ยอดยุทธ์จ้าวจักรวาล เทียนภาค 5 (จบแล้ว)

    ตอนที่ 46 ฉงเจิน ฮ่องเต้หมิงคนสุดท้าย

    เฟยหลงแสร้างบาดเจ็บ เพราะไม่อยากให้คนอื่นเดือดร้อน เพราะทหารนับพันนับหมื่นหากรู้ว่า เฟยหลงทำหลี่จื้อเฉิง บาดเจ็บหรือ ว่าตาย คนในสำนักแพทย์ไคเฟิงอาจเดือดร้อนแน่

    “ เจ้าเป็นยังไงบ้าง”  อาจารย์เฟิ่งหวงรีบเข้ามาเพื่อดูอาการเฟยหลง

    “ ไม่เป็นไร ข้าแกล้งบาดเจ็บ ให้หน้า หลี่จื้อเฉิง ไม่เช่นนั้นเกรงว่า สำนักแพทย์ของเรา อาจลำบากก็ได้”

    “ เจ้าทำถูกต้องแล้ว ลำพังข้าไม่เท่าไร เจ้าลองดู คนไข้ พวกนี้ พอรู้ว่า อยู่ที่นี่ปลอดภัย เขาดีใจกันแค่ไหน”

    “ ท่านอาจารย์เฟิ่ง แล้วนี่ยาที่จะรักษาเหลือแค่นี้ จะพอรักษาคนไข้หรือ?”

    “ ไม่ต้องห่วงหรอก ข้าคุยกับท่านกุนซือ หลี่ซินแล้ว พวกเขาจะส่งยาสมุนไพรมาให้เพิ่ม พวกเขาก็ใช่ว่า จะเลวร้ายไปเสียทุกอย่าง”

    เฟยหลงได้ฝึกปฏิบัติเรียนรู้วิธีหลอมยาเม็ด ต้มยาน้ำ บดยาผง  เพื่อรักษาตามยุคโบราณ เฟยหลงเรียนรู้ได้ ด้วยการปฏิบัติจริง อยู่กับอาจารย์เฟิ่งหวง  สองเดือน ก็สามารถรักษาคนได้ ครบ 1พันคน ทำให้ผ่านด่านที่ สามได้

    เฟยหลงคิดจะหลอมยาเซียน แต่ว่าที่นี่หายาสมุนไพรพันปีไม่มีเลยสักต้นเดียว เลยไม่สามารถหลอมได้ ช่างน่าเสียดายนัก ที่อุตส่าห์ตั้งใจฝึกฝนมา แต่ดันขาดวัตถุดิบเสียนี่

    วันนี้เฟยหลงหลังจากรักษาคนป่วยเสร็จก็กลับมา ที่ห้องหลอมยา พบว่ามีชายชุดดำ มารออาจารย์เฟิ่งหวงอยู่

    “ ท่านหมอหลวงสบายดี”

    “ องครักษ์จิ้งอี้ เจ้า..มาได้ไง?”

    “ เด็กนี่ไว้ใจได้หรือไม่”  องครักษ์หันมามองหน้าเฟยหลง

    “ เขาไว้ใจได้ เจ้าพูดมาเถอะ”

    “ ฮองเฮาอยากให้ท่านช่วยเหลือ เวลานี้ฮ่องเต้ประชวรว่าราชการไม่ได้ หมอหลวงในราชสำนักเป็นคนของ มหาขันทีเว่ยจงเสียน พระนางเกรงว่า ฮ่องเต้ถูกวางยา อยากให้ท่าน เข้าวังไปรักษาอาการให้ฮ่องเต้”

    “ ทำไมต้องเป็นข้าด้วย ข้าเองก็อายุมาแล้ว”

    “ ฮองเฮาไม่ไว้ใจใคร เรื่องนี้สำคัญมาก หากพระองค์เป็นอะไรช่วงนี้ ราชวงศ์หมิงต้องสูญสิ้นแน่”

    “ ข้าเข้าใจ ข้าเองเข้าไปก็คงถูก เว่ยจงเสียนจับได้แน่”

    “ ข้าจะให้ท่านปลอมตัวเป็นองครักษ์ ติดตามข้าเข้าวังไป”

    “ อย่าเลย ข้าอยากให้ศิษย์ข้า ไปแทน เขาสามารถจัดการแทนข้าได้อย่างแน่นอน เฟยหลง เจ้าคิดไปช่วยรักษาฮ่องเต้แทนข้าหน่อยได้ไหม?”

