เขาพยายามถามตัวเองว่า ทำไมมันถึงเป็แบบนี้? ทำไมความจริงที่เขาหลีกเลี่ยงมาตลอดถึงต้องตามมาหลอกหลอนเขาไม่จบสิ้น? คำถามเหล่านี้ดังสะท้อนอยู่ในความคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาหวังว่าหากไม่คิดถึงมัน หากเขาเพียงแค่เดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่หันหลังกลับ ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง แต่ไม่เลย—ยิ่งเขาพยายามหนีเท่าไหร่ มันกลับยิ่งไล่ตามมาเร็วขึ้น แรงขึ้น ไม่ให้เขาได้พักหายใจ
เขาทรุดตัวลงนั่งข้างหน้าต่าง มองออกไปยังถนนที่เงียบสงัด นอกนั้นมีเพียงแสงไฟสลัวจากเสาไฟฟ้าและเสียงลมหวีดหวิวพัดผ่านซอกตึก เมืองที่เคยเต็มไปด้วยชีวิตชีวาบัดนี้กลับดูอ้างว้าง ราวกับสะท้อนความรู้สึกของเขาเอง หัวใจของเขาหนักอึ้งด้วยความคิดมากมายที่พันกันยุ่งเหยิง เขาควรทำอย่างไรต่อไป? จะเดินหน้าหรือย้อนกลับไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่เขาหลีกหนีมาตลอด?
เขาหลับตาลง สูดลมหายใจลึกๆ พยายามเรียกสติกลับคืนมา แต่ในความมืดของเปลือกตานั้น สิ่งที่เขากลัวกลับเด่นชัดขึ้นราวกับภาพฝันร้าย เสียงที่เขาไม่อยากได้ยินดังขึ้นในหัว ภาพอดีตที่เขาพยายามลืมกลับฉายซ้ำให้เห็นชัดกว่าเดิม ทุกสิ่งทุกอย่างย้ำเตือนให้เขารู้ว่า—เขาไม่อาจหนีมันพ้น
มือของเขากำแน่นโดยไม่รู้ตัว ความจริงจะทำร้ายเขาได้แค่ไหนกันเชียว? หรือแท้จริงแล้ว สิ่งที่กัดกินเขาไม่ใช่ความจริงนั้นเอง แต่เป็ความกลัวของเขาที่มีต่อมัน?
เขาลืมตาขึ้น มองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานเก่า เบื้องหน้าคือใบหน้าที่อิดโรย ดวงตาหม่นหมองราวกับไร้ชีวิต หากเป็เมื่อก่อน เขาคงจำตัวเองไม่ได้
แต่ตอนนี้เขาจำได้ดี—นี่คือตัวตนของเขาเอง
เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าการหนีไม่มีประโยชน์ ไม่ว่าจะวิ่งไปไกลแค่ไหน สุดท้ายเขาก็ต้องกลับมาพบกับความจริงอยู่ดี ความจริงที่เขาพยายามปฏิเสธมาโดยตลอด ความจริงที่เขาหวังว่ามันจะหายไปเอง
เขาพิงศีรษะกับกระจก ปล่อยให้ความเงียบกลืนกินตัวเองไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืน บางที...มันถึงเวลาแล้ว ถึงเวลาที่เขาจะต้องเผชิญหน้ากับมัน ไม่ใช่เพราะเขากล้าหาญ แต่เพราะเขารู้ว่าการหลบหนีต่อไปจะไม่มีวันช่วยอะไรได้เลย
ด้วยฝีเท้าที่หนักแน่นกว่าที่เคย เขาหันหลังให้กับหน้าต่าง ก้าวเดินออกจากห้องไปข้างหน้า—สู่ปลายทางที่เขาไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่รอ แต่ครั้งนี้เขาจะไม่หนีอีกต่อไปเขาก้าวเดินออกจากห้องด้วยหัวใจที่ยังสั่นไหว แม้จะพยายามทำให้ตัวเองดูมั่นคง แต่ลึกๆ แล้ว เขาก็ยังคงหวาดหวั่นกับสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า ทางเดินยาวตรงหน้าดูเงียบงัน มีเพียงเสียงฝีเท้าของเขาดังสะท้อนอยู่ในอากาศ เสียงนั้นบอกให้รู้ว่าเขายังอยู่ตรงนี้ ยังมีตัวตน และยังต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่เขาหนีมาตลอด
ทุกก้าวที่เดินไป เขารู้สึกเหมือนความทรงจำในอดีตกำลังไหลย้อนกลับมา ภาพเหตุการณ์ที่เขาเคยพยายามลืมค่อยๆ ปรากฏขึ้นทีละนิด เสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ คำพูดที่เคยทิ่มแทง และความเงียบที่เคยปกคลุมทุกสิ่ง ทุกอย่างหมุนวนอยู่ในหัวของเขาเหมือนเงาที่ไม่มีวันจางห
“เธอจะทิ้งเื่นี้ไปตลอดไม่ได้หรอ
เสียงหนึ่งดังขึ้นในความคิดของเขา เสียงที่เขารู้ดีว่าเป็ของใคร—เสียงของใครบางคนที่เขาเคยรักและเคยเชื่อใจ เสียงของคนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ทั้งความสุขและความเ็ปของเขาเ
เขาหยุดเดิน หัวใจเต้นแรงขึ้น รู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่อ
“นายจะยอมรับมันหรือเปล่า
คำถามนั้นดังขึ้นอีกครั้ง มันไม่ใช่เสียงของใครอื่น แต่มันเป็เสียงของตัวเขาเอง เป็สิ่งที่เขาหลบหนีมาโดยตล
เขาหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมความกล้า เขารู้ว่าถ้าเขาไม่หยุดหนีสักที เขาจะไม่มีวันหลุดพ้นจากอดีตได้เลย และถึงแม้ว่าความจริงอาจจะเ็ป แต่มันก็ดีกว่าการใช้ชีวิตไปวันๆ โดยมีอดีตตามหลอกหล
เขาลืมตาขึ้นแล้วเดินต่อไป คราวนี้ฝีเท้าของเขาแน่วแน่กว่าครั้งไห
ข้างหน้ามีประตูบานหนึ่งตั้งอยู่ มันเป็ประตูที่เขาปิดตายมานาน เขาจ้องมองมันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปจับลูกบิด ความเย็นจากโลหะส่งผ่านเข้ามาสู่ปลายนิ้วของเขา มันเป็ความรู้สึกที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกใหม่ในเวลาเดียวกั
เขาสูดลมหายใจอีกครั้งก่อนจะบิดลูกบิดช้าๆ บานประตูค่อยๆ เปิดออก พร้อมกับที่แสงไฟจากด้านในสาดเข้ามากระทบใบหน้าของ
และที่นั่น...คือความจริงที่เขาต้องเผชิญหน้
เขาไม่รู้ว่าข้างในจะมีอะไร เขาไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรอีกต่อไป แต่เขารู้เพียงอย่างเดียว
เขาจะไม่หนีอีกแล้ว