ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน

    บทที่ 54 สิ่งที่ต้องการคือคู่ชีวิตร่วมเป็นร่วมตาย

    บทที่ 54 สิ่งที่ต้องการคือคู่ชีวิตร่วมเป็นร่วมตาย


    “แล้วเจ้าเคยคิดไหมว่าอาเมิ่งของเจ้า อยากจะแต่งงานกับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าตนเองประมาณยี่สิบปีหรือไม่?” หลี่เยว่หานพูดโน้มน้าว “หลิงซี ฟังพี่สาวนะ เชื่อเถอะว่าสักวันหนึ่งหลังจากเจ้าเติบโตขึ้น เจ้าจะได้พบคู่แท้ของตนเอง จากนั้นพวกเจ้าก็จะได้จับมือใช้ชีวิตร่วมกัน”


    “แต่หลิงซีอยากอยู่กับอาเมิ่งไปตลอดชีวิต!” หลิงซีมุ่ยปาก รู้สึกคับข้องใจจนอยากจะร้องไห้ออกมา


    เห็นเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็ประคองใบหน้าเล็ก ๆ ของหลิงซี แล้วเอ่ยออกมาอย่างอดทน “ตอนนี้เจ้ายังเด็กนัก อย่าเพิ่งคิดเรื่องตลอดชีวิตอะไรนั่นเลย เมื่อเจ้าอายุเท่ากับพี่สาว จะมีผู้ชายหน้าตาดีมากมายที่พร้อมจะอยู่กับเจ้าไปตลอดชีวิต เมื่อถึงยามนั้น อาเมิ่งของเจ้าอาจฟันร่วงหมดแล้วก็ได้”


    เมื่อได้ยินคำว่า ‘ฟันร่วงหมดแล้ว’ หลิงซีก็ปิดปากตัวเอง ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความสงสัย “จะเหมือน...เหมือนขอทานชรา ที่ไม่มีฟันแม้แต่ซี่เดียวอย่างนั้นหรือ?”


    ขอทานชราอาศัยอยู่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นอย่างโดดเดี่ยว เนื่องจากไม่มีลูกหลาน โดยปกติก็จะอาศัยความเมตตาจากบ้านต่าง ๆ เพื่อประทังชีวิต หลิงซีเคยเห็นเขาอยู่หลายครั้ง


    “ใช่แล้ว รอจนเจ้าโตขึ้น อาเมิ่งของเจ้าก็ชราแล้ว เขาจะกลายเป็นแบบขอทานชรา เมื่อถึงยามนั้นเจ้ายังต้องการจะแต่งงานกับเขาอีกหรือไม่?” หลี่เยว่หานกึ่งเกลี้ยกล่อมกึ่งขู่ขวัญ


    หลิงซีส่ายหัวอย่างรวดเร็ว “ไม่ ไม่ อาเมิ่งจะไม่กลายเป็นแบบขอทานชรา และหลิงซีก็ไม่อยากแต่งงานกับอาเมิ่งแล้ว!”


    “เช่นนั้นหลิงซีก็เป็นเด็กดีว่าง่าย พี่สาวจะดูแลเจ้าจนกว่าจะพบคนที่เหมาะสมเป็นคู่ชีวิตร่วมเป็นตายกับเจ้า” หลี่เยว่หานกล่าวพร้อมกับจิ้มจมูกของหลิงซีด้วยความหมั่นเขี้ยว


    “พี่สาว อะไรคือคู่ชีวิตร่วมเป็นตาย?”


    “ก็คือชีวิตนี้อยู่ร่วมเคียงคู่คนเดียวไปตลอดทั้งชีวิต”


    “ไม่สามารถแต่งอนุภรรยาได้หรือ?”


    “ย่อมไม่สามารถอยู่แล้ว ความรักเช่นนี้คือการเห็นแก่ตัว หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคนอื่นเข้ามา ก็เป็นการทำร้ายอีกฝ่าย”


    “พี่สาว แล้วความรักคืออะไร?”


    “ความรักก็เหมือแตงโมในฤดูร้อน เตาไฟในฤดูหนาว เวลาดีใจก็เติมลายดอกไม้บนผ้าดิ้น*[1] เวลาลำบากก็ส่งถ่านกลางหิมะ*[2]”


    “ข้าไม่เข้าใจ...”


    “เจ้าไม่เข้าใจก็ถูกแล้ว เพราะหลิงซีของบ้านเรายังเด็กนัก รอไว้เจ้าโตขึ้นก็จะเข้าใจ”


    …


    เมิ่งฉีฮ่วนที่เป็นผู้ส่งหลิงซีไปที่ห้องของหลี่เยว่หาน แอบฟังคำพูดของนางแล้วอดยิ้มขึ้นมาไม่ได้


    นั่นคือสิ่งที่นางต้องการ คู่ชีวิตร่วมเป็นร่วมตาย?