    เฟยหลงได้ยินเรื่องทั้งหมด ก็ตอบตกลงช่วยในทันที เพราะภารกิจด่านที่ สี่ของเขาก็คือ ช่วยรักษาฮ่องเต้ราชวงศ์หมิงผู้นี้

    “ ขอบใจมาก” แต่ว่าองครักษ์จิ้งอี้ยังไม่หายข้องใจ เกรงว่าเฟยหลงจำทำเสียเรื่องเปล่า

    “ แต่ว่าฮองเฮาคงไม่พอพระทัยแน่”  จิ้งอี้ลังเลเล็กน้อย

    “ ฮองเฮาเชื่อใจข้า เจ้าก็ต้องเชื่อใจในตัวเฟยหลงด้วยซิ พวกเจ้ารีบไปกันเถอะ ชักช้าจะเสียการ”

    “ ถ้าเช่นนั้น ท่านหมอน้อย พวกเรารีบไปกันเลย”

    เฟยหลงรีบเดินทางออกจากเมืองไคเฟิง โดยทางอุโมงค์ลับ แล้วควบม้า พุ่งไปเมืองหลวง ทันทีที่เข้าประตูเมือง ทุกคนเห็นป้ายองครักษ์จิ้งอี้ ก็ปล่อยผ่านไปในทันที แต่ว่า พอจะเข้าวังหลวงกับ ถูก ทหารเฝ้าประตู สั่งให้หยุดรอก่อน

    “ ท่านหัวหน้าองครักษ์จิ้ง เด็กคนนี้เป็นใคร ทำไมข้าไม่เคยเห็นมาก่อน”

    “ เป็นองครักษ์คนใหม่ ข้านำมาฝึกเพื่อเป็นองครักษ์ให้ฮองเฮาเวลาออกนอกพระตำหนัก”

    “ อ้อ เป็นเด็กใหม่ไทเฮานี่เอง เรื่องนี้ท่านรายงานท่านมหาขันทีแล้วหรือยัง?”

    “ นี่เจ้า เรื่องนี้เป็นเรื่องของฮองเฮา กับ องครักษ์วังหลัง เกี่ยวอะไรกับท่านมหาขันทีด้วย”  องครักษ์จิ้งอี้เริ่มไม่พอใจ  แต่ทหารเฝ้าประตูมีสี่คน มีหัวหน้าคนหนึ่งเป็นคนของขันทีเว่ยจงเสียน เลยไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งสิ้น

    “ ข้าแค่ทำตามคำสั่งของท่านมหาขันที เพื่อความปลอดภัยของฝ่าบาท ยิ่งนำเด็กผู้ชายเข้าวังในตอน ฮ่องเต้ทรงประชวร  ฮองเฮาจะเสื่อมเสียพระเกียรติเอาได้นะ”

    “ นี่เจ้ากล้าพูดลบหลู่ ฮองเฮาขนาดนี้เชียวหรือ?”

    “ ข้าพูดไปตามจริงเท่านั้น ข้าไม่อนุญาตให้เข้า หากไม่มีคำสั่งของท่านมหาขันที”

    เฟยหลงฟังนานแล้วไม่อยากเสียเวลา เลยเดินออกไปด้านหน้าคนทั้งหมดแล้วเอ่ยว่า

    “ พี่ชายท่านนี้  อย่าขวางข้าเลยดีกว่า”  เฟยหลงพูดแค่นี้ หัวหน้าคนเฝ้าประตูก็ พยักหน้าแล้วเอ่ยว่า

    “ เชิญน้องชายเข้าไปเลย ต้องขออภัยที่ทำให้น้องชายเสียเวลา” หัวหน้าก้มหัวแล้วเชิญเฟยหลงเข้าไปในทันที เพราะถูกวิชาสยบจิตของเฟยหลงไปเรียบร้อยแล้ว องค์รักษ์จิ้งอี้ กับลูกน้องสี่คน  ถึงกับงง เป็นไก่ตาแตก

    “ ไปกันเถอะ”  องครักษ์จิ้งอี้ได้สติก่อน เลยนำหน้าเฟยหลงเข้าตำหนักไปหาฮองเฮาก่อนเป็นอันดับแรก

    “ นี่เจ้าทำได้ยังไง?”

