“พวกเขาช่วยเจ้าไว้แม่ก็ควรจะหาโอกาสตอบแทนอยู่หรอก แต่คนเหล่านั้นดูเหมือนคนยากไร้เจ้าคบค้าสมาคมด้วยมีแต่จะมัวหมอง ยิ่งไปกว่านั้นภายภาคหน้าเจ้าต้องได้แต่งงานกับผู้ดีมีสกุลคนประเภทนี้ ควรอยู่ห่างๆ ไว้จะดีกว่า”
“ผู้ดีมีสกุลอะไรกัน!ข้าจะแต่งงานกับคนที่ตนเองรักเท่านั้น” ดวงใจของนางมีคนผู้นั้นอยู่ เมื่อผูกจิตปฏิพัทธ์ไปแล้วก็ไม่อาจรับใครเข้ามาได้อีก
ฐานะและความมั่งคั่งล้วนไม่สำคัญสำหรับนาง ขอเพียงแค่สองใจผูกสมัครรักใคร่ แม้ต้องกินรำข้าวประทังชีวิตนางก็ยินดี
“พูดจาเหลวไหล แม่ยอมอดมื้อกินมื้อเลี้ยงดูเจ้ามาจนโต เพื่อให้เจ้ามอบกายให้เจ้าหนุ่มยากจนไปเปล่าๆ กระนั้นรึเจ้าไม่คิดถึงตนเองบ้างหรือไร แม้แต่แม่ เจ้าก็ไม่คิดจะนึกถึงเลยใช่หรือไม่”
หม่ากุ้ยฮวาวนกลับมาพูดจาแบบเดิมอีกครั้นเห็นบุตรสาวกำลังจะหลั่งน้ำตา ก็รีบปลอบโยน “เอาล่ะๆ แม่ไม่พูดแล้วไม่พูดแล้ว กลับห้องไปให้แม่ดูแผลก่อน ว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนบ้าง”
แม่ลูกพยุงกันกลับเข้าห้องส่วนหมิงเป่าจูกับอีกสองคนยังคงเตร็ดเตร่อยู่บนท้องถนน อุตส่าห์เดินมาตั้งนาน แต่ดีเหลือเกินแม้แต่ประตูบ้านก็ยังไม่ให้เข้า
“หาโรงเตี๊ยมค้างคืนก่อนเถอะ”หลี่ไหวฺอวี้เอ่ยปาก ท้องฟ้ามืดค่ำลงมากแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเส้นทางกลับบ้านก็ยังอีกไกลความปลอดภัยย่อมลดน้อยถอยลง
“เงินที่พกมาใกล้จะหมดแล้ว...” หมิงเป่าจูมองหลี่ไหวฺอวี้ด้วยสีหน้าลำบากใจ
เพื่อให้ทุกคนได้สนุกสนานอย่างเต็มที่ในวันนี้หมิงเป่าจูจึงตั้งใจพกเงินติดตัวออกมาสองร้อยเหวินพวกเขาทั้งสามใช้เงินซื้อหน้ากากผีไปเกือบครึ่ง ต่อมาก็เป็นประทีปดอกบัวอาหารว่างจุกจิกอีกเล็กน้อย
นางเขย่าถุงเหอเปาเบาๆตอนนี้เหลือเหรียญทองแดงอยู่เพียงไม่กี่เหรียญ ไม่พอค่าโรงเตี๊ยมหนึ่งคืนแน่ๆ
ท่าทางชวนให้สงสารเอ็นดูหมิงเป่าจูไม่ค่อยแสดงสีหน้าอ่อนแอเช่นนี้ต่อหน้าหลี่ไหวฺอวี้เท่าใดนักยิ่งมองหัวใจเขาก็ยิ่งสั่นไหว จู่ๆ ก็อยากจะดึงนางมากอด ลูบเรือนผมนุ่มของนาง
หลี่ไหวฺอวี้มองดูอย่างอารมณ์ดีแอบยิ้มอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าแสดงออกมามากนัก
หากสายตาของเขาฉายแววหยอกเย้าแม้เพียงนิดเด็กสาวคนนี้อาจโกรธจนตัวสั่น ลุกขึ้นมาเต้นผางหาเรื่องเขาอย่างแน่นอน
“ไปกันเถอะ” หลี่ไหวฺอวี้ละสายตากลัวว่าหากมองต่อไปตนเองจะอดใจไม่ไหว
“ไปที่ใด”หมิงเป่าจูเงยหน้าขึ้น มองด้วยความสงสัย
“กลับบ้านอย่างไรเล่าจะไปไหนอีกล่ะ นอนข้างถนนรึ” หลี่ไหวฺอวี้กอดอกเดินอย่างเอ้อระเหย
“พี่หญิง พวกเราจะกลับบ้านกันแบบนี้จริงๆหรือ”
หมิงเป่าอวี้หดคอเส้นทางกลับบ้านทั้งสองข้างเป็นป่า ต้นไม้สูงใหญ่ จะมืดเพียงใดกัน
เห็นได้ชัดว่าน้องชายรู้สึกหวาดกลัวแต่เพราะตนเองเป็นบุรุษ ไม่อยากแสดงความใจเสาะอ่อนแอออกมาให้เห็น เลยแสร้งทำเป็นสงบนิ่งมองพี่สาวด้วยรอยยิ้มหมิงเป่าจูซึ่งกลัวความมืดเหมือนกัน ก็จำต้องฝืนแข็งใจต่อหน้าน้องชาย
