้…เ้าคิดหรือว่าข้าจะปล่อยให้เ้าเดินกลับไปโดยไม่ทิ้งรอยใดไว้เลย?”
เสียงทุ้มต่ำของเขาขยับแ่เบา ริมฝีปากโค้งขึ้นในเงาแสงจันทร์ ราวกับกำลังเย้ยหยันพรหมลิขิต
การ์เน็ตหัวร่อแ่เบา ทว่าเสียงนั้นสั่นไหวเล็กน้อย
“เ้าบอกว่าจะไม่ปล่อยให้ข้าเดินกลับไปโดยไม่ทิ้งรอยไว้…”
เสียงเธอแ่ต่ำลง แต่ยังคงแฝงรอยยิ้มร้าย
“ถ้าเช่นนั้น…ข้าก็ควรเป็ฝ่ายชิงลงมือก่อนสินะ?”
ยังไม่ทันให้เขาตอบ…การ์เน็ตก็พลิกกายขึ้นคร่อมเขาอย่างไม่เกรงใจ สายตาที่จ้องเซเวียร์นั้นเต็มไปด้วยไฟปรารถนา ประดุจกำลังออกล่าเหยื่อ ปลายนิ้วเรียวแตะที่ขากรรไกรคมสันของเขาเบาๆ ก่อนจะลากไล้ขึ้นไปอย่างเชื่องช้าจนถึงริมฝีปาก
“เ้ากล้าเกินกว่าที่ข้าคิดไว้มาก…มนุษย์น้อย” แวมไพร์หนุ่มดูดปลายเรียวนิ้วนั้นตอบอย่างแ่เบา
อุณหภูมิของอากาศรอบกายดูราวกับหยุดนิ่ง ลมทะเลยามค่ำซัดผ่านผิวกายทั้งคู่ ทว่ากลับรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผดเผาอยู่ใต้ิั
ปลายนิ้วของการ์เน็ตยังคงวางอยู่ตรงริมฝีปากนั้น ก่อนที่แวมไพร์หนุ่มจะจับข้อมือเธอไว้แน่น เพียงเสี้ยววินาที…ความเย็นะเืจากมือของเขาตัดกับความอุ่นของเธออย่างรุนแรง ราวเปลวไฟที่ปะทะกับน้ำแข็ง
“ระวังให้ดี…เกมที่เ้าคิดจะเล่น อาจกลายเป็สิ่งที่กลืนกินเ้าเอง”
เสียงของเขาเหมือนกระซิบ ทว่ากลับมีแรงดึงดูดมหาศาลที่ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง
การ์เน็ตหัวร่อในลำคออีกครั้ง
“เ้าคิดว่าข้ากลัวหรือ?”
ดวงตาสีแดงฉานของทั้งสองจ้องประสานกัน เผยเปลวไฟแห่งความปรารถนาที่ไม่ต้องเอ่ยคำใดก็รับรู้ถึงสิ่งนั้นได้
การ์เน็ตยันตัวลุกขึ้นยืนชั่วขณะ ท่ามกลางแสงจันทร์สีเงิน ชุดบิกินีสีดำที่บดบังเรือนร่างถูกปลดออกและทิ้งลงสู่พื้นอย่างไม่ไยดี เผยทุกส่วนโค้งเว้าอันสวยงามให้เซเวียร์ได้เห็น ก่อนที่เธอจะทรุดตัวลงนั่งคร่อมเขาอีกครั้ง
“อืมมม~” เธอครางต่ำในลำคอ เมื่อรู้สึกถึงความแน่นและร้อนผ่าวบริเวณท้องน้อย
“เ้าช่างซุกซนนัก”
เซเวียร์เอ่ยเสียงแหบพร่า
“ให้ข้าได้มอบความสุขตอบแทนความกล้านี้ซะหน่อยเถอะ”
“อ้าาา~” เสียงครางกระเส่าหลุดรอดจากลำคอของการ์เน็ต ที่ตามมาด้วยเสียงหัวเราะบ้าคลั่ง ราวจะกลืนหายไปกับเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็จังหวะเนิบช้า
เธอโน้มกายลงจนอกของทั้งสองแนบชิดสนิทกัน ลมหายใจอุ่นเฉียดผ่านแก้มเขา ก่อนที่ปลายนิ้วเย็นเฉียบราวหินน้ำแข็งของเซเวียร์จะลากไล้ผ่านแนวเอวเธออย่างจงใจ…ไม่หนักหน่วง ทว่าเพียงพอให้ผิวสั่นวูบไปตามแรงัันั้น
รอบกายคล้ายจะเงียบสงัดลง เหลือเพียงเสียงกระซิบของจังหวะหัวใจที่บีบรัดประสานกันในความมืด ลมหายใจของเธอแ่ถี่และรุนแรงขึ้น เฉกเช่นเดียวกับสะโพกที่ถูกตรึงไว้กลับขยับไหวเองอย่างสิ้นหนทางจะควบคุม
ลมหายใจของการ์เน็ตเริ่มสั่นถี่รุนแรงขึ้นทุกขณะ ราวกับทุกััของเขากำลังเร่งเร้าความรู้สึกบางอย่างที่เธอเองก็ไม่อาจควบคุมได้
มือที่วางบนไหล่เขากำแน่นเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว กล้ามเนื้อใต้ผิวเธอสั่นเกร็งเล็กน้อย ขณะที่แววตาแดงวาบของเซเวียร์ยังคงตรึงอยู่กับใบหน้าเธอ
“เป็ยังไงล่ะ? อีกเดี๋ยวเ้าก็จะได้รับ ‘น้ำทิพย์วิเศษ’ ของข้าแล้ว!! ฮา…ฮ่าๆๆๆๆๆๆ” เซเวียร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันและหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาแดงฉานเต็มไปด้วยความมืดมิดและชัยชนะ
“ยะ…ยอดเยี่ยม ข้า…ข้าใกล้แล้ว!! อ้าาา~” การ์เน็ตครางตอบอย่างควบคุมไม่ได้ ใบหน้าเหยเกด้วยความรู้สึกที่พุ่งสูงถึงขีดสุด
ตู้ม!!