    “ แค่สะกดจิตเท่านั้นเอง” เฟยหลงบอกไป เหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ

    ทั้งสองคนนั่งรอที่ห้องโถงในตำหนักฮองเฮา ไม่นานฮองเฮา ก็เสด็จออกมาพร้อมกับ เจ้าหญิงน้อยฉางผิง วัย 14 ปี ใบหน้างดงามสมวัย ดวงตาเปล่งประกายสุกใส 

    “ ถวายบังคมฮองเฮา”  องครักษ์จิ้งอี้ กับ เฟยหลงทำความเคารพพร้อมกัน

    “ ลุกขึ้น ท่านหมอเฟิ่งหวงทำไมไม่มา?”

    “ ท่านหมอเฟิ่งหวง ส่งศิษย์เอกของท่านมาทำภารกิจนี้แทนพระเจ้าค่ะ”

    “ เจ้าชื่ออะไร”

    “ เจียงเฟยหลง”

    “ เจ้าแน่ใจหรือไม่ ว่าจะรักษาอาการของฝ่าบาทได้”

    “ เรื่องนี้ ต้องให้กระหม่อมตรวจอาการก่อน ถึงจะให้คำตอบได้”

    “ ข้าไม่อยากเสียเวลาอีก ตามข้ามา”

    เฟยหลง เดินตามฮองเฮาไปยังห้องบรรทม ของ ฮ่องเต้ฉงเจินทันที ก่อนที่จะเข้าไป ก็พบกันทหารและขันที เฝ้าอยู่เต็มไปหมด แต่พอพบเห็น ฮองเฮา ทุกคนก็ได้แต่คุกเข่าถวายคำนับ กันทุกคน ไม่มีใครกล้าหือ แต่มีการส่งสัญญาณไปให้ ขันทีเว่ยจงเสียน ทันที

    เฟยหลงเห็นฮ่องเต้หนุ่มเพิ่งจะมีวัยเพียงแค่30 ต้นๆ เท่านั้น กลับมีพระวรกายซูบซีดคล้ายคนอายุ สี่สิบ เฟยหลงรีบเข้าไปจับที่ข้อมือ ส่งพลังปราณเข้าไปตรวจสอบ  พอลมปราณเข้าไปใน เส้นปราณของฮ่องเต้ พบว่า  ในเลือดมีพิษร้ายอยู่จริง แต่ว่าพิษชนิดนี้ เป็นพิษที่ไม่ได้ร้ายแรงอะไร แต่ถ้าใช้มากไป ก็จะทำให้พระวรกายอ่อนแอ และซีดเซียว ผสมกับการเสพสารเสพติดประเภทกัญชาเข้าไปด้วย จึงมีอาการเช่นนี้ แต่เฟยหลงพบว่า ฮ่องเต้นั้นกลับมีพลังยุทธ์ขั้นฟ้าแต่เยาว์วัย แค่พิษยากำหนัด กับ กัญชาไม่น่าทำให้พระองค์ ต้องล้มป่วยเช่นนี้   เฟยหลงหันมามองฮองเฮา  แล้วเอ่ยไปตามความจริงว่า

    “ พระองค์ใช้ยาปลุกกำหนัดมากเกินไป แล้วยังดูดกัญชาทำให้ประสาทหลอนขึ้นไปอีก”

    “ อะไรนะ  ใครกัน มอบยาประเภทนี้ให้กับฝ่าบาท แล้วหมอหลวงทำไมไม่บอกข้า พวกเจ้าปิดบังเรื่องนี้ไว้ทำไม?”   ฮองเฮาเริ่มเกรี้ยวกราดกับ หมอหลวงทุกๆ คน แล้วทันใดนั้น มหาขันทีเว่ยจงเสียนก็ก้าวเข้ามา