“มีพี่ไหวฺอวี้อยู่ทั้งคนไม่เป็นไรหรอก” ไม่ไหว นางไม่ไหวจริงๆ ให้หลี่ไหวฺอวี้เป็นคนรับมือเถอะ
หลี่ไหวฺอวี้ซึ่งเดินนำหน้าอยู่ได้ยินประโยคนี้ มุมปากก็ยิ่งโค้งสูงขึ้น
ระหว่างทางที่เดินอยู่นั้นมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังมุงอยู่รอบเวทีสูงด้านหน้า บนเวทีมีโคมไฟแขวนอยู่มากมายด้านหน้ามีติดป้ายประกาศอยู่หลายแผ่น ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างเวทีมองดูผู้คนที่อยู่ด้านล่าง พลางจิบชาด้วยอารมณ์ผ่อนคลาย
หลี่ไหวฺอวี้ชำเลืองมองสองสามครั้งก่อนจะเดินตรงเข้าไป
“ท่านจะไปไหน”
จะกลับอยู่แล้วยังมิวายอยากรู้อยากเห็นอะไรอีก! หมิงเป่าจูจ้องมองด้วยความไม่พอใจ แต่ช่วยไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องตามไปอยู่ดีเพราะพวกเขายังต้องพึ่งพาการคุ้มครองจากจอมยุทธ์ผู้นี้
“กติกาเป็นอย่างไร”หลี่ไหวฺอวี้เดินไปด้านล่างของเวที ฝั่งที่บุรุษผู้นั้นนั่งอยู่ แล้วถามเสียงดัง
“ทายปริศนาชิงรางวัลยิ่งทายถูกมากเท่าไร ก็จะได้โคมไฟที่อยู่สูงขึ้นไปเท่านั้นแน่นอนว่าเจ้าต้องทายให้ถูกต้องก่อน!”
บุรุษที่จิบชาอยู่ได้ยินเสียงคนถาม จึงก้มลงมอง เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง รูปร่างหน้าตาคมคายแต่เครื่องแต่งกายกลับธรรมดา ไม่เหมือนคนมีความรู้ จึงแนะนำกฎกติกาไปอย่างขอไปทีก่อนส่ายหน้า รู้สึกว่าไม่ได้เรื่อง
โคมไฟบนเวทีแขวนไล่ระดับจากต่ำไปสูงไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวัสดุ ล้วนประณีตขึ้นตามลำดับ
ตอนแรกเห็นชั้นแรกก็รู้สึกว่าไม่เลวนักแต่พอเห็นชั้นที่สอง ก็รู้สึกว่าชั้นแรกดูด้อยลงไปถนัดตา ยิ่งแหงนหน้ามองสูงขึ้นไปก็รู้สึกว่าโคมไฟชั้นแรกนั้น ไม่ควรเสียสายตามองเลยด้วยซ้ำ
“เป็นอย่างไรบ้างไม่เลวใช่หรือไม่?” ชายคนนั้นเลิกคิ้วอย่างหยิ่งผยอง หลี่ไหวฺอวี้มิได้สนใจเขา
“อยากได้อันไหน”หลี่ไหวฺอวี้หันมาถามหมิงเป่าจู นางรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายต้องการจะทำอะไรจึงก้มลงมองเป่าอวี้
“อันนั้น!”เป่าอวี้ก็มิใช่คนเขลา เข้าใจได้ในทันที ชี้นิ้วไปที่โคมไฟอันที่อยู่สูงสุดพร้อมกับยิ้มอย่างซุกซน
“ชิไม่เชื่อพี่ชายคนนี้รึ รอดูก็แล้วกัน!” เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้ไม่เชื่อว่าเขาจะไขปริศนาได้จึงเลือกอันที่ยากที่สุด
ไม่รู้ว่ากลัวเขาตอบไม่ได้ต้องอับอายขายหน้าหรือจงใจกลั่นแกล้งกันแน่ แต่ไม่เป็นไร เขาจะทำให้เด็กน้อยคนนี้ตะลึงพรึงเพริดไปเลย
“ถ้าอยากได้ดวงนั้นต้องตอบถูกกี่ข้อ” หลี่ไหวฺอวี้ถามชายผู้จิบชา
“พรืด!” บุรุษผู้นั้นมองตามนิ้วของหลี่ไหวฺอวี้น้ำชาที่ยังไม่ทันกลืนลงคอแทบจะพ่นออกมา พูดได้อย่างหน้าตาเฉยจริงๆ!
เจ้าหนุ่มคนนี้ถึงกับกล้าชี้ไปที่โคมไฟหกเหลี่ยมด้านบนสุด!
