ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    เล่มที่ 6 บทที่ 177 บททดสอบที่สอง

            ณ ห้องพิเศษ เทียน ซือคงจวินเย่หัวเราะดูแคลน “อาเซิ่งดูท่าแล้วนางคงสอบไม่ผ่านบททดสอบของเจ้า นางไม่คู่ควรเป็นคู่ต่อสู้เจ้าด้วยซ้ำ! หมากกระดานนี้ ข้าว่าไม่มีความจำเป็นต้องเดินต่อแล้ว”

            พูดจบ พบว่าน้องชายไม่ตอบโต้ เขาหันหน้าไปมองกลับพบว่าดวงตาของน้องชายจ้องหมากกระดานนั้นนิ่งสีหน้าคิดหนัก

            เขาถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ “อาเซิ่ง เกิดอะไรขึ้น”

            นิ้วมือเรียวยาวของซือคงเซิ่งเจี๋ยลูบไล้หมากดำตัวนั้น แล้วส่ายหน้าพูดเสียงขรึม“ท่านผิดแล้ว! นางไม่เพียงแต่ผ่านบททดสอบของข้าอีกทั้งยังทำได้ดีกว่าที่ข้าคาดเอาไว้! นางคู่ควรเป็นคู่ต่อสู้ของข้า!”

            ซือคงจวินเย่ตกตะลึง เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินน้องชายชื่นชมคนๆ หนึ่งเขาอดถามไม่ได้ว่า “เหตุใดเล่า ไฉนข้าจึงมองไม่ออกว่าหมากก้าวนี้ของนางมีความพิเศษตรงไหน”

            นิ้วมือขาวสะอาดของซือคงเซิ่งเจี๋ยเคลื่อนไหวบนกระดานหมากช้าๆ “หมากดำเมื่อสักครู่ของข้าที่จริงเป็นหมากลวงก้าวหนึ่งแผนการที่แท้จริงของข้ามิได้อยู่ที่นี่ แต่เป็นมุมบนขวา! นางมองแผนการของข้าออก ดังนั้นหลังจากใคร่ครวญถี่ถ้วนแล้วนางจึงวางหมากขาวลงบนตำแหน่งนี้...”

            เขาชี้ไปที่ตำแหน่งว่างตำแหน่งหนึ่งแล้วพูดต่อ “ทว่านางไม่ได้วางหมากขาวตำแหน่งนี้ ในทางตรงข้ามนางวางหมากขาวลงบนตำแหน่งที่ไม่สลักสำคัญอะไรเลย!”

            ซือคงจวินเย่ฟังเขาอธิบายอย่างตั้งใจแล้วส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ “ในเมื่อเป็นตำแหน่งที่ไม่สลักสำคัญใดๆ ทั้งสิ้นเหตุใดจึงกล่าวว่าเป็นหมากอันยอดเยี่ยมเล่า”

            ซือคงเซิ่งเจี๋ยหัวเราะเบาๆ “อย่าได้มองว่าตำแหน่งนี้ของหมากขาวไม่ได้ดีเด่อันใดมันกลับเป็นหมากที่ป้องกันก็ได้โจมตีก็ได้! ท่านดูสิหากหมากขาวเดินต่อไปตามทิศทางด้านซ้าย ตรงนี้ และตรงนี้เช่นนั้นย่อมกลายเป็นค่ายกลในการโจมตี และหากหมากขาวเดินต่อไปทางด้านขวา ตรงนี้และตรงนี้ เช่นนั้นย่อมสามารถรุกและถอยได้อย่างอิสระ...เมื่อเป็นเช่นนี้หมากขาวก้าวนี้ ไม่เพียงแต่ขัดขวางแผนการของข้า ซ้ำยังรุกและถอยได้อีกด้วยโจมตีก็ได้ ป้องกันก็ได้ ท่านว่า ยอดเยี่ยมหรือไม่”

            ซือคงจวินเย่ขมวดคิ้วแน่น “เจ้าประเมินนางสูงไปหรือไม่นางอาจจะเดินหมากโดยบังเอิญก็เป็นได้”

            ซือคงจวินเย่สะบัดแขนเสื้อหัวเราะเบาๆ “ท่านพี่อย่าได้ประเมินคู่ต่อสู้ต่ำไป! หาไม่แล้ว ต้องมีสักวันหนึ่งที่ท่านต้องพ่ายแพ้ให้กับคู่ต่อสู้ที่ท่านเคยปรามาสเอาไว้!”

            “อาศัยนางเนี่ยนะ” ซือคงจวินเย่หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ข้าคิดจะสังหารนางให้ตาย ง่ายยิ่งกว่าขยี้มดตัวหนึ่ง!”

