ทั้งสองคนถูกคำพูดนี้ทำให้โมโหจนหน้าแดงก่ำ
พระชายาหลิงอ๋องเห็นอนุทั้งสองโดนตอกกลับก็รู้สึกสะใจอยู่บ้าง แต่นี่ยิ่งทำให้นางเกลียดซูอิ่นเย่ว์มากยิ่งขึ้นไปอีก นางแค่นเสียงหัวเราะเ็า
“แค่เ้าเรียกข้าว่าท่านแม่ ก็คิดว่าตนเองเป็สะใภ้จวนอ๋องจริงๆ อย่างนั้นหรือ เ้าลืมไปแล้วหรือว่าเ้าแต่งเข้ามาเช่นไร”
ฉู่จิ้งเสียนเบะปาก กล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลน “ใช่แล้ว นี่เป็งานแต่งที่พี่สาวของเ้าไม่้า เ้าถึงได้แต่งเข้ามาแบบโชคช่วย จะมาทำวางท่าทำไม”
รอให้ฉู่จี้เฟิงสิ้นใจเมื่อไร ซูอิ่นเย่ว์ก็ต้องกลายเป็หญิงม่าย!
“พี่สาวข้าไม่้าสมรสนี้? เช่นนั้นเ้าจะบอกว่าซื่อจื่อเป็บุรุษที่ไม่มีใคร้า จนไม่มีสตรีกล้าแต่งด้วยเช่นนั้นรึ เ้าไม่คิดหรือว่าสิ่งที่เ้าพูดกำลังเป็การดูถูกซื่อจื่อ” แววตาของซูอิ่นเย่ว์เยียบเย็น ท่าทีคล้ายปกป้องสามีของตนเอง
ฉู่จิ้งเสียนถึงกับพูดไม่ออก
ในเมืองหลวง แน่นอนว่าไม่มีสตรีใดกล้าแต่งให้ฉู่จี้เฟิงจริงๆ แต่เพราะฮ่องเต้ทรงเห็นแก่ความสามารถของเขา จึงมีรับสั่งให้ตระกูลซูส่งบุตรีมาแต่งงานเพื่อเสริมดวง ทว่าไม่มีใครยินยอม ซูเจี้ยนจิ่นจึงต้องจำใจพาตัวซูอิ่นเย่ว์กลับมาแต่งแทน
เื่นี้แพร่กระจายไปทั่ว เพียงแต่ไม่มีผู้ใดกล้าพูดออกมาอย่างเปิดเผย เพราะฉู่จี้เฟิงเป็คนเ้าคิดเ้าแค้น หากคำพูดดูิ่นี้ลอยไปเข้าหูเขา เกรงว่าคนพูดคงไม่พ้นถูกตัดลิ้นเป็การเตือนแน่
เพียงคิดก็รู้สึกหนาวะเืไปทั้งแผ่นหลัง
“เสียนเอ๋อร์เพียงพูดเล่นเท่านั้น” พระชายาหลิงอ๋องกล่าวด้วยรอยยิ้มอบอุ่น แต่แฝงไปด้วยคำเตือน “แค่เื่เล็กน้อย เฟิงเอ๋อร์จะไปถือสาน้องสาวตนเองได้อย่างไร เด็กๆ! ยังไม่รีบยกน้ำชาให้พระชายาซื่อจื่ออีก!”
