หลิวอี้จอมกระบี่ [Another God !? : Swords]

    Season 1 บทที่ 7 แดนวงกตฯ ตอน ประตูศิลาพื้นที่พิเศษ

            สิ่งแรกที่กลุ่มหลิวอี้ทำเมื่อมาถึงคือ การไปรายงานตัวที่สามาคมนักผจญภัยสาขาหมู่บ้านลิงภูเขา อย่างน้อย ๆ พวกเขาก็ไม่ต้องลำบากเรื่องที่พัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกหลิวอี้สามารถไปพักอาศัยในบ้านของไฮฟงที่อยู่ในมิติสัตว์เลี้ยงได้ แต่ในความรู้สึกของทุกคนนั้นการใช้ชีวิตเช่นนี้เป็นอะไรที่น่าประทับใจกว่ากันเยอะหรือก็คือสีสันของชีวิต 

     

    “พรุ่งนี้พวกเราจะเดินทางกันต่อเลยไหม จริง ๆ หมู่บ้านลิงภูเขาแห่งนี้มีพื้นที่พิเศษอยู่เช่นเดียวกับหมู่บ้านกระต่ายขาว” ไฮฟงกล่าวถามในระหว่างมื้ออาหาร

     

    “เสียดายนักพื้นที่พิเศษแมวสายฟ้านั่นยังไม่เปิด ไม่เช่นนั้นพวกเราคงได้เข้าไปแล้ว” ชื่อหวันเฉิงพูดขึ้นมา เพราะตอนเมื่อครั้งอยู่ที่หมู่บ้านกระต่ายขาว พื้นที่พิเศษแมวสายฟ้าเพิ่งถูกเปิดการใช้งานไป จึงทำให้พวกหลิวอี้เข้าไปไม่ได้ การจะเขาพื้นที่พิเศษเหล่านี้นั้นในการเปิดใช้แต่ละครั้งจะมีระยะเวลาของมันคือ 3 วัน หากพวกเขาจะใช้ประตูของที่นั่นคงต้องเสียเวลาอันมีค่าไปโดยเปล่าประโยชน์

     

    “พี่รอง ท่านคงหมายความว่า พื้นพิเศษของหมู่บ้านนี้กำลังเปิดใช่หรือไม่” หลิวอี้เข้าใจสิ่งที่พี่ชายคนใหม่จะสื่อ

     

    “ถูกแล้ว เมื่อวานข้าได้ขอให้แม่นางเจียวติดต่อมายังสมาคมของที่นี่ เพื่อสอบถามเวลาเปิดของพื้นที่พิเศษ ประตูศิลาของหมู่บ้านแห่งนี้ จะสามารถใช้งานได้ในเวลาเที่ยงตรงของวันพรุ่งนี้” ไฮฟงอธิบาย

     

    “เช่นนั้นเราควรใช้โอกาสนี้” เป็นหลี่เทียนชื่อบอกกับทุกคน และทุกคนก็เห็นพ้อง

     

    “ได้ ข้าจะไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่สมาคมเพื่อขอใช้งานประตูพื้นที่พิเศษ” จากนั้นไฮฟงจึงเดินออกจากกลุ่มไป โดยปกติแล้วเหล่านักผจญภัยจำเป็นต้องลงทะเบียนขอใช้งานก่อน เพื่อความเป็นระเบียบในการจัดสรรอันดับการใช้งาน แต่ด้วยที่หมู่บ้านลิงภูเขานั้น ไม่มีนักผจญภัยเท่าไหร่ การพูดคุยเพื่อขอให้กลุ่มผู้พิชิตฯ ใช้งานประตูศิลาจึงไม่ใช่เรื่องยาก

     

    “ว่าแต่พื้นที่พิเศษของหมู่บ้านนี้แตกต่างจากหมู่บ้านกระต่ายขาวยังไง” เตียวเซียงถามขึ้นมา

     

    “ข้ารู้” เป็นชื่อหวันเฉิงตอบรับคำหญิงสาว “จากที่ข้ารู้มา ระดับของสัตว์อสูรของหมู่บ้านแห่งนี่สูงกว่าหมู่บ้านกระต่ายขาว 1 ระดับ นอกจากนี้สัตว์อสูรยังแตกต่างกันมาก ของหมู่บ้านกระต่ายขาวนั้นเป็นแมวสายฟ้าแบบเสี่ยวไป๋ แต่ของหมู่บ้านลิงภูเขาคือ หมูป่าเถาวัลย์”