            “นั่นยังไม่แน่!” ซือคงจวินเย่ส่ายหน้าไม่เห็นด้วยเขาหยิบหมากดำขึ้นมาตัวหนึ่งวางลงบนกระดานและพูดว่า “อย่าลืมว่าการมองข้ามเรื่องเล็กๆ ในวันนี้อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ในวันหน้าได้นี่คือคำสอนที่คนในรุ่นก่อนทิ้งเอาไว้ให้พวกเรา! ท่านพี่จดจำไว้ จดจำไว้!”

            ซือคงจวินเย่หัวเราะเบาๆ เขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจด้วยซ้ำ

            ณ ห้องพิเศษ ตี้ เฟิ่งเฉี่ยนมองตำแหน่งที่หมากดำวางลงไปนางครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้ววางหมากขาวลงไปตอบโต้ทันที

            หมากหลายก้าวต่อไป ทั้งสองฝ่ายเดินอย่างรวดเร็ว

            เจ้ามาข้าไป!

            แต่ละก้าวล้วนบีบคั้นกดดัน!

            เมื่อดำเนินมาถึงก้าวที่ยี่สิบห้า หมากดำพลันเงียบขรึม

            นับตั้งแต่เริ่มเดินหมากมาเป็นครั้งแรกที่ซือคงเซิ่งเจี๋ยใช้เวลาใคร่ครวญยาวนานที่สุด

            ซือคงจวินเย่เห็นน้องชายอยู่ดีๆ ก็หยุดเดินหมากคิ้วกระบี่นั้นขมวดเล็กน้อย เขาอดถามขึ้นไม่ได้ว่า “เป็นอะไรสถานการณ์ยากจะคลี่คลายหรือ”

            ซือคงเซิ่งเจี๋ยส่ายหน้าอย่างแคลงใจ “น่าแปลกน่าแปลกเหลือเกิน!”

            “น่าแปลกอันใด” ซือคงจวินเย่ไม่กระจ่างแจ้ง

            ซือคงเซิ่งเจี๋ยพูดเนิบ “ท่านเห็นหรือไม่ว่าทุกๆก้าวของหมากขาวล้วนไม่ได้วางลงบนตำแหน่งโดดเด่นอันใด ทว่าตำแหน่งธรรมดาสามัญนั้นกลับไม่สูญเสียการควบคุมเกมโจมตีหกส่วน ป้องกันสี่ส่วน วิธีการเดินหมากเช่นนี้ช่างเหมือนวิธีการเดินหมากของคนผู้นั้น...”

            ภายใต้หน้ากากสีเงิน สายตาของเขาราวกับล่องลอยไปไกลเข้าสู่ภวังค์ความคิดของตน

            ซือคงจวินเย่สงสัย “คนผู้นั้น? เจ้าหมายถึงใครกัน”

            ซือคงเซิ่งเจี๋ยยกมือขึ้นเกลี่ยเส้นผมบริเวณหน้าผาก “ที่ข้าเคยพูดกับท่านยอดฝีมืออันดับหนึ่งของชุมนุมหมากล้อมแห่งแคว้นเป่ยเยียนที่ข้าต้องการประลองด้วยข้ามาเพื่อล่อให้เขาออกมาประลอง!”

            ซือคงจวินเย่เข้าใจทันที “คนที่เจ้าพูดว่าเป็นศิษย์พี่ของเจ้าหรือ”

            “ถูกต้อง! ศิษย์พี่ของข้าเอง หลงเช่อ!” ดวงตาของซือคงเซิ่งเจี๋ยพลันเปล่งประกาย ราวกับมีเปลวไฟกองหนึ่งเขาพูดราวกับย้อนกลับไป “จำได้ว่าเมื่อครั้งยังเล็กเคยเดินหมากกับเขาเขามักจะใช้วิธีการเช่นนี้ในการเดินหมาก เขามักจะพูดกับข้าว่า ไม่โลภในชัยชนะจึงจะชนะเสมอ ดังนั้น ทุกครั้งที่เขาเดินหมาก มักจะใช้พละกำลังหกส่วนในการโจมตีส่วนอีกสี่ส่วนนั้นเก็บกักไว้ป้องกัน! เขาบอกว่ามีเพียงการทำเช่นนี้จึงจะรักษาสมดุลให้สุขุมและใจเย็นได้ ยืนอย่างมั่นคงเดินหมากอย่างสุขุม ลดโอกาสที่จะผิดพลาด ทำให้คู่ต่อสู้ไม่มีโอกาสฉวยโจมตี!”

            “ไม่โลภชัยชนะ จึงจะชนะเสมอหรือ” ซือคงจวินเย่ท่องประโยคนี้กลับไปกลับมา

            ดวงตาของซือคงเซิ่งเจี๋ยปรากฏให้เห็นความภาคภูมิใจ “ทว่าข้าไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเขา! ข้าคิดว่าวิธีการป้องกันที่ดีที่สุดก็คือการโจมตี! ดังนั้น ไม่จำเป็นจะต้องกักเก็บพละกำลังไว้หกส่วนและใช้เพียงหกส่วนข้าโจมตีด้วยพละกำลังทั้งหมดสิบส่วนผนวกกับการคำนวณที่แม่นยำและรอบคอบก็เพียงพอที่จะกำราบคู่ต่อสู้ได้แล้ว!”

