ยุคจีนโบราณที่ไม่ระบุในประวัติศาสตร์
จางเฉินอวี้ ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา จิตใจดี อายุ 19 หาเลี้ยงชีพด้วยการตั้งแผงขายซาลาเปาและหมั่นโถว ด้วยรสชาติที่ดีและราคาที่ย่อมเยา ทำให้สินค้าของเขาได้รับความนิยมเป็อย่างมาก ทำเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย จะเพิ่มปริมาณการทำก็ไม่ไหว จึงตัดสินใจทำเท่าที่กำลังตนเองจะทำไหวแค่นั้น เพราะอย่างไรเสียเขาก็ตัวคนเดียว บิดามารดาก็ได้ลาจากโลกนี้ไปแล้ว เงินทองที่หามาได้ก็ค่อยใช้ค่อยเก็บไปไม่รีบร้อน
วันนี้ก็เป็เช่นเดียวกับวันที่ผ่านมา เมื่อเขาเริ่มตั้งแผงขาย ก็เริ่มมีลูกค้าทยอยเข้ามาซื้อไม่ขาดสาย แต่อยู่ๆ ก็มีชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาไล่ลูกค้าที่ต่อแถวซื้อ ให้ทุกคนหลบทางให้พวกตน
“หลบไป หลบไป ซาลาเปาและหมั่นโถว ทั้งหมดนี้คุณชายของพวกเราจะรับซื้อทั้งหมด พวกเ้าหลบไป” หนึ่งในชายฉกรรจ์พูด
“แต่พวกเรามาก่อน เรามาต่อแถวรอซื้อนานมากแล้ว” ลูกค้าคนหนึ่งะโขึ้น
“พวกเ้าไม่รู้จักคุณชายของเราใช่หรือไม่ คุณชายของเราเป็บุตรชายท่านเ้าเมือง นามว่า “ไป๋หลิง” ใครบังอาจขัดใจ” ชายฉกรรจ์กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงและท่าทีดุดัน
เมื่อเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี จางเฉินอวี้จึงรีบพูดขึ้น “คุณชายขอรับซาลาเปาและหมั่นโถวในวันนี้ได้ขายให้กับคนที่มาต่อแถวซื้อไปหมดแล้ว หากคุณชาย้าข้าจะกลับไปทำให้ท่านใหม่ และนำไปส่งให้ท่านที่จวนดีหรือไม่ขอรับ”
คุณชายไป๋หลิงเหลือบมองดูจางเฉินอวี้เล็กน้อยและหมุนตัวเดินจากไปพร้อมกับลูกสมุนของเขา
……………………………………………………………………….
ในขณะที่จางเฉินอวี้เก็บแผงอยู่นั้น ลุงหลินเ้าของแผงบะหมี่ที่ตั้งอยู่ด้านข้างก็สะกิดเขาและพูดขึ้นมาว่า“เฉินอวี้ เ้าทำอย่างนี้จะดีหรือ บุตรชายท่านเ้าเมืองนิสัยเป็อย่างไรไม่ใช่ว่าเ้าไม่เคยได้ยิน ข้าคิดว่าเขาไม่น่าจะยอมเ้าง่ายๆ อย่างนี้ เกรงว่าจะเกิดเื่ไม่มีขึ้นกับเ้าในภายหลัง อย่างไรเสียเ้าระวังตัวไว้บ้างก็ดี”
เป็ที่รู้กันดีว่าท่านเ้าเมืองมีบุตรชายเพียงคนเดียว ดังนั้นคุณชายไป๋หลิงจึงได้รับการเลี้ยงดูแบบตามใจมาแต่ไหนแต่ไร อยากได้อะไรก็ต้องได้ ไม่เคยมีใครขัดใจมาก่อน ลุงหลินจึงอดเป็ห่วงจางเฉินอวี้ไม่ได้
เมื่อเขาเก็บของแล้วเสร็จและกำลังจะกลับบ้าน มีสาวใช้นางหนึ่งเดินเข้ามาสอบถาม
“คุณชายจาง วันนี้มีซาลาเปาหรือไม่เ้าคะ” สาวใช้ร้องถาม
“วันนี้ขายหมดแล้วขอรับ”
“น่าเสียดายมากเลยเ้าค่ะ คุณหนูสาม้านำไปฝากผู้าุโ ไม่ทราบว่าจะขอสั่งจองไว้ล่วงหน้าได้หรือไม่เ้าคะ” สาวใช้กล่าวด้วยความเสียดาย
“ได้ขอรับ พรุ่งนี้เช้าข้าจะเตรียมไว้ให้ท่านนะขอรับ” จางเฉินอวี้ตอบกลับด้วยความสุภาพ
………………………………………………..