     

    “ทำไมเจ้าถึงรู้เรื่องนี้ได้” เตียวเซียงถามกลับเพราะยากจะเชื่อ

     

    “แน่นอนข้อมูลคือเรื่องสำคัญ เมื่อคืนข้าได้เข้าไปพูดคุยกับชาวบ้านและกลุ่มนักผจญภัยมา ทำให้รู้อะไรของที่นี่หลายอย่าง” ชื่อหวันเฉิงพูดพร้อมแสดงสีหน้าภูมิใจ

     

    “นอกจากนี้พื้นที่พิเศษของที่นี่ยังให้รางวัลสำคัญ” เป็นไฮฟงที่เดินกลับมา จึงกล่าวเสริมข้อมูลให้ทุกคนรับรู้ ทำให้สีหน้าของทุกคนเกิดความสงสัยรวมถึงชื่อหวันเฉิงด้วยเช่นกัน เพราะเขาคล้ายจะขาดตกข้อมูลสำคัญนี้

     

    “มันคืออะไร?” ชื่อหวันเฉิงถามแทนทุกคน

     

    “ยันต์อัญเชิญสัตว์อสูรรับใช้” ไฮฟงกล่าวชัดเจน สร้างประกายในดวงตาของทุกคนทันที เพราะทุกคนต่างเห็นความพิเศษของการมีสัตว์อสูรรับใช้แล้วทั้งสิ้น กล่าวคือพวกเขาจะสามารถมีมิติสัตว์เลี้ยงของตัวเองได้นั่นเอง  “เรื่องนี้ข้าก็เพิ่งรู้จากเจ้าหน้าที่สมาคมฯ ครั้งก่อนที่ข้ามาข้ามัวแต่จะติดตามพี่ชาย จึงไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ โชคดีที่เมื่อครู่ เจ้าหน้าที่ได้บอกเรื่องนี้แกข้า”

     

    “ประเสริฐนัก ข้าอยากได้สัตว์เลี้ยงน่ารัก ๆ แบบเสี่ยวไป๋และเสี่ยวเฮ่ย” หลินชิงจ้าวที่เงียบอยู่นาน ได้พูดขึ้นอย่างมีความสุข

     

    “ชิงเอ๋อ เจ้าคิดหรือว่ามันมีแต่สัตว์น่ารัก ดีไม่ดีเจ้าอาจจะได้งูหรือจิ้กจกตุ๊กแกมาเป็นสัตว์เลี้ยงก็ได้” เตียวเซียงอดไม่ได้ที่จะแกล้งศิษย์น้อง

     

    “โธ่ ศิษย์พี่ท่านพูดจนข้ากลัว…” หลินชิงจ้าวกล่าวอย่างตัดเพ้อ สร้างความขำขันให้กับทุกคนในกลุ่ม สีสันความสุขของกลุ่มหลิวอี้ได้เติมเต็มแก่ผู้คนโดยรอบ

     

     

            แสงแดดสาดร้อนแรงบ่งบอกถึงเวลาใกล้เที่ยงวัน หญิงสาวสองนางเดินนำขบวนด้วยความตื่นเต้นกว่าผู้ใด บนอ้อมแขนระหว่างอกของพวกนางนั้นมีก้อนขนขาวและดำเด่นชัด มันคือ เสี่ยวไป๋และเสี่ยวเฮ่ย สัตว์อสูรรับใช้ของไฮฟง

     

    “ข้าอยากได้สัตว์อสูรสีขาวเช่นเสี่ยวไป๋” เตียวเซียงสนทนากับหญิงสาวด้านข้าง หรือก็คือหลินชิงจ้าว ในอ้อมกอดของนางนั้นมีก้อนขนสีขาวบริสุทธิ์ มันคือแมวตัวเล็กแสนน่ารักน่าชัง ที่มีแววตาสดใสกลมโตน่ารัก เสียงกรนครางบางเบานั้นไม่แตกต่างไปจากแมวทั่วไปแสนธรรมดา

