บทที่227เกิดเพียงกาย ตายเพียงเป็นธุลี
เทียนหมิงมองสามผู้เฒ่าศักดิ์สิทธิ์ผู้ติดตามที่ไว้วางใจที่สุดของมันตั้งแต่เริ่มมหาพิธีมงคลสมรส มันก็สั่งสามผู้เฒ่าให้ดำเนินการตามแผน เป็นเหตุให้สามผู้เฒ่าเสมอมามิเคยปรากฏตัวซึ่งแผนนั่นก็คือระฆังสวรรค์ที่อยู่บนยอดเขา ระฆังสวรรค์ที่มันสร้างขึ้นมาจากกฎเกณฑ์แห่งการกักกันการกระตุ้น และการดึงดูด ระฆังที่มันเตรียมไว้สำหรับเรียกคืนพลังแห่งวจนะจากภาชนะของมันรวมถึงความมืดจากจิตใจของผู้คนทั้งปฐพี
การจะดึงเอาพลังหรือความมืดจากผู้คนระฆังสวรรค์ที่มันสร้างขึ้นคือตัวช่วยชั้นดี เพราะสามารถกระทำได้พร้อมกันทีเดียวตราบเท่าที่ผู้คนได้ยินเสียงระฆังแต่หากอาศัยเพียงตัวมันจะดึงรั้งพลังหรือความมืดเหล่านั้น มันต้องเสียทั้งพลังใจแลพลังกายจำนวนไม่น้อยอีกทั้งยังกระทำได้คราละไม่กี่คน เสียทั้งเวลา เสียทั้งพลัง และอาจเป็นช่องโหว่ให้แก่ศัตรูเช่นนั้นมันถึงได้สร้างระฆังสวรรค์ที่มีกฎเกณฑ์เช่นนี้
ทว่าระฆังสวรรค์ที่มันทุ่มเวลาเพียรสร้างมาหลายร้อยปีบัดนี้กลับบี้แบนไม่หลงเหลือเค้าโครงเดิม
เสียสามผู้เฒ่าศักดิ์สิทธิ์ยังสร้างตัวแทนขึ้นมาใหม่ได้ทันทีแต่เสียระฆังสวรรค์มันต้องใช้เวลาอีกหลายร้อยปีกว่าจะสร้างขึ้นมา!
“ผู้ใด!”
คำกล่าวที่ราบเรียบแต่รู้สึกได้ถึงความพิโรธของเทียนหมิงสะท้านขึ้นไปยังขุนเขาเบื้องบนแม้มันได้พลังเพียงพอแล้ว ความมืดที่มาส่งเสริมก็มากมายแล้ว แต่มันก็ยังโกรธที่มีคนกล้าทำลายสิ่งสำคัญของมันอีกทั้งมันยังมีความตรึงเครียดเล็กๆ ขึ้นมาเกาะกุมที่จิตใจ ในชั่วเวลาไม่นานนัก การจัดการสามผู้เฒ่าศักดิ์สิทธิ์ที่นับว่าเก่งกาจไม่เป็นสองบนโลกมนุษย์แห่งนี้ได้มันผู้นี้ย่อมมีตัวตนไม่ธรรมดา
เทียนหมิงคิดไปถึงเทพบนภพสวรรค์แต่ฟ้ายังไม่เปิด เทพหน้าไหนจะลงมาได้ เมื่อไม่ใช่เทพ ใครกันที่สามารถจัดการผู้เฒ่าทั้งสามให้ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจากคนตายเช่นนี้
เมื่อเสียงระฆังสวรรค์เลือนหายการดึงดูดแลชักนำความมืดในจิตใจคนก็หายตาม ผู้คนได้หลุดพ้นจากเส้นทางแห่งปรโลกอย่างหวุดหวิดพวกมันจึงต่างพากันหอบหายใจหนักพร้อมกับหันไปมองยังยอดเขาสูงตำแหน่งที่ระฆังสวรรค์ร่วงหล่น
ที่ตรงนั้นได้ปรากฏอาภรณ์สีขาวราวหิมะพัดโบกสะท้อนแสงอาทิตย์ดูเจิดจ้าราวกับเทพเทวะที่จุติยังโลก ภายใต้อาภรณ์ที่ดูสะอาดบริสุทธิ์ร่างของสตรีนางหนึ่งก็ค่อยๆ แจ่มชัด ใบหน้าที่เย็นชา แววตาที่ไร้ซึ่งประกายแห่งความสดใสราวกับศพที่ไร้ชีวิตจิตใจ ร่างนี้เหินลงมาจากฟากฟ้าอย่างรวดเร็ว เหยียบยืนเหนือระฆังสวรรค์ที่บุบสลายทอดสายตามองเฒ่าศักดิ์สิทธิ์ที่แพ้พ่าย บนวงหน้าที่สะคราญโฉมเย็นชาของนาง มีรอยโลหิตผุดซึมที่มุมปากแสดงให้เห็นว่าผ่านการต่อสู้ที่น่าหวาดเสียวเป็นตายมากขนาดไหน แต่สุดท้ายนางก็ยังเป็นผู้ชนะ