ซาลาเปาของจางเฉินอวี้ได้รับความนิยมเป็อย่างมาก รวมไปถึงคุณหนูสามตระกูลฟาง ซึ่งมักให้สาวใช้มาซื้อกลับไปให้ที่จวนทุกวัน ผู้คนแถวนั้นต่างรู้กันดี
กล่าวถึงคุณหนูสามตระกูลฟางผู้นี้ ได้ชื่อว่าเป็หญิงงามอันดับหนึ่ง มีความสามารถเพียบพร้อมในทุกด้าน อีกทั้งร้านขายแพรพรรณของตระกูลฟางยังถือเป็ร้านแพรพรรณที่ใหญ่ที่สุดในเมือง และมีสาขาที่เมืองอื่นอีกหลายสิบสาขา อย่างเช่นที่เมืองหลวง ร้านแพรพรรณตระกูลฟางก็มีถึง 3 สาขา ถือเป็ตระกูลที่มีความร่ำรวยมากตระกูลหนึ่ง คุณหนูสามจึงเป็ที่หมายปองของคุณชายทั้งหลายอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ละคนจึงแข่งขันกันและหมั่นหาวิธีเอาอกเอาใจคุณหนูสามอยู่เสมอ
ในครั้งนี้คุณชายไป๋หลิง้าที่จะเอาใจคุณหนูสามตระกูลฟาง เพราะรับรู้มาว่าคุณหนูสามตระกูลฟางชื่นชอบซาลาเปาจากร้านของจางเฉินอวี้ จึงคิดที่จะนำซาลาเปาไปฝากและถือโอกาสได้พบหน้ากับคุณหนูสามด้วย
คุณชายไป๋หลิง้าแสดงให้นางเห็นความตั้งใจของตน จึงเดินทางมาซื้อซาลาเปาด้วยตนเอง แต่ใครจะรู้ว่า นอกจากวันนี้ไม่ได้ซาลาเปาแล้วยังถูกจางเฉินอวี้ปฏิเสธต่อหน้าผู้คนมากมาย จะเป็ไปได้อย่างไรที่เขาจะไม่แค้นเคืองกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็เอาไว้ก่อนรอมีโอกาส แก้แค้นทีหลังก็ยังไม่สาย อย่างไรเสียวันนี้ก็ต้องหาวิธีอื่นเพื่อให้ได้พบหน้าคุณหนูสามให้ได้ คุณชายไป๋หลิงจึงเดินทางไปที่ร้านแพรพรรณตระกูลฟาง
ระหว่างที่คุณชายไป๋หลิงกำลังเดินทางไปร้านแพรพรรณตระกูลฟาง ก็ได้ยินเสียงแม่นางน้อยสองคนพูดคุยกระซิบกระซาบกันอยู่ว่าแท้ที่จริงแล้วคุณหนูสามตระกูลฟางหาได้ชื่นชอบซาลาเปาของจางเฉินอวี้อย่างเดียวไม่ ลือกันว่าคุณหนูฟางยังแอบมีใจให้กับจางเฉินอวี้อีกด้วย เพราะจางเฉินอวี้เป็คนหนุ่มที่มีท่าทางสุภาพและมีใบหน้าที่หล่อเหลา คุณชายไป๋หลิงได้ฟังดังนั้นก็เกิดความอิจฉาและเคียดแค้นในใจเป็อย่างมาก จึงเริ่มคิดหาวิธีเพื่อจะกำจัดจางเฉินอวี้
………………………………………………………..
หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มมีข่าวลือว่ามีชาวเมืองล้มป่วยด้วยอาการท้องร่วงและปวดท้องเป็จำนวนมาก ทางการไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงได้สืบหาที่มาของโรค เนื่องจากกลัวว่าจะเกิดเป็โรคระบาดในเมือง ทำให้ชาวเมืองได้รับความเดือดร้อน แต่ทุกครั้งที่สืบหาต้นตอก็จะพบว่าทุกคนที่เจ็บป่วยจะต้องเป็ผู้ที่ได้กินซาลาเปาจากร้านของจางเฉินอวี้ทั้งนั้น
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จางเฉินอวี้เริ่มค้าขายไม่ได้ เพราะลูกค้าไม่กล้ามาซื้อซาลาเปาและหมั่นโถวของเขา ไม่ว่าเขาจะรับประกันว่าสินค้าของเขาไม่มีปัญหาอะไร วัตถุดิบที่ใช้เป็ของดีเพียงใดก็เรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาไม่ได้
……………………………………………………………
เวลาเดียวกันนี้ที่ศาลประจำเมืองได้มีชายหญิงวัยกลางคนไปคุกเข่าร้องทุกข์ในศาล ว่าพวกเขาเป็คนจัดหาวัตถุดิบในการทำซาลาเปาและหมั่นโถวให้แก่จางเฉินอวี้ โดยแจ้งว่าจางเฉินอวี้ให้เขาหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพต่ำมาให้ ไม่ว่าจะเป็แป้งเก่าค้างปีหรือแม้แต่เนื้อหมูที่ผ่านการเชือดมาแล้วหลายวัน ซึ่งลูกค้าโดยทั่วไปไม่้าแล้ว นำไปเป็วัตถุดิบ ตนสองสามีภรรยาได้เคยกล่าวทักท้วงอย่างไรก็ไม่เป็ผล หนำซ้ำยังถูกจางเฉินอวี้ข่มขู่ว่าหากไม่หาวัตถุดิบอย่างที่เขา้ามามอบให้ เขาจะนำคนไปก่อกวนไม่ให้สองสามีภรรยาทำการค้าต่อไปได้ แต่เหตุการณ์ทุกวันนี้บานปลายไปมาก ตนสองสามีภรรยารู้สึกผิดในใจอย่างใหญ่หลวง อีกทั้งไม่อาจทนเห็นผู้คนเจ็บป่วยมากมายอีกต่อไปได้ จึงมาแจ้งเื่ราวต่อทางการให้ดำเนินคดีกับจางเฉินอวี้
เมื่อเ้าเมืองได้ฟังดังนั้นจึงได้นำตัวจางเฉินอวี้มาเพื่อตัดสินโทษ แต่ด้วยก่อนหน้านี้ได้ทราบเื่ราวที่จางเฉินอวี้เคยทำให้ลูกชายของตนเสียหน้าต่อหน้าผู้คนมากมาย ทำให้การตัดสินคดีความนี้เป็ไปอย่างรวบรัดและไม่มีการสืบหาสาเหตุเพิ่มเติม จึงได้สั่งลงโทษชายหนุ่มทันที โดยบทลงโทษเป็การโบย 100 ไม้ และส่งตัวไปใช้แรงงานในถิ่นทุรกันดาร
จางเฉินอวี้ถูกโบยจนปางตาย หลังจากนั้นก็ถูกนำตัวเข้าห้องขังเพื่อรอส่งตัวไปใช้แรงงาน ในระหว่างที่นอนจมกองเือยู่ในห้องขังนั้น ก็มีบุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามา ไม่ใช่ใครที่ไหนก็คือคุณชายไป๋หลิงนั่นเอง
“จะโทษใครไม่ได้ ต้องโทษเ้าที่ทำให้ข้าเสียหน้า และต้องโทษเ้าที่ทำให้สตรีที่ข้าพึงพอใจไปสนใจในตัวเ้า เ้าตายไปก็อย่ามาโทษข้า เพราะมันเป็สิ่งที่เ้าสมควรได้รับ” กล่าวเสร็จคุณชายไป๋หลิงก็เดินออกจากห้องขังไป
จางเฉินอวี้นึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น เขายังคงไม่เข้าใจ เื่ราวเพียงเล็กน้อยที่เกิดขึ้น มันทำให้ชีวิตเขาต้องจบสิ้นไปอย่างไม่มีคุณค่าได้ถึงเพียงนี้เลยหรือ เขาทำการค้าด้วยความเปิดเผยจริงใจ ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น เขาไม่ได้ทำผิดต่อผู้ใด หากย้อนกลับไปได้ เขาก็ยังจะทำแบบเดิม
จางเฉินอวี้อธิษฐานว่าหากเขาได้เกิดใหม่ขอให้ในภพหน้าเขาสามารถรับรู้ถึงความคิดและจิตใจของผู้อื่น เพื่อเป็เกราะป้องกัน และให้เขามีชีวิตอย่างอยู่รอดปลอดภัย เขาค่อยๆ หลับตาลง ก่อนจะสิ้นใจในที่สุด