     

    “ข้านั้นเป็นอะไรก็ได้ ขอแค่ไม่ใช่งูหรือจิ้กจกตุ๊กแก อย่างเช่นท่านเคยกล่าวมา แต่หากเป็นไปได้ข้าคงอยากได้ นกน้อยที่ร้องเพลงได้” หลินชิงจ้าวกล่าวอย่างเพ้อฝัน พร้อมกับใช้มือลูบขนก้อนสีดำในอ้อมกอด มันคือเสี่ยวเฮ่ยกระต่ายน้อยตัวอ้วนกลม

     

    “ข้าว่ามันคงยาก สัตว์อสูรมีมากมายหลากหลายพันชนิด การสุ่มเช่นนี้ยากนัก” ไฮฟงกล่าว “แต่ถึงแบบนั้นข้ารู้มาว่า ที่เมืองหลวงของดินแดนแห่งนี้ มียันต์จับสัตว์อสูรรับใช้อยู่ มันสามารถเลือกจับสัตว์อสูรรับใช้ตามแต่ที่เราต้องการได้”

     

    “รางวัลของพื้นที่พิเศษที่นี่มันมีโอกาสได้ไหม” หลินชิงจ้าวถามกลับไฮฟง

     

    “ข้าไม่รู้ หากแต่ว่ารางวัลของพื้นที่พิเศษแห่งนี้มีหลายระดับ ตามความยากง่ายในการพบเจอ”

     

    “เป็นเช่นใด” หลินชิงจ้าวถามทันที

     

    “ยันต์อัญเชิญสัตว์อสูรรับใช้นั้นมีอยู่ด้วยกัน 4 ระดับ ที่พบเจอง่ายสุดคือ ยันต์ระดับทองแดง นอกจากนี้ยันต์อื่น ๆ จะพบเจอได้ยากขึ้นไปอีก คือ ระดับเงิน ระดับทอง และระดับเพชร”

     

    “มันต่างกันเช่นใด”

     

    “ระดับทองแดงนั้นมันสามารถอัญเชิญสัตว์อสูรรับใช้ได้แต่ระดับสามัญ ระดับเงินนั้นดีขึ้นเล็กน้อยมันมีโอกาสอัญเชิญได้ระดับสามัญจนถึงระดับปกครอง ระดับทองจะสามารถอัญเชิญสัตว์ระดับปกครองได้และมีโอกาสพบเจอระดับราชาเช่นกัน ส่วนระดับเพชรมันสามารถอันเชิญสัตว์อสูรรับใช้ระดับราชาได้นั่นเอง แน่นอนว่ายิ่งระดับสูงโอกาสได้ยันต์อัญเชิญยิ่งยากขึ้นไปอีก” ไฮฟงกล่าวจบ ก่อนจะยิ้มอย่างมีความสุขเพราะเขานั้นโชคดีนักที่ได้เสี่ยวไป๋และเสี่ยวเฮ่ยในระดับราชามาครอบครอง

     

    “จะระดับใดก็ช่าง ขอแค่พวกมันไม่น่ากลัวเป็นพอ” หญิงสาวกล่าวอย่างมีความหวัง

     

    “แล้วถ้าพวกมันเป็นพวกนั่นเล่า เจ้าจะทำเช่นใด” เตียวเซียงพูดพร้อมยิ้มเจ้าเล่ห์

     

    “ข้าก็แค่ปล่อยพวกมันไปโดยไม่รับทำสัญญาไงศิษย์พี่” หลินชิงจ้าวยิ้มพร้อมยกเสี่ยวเฮ่ยมาหอมด้วยความเอ็นดู สร้างภาพประทับใจให้กับเหล่าชายหนุ่มที่เดินติดตามมายิ่งนัก

     