สตรีนางนี้ปฏิบัติภารกิจมิเคยผิดพลาดผู้ใดต่างก็เรียกสตรีนางนี้ว่า
แสงสังหารแห่งวจนะ
ไป๋เหิ่นซิน
ทุกผู้ที่เห็นนางสิ่งแรกที่ตกตะลึงมิใช่ว่านางกำราบสามผู้เฒ่าศักดิ์สิทธิ์ด้วยตัวคนเดียวได้ แต่เป็นเพราะวงหน้าคู่นั้นเป็นใบหน้าที่เหมือนกับหลงผิง สตรีผู้ฝึกญาณที่แอบอ้างเป็นนางไม่ผิดเพี้ยน!
ยิ่งมองใบหน้าหลงผิงแล้วหันมามองใบหน้าของไป๋เหิ่นซิน นอกจากความเย็นชาบนใบหน้าที่แตกต่าง นอกนั้นไม่มีอะไรต่างกันแม้เพียงกระผีกราวกับว่าคนทั้งสองเป็นฝาแฝดที่คลานตามกันมาก็ปาน
การปรากฏตัวของไป๋เหิ่นซินทำให้หลงผิงนิ่งอึ้งไม่น้อยเสมอมานางเคยได้ยินชื่อของแสงสังหารแห่งวจนะมามาก เคยถูกผู้คนยกให้ว่าจะเป็นคู่ปรับตลอดกาลของตนเมื่อต้องเปิดศึกกับนิกายเทวะวจนะแต่กระนั้นนางก็ไม่เคยได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของแสงสังหารแห่งวจนะเลยซักครั้ง วันนี้มีโอกาสได้เห็นจึงตกตะลึงไม่คิดว่าในโลกใบนี้จะมีคนที่ใบหน้าเหมือนตนราวกับกำลังส่องกระจก
หลงผิงพินิจมองไป๋เหิ่นซินไป๋เหิ่นซินเองก็ขมวดคิ้วมองหลงผิง ยิ่งได้มอง ไป๋เหิ่นซินนางยิ่งได้นึกถึงสิ่งที่หลงฮูหยินเคยบอกเล่านี่ยิ่งแสดงให้เห็นอย่างชี้ชัดว่าทุกสิ่งที่หลงฮูหยินบอกกับตนเป็นเรื่องจริง
ครั้งนั้นไป๋เหิ่นซินทำใจยอมรับเรื่องราวไม่ได้จึงหนีเตลิดนางแทบกลับกลายเป็นคนเสียสติ ทว่าช่วงสติสุดท้ายที่นางใกล้สูญเสีย นางกลับรู้สึกคล้ายว่าตนได้หลับฝันฝันนั้นคือนางได้ฝันถึงบุรุษชุดแพรเงินในอดีตที่เคยช่วยเหลือฮุ่ยจวินและตนในตอนยังเป็นเด็กทั้งยังเป็นบุรุษชุดแพรเงินที่เอาคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราไป นางเข้าใจว่าตนฝันแต่พอนางตื่นขึ้นมากลับพบว่าข้างกายมีคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราที่สูญหายวางอยู่นางไม่ได้ฝัน บุรุษชุดแพรเงินผู้นั้นนำคัมภีร์ที่เคยเอาไปมาคืนแก่นาง มิหนำซ้ำภายในคัมภีร์บุรุษชุดแพรเงินกลับเพิ่มเสริมคำวิจารณ์รวมถึงกฎเกณฑ์ที่แปลกแยกบางอย่างลงไปด้วย ทำให้นางได้ลองทำความเข้าใจกลับกลายเป็นว่าส่งเสริมให้นางก้าวข้ามยิ่งกว่าสิ่งที่เพียงถ่ายทอดในคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราไปไกลโขถึงขั้นเข้าถึงคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มอื่นโดยไม่จำเป็นต้องศึกษา