    “ ถวายบังคมฮองเฮา ทรงพระทัยเย็นๆ เอาไว้ก่อน นี่เป็นความประสงค์ของฝ่าบาทพวกเรามิอาจขัดได้”   ขันทีนามกระเดื่องไปทั่วแผ่นดิน  เจอหน้าฮองเฮายังแค่ก้มหัวนิดเดียว ไม่ยอมคุกเข่า แสดงว่าเหิมเกริมในอานาจของตนยิ่งนัก

    “ เว่ยกงกง หากฝ่าบาทเป็นอะไรไปใครจะรับผิดชอบ  ท่านหมอน้อยรักษาฝ่าบาทได้หรือไม่”

    “ ไม่มีปัญหา” เฟยหลง จับฮ่องเต้ นั่งลงแล้วปล่อยพลังปราณเทพเข้าไป ในร่างแล้วขับพิษยาออกมาทางผิวหนังจนหมด รวมทั้ง พิษจากฤทธิ์กัญชาที่พระองค์พี้เข้าไปด้วย กลิ่นเหม็นฟุ้งไปทั่วห้อง ขันทีนางใน รีบมาเช็ดพระวรกาย กันวุ่นไปหมด แล้วฮ่องเต้ ก็ลืมตา สายตาเจิดจ้า กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง 

     

    “ ข้ารู้สึกดีขึ้นเยอะเลย ข้าได้ยินทุกอย่างที่เจ้าพูดกันทั้งหมด แต่ข้าไม่มีแรงที่จะลุกขึ้นเลย ครั้งนี้ ต้องขอบใจเจ้ามาก ข้าต้องตอบแทนเจ้าแน่”

    “ เสด็จพี่ เสด็จพ่อ ฝ่าบาท”  แต่ละคนรีบทำความเคารพ ฮ่องเต้กันทุกๆ คน ไม่เว้นแม้แต่ ขันทีเว่ยจงเสียน ซึ่งเหล่ตามองเฟยหลงอย่างไม่พอใจนัก

    “ เสด็จพี่ ครั้งนี้ท่านหมอน้อยเจียงเฟยหลง มีความชอบของให้เสด็จพี่ต้องมอบรางวัลให้เขาด้วยนะเพคะ”

    “ แน่นอน อืม จะให้รางวัลอะไรเขาดีนะ?”

    “ แต่งตั้งให้เขาเป็นหมอหลวงซิเพคะ”

    “ ใช่ พวกหมอหลวงพวกนี้ รักษาข้ายังไง ไม่หายสักที”

    หมอหลวงแต่ละคนได้แต่ก้มหน้านึ่ง ไม่ใช่ไม่รักษา แต่ว่าถูกขันทีเว่ยจงเสียน สั่งให้ประคองอาการพระองค์เอาไว้แบบนี้ จึงไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา

    “ ฝ่าบาทหายดีแล้ว เช่นนั้น กระหม่อมจะจัดงานเลี้ยงให้พระองค์คืนนี้ รับรองพระองค์ต้องพอพระทัยอีกแน่ๆ” ขันทีเว่ยจงเสียน เตรียมกัญชาและสาวงามให้กับฮ่องเต้ไว้เพียบ

    “ เสด็จพี่เพิ่งหายป่วย ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่”

    “ อืม ไม่เอาน่า เว่ยกงกงแค่หวังดีเท่านั้น  ข้าขอบใจ คืนนี้ข้าจะไปค้างกับ ฮองเฮา 

    แล้ว พรุ่งนี้ค่อยจัดงานเลี้ยงใหญ่ เว่ยกงกง ท่านจัดงานการได้เลย”

    “ พะยะค่ะ”  ขันทีเว่ยจงเสียนยิ้มมุมปากเล็กน้อย แล้วขอลาจากไป

    “ เสด็จพี่ ทำไมยังไว้ใจ เว่ยกงกงอีกเพคะ รู้ทั้งรู้ว่าเขาคิดยึดอำนาจพระองค์อยู่”

    “ ไม่เป็นไร เรื่องนี้ข้าจัดการเองได้”

    เฟยหลงฟังแล้วก็สงสัยใจ แต่ก็เป็นเรื่องราวของภายในราชสำนัก ตนเองไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วย มองดูขีดแผ่นที่สี่ขึ้นมา ก็แสดงว่าผ่านด่านที่สี่เรียบร้อย