    “พวกเรามาถึงแล้ว” ไฮฟงกล่าวหลังที่กลุ่มหลิวอี้เดินผ่านช่องเขาเข้ามา ภาพที่พวกเขาเห็นนั้นตื่นตาตื้นใจยิ่ง ประตูหินที่มีขนาดใหญ่โตสูงเกือบถึงยอดผา กว่างใหญ่จนสามารถนำคนมานอนเรียงกันได้เกือบ 30 คน มันแพร่กลิ่นอายพิเศษจนทำให้ทุกคนรู้สึกกดดัน โดยเฉพาะลวดลายบนประตูหินนั้นถูกแกะสลักสวยงาม เป็นลายหมูป่าเถาวัลย์ที่เหมือนกับพวกมันมีชีวิตจริง ๆ ด้วยขนาดใหญ่โตของประตูศิลานี้ เหมือนกับว่ามันจะเปิดผ่านเข้าไปในใจกลางภูเขาอันสูงใหญ่ของหน้าผาแห่งนี้ได้

     

    “เสียดายนัก ที่พวกเราไม่ได้ไปเดินเล่นแถวประตูศิลาของหมู่บ้านกระต่ายขาว” เป็นหลี่เทียนชื่อพูดขึ้นมา

     

    “ที่นั่นก็ใหญ่โตเช่นที่นี่ หากแต่ลวดลายเป็นแมวสายฟ้า และที่สำคัญ มันตั้งอยู่กลางทุ่งหญ้าในป่าใหญ่ หาได้ติดฝังไปบนหน้าผาเช่นที่นี่” ด้วยคำพูดของไฮฟง หลายคนไม่สามารถจินตนาการภาพได้

     

    “ข้านึกภาพไม่ออก” ชื่อหวันเฉิงพูดแทนใจใครหลายคน

     

    “มันเหมือนมีแผ่นศิลาขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางทุ่งโล่งนั่นละ” จบคำพูดของไฮฟง ใครหลายคนก็เขาใจได้ทันทีว่า ภายในคงเป็นพื้นที่อื่นเช่นเดียวกับมิติสัตว์เลี้ยง ประตูเหล่านี้เป็นเพียงทางผ่านไปเท่านั้น

     

    “รบกวนแสดงใบอนุญาตด้วย” เจ้าหน้าที่ดูแลประตูศิลากล่าวทันทีที่พวกหลิวอี้เข้ามาในระยะ

     

    “นี้” ไฮฟงนำกระดาษแผ่นใหญ่หนาออกมาจากแหวนผู้ช่วย ก่อนจะแสดงให้อีกฝ่ายดู

     

    “ที่แท้เป็นเหล่าผู้พิชิตฯ ข้าน้อยขออภัยที่เสียมารยาท เชิญพวกท่านเข้าไปได้” หากเป็นแค่นักผจญภัยทั่วไป เหล่าเจ้าหน้าที่คงตรวจสอบมากกว่านี้ ทั้งการยืนยันตัวตนตลอดจนค่าบำรุงพื้นที่

     

            หลังจากผ่านแนวป้องกันเข้ามาได้ ทุกคนเหมือนเป็นมดตัวเล็กที่ยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ยักษ์

     

    “ไม่ต้องวิตกไป การผ่านประตูพื้นที่พิเศษ มันไม่แตกต่างไปจากที่พวกเราเคยผ่านมา” ไฮฟงกล่าวเพื่อให้ทุกคนสบายใจ เพราะตลอดหลายวันมานี้พวกเขาทั้งเข้าออกมิติสัตว์เลี้ยงตลอดจนประตูสู่แดนวงกตฯ มาแล้วนั่นเอง

     

    ไม่นานนักเสียงคล้ายกลไกเคลื่อนไหวทำงาน มันก้องดังสะท้อนไปทั่วทั้งหุบเขา ภาพของบานประตูศิลาขนาดใหญ่เปิดออกอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นม่านแสงคล้ายผิวน้ำที่ตั้งฉากไปตามระนาบของประตู ถึงจะบอกว่าประตูศิลาได้เปิดแล้ว แต่มันเพียงเปิดแง้มเล็กน้อย แต่นั้นก็มากพอที่จะให้คนจำนวนมากผ่านเข้าไปได้

     

    “เอาละ เข้าไปกัน” ไฮฟงพูดพร้อมเดินนำทุกคนเข้าไป

     