    ช่างเพ้อฝันยิ่งนัก


    วันต่อมา หลี่เยว่หานตื่นตั้งแต่เช้าลุกมาทำอาหาร ก่อนร้องขอให้เมิ่งฉีฮ่วนพานางไปเดินรอบ ๆ ในเมือง ทว่ากลับถูกเมิ่งฉีฮ่วนปฏิเสธอย่างไม่คาดคิด


    “เมืองหลิวชิงอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านไป๋อวิ๋น ไปกลับนับรวมแล้วสองวัน เช่นนั้นเจ้าจะทำอย่างไรกับพวกเด็ก ๆ?” เมิ่งฉีฮ่วนตอบแต่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา หัวของเขาแทบจะจุ่มลงไปในชามโจ๊กหมูใส่ผักที่หลี่เยว่หานทำแล้ว


    “แต่การค้าขายที่ข้าจะทำ ไม่มีทางหาได้จากที่นี่!” หลี่เยว่หานถอนหายใจ “หากข้าสามารถหาซื้อส่าเหล้า*[3] ดี ๆ ได้ ข้าก็สามารถหมักสุรารสเลิศได้ทุกชนิด เมื่อถึงยามนั้นข้าก็จะขายจนอยากมีเงินมากเท่าไรก็มีได้!”


    “เจ้าไม่รู้จริง ๆ หรือแสร้งทำเป็นไม่รู้?” เมิ่งฉีฮ่วนเงยหน้าขึ้นมองหลี่เยว่หาน


    “รู้อะไร?” หลี่เยว่หานงงงวย



    “ที่แคว้นตงฮั่นใครก็ตามที่ขายสุราเป็นการส่วนตัวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจะต้องโทษเนรเทศ เจ้าไม่รู้หรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนยื่นชามให้กับมู่ชวนอย่างเป็นธรรมชาติ มู่ชวนเองก็รับชามลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างรู้ความ เตรียมไปตักโจ๊กเพิ่มให้เมิ่งฉีฮ่วน ทว่าก็ถูกหลี่เยว่หานหยุดเอาไว้


    “ทำด้วยตัวเอง!” หลี่เยว่หานพูด ก่อนจะเอาชามใส่มือเมิ่งฉีฮ่วน แล้วกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นสามีรู้วิธีได้รับใบอนุญาตค้าสุราหรือไม่?”


    เมิ่งฉีฮ่วนมองดูชามในมือตัวเองอย่างว่างเปล่า เขาทำได้แต่เพียงยอมจำนนอย่างไร้ทางเลือก ลุกขึ้นก่อนจะเติมโจ๊กชามใหญ่ให้กับตัวเอง “ร้านสุรา เหลาสุรา หรือผู้ที่มีอาชีพขายสุราตั้งแต่บรรพบุรุษที่มีใบรับรองเป็นพยานจากเพื่อนละแวกบ้าน จากนั้นก็สามารถไปยื่นคำร้องขอใบอนุญาตค้าสุราได้ที่ศาลาว่าการท้องถิ่น”


    ฟังแล้วใบหน้าของหลี่เยว่หานก็บึ้งตึง “ดูเหมือนว่าความคิดขายสุราจะไม่สำเร็จ ช่างมันเถอะ อย่างไรข้าก็ต้องการจะเข้าเมืองไปหาผักมาทำผักดองอยู่ดี”


    “อะไรคือผักดอง?” เมิ่งฉีฮ่วนถามขณะกินโจ๊กไปด้วย


    “เป็นของกินที่อร่อยมาก” หลี่เยว่หานพูดเสียงอ่อนแรง “ข้าจะบอกท่านให้รู้ว่า ข้านั้นมีวิธีทำเงินมากมายอยู่ในใจ แต่ข้าไม่รู้จักโลกใบนี้นัก เรื่องราวต่าง ๆ ก็ไม่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ ดังนั้นข้าเลยไม่รู้ว่าควรจะเริ่มเช่นไร”


    คนพูดไม่มีกะจิตกะใจ แต่คนฟังเกิดความสนใจขึ้นมา เมิ่งฉีฮ่วนหยุดกินชั่วคราว จากนั้นก็แสร้งถามออกมาอย่างไม่คิดอะไร “เหตุใดเจ้าจึงคิดว่าประวัติศาตร์จะไม่บันทึกเรื่องราวของแคว้นตงฮั่นเอาไว้?”


    “ข้าไม่ได้กล่าวว่าไม่มีบันทึกเรื่องราวในประวัตศาสตร์” หลี่เยว่หานตระหนักได้ว่าตนเองทำพลาดเข้าแล้ว จึงรีบร้อนกล่าวออกมาพร้อมแสร้งหัวเราะ “ข้าหมายความว่า ใต้หล้านี้มีแคว้นศักดินาอยู่ตั้งมากมาย เกรงว่าประวัติศาสตร์คงจะบันทึกเอาไว้ได้ไม่หมด...”


    “แคว้นศักดินา?” เมิ่งฉีฮ่วนกินโจ๊กในชามจนหมด ก่อนวางชามและตะเกียบลงด้วยความพึงพอใจ “ยุคชุนชิวจ้านกั๋ว*[4] ผ่านมานานกว่าพันปีแล้ว จะเอาแคว้นศักดินามาจากไหนอีก?”