อาการบาดเจ็บที่ประสบในกายจึงหายเป็นปลิดทิ้งซ้ำทำให้นางมองเห็นวิถีแห่งเทวะวจนะที่แท้จริงได้อย่างทะลุปรุโปร่ง นางจึงไม่ตกเป็นภาชนะของเทียนหมิงอีกทั้งระฆังสวรรค์จึงไม่สามารถเรียกคืนพลังจากนาง ต่างจากสามผู้เฒ่าศักดิ์สิทธิ์ที่แม้เป็นผู้ตีระฆังเองก็ยังมีบ้างที่ได้รับผลพวงเป็นเหตุให้พวกมันแพ้พ่ายให้แก่นางโดยมิทันได้ตั้งตัว
การปรากฏกายของไป๋เหิ่นซินครานี้สร้างความตกตะลึงละคนแปลกใจแก่ทุกผู้ลึกๆ ก็เป็นความยินดี เพราะความหวังที่จะสู้กับเทพอสูรเทียนหมิงได้มีเพียงนางแล้ว โลกนี้ยังเหลือนาง
จะมีก็เพียงมู่ผิงเยว่ที่พึ่งฟื้นตื่นนางโชคดีที่ยังไม่ตาย มีบางอย่างสะกดจิตใจที่ดำมืดของนางส่งให้เสียงระฆังมิอาจเรียกหาได้แต่เมื่อนางได้เห็นไป๋เหิ่นซินปรากฏกาย ความแค้นของนางก็ได้ทวีคูณขึ้นอีกครั้ง สองสตรีมิอาจร่วมโลกน่าเสียดายที่นางกลับกลายเป็นคนไร้พลังปาฏิหาริย์แห่งวจนะไปแล้ว จึงมิอาจได้สางแค้น
มู่ผิงเยว่นางอุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางเพื่อโอกาสนี้ทว่าฟ้ากลับไม่ส่งเสริมนาง ความแค้นของนางจึงยิ่งทวีคูณ เป็นความแค้นที่ยากหาได้จากโลกมนุษย์เป็นความแค้นที่หยั่งลึก ก่อเกิดความมืดที่บริสุทธิ์ ความแค้นนี้ได้กระตุ้นบางสิ่งนัยน์ตาขาวคู่นั้นของนางจึงเริ่มหม่นประกายก่อเกิดเป็นม่านสีดำที่ค่อยๆ คืบคลานปกคลุม
ทางด้านหลงผิงมองตอบไป๋เหิ่นซินอยู่พักใหญ่สุดท้ายเห็นน้ำตาที่ปิติยินดีของมารดา เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความสุขที่ยากจะปรากฏบนใบหน้าทุกข์ตรมนั้นนางก็เข้าใจได้ในทันที ครั้งหนึ่งมารดาเคยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวของตนให้ฟังนางมิใช่เพียงคนเดียวที่เกิดมา เพียงแต่นางโชคดีที่รอดมากับมารดาได้
“ท่านก็คือพี่สาวของข้าอย่างนั้นหรือ"
ทั้งสองมองสบสายตาแม้เพียงพึ่งพบหน้าแบบเป็นจริงเป็นจังครั้งแรก สายสัมพันธ์บางอย่างก็ผูกโยง ความอบอุ่นบางอย่างที่ขาดหายไปในใจของไป๋เหิ่นซินก็คล้ายกำลังหลั่งไหลความเย็นชาถูกความอบอุ่นนั้นค่อยๆ ปกคลุม เสมอมานางฆ่าคนมากมายราวกับคนที่ไร้จิตใจมาวันนี้แม้มิอาจลบล้างความเย็นชาจากก้นบึ้งได้หมด แต่นางก็ยังมีใจที่อยากจะปกป้อง
ความเลวร้ายที่ผ่านมามิอาจลบล้างนางรู้จึงเพียงคิดแลกชีวิตเพื่อไถ่โทษและตายไปพร้อมกับความผิด ก่อนตายนางจะต้องลากจอมมารที่แท้จริงที่พรากเอาความสุขทุกสิ่งจากนางไปด้วยเทียนหมิงต้องตาย!