            หลังจากที่พวกเขาทั้งกลุ่มเดินผ่านม่านแสงมานั้น ความรู้สึกคุ้นเคยได้ปรากฏอีกครั้ง ก่อนสภาพแวดล้อมแห่งใหม่่จะปรากฏขึ้นในระยะสายตา จากพื้นที่ภูเขาสูงใหญ่บัดนี้กลับกลายเป็นทุ่งหญ้าป่าหนา มีเสียงนกร้องสายลมพัดโบก สร้างความรู้สึกใหม่ที่เด่นชัด ว่าที่แห่งนี้หาใช่ดินแดนวงกตฯ ก่อนหน้า

     

    “แล้วพวกเราต้องไปทางไหน” ชื่อหวังเฉินถามขึ้นมาเพื่อทำลายความเงียบ

     

    “ไม่ยากแค่พวกเราเปิดแผนที่ของระบบผู้ช่วย มันจะแสดงอาณาเขตของพื้นที่พิเศษขึ้นมาเอง พวกเราเพียงเดินตามเส้นทางที่ปรากฏในแผ่นที่ และจุดหมายปลายทางสุดท้ายพวกเราจะพบกับราชาของพื้นที่พิเศษแห่งนี้ ยามเมื่อพวกเราชนะมันได้ ระบบจะจัดการคำนวณคะแนนให้พวกเรา” ไฮฟงกล่าวอย่างผู้ชำนาญการ

     

    “แล้วคะแนนนี่มีผลเช่นใด” หลี่เทียนชื่อถามบ้าง

     

    “ยิ่งคะแนนพวกเราดีมากเท่าไหร่ รางวัลที่พวกเราจะได้รับย่อมดียิ่งขึ้น ที่ข้ารู้คือ พวกเรากำจัดสัตว์อสูรได้เยอะในเวลาที่น้อย คะแนนจะยิ่งสูง แต่ทั้งนี้อาจะมีเหตุการณ์พิเศษได้เช่นกัน พวกเราต้องสังเกตให้ดี ครั้งตอนที่ข้าได้รับเสี่ยวไป๋มานั้น เพราะข้าเลืิอกที่จะช่วยเหลือสัตว์อสูรตัวหนึ่ง แทนที่จะสังหารมัน ผลสุดท้ายกลายเป็นว่า แมวสายฟ้าตัวนั้นคือราชาแมวสายฟ้าที่ถูกขับไล่ และนั่นมันก็คือเสี่ยวไป๋” ไฮฟงกล่าวอย่างภูมิใจ ทำให้ใครหลายคนประทับใจและมองดูแมวสีขาวขนฟูด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างชื่นชม

     

    “แล้วถ้าพวกเราจะออกจากขอบเขตแผนที่” หลิวอี้กล่าวถามเพื่อเก็บข้อมูล

     

    “มันไม่สามารถผ่านไปได้ น้องสามเจ้าลองเดินไปด้านหลังตรงนั้น แล้วเจ้าจะรู้ว่ามันคืออะไร” ไฮฟงพูดพร้อมชี้นิ้วไปยังทุ่งหญ้าด้านหลังพวกเขา จากนั้นหลิวอี้และอีกหลายคนก็เดินไปยังขอบเขตของแผนที่ เมื่อพวกเขาไปถึงก็พบว่า มันมีม่านโปร่งแสงขวางกั้นพวกเขาอยู่ ไม่ว่าพวกเขาจะออกแรงและพลังมากเพียงใด ก็ไม่สามารถที่จะทำลายม่านโปร่งแสงนี้ได้ แต่ถึงแบบนั้น ทั้งสายลมเมฆหมอกตลอดจนสัตว์เล็กสัตว์น้อยกลับสามารถผ่านพวกมันไปได้ ราวกับว่าม่านโปร่งแสงเช่นนี้ไม่มีผลกับพวกมัน

     

    “พื้นที่พิเศษแห่งนี้ เป็นระดับภูผาขั้นที่ 5 ซึ่งนับว่าไม่ได้ยากอะไรมาก พวกเราทั้งกลุ่มสามารถผ่านไปได้ พวกเจ้าต้องการหาประสบการณ์ ข้าจึงจะไม่ช่วยเหลือพวกเจ้า แต่ข้าจะให้เสี่ยวไป๋และเสี่ยวเฮ่ยช่วยพวกเจ้าเมื่อถึงราชาของพื้นที่” ไฮฟงกล่าวขึ้นหลังที่เห็นว่าพวกเขาเสียเวลามากไปแล้ว อีกทั้งด้วยระดับการบ่มเพาะของกลุ่มเวลานี้สูงกว่าระดับพื้นที่พิเศษมาก จึงไม่ยากที่พวกเขาจะผ่านไปได้ อีกทั้งถ้าปัญหาเกิดขึ้นจริง เขายังมีสัตว์อสูรรับใช้อีก 2 ตัวคอยช่วยเหลือหรือถ้ายังไม่พอจริง ๆ เขาที่เทียบเท่าระดับสวรรค์ก็ยังจัดการได้ไม่ยาก 