    “...” หลี่เยว่หานพูดไม่ออก


    หลังจากผ่านยุคชุนชิวจ้านกั๋วมาพันปี...นี่ก็น่าจะเป็นช่วงรุ่งเรืองของราชวงศ์ถังตอนกลาง ทว่าเมื่อดูจากเมิ่งฉีฮ่วนและคนรอบ ๆ แล้ว กลับไม่มีกลิ่นอายของความเป็นถังสักนิด...


    ดังนั้นแล้วแคว้นตงฮั่น...อยู่ในช่วงราชวงศ์ใดกัน? หลี่เยว่หานเป็นนักเรียนสายวิทย์ ภายในหัวไม่มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์อยู่มากนัก ไม่ว่าจะขบคิดเช่นไรก็นึกไม่ออก


    “ตอนนี้พวกเราอยู่ในราชวงศ์อะไร?” หลี่เยว่หานถามคำถามที่ผู้รู้หนังสือไม่มีทางถาม


    “ชาง” เมิ่งฉีฮ่วนอิ่มเต็มท้อง ดวงตาของเขาเป็นประกายจับจ้องไปทางหลี่เยว่หานอย่างระมัดระวัง


    เขามักจะรู้สึกว่าตัวของหลี่เยว่หานมีความลับมานานแล้ว แต่หลี่เยว่หานเก็บมันเอาไว้แน่น ทว่าตอนนี้ในที่สุดก็โผล่หางออกมา ทำให้เมิ่งฉีฮ่วนอดไม่ได้ที่จะอยากรู้เพิ่มเติม


    “ชาง?” หลี่เยว่หานทวนคำด้วยความงุนงง “เหตุใดจึงไม่เคยได้ยินชื่อราชวงศ์นี้เลย...”


    ทันทีที่หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมา ก็พบเข้ากับสายตาที่จับจ้องมาของเมิ่งฉีฮ่วน ศีรษะของเธอเหมือนชาวาบขึ้นมา และอธิบายอย่างรีบร้อนว่า “ท่านเองก็รู้ว่าแม่เลี้ยงกับพ่อของข้านั้นไร้ประโยชน์แค่ไหน การอ่านเขียนของข้าถูกสอนโดยแม่แท้ ๆ ของข้าเมื่อนางยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นเลยไม่เคยได้ยินชื่อราชวงศ์มาก่อน”


    “ใช่แล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนไม่ถามต่อ แต่พยักหน้าเห็นด้วย “หากเจ้าต้องการรู้เรื่องราวต่าง ๆ เช่นนั้นก็ให้ข้าช่วยเจ้าแล้วกัน บังเอิญมีหนังสัตว์หลายชิ้นที่ต้องส่งไปประมูลยังเมืองหลิวชิง จะได้ถือโอกาสให้ข้าหาหนังสือมาให้เจ้าพอดี”


    “หนังสัตว์?” หลี่เยว่หานงงงวย แม้ว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะออกไปล่าสัตว์ทุกวัน แต่หลี่เยว่หานก็ยังไม่เห็นเขานำหนังสัตว์กลับมาด้วย เลยอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้


    “ใช่แล้ว ทั้งหมดแขวนอยู่ที่ลาน เจ้าจะไปดูก็ได้”


    หลี่เยว่หานที่ได้ยินเช่นนี้ก็วางชามและตะเกียบทันที ก่อนเดินออกจากห้องครัวด้วยความสงสัย และแล้วนางก็ต้องตกตะลึง “นี่ นี่...นี่ท่านแขวนมันไว้ตั้งแต่เมื่อใด...นั้นคือหนังเสือหรือ? ไม่สิ...เสือไม่ได้ตัวใหญ่เช่นนี้...แล้วนี่คืออะไร? หนังหมาป่าหรือ? ไม่ ๆ ทั้งเสือและหมาป่าล้วนไม่ใหญ่ถึงเพียงนี้...”




    [1] ลายดอกไม้บนผ้าดิ้น(锦上添花) หมายถึง การพยายามเพิ่มหรือเสริมสิ่งที่มีอยู่แล้วเข้าไป

    [2] ถ่านกลางหิมะ(雪中送炭) หมายถึง การช่วยเหลือในยามลำบากหรือคับขันจำเป็น

    [3] ส่าเหล้า จุลินทรีย์ชนิดเดียวกับยีสต์ (Yeast) เป็นจุลินทรีย์ชนิดแรก ๆ ที่มนุษย์นำมาประยุกต์ใช้ในการผลิตอาหาร ไม่ว่าจะเป็นขนมปัง น้ำสมสายชู เหล้า เบียร์ และไวน์ 

    [4] ยุคชุนชิวจ้านกั๋ว(春秋战国) ยุคย่อยในสมัยโจวตะวันออก(770-256 ปีก่อน ค.ศ) แบ่งออกเป็นชุนชิว春秋 และจ้านกั๋ว战国




    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน ที่คุณอ่าน