ด้านอวิ๋นเซี่ยวซุนมองสองฝาแฝดตรงหน้าอย่างนึกเสียดาย
“ที่แท้แฝดหญิงผู้นั้นก็คือนางหรือนี่ชะตาทำให้นางไม่ตกตาย แต่กลับเล่นตลกให้นางไปเป็นกำลังแก่ฝ่ายศัตรูอย่างเนิ่นนาน…หากเจอเจ้าและรู้ความจริงเร็วกว่านี้ ความหวังที่จะช่วยโลกคงไม่ริบหรี่"
ครั้งหนึ่งอวิ๋นเซี่ยวซุนตามหาสายเลือดสุดท้ายของสองตระกูลในตำนานหลงและเฟยจะแปรเปลี่ยนชะตาของโลก ทว่าเดินทางมาอย่างยาวนาน ความหวังที่จะพานพบสายเลือดแห่งเฟยได้สูญสลายแล้วมีเพียงสายเลือดแห่งหลงที่เหลืออยู่ แม้นางตัวคนเดียวยังพอมีหวัง ของสำคัญที่สูญหายไปพร้อมกับตระกูลเฟยยังมีข่าวคราวถูกเก็บซ่อนหากค้นพบทั้งสองสิ่ง อาศัยพลังแห่งหลงเพียงหนึ่งอาจนำพาแสงสว่างได้ แต่ถ้าค้นพบสายเลือดแห่งหลงอีกหนึ่งร่วมด้วยแต่ทีแรกบางทีก็อาจทดแทนสายเลือดแห่งเฟยได้ไม่น้อยไปกว่ากัน นี่จึงเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย และสายไปแล้วก้าวหนึ่ง
ตอนนี้หลงผิงกลับกลายเป็นไร้พลังญาณแล้วย่อมไม่มีใครเสริมประสานกับไป๋เหิ่นซินได้
“หลงอิง ลูกแม่"
หลงฮูหยินกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแผ่วเบาราวสะอื้นทำให้ไป๋เหิ่นซินถึงกับไหล่สะท้าน แต่นางก็มิกล้าหันกลับไปมองมารดาของตน มารดาผู้ที่ครั้งหนึ่งตนเกือบพลาดพลั้งสังหารไปหลงผิงจึงเข้าไปกุมกำชับมือมารดา มองพี่สาวผู้พลัดพรากพลางกล่าวปลอบมารดาว่า
“นางในตอนนี้แข็งแกร่งมากท่านต้องเชื่อในตัวนาง เชื่อในบุตรีที่ดวงแข็งของท่าน"
แม้จะกล่าวปลอบมารดาแต่ความตรึงเครียดก็ปรากฏบนใบหน้าของหลงผิงชัดเจน ทว่านางก็ไม่อยากทำให้ใครเสียสมาธิจึงพยายามฝืนอาการบาดเจ็บพามารดาถอยห่าง พร้อมกับพาร่างของอวิ๋นเซี่ยวซุนอาจารย์ตนให้ออกจากบริเวณในที่แห่งนี้นอกจากไป๋เหิ่นซินก็ไม่มีใครจะสู้ได้อีกต่อไปแล้ว การไม่อยู่ขวางมือขวางเท้านางจึงเป็นเรื่องที่ดีที่สุด
“อาจจะเป็นคำขอที่เห็นแก่ตัวแต่ครานี้ต้องพึ่งท่านแล้ว พี่สาวข้า"
อดีตเคยเป็นอริที่ซักวันตัองเผชิญหน้าห้ำหั่นทว่าเมื่อความจริงปรากฏ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ความหวังมากมายของมวลมนุษย์จึงตกอยู่ที่แสงสังหารผู้ไร้ใจผู้นี้
“ไป๋เอ๋อเจ้ารีบหนีไป ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเจ้า เจ้าไม่ใช่คู่มือของเทียนหมิง"
ธรรมบาลมุทราที่มีสภาพอิดโรยราวกับซากศพนางกล่าวเสียงแหบพร่าเพื่อหวังปกป้องศิษย์รัก ไป๋เหิ่นซินสำนึกถึงบุญคุณนาง แต่นั่นก็แฝงด้วยแผนการที่นางสร้างขึ้นกับตนนางรักตนราวกับบุตรีในไส้ก็จริง แต่วิธีการที่นางกระทำทั้งหมด ล้วนเป็นความเห็นแก่ตัวและพรากทุกสิ่งอย่างไปจากตนจนน่าแค้นใจจิตใจของไป๋เหิ่นซินตอนนี้จึงค่อนข้างสับสนปนแหลกสลายราวกับแก้วที่แหลกละเอียด นางไม่รู้ว่าตนจะอยู่ในความคิดหรือความรู้สึกใดแล้ว
“ข้าไม่สังหารท่านก็นับว่าทดแทนบุญคุณแล้วอย่าได้แสดงตัวตนของท่านให้ข้าได้เห็นอีก!”