     

            เมื่อพวกเขาเดินตามเส้นทางไปตามแผนที่ของระบบ เมื่อผ่านทุ่งหญ้าไปก็เข้าสู่ป่าไม้ที่หนาและใหญ่โตขึ้น ต้นไม้แต่ละต้นนั้นใหญ่โตหลายคนโอบ มันทิ้งระยะห่างกันเท่าที่ปลายใบไปถึง ทำให้พื้นที่ด้านล่างของต้นไม้นั้น มีพืชพรรณบางชนิดเติบโตอยู่ไม่มาก พวกมันขึ้นตามที่แสงแดดรำไรส่องไปถึง ส่วนใหญ่เป็นพืชตระกูลเฟิร์น มอสส์และไม้เถา บรรยากาศโดยรอบนั้นเย็นชื้นสบาย ทำให้จิตใจสงบเช่นเดี่ยวกับป่าไม้ทั่วไป ยามเมื่อได้ยินเสียงนกร้องขับขาน ทำให้เหมือนว่าพวกเขากำลังเดินเล่นชมป่าไม้ มากกว่าที่จะมาล่าสัตว์อสูร แต่ถึงแบบนั้นพวกหลิวอี้นั้นไม่ลดความระวัง ทันใดนั้นเอง ก็มีเส้นแสงสีเขียวพุ่งเข้ามาโจมตีจากยอดไม้ ทั้งกลุ่มรีบระจายตัวออกจากกันเพื่อที่จะหลบการโจมตี

     

    ตู้ม!!!

     

            เสียงระเบิดพร้อมกลุ่มฝุ่นควันกระจายตรงพื้นที่ที่พวกเขาเคยอยู่ก่อนหน้า ยามเมื่อมองย้อนกลับไปจุดกำเนิดเส้นแสง ก็พบว่ามีอะไรบางอย่างกำลังห้อยโหนตัวอยู่บนกิ้งไม้ใหญ่ ถึงรูปลักษณ์จะแปลกประหลาด แต่ทุกคนก็รู้ได้ทันทีว่ามันคือตัวอะไร เพราะมันเหมือนภาพสลักที่หน้าประตูศิลาอย่างไม่ผิดเพี้ยน

     

    “หมูป่าเถาวัลย์” แทบจะทุกคนตะโกนออกมาพร้อมกัน


     

    โปรดติดตามตอนต่อไป…

     

    ระดับพลังของกลุ่มหลิวอี้ในเวลานี้

    ไฮฟง มีระดับเทียบเท่าสวรรค์ขั้นสูงสุด (ขั้น 10) ระดับบ่มเพาะจริง ระดับเมฆาขั้นกลาง (ขั้น 5)หลิวอี้ เทียบเท่าระดับนภาขั้นสูงสุด (ขั้น 10) ระดับบ่มเพาะจริง ระดับพิภพขั้นปลาย (ขั้น 8)หลี่เทียนชื่อ เทียบเท่าระดับนภาขั้นปลาย (ขั้น 7) ระดับบ่มเพาะจริง ระดับภูผาขั้นกลาง (ขั้น 5)ชื่อหวันเฉิง เทียบเท่าระดับเมฆาขั้นกลาง (ขั้น 5) ระดับบ่มเพาะจริง ระดับพิภพขั้นสูงสุด (ขั้น 10)เตียวเซียง ระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ ภูผาขั้นปลาย (ขั้น 9)หลินชิงจ้าว ระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ ภูผาขั้นปลาย (ขั้น 7)

    คล้ายกับเรื่องหลิวอี้จอมกระบี่ [Another God !? : Swords] ที่คุณอ่าน