    “ พรุ่งนี้ข้าจะกลับสำนักแพทย์ไคเฟิง ท่านองครักษ์ ฝากบอกลาให้ข้าด้วยนะ”

    “ ทำไมกลับเร็วจัง พรุ่งนี้เย็นฝ่าบาทจัดงานเลี้ยง หวังให้เจ้าอยู่ร่วมด้วยนะ”

    “ ข้าไม่ชอบงานเลี้ยง”

    “ อืม ข้าว่าอย่างน้อยก่อนที่จะไป เจ้าไปถวายบังคมลา ฮองเฮาหน่อยจะดีกว่า ไม่ควรให้ข้ากล่าวลาแทนเช่นนี้นะ”

    “ ก็ได้”  คืนนั้น เฟยหลงถูกพาออกนอกวังไปพักที่ ตึกอาคันตุกะที่ด้านนอกวังไม่สามารถเข้าพักภายในวังหลวงได้  

    ในวังที่ประทับของฮ่องเต้ กลางดึก พระองค์กลับไม่นอนยังเดินออกมาที่ห้องทรงพระอักษร มีองครักษ์เสื้อแพร มายืนรอเข้าเฝ้าอยู่ 2 คน

    “ แผนสังหาร เว่ยจงเสียนวันนี้กลับผิดพลาด เพราะฮองเฮาดันไป เรียกเด็กน้อยนั่นมารักษาข้า มิเช่นนั้น เจ้าเว่ยจงเสียนได้เสร็จข้าแน่” ฮ่องเต้ฉงเจินที่แท้วางแผนลอบสังหาร เว่ยจงเสียนนี่เอง

    “ ฝ่าบาททรงวางพระทัย  ตอนนี้กระหม่อมยึดหน่วยตงฉ่าง ไว้หมดแล้ว เว่ยจงเสียนมีเพียงแค่ แม่ทัพรักษาเมือง สือจงอี้ แค่ผู้เดียว พรุ่งนี้ในงานเลี้ยง พวกเราจะลอบสังหารมัน พร้อมกับเว่ยจงเสียน กระหม่อมและองครักษ์เสื้อแพรทั้งหมด  เอาหัวเป็นประกัน ”

    “ ดีมาก ไปเตรียมตัวได้”

    ตำหนักของ เว่ยจงเสียน

    “ ฮ่องเต้น้อยคนนี้ดูแล้ว เริ่มดูแปลกๆ ข้ารู้สึกว่า เหตุการณ์ในวันนี้ มันเป็นการสมรู้ร่วมคิดกันอย่างแน่นอน เหมือนไม่ได้ถูกพิษยากำหนัดเลยแม้แต่น้อย แถมยังกัญชา มันก็ไม่กระหือรือ อยากได้อีก แจ้งไปยังอ๋องจูโหยวซง พรุ่งนี้ฮ่องเต้จะประชวรและสวรรคต ให้เขาเตรียมตัว รับตำแหน่งแทน”

    “ ขอรับ”  บุตรบุญธรรมนามว่า หลี่หัง รับคำสั่งทันที

    “ ฮึ่ม ฮ่องเต้น้อย คิดงัดข้อกับข้ารึ? บัลลังก์นี้ข้าเป็นผู้มอบให้ได้ ก็สามารถดึงกลับคืนมาได้เช่นกัน”

    คืนพรุ่งนี้ จะเป็นงานจัดเลี้ยงที่กองกำลังทั้งสองฝ่ายต้องเข้าปะทะกันอย่างดุเดือดแน่นอน พรุ่งนี้จะได้รู้กันว่า ใครจัดการใครกันแน่

    เฟยหลงตื่นขึ้นมาตอนเช้า ก็ได้รับข้อความ ภารกิจด่านที่ห้าว่า

    “ รักษาพิษ บุปผาหมื่นลี้ ที่ตำหนักจงเหอ”

    เฟยหลงรีบเปิดคู่มือแผนที่ในโลกใบนี้ เพราะว่า พิษบุปผาหมื่นลี้นั้น เป็นพิษนำเข้ามาจาก ดินแดนตะวันออกกลาง แล้วยาแก้พิษนั้น ต้องใช้ บัวหิมะเทียนซาน เป็นหลัก และมีพวกสมุนไพรย่อยอีกห้าชนิด นำมาหลอม เป็นผงหอม 

    เฟยหลงรีบไปหา องครักษ์เงาจิ้งอี้ ที่พักอยู่ไม่ไกลกันเท่าไร

    “ ท่านต้องการสมุนไพร ตอนนี้นะรึ?”