            ซือคงจวินเย่หัวเราะเบาๆ “บนโลกนี้เกรงว่ามีเพียงเจ้าเท่านั้นที่ทำได้!”

            ซือคงเซิ่งเจี๋ยตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเองอีกครั้ง “วิธีการเดินหมากของแม่นางเฟิงท่านนี้คล้ายคลึงกับศิษย์พี่ของข้าเช่นนี้เป็นไปได้หรือไม่ว่านางจะรู้จักศิษย์พี่”

            ดวงตาของเขาพลันทอประกายวาบ ราวกับได้ตัดสินใจบางอย่าง “หากนางรู้จักศิษย์พี่ของข้าและได้รับการถ่ายทอดจากเขาจริงๆเช่นนั้นนางจะต้องทำลายท่าไม้ตายนี้ของข้าได้แน่นอน...”

            นิ้วมือทั้งสองของเขาคีบหมากดำขึ้นมาตัวหนึ่งแล้วางลงบนตำแหน่งหนึ่งบนกระดานมุมปากของยกขึ้นให้เห็นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

            “นี่คือ” ซือคงจวินเย่เบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ

            ดวงตาของซือคงเซิ่งเจี๋ยสว่างไสวน่าตกตะลึง เขาพยักหน้า “ถูกต้อง นี่เป็นบททดสอบที่สองที่ข้าจะทดสอบนาง!”

            บนกระดานหมากใหญ่ หมากดำเคลื่อนไหวแล้ว

            ผู้ชมที่อยู่ชั้นล่างต่างมีสีหน้าสงสัย

            “หมากดำก้าวนี้ประหลาดอย่างยิ่ง ไม่เป็นไปตามหลักการ!”

            “ซือคงเซิ่งเจี๋ยเดินหมาก เคยทำตามหลักการตั้งแต่เมื่อใดกัน”

            “ตำแหน่งนี้ของหมากดำประหลาดเหลือเกินสถานการณ์บริเวณมุมล่างยุ่งยากแล้วครานี้!”

            “เล่นของ เล่นของแล้ว!”

            “ข้าพลันมีความรู้สึกขนลุกขนพอง”

            “...”

            หานไท่ฟู่หรี่ตาครุ่นคิด “ชัดเจนเหลือเกินว่านี่คือค่ายกลต้าเฟยจ้าวแต่มิได้เดินหมากตามปกติ มันหมายความอย่างไรกันแน่”

            หานหลินเยว่ครุ่นคิดจริงจัง “หากเป็นเพียงต้าเฟยจ้าวคงง่ายดายเกินไปว่ากันตามวิธีการคิดแบบวิปริตของซือคงเซิ่งเจี๋ยแล้วเบื้องหลังหมากก้าวนี้ต้องแฝงความหมายไว้ไม่น้อยกว่าสามประการ! เผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้เช่นนี้ช่างน่ากลัว ต้องเค้นสมองทุกๆ นาทีข้ารับไม่ไหวหรอกเจ้าค่ะ! หวังว่าแม่นางเฟิงจะเอาอยู่!”

            หานไท่ฟู่แค่นเสียงฮึขึ้นจมูก “เจ้าอย่าได้คิดว่าผู้อื่นมีความกล้าหาญแล้วทำลายความกล้าหาญของตนเอง! กล่าวหาซือคงเซิ่งเจี๋ยวิปริตเจ้าเด็กคนนั้นไม่วิปริตหรือไร”

            หานหลินเยว่หน้ามืด “แม่นางเฟิงวิปริตหรือ”

            หานไท่ฟู่เลิกคิ้ว “นางเดินหมากเป็น รักษาคนได้แล้วยังทำอาหารได้อีกด้วย อีกทั้งทุกอย่างที่กล่าวมาล้วนอยู่ในระดับยอดฝีมือคนแบบนี้ ไม่ใช่วิปริตแล้วคืออะไร”

            หานหลินเยว่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ดูเหมือนจะเป็นเช่นนี้จริงๆเจ้าค่ะ!”

            ฟางเสียเงยหน้าขึ้นมองไปทางห้องพิเศษ ตี้บริเวณหน้าต่างยังคงมีน้ำพ่นออกมาจากเสา เวลาผ่านมาเกือบจะครึ่งชั่วยามแล้วแม่นางเฟิงจะยังทนไหวหรือไม่

            “ซือคงเซิ่งเจี๋ยจะต้องวางแผนการใหญ่ ที่คนธรรมดาต้องใช้พละกำลังสิบส่วนก็ยังไม่แน่ว่าจะทำลายได้แม่นางเฟิงประลองเดินหมากขณะที่ตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่เช่นนี้ไม่รู้ว่าจะผ่านไปได้หรือไม่”

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ] ที่คุณอ่าน