โคมไฟหกเหลี่ยมแบ่งออกเป็นสองชั้น ชั้นในยาวกว่า ตรงกลางแขวนพู่ห้อยระย้าอย่างสวยงามทั้งด้านในและด้านนอก ล้วนมีตัวอักษรเขียนอยู่ น่าจะเป็นบทกวี หรือไม่ก็ถ้อยคำมงคล
ชั้นนอกสั้นกว่ามีทั้งหมดหกด้าน แต่ละด้านวาดภาพที่แตกต่างกัน วิหค บุปผา กีฏ[1]มัจฉา ล้วนมีพร้อมสรรพ
แต่ละมุมของโคมไฟหกเหลี่ยมมีเชือกไข่มุกสีขาวบริสุทธิ์ร้อยเรียงกันสะท้อนกับแสงเทียนจนกลายเป็นแสงสีรุ้งเจ็ดสี ส่องประกายกระทบกับโคมไฟดูงดงามยิ่งนัก
“เจ้าแน่ใจนะว่าต้องการดวงนั้น”
บุรุษผู้นั้นถามอย่างเหลือเชื่อหลี่ไหวฺอวี้จ้องมองเขาอย่างแน่วแน่ เป็นนัยว่า ยังต้องสงสัยอีกหรือ
“ต้องตอบถูกทั้งหมด!”
เขากระแทกถ้วยชาลงอย่างแรงน้ำชาในถ้วยสั่นไหวไปมาสองสามครั้ง ก่อนจะกระฉอกออกมาชายคนนั้นสะบัดมืออย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะพูดเสียงดัง
รอมาทั้งคืนแล้วก็ยังไม่มีผู้ใดตอบถูกเกินสามข้อ เขาอยากรู้นัก เจ้าเด็กไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำคนนี้ไปเอาความกล้ามาจากที่ใด!
“เริ่มเลยเถอะน้องชายข้าเหนื่อยแล้ว กำลังรอกลับบ้าน” หลี่ไหวฺอวี้เอ่ยอย่างรำคาญ
ปัง!เสียงเคาะไม้ดังขึ้น หลี่ไหวฺอวี้มองตามไป เห็นมีคนเขียนไว้ว่า ก่อนทายปริศนาต้องจ่ายเงินสองเหรียญทองแดง หากตอบถูกทั้งหมด สามารถเลือกโคมไฟได้ตามใจชอบและจะได้รับเงินคืนอีกด้วย
“สองเหวินยังมีอยู่หรือไม่”
“มี”ถึงแม้จะเหลือไม่มาก แต่สองเหวินก็ยังพอมี
“ฮึ่ม!นี่คือข้อแรก!” ท่าทางไม่แยแสของหลี่ไหวฺอวี้ ทำให้ชายคนนั้นขุ่นเคืองอย่างถึงที่สุดจึงลุกขึ้นยืน เดินไปที่ป้ายประกาศ ชี้ไปที่ประโยคหนึ่ง
“เหอะ กระจอก‘พุ่มไม้’ ” หลี่ไหวฺอวี้เหลือบมองเพียงครั้งเดียวก็ตอบออกมา
ข้อนี้ไม่ยากจริงๆหมิงเป่าจูเองก็เดาคำตอบได้ในทันที
ชายคนนั้นแค่นเสียงเยาะในลำคอก่อนเดินไปที่ข้อที่สอง ข้อแรกมักจะเป็นคำถามทั่วไปที่ง่ายที่สุดและถูกวางไว้ให้เห็นอย่างชัดเจน เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าจ่ายเงินตอบคำถาม
แต่หลังจากนี้ไปความยากจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ถึงกระนั้น หลี่ไหวฺอวี้ยังคงตอบถูกติดต่อกันถึงห้าข้อ
ตั้งแต่ข้อที่สามเป็นต้นมาสีหน้าของบุรุษนั้นก็เริ่มนิ่งขรึม ไม่คิดว่าเจ้าหนุ่มคนนี้จะมีความสามารถอยู่ไม่น้อยคนเราตัดสินกันที่ภายนอกไม่ได้จริงๆ!
แต่เขาก็ยังมั่นใจว่าไม่มีใครสามารถตอบถูกได้ทั้งหมดมิเช่นนั้นคงไม่ทุ่มทุนซื้อโคมไฟหกเหลี่ยมราคาแพงมาเป็นจุดขาย
ปริศนาข้อที่หกคือ ‘แผงรั้วกั้นทหารสะท้อนเงาจันทร์เสี้ยวสองดวง’ ให้ทายว่าเป็นตัวอักษรอะไร
หมิงเป่าจูตอบไม่ได้ตั้งแต่ข้อที่สองแล้วจึงล้มเลิกไป ส่วนเป่าอวี้ไม่เคยเรียนหนังสือ รู้จักตัวอักษรไม่มาก จึงได้แต่ชมความครึกครื้น
ทุกคนต่างรอคอยคำตอบของหลี่ไหวฺอวี้หลายคนเชื่อว่าเขาต้องตอบได้อย่างแน่นอน
[1] กีฏอ่านว่า กี-ตะ หมายถึงแมลง