นางตั้งใจจะทำให้ซูอิ่นเย่ว์ขายหน้า แต่นึกไม่ถึงว่าสตรีผู้นี้จะเป็คนช่างพูด มีเล่ห์เหลี่ยมไม่เบา แถมยังเอ่ยโยงไปถึงฉู่จี้เฟิงเสียอีก
ในจวนอ๋องไม่มีใครกล้ากระทบกระทั่งฉู่จี้เฟิง อนุทั้งสองจึงได้แต่เงียบปากไม่กล้าพูดอะไรอีก
หากพวกนางพูดถึงสาเหตุที่ซูอิ่นเย่ว์แต่งเข้ามามากไปกว่านี้ ก็เท่ากับเป็การตบหน้าฉู่จี้เฟิง
ซูอิ่นเย่ว์เผยรอยยิ้ม “แน่นอน ซื่อจื่อทั้งรูปงาม ทั้งเปี่ยมด้วยสติปัญญาและความสามารถ มีหรือที่สตรีจะไม่อยากแต่งด้วย”
พระชายาหลิงอ๋องกระตุกมุมปาก
มีสิ คงมีแค่เ้าคนเดียวเท่านั้นที่กล้าแต่งให้เขา
ฉู่จิ้งเสียนกลัวว่าตนเองจะเผลอพูดอะไรให้ฉู่จี้เฟิงไม่พอใจ จึงรีบพยักหน้าสนับสนุน
ไม่นาน บ่าวก็นำชาและขนมมาวางบนโต๊ะ
ซูอิ่นเย่ว์ยืนมานาน แถมต้องโต้เถียงกับกลุ่มสตรีตรงหน้า นางจึงยกถ้วยชาขึ้นจิบโดยไม่คิดอะไรมาก
ทันทีที่ถ้วยชาเข้าใกล้จมูก กลิ่นหอมแปลกประหลาดก็โชยมาทันที
ซูอิ่นเย่ว์แค่นหัวเราะเย็นในใจ
พระชายาหลิงอ๋องยังคงไม่ยอมปล่อยผ่านเื่เมื่อคืน ถึงขั้นวางยาในน้ำชาเลยหรือ
พระชายาหลิงอ๋องกำลังรอให้ซูอิ่นเย่ว์ดื่มลงไป ทว่าใครจะรู้ นางกลับวางถ้วยชาลง แล้วกล่าวด้วยท่าทางจริงจังว่า “คุณหนูสามในเมื่อเป็น้องสาวของซื่อจื่อ เช่นนั้นก็ควรทำความเคารพและเรียกข้าว่าพี่สะใภ้ถึงจะถูก”
ฉู่จิ้งเสียนอดกลั้นความโกรธไม่ไหว “เ้ามันก็แค่บุตรีอนุ ยังมีหน้าจะให้ข้าคารวะเ้า? ฝันไปเถอะ!”
หากนางทำความเคารพจริง วันหน้าคงถูกคนหัวเราะเยาะแน่!
เหล่าอนุทั้งสองก็ตกตะลึงเช่นกัน เพียงคิดว่าซูอิ่นเย่ว์ช่างกล้านัก!
ซูอิ่นเย่ว์ยิ้มเย้ย “ไม่คิดเลยว่าคุณหนูสามเองก็ไม่รู้กฎระเบียบ เช่นนี้คงไม่มีตระกูลดีๆ มาสู่ขอสินะ”
หาไม่แล้ว ไยฉู่จิ้งเสียนถึงยังไม่ได้หมั้นหมายสักที ทั้งที่อายุมากกว่านางหนึ่งปี
“นังสารเลว!”
คำพูดนี้กระแทกใจดำของฉู่จิ้งเสียนจนสุดทน นางคว้าถ้วยชาขึ้นมาปาใส่ซูอิ่นเย่ว์ทันที
ซูอิ่นเย่ว์ไหวตัวไว รีบเบี่ยงตัวหลบ ถ้วยชาแตกกระจายตรงธรณีประตู ส่งเสียงดังไม่น้อย
พระชายาหลิงอ๋องขมวดคิ้วแน่น หันไปจ้องฉู่จิ้งเสียนอย่างไม่พอใจ
ช่างน่าเสียดาย ชาที่วางยาไว้กลับเสียเปล่า!
ไม่นึกว่าในจังหวะนั้นเอง จะมีบุคคลหนึ่งก้าวเข้ามาในเรือนทิงเส่ว์และเห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมด
เขาคือหลิงอ๋องผู้ที่เพิ่งกลับมาจากเข้าเฝ้าฮ่องเต้
เสิ่นซื่อเห็นโอกาสเหมาะ แววตาทอประกายวูบไหว ก่อนเปลี่ยนสีหน้าทันที นางกุมท้องพร้อมแสดงท่าทางเ็ป
หลิงอ๋องรีบก้าวเข้าไปถามด้วยความเป็ห่วง “เหลียนเอ๋อร์ เ้าเป็อะไรไป”
“ข้า...ปวดท้อง...” เสิ่นซื่อพูดพลางน้ำตาร่วงพรู “ท่านอ๋อง ลูกของพวกเรา...ต้องไม่เป็อะไร...”
หลัวซื่อเห็นโอกาสจึงรีบสมทบ “พี่เสิ่นคงใจนกระทบครรภ์ คุณหนูสาม ต่อให้โกรธแค่ไหนก็ควรระวัง ไม่ควรปาข้าวของเช่นนี้”
ซูอิ่นเย่ว์มองการแสดงตรงหน้าแล้วแทบหลุดขำ
สตรีสองคนนี้ช่างรู้วิธีสร้างสถานการณ์เสียจริง
สตรีสามคนแย่งชิงสามีคนเดียวกัน ไม่มีทางปรองดองกันได้แน่ ต่างคนต่างมีแผนของตนเอง เมื่อถูกยุแยงเช่นนี้ หลิงอ๋องยิ่งโกรธจัด หันไปหมายจะตบหน้าฉู่จิ้งเสียน
“ท่านอ๋องโปรดระงับโทสะ!” พระชายาหลิงอ๋องรีบเข้ามาขวาง “ก่อนอื่นต้องรีบไปตามหมอให้เสิ่นซื่อก่อน เื่ลงโทษเสียนเอ๋อร์ค่อยว่ากันทีหลังเถิด”
ถึงแม้ว่าเสิ่นซื่อจะเกิดเื่ถึงแก่ชีวิตทั้งแม่และลูก แต่นั่นก็ต้องไม่เกี่ยวข้องกับเสียนเอ๋อร์ของนางเป็อันขาด มิเช่นนั้นในเมืองหลวงนี้คงไม่มีใครกล้ามาสู่ขอนางแน่!
ตอนนี้ขอเพียงให้ลูกในครรภ์ของเสิ่นซื่อปลอดภัย เสียนเอ๋อร์ก็จะไม่ถูกลงโทษหนัก
หลิงอ๋องระงับโทสะลงเล็กน้อย ก่อนลดมือลงและสั่งให้คนไปตามหมอมา
เนื่องจากเสิ่นซื่อใกล้คลอดแล้ว หลิงอ๋องจึงได้ให้หมอมาพำนักอยู่ในจวนั้แ่ก่อนหน้านี้
ผ่านไปเพียง่เวลาหนึ่งถ้วยชา [1] หมอเหลียงก็มาถึงพร้อมล่วมยา
เขาจับชีพจรตรวจหลายครั้ง ก่อนจะเหลือบมองพระชายาหลิงอ๋องอย่างมีเลศนัย
ผ่านไปครู่หนึ่ง หมอเหลียงจึงกล่าวว่า “เด็กในครรภ์ของเสิ่นซื่อแข็งแรงดี ไม่มีปัญหาใด เพียงต้องกินยาบำรุงครรภ์ให้ตรงเวลา”
หลิงอ๋องสีหน้าผ่อนคลายลง เสิ่นซื่อยังคงแสร้งทำท่าอ่อนแอ นางพยักหน้าช้าๆ พร้อมกล่าวเสียงแ่
“ลำบากท่านหมอแล้ว ในเมื่อข้าน้อยและลูกไม่เป็อะไร ท่านอ๋องอย่าได้โกรธคุณหนูสามเลยเ้าค่ะ”
หลิงอ๋องกล่าวปลอบโยนสองสามคำ ก่อนพูดต่อว่า “ข้าย่อมรู้ดีว่าควรทำเช่นไร”
พระชายาหลิงอ๋องแอบด่าทอเสิ่นซื่อในใจว่านางช่างเ้าเล่ห์นัก แต่ภายนอกกลับกล่าวว่า “เสียนเอ๋อร์ทำผิด ย่อมต้องถูกลงโทษ แต่เหตุที่นางขว้างปาข้าวของก็เพราะถูกซูอิ่นเย่ว์ยั่วยุจนโมโห”
ฉู่จิ้งเสียนรีบคุกเข่าลงกับพื้น ดวงตาแดงก่ำพลางร่ำไห้อย่างน่าสงสาร “ท่านพ่อ เป็นางที่ดูิ่ลูก บอกว่าไม่มีผู้ใดมาสู่ขอลูก ลูกจึงโมโหจนขาดสติไปชั่วขณะ…”
“เ้าคิดว่าที่นี่เป็ชนบทหรืออย่างไร ถึงกล้าดูถูกบุตรีพระชายาเอกเช่นนี้!” หลิงอ๋องแววตาเ็า “จวนอ๋องรับเ้าเข้ามา นับว่าเป็เคราะห์ร้ายจริงๆ!”
บรรพบุรุษตระกูลสวีเคยมีคนรั้งตำแหน่งเป็ถึงอัครเสนาบดี ในราชสำนักแคว้นต้าฉี่จะยังมีอิทธิพลอยู่บ้าง หากสูญเสียเืเนื้อเชื้อไขไป พวกเขาย่อมมาทวงความยุติธรรมจากเขาแน่นอน
ส่วนฉู่จี้เฟิงนั้นไร้เยื่อใยต่อเครือญาติ หลิงอ๋องย่อมไม่กล้าแตะต้องบุตรชายของตนเอง เช่นนั้นแล้ว ทางเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้ ก็คือโยนซูอิ่นเย่ว์ออกไปเพื่อคลายโทสะของตระกูลสวี
และตอนนี้ก็คือโอกาสอันดี!
หากสามารถสังหารซูอิ่นเย่ว์ได้ ก็ยังสามารถกู้หน้าของตนกลับมาได้อีกด้วย!
ซูอิ่นเย่ว์แค่นหัวเราะเ็า
ั้แ่นางก้าวเข้ามาในจวน คนพวกนี้กล่าววาจาดูิ่นางไปไม่รู้กี่ประโยค นางเพียงเอ่ยโต้กลับไปคำเดียว กลับถูกด่ากลับเสียยกใหญ่
แม้ว่าหลิงอ๋องจะเป็บิดาของฉู่จี้เฟิง แต่รูปลักษณ์ของเขาห่างไกลจากคำว่าหล่อเหลา คงเพราะลุ่มหลงในสุราและนารีมานาน ดวงตาจึงไร้ประกาย ขอบตาดำคล้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดคำจาของเขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ได้เห็นนางเป็สะใภ้ของจวนเลยแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าเขากับพระชายาหลิงอ๋องเป็พวกเดียวกัน
มีพ่อแม่สามีเช่นนี้ นางต่างหากที่เป็ฝ่ายโชคร้าย!
เพียงเพราะนางเป็บุตรีอนุ นางจึงสมควรเป็แพะรับบาปอย่างนั้นหรือ
“เหตุใดท่านอ๋องจึงกล่าวเช่นนั้นล่ะเ้าคะ ั้แ่ข้าแต่งเข้ามา ซื่อจื่อก็ฟื้นคืนสติ” ซูอิ่นเย่ว์ทำได้เพียงกล่าวโดยอาศัยชื่อของฉู่จี้เฟิงเป็เกราะกำบัง หวังว่าอย่างน้อยหลิงอ๋องจะยังมีความเกรงใจ หรือไม่ก็หวั่นเกรงบุตรชายของตนเอง
หลิงอ๋องขมวดคิ้ว เกือบลืมคิดถึงจุดนี้ไป
หากเขาแตะต้องซูอิ่นเย่ว์โดยพลการ ไม่รู้ว่าจะทำให้ฉู่จี้เฟิงโกรธหรือไม่
เชิงอรรถหนึ่งถ้วยชา หมายถึงช่วงเวลาประมาณ 5-15 นาที