    “ ใช้แล้ว ตอนนี้ที่เมืองไคเฟิง ถูกน้ำท่วมทำให้ สมุนไพรเสียหาย เลยต้องมาซื้อเพิ่มเติม”

    “ อืม.. เมืองเป่ยผิงมีตลาดยาใหญ่อยู่ ข้าจะพาไป”

    ทั้งสองคนมาถึงตลาดยา ก็ถามหาสมุนไพรหลัก คือบัวหิมะเทียนซาน กันหลายร้าน จนมาถึงร้านที่เก่าแก่แห่งหนึ่ง ก็พบ

    “ บัวหิมะเทียนซาน มันขึ้นที่ยอดเขาทุก สิบปี  มีคนนำมาขายให้ 10 ดอก ข้าขายไปแล้ว 5 ดอก เหลือเพียงห้าดอก คิดดอกละ 1 ล้านเหรียญทองเท่านั้น”

    “  1 ล้านเหรียญทอง แพงไปไหมเถ้าแก่” องครักษ์จิ้งอี้ รู้ราคาแล้วก็ตกใจ

    “ ไม่แพงหรอก ใบของมันนำไปเป็นยาทำให้ผิวพรรณเยาว์วัย เมล็ดของมันนำไปทำยาแก้พิษได้ หลายชนิด สรรพคุณเช่นนี้ หาที่ไหนไม่มีอีกแล้ว”

    “ ข้าชื้อ ห้าดอกเลย”  เฟยหลง หยิบทองคำ ห้าล้านเหรียญทองออกมาจากห้วงจิตของตนโดยไม่มีใครเห็น  องครักษ์เห็นทองคำเยอะขนาดนี้ยังสงสัย เฟยหลงเก็บเอาไว้ตรงไหนแน่ จากนั้นเฟยหลงก็ซื้อ สมุนไพรธรรมดาอีก ห้าชนิด เตาหลอมยาขนาดพอเหมาะมือ และถุงใส่ผงยาแก้พิษ อีกร้อยถุง แล้วให้องครักษ์เงาจิ้งอี้แบกกลับไปให้

    “ นี่ท่านหมอน้อยซื้อถุงหอมของสตรีไปทำไมมากมาย?”

    “ เอาไปใส่ผงยาแก้พิษ ไว้สูดดมเวลาถูกพิษ  โดยไม่ต้องกินยา”

    พอกลับไปเฟยหลงก็นำเมล็ดบัวหิมะเทียนซานออกมา ทั้งห้าดอก แล้วนำไปผสมกับ สมุนไพรรองอีก ห้าชนิด แล้วปล่อยเปลวไฟสีน้ำเงิน แล้ว หลอมตัวยาทั้งหมดเข้าด้วยก้น ยาทั้งหมด ก็ถูกเผาจนกลายเป็ผงสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมไปทั่ว ที่พัก เฟยหลง นำมาบรรจุใส่ถุงหอม กว่า 100 ถุง แล้วเก็บเอาไว้ในห้วงจิต ซึ่งบัดนี้เฟยหลงสามารถสร้างห้องมิติเก็บของ เอาไว้ในห้วงจิตของตนไม่ต้อง ใช้แหวนมิติ อีกต่อไป

    งานเลี้ยงถูกจัดที่ในพระราชวังหลวง ที่ตำหนักจงเหอ เฟยหลง ถูกจัดให้นั่งด้านหลังแถวที่สอง ส่วนองครักษ์จิ้งอี้ ต้องออกไป ทำหน้าที่คุ้มกัน ฮองเฮาและองค์หญิงฉางผิง เลยไม่ได้นั่งอยู่ข้างๆ เฟยหลงมองไปที่ขุนนาง ที่เข้ามารู้สึกว่ามีบางคนนำบุปผาพิษหมื่นลี้  ติดชายเสื้อมาด้วย  เพราะคนของเว่ยจงเสียนสั่งให้ติดแขนเสื้อเอาไว้ เพื่อให้พิษแพร่กระจายไปทั่วงานเลี้ยง พวกมันคงกินยาแก้พิษไว้แล้วจึงไม่เป็นอะไร