ธรรมบาลมุทราเสมอมาก็เป็นสตรีที่ไร้ใจไร้ความรู้สึกผู้หนึ่งเพื่อผลสัมฤทธิ์นางจะกระทำทุกวิถีทางโดยไม่สนถูกผิด ทว่านับแต่ได้เลี้ยงดูฟูมฟักไป๋เหิ่นซินความรักก็บังเกิดในจิตใจของนาง ในชีวิตนางมีสิ่งสำคัญข้างกายแล้ว ทว่าบัดนี้สิ่งสำคัญนั่นกำลังหลุดลอยไปกับความจริงที่ตนปกปิดมาโดยตลอดความจริงที่นางทำลายอย่างโหดเหี้ยม ความจริงที่ได้กลับมาพรากเอาสิ่งสำคัญไปจากนาง วันนี้นางสูญเสียทุกสิ่งสูญเสียพลัง สูญเสียอำนาจ สูญเสียศรัทธา ประการสำคัญสูญเสียผู้ที่เปรียบเหมือนบุตรสาวนางไม่เหลืออะไรแล้ว นางเจ็บปวดทรมานราวกับตกนรกทั้งเป็นแล้ว นางได้รับผลกรรมที่ก่อไว้ทั้งหมดแล้ว
“เจ้าไม่จำเป็นต้องสังหารอาจารย์หรอก…”
แล้วนางก็คว้าเอามีดสั้นที่ตกอยู่บนพื้นเล่มหนึ่งขึ้นมาพลางกล่าวต่ออย่างวาดหวังว่า
“ไป๋เอ๋ออาจารย์ขอให้เจ้าเรียกว่ามารดาซักครั้ง…”
ไป๋เหิ่นซินสูดลมหายใจเข้าลึกพร้อมตัดบทอย่างเย็นชา
“ไม่จำเป็น"
ธรรมบาลมุทราจึงหัวเราะออกมาพร้อมน้ำตาที่เจ็บปวดรวดร้าวก่อนนางจะจ้วงแทงมีดสั้นเล่มนั้นปลิดชีวิตอันไร้ค่าของตนในทันที
เกิดมาแสวงหาอำนาจที่สูงเทียมฟ้าแต่ตายไปกลับไร้ซึ่งอำนาจและความต้องการที่แท้จริง
ราวกับว่าที่ทำมาทั้งหมดล้วนเป็นเถ้าธุลีที่พัดผ่านเพียงช่วงชีวิตหนึ่งเท่านั้น
ความตายนี้ยังดูอนาถและเจ็บปวดเดียวดายกว่าคนที่นางพรากชีวิตมาทั้งหมดด้วยซ้ำ
ไป๋เหิ่นซินหลับตาลงด้วยหัวใจที่เจ็บปวดภาพความทรงจำมากมายหลั่งไหล นางเองก็ยากอธิบายสิ่งที่ตนกำลังประสบเช่นเดียวกัน เปรียบเสมือนหนึ่งเถ้าธุลีที่พัดผ่านห้วงชีวิตหนึ่งมิต่างจากธรรมบาลมุทรา