    บรรยากาศรอบๆ เริ่มตึงเครียดคน หน่วยงานตงฉ่างที่ควบคุมโดยคนของเว่ยจงเสียนมาคุ้มกันด้านนอกจนเต็มไปหมด

    ส่วนฮ่องเต้นั้น มีแต่หน่วยองครักษ์ชั้นในเท่านั้น ตัวแปรอีกคนคือ แม่ทัพรักษาเมืองสือจงอี้ ที่บัดนี้นำกำลังลับเข้ามา ล้อมพระราชวังหลวงเอาไว้ รอสัญญาณจากเว่ยจงเสียนเท่านั้น

    เว่ยจงเสียนก้าวเข้ามาในงาน ขุนนางทุกคน รีบเข้ามากล่าวต้อนรับ ด้วยเกรงอำนาจของมันในตอนนี้ แล้วก็มีเสียงประกาศขึ้นว่า 

    “ฮ่องเต้เสด็จแล้ว” ทุกคนทำความเคารพพร้อมกัน

    “ ตามสบาย วันนี้เป็นงานเลี้ยงที่ เว่ยกงกง จัดขึ้นฉลองที่ข้าหายกลับมาปกติ ข้าขอให้ทุกคนมีความสุขกันอย่างเต็มที่”  เฟยหลงสงสัยว่า งานเลี้ยงมันอันตรายขนาดนี้ ทำไมยังพา ฮองเฮากับองค์หญิงฉางผิงมาอีก หรือว่า กลัวเว่ยจงเสียนจะสงสัย เลยเสี่ยงให้ทั้งสองมางานเลี้ยงด้วย

    แล้วงานเลี้ยงก็เปิดตัวด้วยสาวงาม จากหลายเชื้อชาติมาเต้นรำ โชว์ให้ทุกคนดู

    เฟยหลงเห็นแล้วตกใจ เพราะนี่มันเป็นการเต้นรำประเภทไหนกัน ทำไมผู้ชายทุกคนคล้ายเคลิบเคลิ้มไหลหลงกันเช่นนี้ พอสังเกตุดีๆ พบว่าฝุ่นแป้งที่นางรำ ใช้ประกอบการ่ายรำมีส่วนผสมของผงฝิ่นบดละเอียด ผสมกันกับผงหอมระเหย

    กลายเป็นยาหลอนประสาทอย่างอ่อนนี่เอง มิน่านางรำทุกคนถึงได้ปิดผ้าบางๆ ที่เคลือบน้ำมันกันพิษ  นี่แค่เริ่มต้น ก็ใส่ยาหลอนประสาทกันแล้ว  ทุกคนแค่ถูกกระตุ้นเฉยๆ ไม่มีพิษอะไร แค่จิตใจเริ่มถูกกระตุ้นเท่านั้น อีกไม่นาน คงไปผสมกับ บุปผาหมื่นลี้ ทุกคนคงจะเริ่มมีอาการ  พอแสดงจบ ฮ่องเต้ทรงยิ้มอย่างพอใจ

    แต่แล้วก็มีขุนนางฝ่ายตุลาการผู้หนึ่ง เดินออกมากลางห้องโถงแล้วยื่นฏีกาต่อฮ่องเต้ แล้วเอ่ยด้วยเสียงอันดังว่า

    “ ข้าขุนนางฝ่ายตุลาการ เว่ยสือ ขอยื่นฏีกาประกาศความผิดของ มหาขันทีเว่ยจงเสียน 108 ข้อ ขอให้ฝ่าบาททรงพระราชวินิจฉัยด้วย พระเจ้าค่ะ”

    ทั้งในงานต่างตื่นตะลึง ไม่รู้ว่า ขุนนางตุลาการผู้นี้ กินดีหมืหัวใจเสือมาจากไหนกันแน่ ถึงได้กล้าเช่นนี้......

    คล้ายกับเรื่องยอดยุทธ์จ้าวจักรวาล เทียนภาค 5 (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน