ไป่ฉีใช้ปราณปลดล็อกประตูห้องน้ำพร้อมกับปิดกั้นเสียง บวกด้วยวิชาพรางตัว ทำให้ตอนนี้เขามายืนข้างหลังเมิ่งชิงชิง โดยที่เธอไม่รู้ตัวแต่อย่างใด เมื่อไป่ฉีมองไปยังร่างที่ปราศจากเสื้อผ้าตรงหน้า ส่วนอ่อนไหวด้านล่างของเขาก็เริ่มมีปฏิกิริยา เขาไม่เข้าใจว่าชาติที่แล้วมีหญิงสาวมากมายมาเปลือยกายต่อหน้า เขายังไม่มีอารมณ์สักนิด แต่กับชิงเอ๋อและเมิ่งชิงชิงนั้นต่างออกไป ส่วนล่างของเขามักตื่นตัวเมื่อเห็นร่างที่เปลือยเปล่าของเธอทุกครั้ง
‘ใจเย็น ๆ ไว้’ ไป่ฉีพยายามสะกดข่มอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ ตอนแรกเขาเข้ามาเพราะอยากจะแกล้งเมิ่งชิงชิงให้ตกใจเท่านั้น แล้วก็อาบน้ำด้วยกันตามปกติ แต่ไม่รู้ทำไมวันนี้เขาถึงมีความรู้สึกอยากจะทำแบบวันที่ปราณหยางในร่างของเขาเสียสมดุล อาจจะเพราะร่างนี้เข้าสู่ช่วงวัยรุ่นมากขึ้นก็เป็นได้ นั่นคือสิ่งที่เขาสันนิษฐาน (คิดเข้าข้างตัวเอง)
ยังไม่ทันที่ไป่ฉีจะสะกดข่มอารมณ์ของตัวเองให้สงบลงได้ เมิ่งชิงชิงรู้สึกเหมือนมีใครอยู่ข้างหลัง เมื่อหันไป เธอก็พบกับไป่ฉีที่ตอนนี้นุ่งผ้าขนหนูอยู่ หากแต่มีบางอย่างใต้ผ้าขนหนูที่ดึงดูดสายตาของเธอ ทำให้เธอหน้าขึ้นสี หากเป็นตอนแรกที่เธอมาอยู่ที่นี่ เธอคงร้องโวยวายไปแล้ว
“ไป่ฉี นาย…...” เมิ่งชิงชิงถาม ส่วนไป่ฉีนั้นก้มหน้าลง เอามือกุ้มเป้าของตัวเองไว้ ใบหน้าของเขาแดงก่ำ มันน่าอายมากที่วันนี้เขาควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้เลย เมื่อได้ยินเมิ่งชิงชิงถาม เขาก็พยักหน้ายอมรับแต่โดยดี
“เฮ้อ นายเป็นวัยรุ่นแล้วนี่นะ เรื่องแบบนี้มันก็ต้องมีบ้าง ว่าแต่นายจะให้ฉันช่วยไหม หรือจะช่วยตัวเอง” เมิ่งชิงชิงถาม
“พี่ชิงชิงจะช่วยผมเหรอครับ” ไป่ฉียังก้มหน้าอยู่ แต่ช้อนสายตาขึ้นมามองเมิ่งชิงชิง
‘อ๊าย ตาไป่ฉี นายทำหน้าเหมือนลูกแมวที่กลัวจะโดนเจ้าของดุเลย เมื่อกี้เหมือนเห็นหูกับหางแมวงอกออกมาเลย’ เมิ่งชิงชิงกรีดร้องให้กับท่าทางน่ารักของแฟนหนุ่ม
“ได้สิ แต่ว่าไม่ทำแบบครั้งที่แล้วนะ ไม่งั้นทั้งนายกับฉันตื่นสายกันพอดี” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“แล้วพี่จะทำยังไงเหรอครับ” ไป่ฉีถาม สีหน้าเขาดูดีขึ้นเมื่อเห็นว่าเมิ่งชิงชิงไม่ได้หงุดหงิดรำคาญเขา แถมยังเสนอจะช่วยเขาอีก
“ถอดผ้าขนหนูออก นอนลงที่พื้น ต้องขอบคุณความเป็นคนไม่ยอมแพ้ของฉันล่ะนะ เพราะถูกนายเอาเปรียบตลอดก็เลยไปหาข้อมูลมาบ้าง เผื่อจะได้เอาคืน ไม่คิดว่าวันนี้จะมาถึง คิก ๆ” เมิ่งชิงชิงหัวเราะ เธอหันหลังให้ไป่ฉีและหย่อนก้นนั่งลงบนหน้าอกของเขา ก่อนจะโน้มหน้าจงมาช้า ๆ ที่ส่วนคึกคักของไป่ฉี
ภายในห้องน้ำเริ่มมีเสียงร้องครางด้วยความเสียวซ่านของไป่ฉีดังออกมา หลังจากปลดปล่อยจนสบายตัวแล้ว ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงก็ช่วยกันทำความสะอาดคราบน้ำสีขาวขุ่นที่เปรอะเปื้อนไปทั่วห้องน้ำ จากนั้นจึงอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายของตัวเองต่อ
เมิ่งชิงชิงใส่ชุดนอนเรียบร้อยก็เดินออกมาจากห้องน้ำ เธอฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี เพราะวันนี้เธอได้แก้แค้นไป่ฉีที่ชอบเอาเปรียบเธอมาหลายครั้งเสียที ไม่นานไป่ฉีก็เดินออกมาจากห้องน้ำเช่นกัน ตอนนี้เขารู้สึกสบายตัวอย่างบอกไม่ถูก แม้จะโดนเมิ่งชิงชิงเอาคืนในสิ่งที่เขาเคยแกล้งเธอไว้ก็ตาม แต่ไป่ฉีได้เห็นความจริงใจของเธอที่ต้องการจะช่วยเขา ก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นใจ ยิ่งทำให้เขาแน่ใจว่าสเมิ่งชิงชิงคือคนที่ใช่สำหรับเขา เขาอยากจะดูแลเธอไปตลอดชีวิตของเขา
ค่ำคืนอันอบอุ่นระหว่างไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงผ่านพ้นไป เช้าวันรุ่งขึ้นไป่ฉีนั่งรถไปกับเมิ่งชิงชิง เพื่อไปถ่ายรายการแอดเวนเจอร์ต่อ ระหว่างทางไป่ฉีให้เมิ่งชิงชิงแวะที่ร้านอาหารที่เขาสั่งอาหารกล่องไว้ให้ทีมงาน แล้วถึงจะขับต่อไปยังสถานที่ถ่ายทำรายการ
วันนี้การออกอากาศสด เรตติงทำลายสถิติเดิม ตั้งแต่ไป่ฉีขึ้นไปสาธิตผ่านด่านต่าง ๆ อีกเช่นเคย คอมเมนต์ในช่องทางอินเทอร์เน็ตเด้งไม่หยุด เพราะเสน่ห์ของไป่ฉีถูกขับเน้นให้เปล่งประกายยิ่งขึ้นยามเคลื่อนไหวผ่านด่านต่าง ๆ แฟนคลับของไป่ฉีที่ลงทะเบียนจากหน้าเว็บไซต์ของ LSA ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจบรายการ ไป่ฉีได้กล่าวลาทีมงานทั้งหมดแล้วกลับกับเมิ่งชิงชิงทันที
เมื่อถึงห้องเช่า ไป่ฉีขอตัวออกไปข้างนอก สถานที่คือภูเขาที่เขาลงอาคมเขตแดนไว้เมื่อวาน วันนี้เขามาเพื่อเตรียมอุปกรณ์การฝึก เพราะมีอุปกรณ์หลายอย่างที่จำเป็นต้องใช้และทำ อย่างเช่นส่วนของหน้าผา ไป่ฉีต้องนำอุปกรณ์เซฟตี้ไปเตรียมเอาไว้ เพราะหากมีคนหล่นลงมา เขาคงไม่สามารถเหาะไปรับคนที่หล่นลงมาได้เหมือนกับอาจารย์ (ที่ต้าเซียน) ของเขาได้
เวลาล่วงเลยถึง 6 โมงเย็น ไป่ฉีก็เตรียมสถานที่เสร็จเรียบร้อย ตอนนี้ตามตัวเขาเต็มไปด้วยดิน เศษกิ่งไม้ ใบไม้ ดูมอมแมมทีเดียว เขาจึงใช้ปราณทำความสะอาดตัวกับเสื้อผ้าก่อนจะกลับไปที่ห้องเช่า แต่ก็นึกขึ้นได้ว่ามีปัญหาเรื้อรังอีกอย่างที่เขาจะต้องไปจัดการ เขาจึงใช้สมาร์ทโฟนโทรหาเมิ่งชิงชิง
“พี่ชิงชิง ผมน่าจะกลับดึกมากเลยนะครับ พี่เข้านอนไปก่อนได้เลย” ไป่ฉีกล่าว
[นายจะไปไหนน่ะ แล้วพรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้านายจะตื่นไหวเหรอ] เมิ่งชิงชิงถาม
“ไม่ต้องห่วงครับ พอดีเป็นเรื่องเร่งด่วนน่ะ ตอนนี้ผมมาเตรียมพื้นที่ตรงที่เราจะมาตั้งแคมป์กัน กว่าจะกลับคงดึกมาก” ไป่ฉีกล่าว
[ทำไมนายไม่บอกฉันล่ะ ฉันจะได้ขับรถพานายไป อีกอย่างจะได้ช่วยเตรียมพื้นที่ด้วย นายทำคนเดียวมันก็ใช้เวลานานน่ะสิ แล้วนี่จะกลับยังไง] เมิ่งชิงชิงถาม
“ผมจ้างรถมาครับ พี่ไม่ต้องเป็นห่วง ผมไม่อยากให้พี่เหนื่อยน่ะ เลยไม่ได้ให้มาด้วย ฝากบอกพ่อกับแม่ด้วยนะครับ” ไป่ฉีตอบ
[อือ รีบกลับล่ะ ถึงข่าวของผีดูดเลือดจะเงียบไปแล้วก็เถอะ ฉันก็ยังเป็นห่วงนายอยู่ดี] เมิ่งชิงชิงกล่าว
“ครับ ผมวางสายนะ” ไป่ฉีกดวางสายทันที ก่อนจะเปิดประตูมิติไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง
ที่คอนโนมิเนียมแห่งหนึ่ง
ไป่กุ้ยอิงจอดรถที่ลานจอดรถของคอนโด ตั้งแต่เกิดเรื่องคราวนั้น ไม่รู้ทำไมเธอถึงเป็นห่วงมี่หมิงมาก ถึงช่วงกลางคืนทีไรต้องโทรไปหาทุกทีเพื่อถามอาการ ตอนแรกเธอสนใจเขาเพราะบรรยากาศที่แผ่ออกมาคล้ายกับไป่ฉี แต่พอได้คุยกันบ่อย ๆ มีนัดไปทานข้าว ติวหนังสือ บางครั้งเขาก็ชวนเธอไปดูหนัง พอรู้ตัวอีกทีเธอก็พบว่าความรู้สึกเจ็บปวดจากรักแรกของเธออย่างไป่ฉีหายไปแล้ว กลายเป็นความเจ็บปวดทุกครั้งที่เธอเห็นมี่หมิงทรมานเพราะต้องสู้กับเบี้ยนฝู๋ที่อยู่ในร่างทุกคืนที่ไร้ดวงจันทร์ แม้จะสะกดข่มเบี้ยนฝู๋ลงได้ทุกครั้งก็ตาม
มี่หมิงมีจิตใจที่เข้มแข็งมาก นอกจากให้เธอติวหนังสือสำหรับสอบที่มหาวิทยาลัยแอสการ์ดแล้ว เขายังให้เธอสอนวรยุทธ์กับฝึกพลังปราณด้วย ต้องยอมรับว่าเขาสามารถเรียนรู้ได้เร็วจนน่าตกใจจริง ๆ น่าจะเพราะมีระดับปราณถึงชั้นปราณจิตไปแล้ว
เธอจำได้ว่าไป่ฉีได้แนะนำให้เขาฝึกเคล็ดบ่มเพาะ 9 สุริยัน เพื่อใช้พลังหยางสะกดข่มพลังหยินของเบี้ยนฝู๋ ไป่ฉีบอกว่าทุกครั้งที่รู้สึกว่าเบี้ยนฝู๋จะออกมา ให้มี่หมิงเดินลมปราณตามเคล็ดนี้จะสามารถตอบโต้เบี้ยนฝู๋ให้กลับไปสงบลงได้
ช่วงหลังไป่ฉีแทบจะไม่ว่างเลย จึงไม่ได้มาดูว่าวิญญาณของเบี้ยนฝู๋ถูกวิญญาณของมี่หมิงกลืนกินไปใกล้จะหมดแล้วรึยัง ดังนั้นเธอจึงต้องไปเฝ้ามี่หมิงทุกครั้งที่ถึงช่วงข้างแรม เธอเห็นมี่หมิงทรมาน แต่กลับทำอะไรไม่ได้ ได้แต่จับมือให้กำลังใจเขาเท่านั้น วันนี้มี่หมิงบอกว่าเขารู้สึกไม่ค่อยดี มันน่าแปลกมาก เพราะว่าตอนนี้เป็นช่วงข้างขึ้นแท้ ๆ ก็เคยคิดอยู่นะว่ามี่หมิงจะคิดไหมว่าเธอทำตัวเหมือนเป็นแฟนเขามากกว่าเป็นรุ่นพี่ซะอีก
ไป๋กุ้ยอิงเดินมาจนถึงทางเข้าตัวอาคารคอนโด ไม่รู้ทำไม วันนี้เธอรู้สึกใจคอไม่ดีแปลก ๆ ทันทีที่มาถึงที่นี่ ราวกับมีสายตาของใครจ้องมองเธออยู่ เธอมองขึ้นไปก็เห็นว่าห้องของมี่หมิงเปิดไฟไว้ จึงโทรขึ้นไปเพื่อให้มี่หมิงลงมารับเธอ แต่น่าแปลกที่มี่หมิงไม่ได้ลงมาเหมือนทุกครั้ง แต่ให้พนักงานรักษาความปลอดภัยมาเปิดประตูให้แทน ยิ่งทำให้เธอเป็นกังวัล น้ำเสียงของอีกฝ่ายตอนโทรคุยกันก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก เมื่อเข้ามาในคอนโดได้ เธอจึงรีบตรงไปที่ลิฟต์และขึ้นไปยังชั้นที่มี่หมิงอยู่
ทันทีที่ลิฟต์เปิดออก เธอรีบเดินไปที่ห้องของมี่หมิง ใช้คีย์การ์ดที่มี่หมิงให้ไว้เปิดเข้าไป เธอเดินเข้าไปในห้องก็ต้องตกใจกับภาพที่เห็น เธอไม่เจอมี่หมิงอยู่บนเตียงเหมือนทุกครั้ง แต่กลับเจอร่างของหญิงสาวผิวซีดขาว ไร้ลมหายใจอยู่บนเตียงแทน ทำให้เธอรีบระวังตัวทันที
“ช้าไปแล้ว” เสียง ๆ หนึ่งดังขึ้นด้านหลังของไป๋กุ้ยอิง พร้อมกับร่างกายของเธอไม่สามารถขยับได้ ไม่ทันแม้แต่จะได้โคจรพลังปราณด้วยซ้ำ
“เป็นไปได้ยังไงกัน อักขระลมปราณของอวี้กงน่าจะขังแกเอาไว้นี่” ไป๋กุ้ยอิงพูดขึ้น
ใบหน้าของชายหนุ่มที่เธอคุ้นเคยยื่นมาด้านข้างวางคางบนบ่าของเธอ ดวงตาชายหนุ่มเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีแดง แต่เส้นผมยังคงเป็นสีดำอยู่ มือของชายหนุ่มโอบเอวของไป๋กุ้ยอิงแล้วดึงไว้แนบกายของเขา
“ของแบบนั้นทำให้ข้ายุ่งยากมากจริง ๆ แต่โอกาสก็มาถึงข้า เมื่อเจ้านี่ไปไหว้คุณตาของมันที่สุสาน ที่นั่นอุดมไปด้วยพลังหยิน ข้าจึงถือโอกาสช่วงนั้นดูดซับเอาพลังหยินที่หนาแน่นมาทำลายอักขระที่ทำให้ข้าอ่อนแอ จากนั้นก็ทำลายอักขระที่จะเตือนเมื่อข้าออกมาได้ โชคดีที่พลังหยินที่นั่นมีมากกว่าพลังของอักขระลมปราณ หึ หึ เจ้าน่าจะได้เห็นสีหน้าของเจ้าเด็กนี่ก่อนจะถูกข้ายึดร่างไปนะ มันร้องเรียกชื่อเจ้าออกมาไม่หยุดเลยล่ะ” เบี้ยนฝู๋กล่าว
“คิดว่าอวี้กงจะไม่รู้เรื่องนี้รึไง” ไป๋กุ้ยอิงกล่าว
“หึ ถึงรู้ก็คงไม่ใช่วันนี้แน่นอน” เบี้ยนฝู๋ใช้มือตวัดออกไป ศพของหญิงสาวก็สลายไปกลายเป็นฝุ่นละอองลอยออกไปทางประตูระเบียงที่เปิดไว้ พร้อมกับโยนตัวของไป๋กุ้ยอิงขึ้นไปบนเตียง
“แกจะทำอะไร” ไป๋กุ้ยอิงพยายามจะโคจรพลังปราณ แต่ร่างกายของเธอไม่ฟังคำสั่งของเธอเลยแม้แต่น้อย
“เปล่าประโยชน์ วิชาของข้าน่ะ หากไม่ได้โคจรปราณคุ้มกายที่ระดับสูงกว่าข้าไว้แต่แรก ข้าก็จะสามารถควบคุมเลือดของคนเหล่านั้นได้ และทำให้เส้นลมปราณติดขัด ไม่สามารถโคจรลมปราณได้ตามต้องการ ถ้าความสามารถข้าไม่สูงขนาดนี้ ข้าคงตายไปนานแล้ว ส่วนคำถามที่เจ้าถามว่าข้าจะทำอะไรน่ะเหรอ” เบี้ยนฝู๋ฉีกเสื้อยืดที่ตนใส่ออก พร้อมกับปลดกางเกงตาม
“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ มี่หมิง ได้สติซักที ช่วยฉันด้วย” ไป๋กุ้ยอิงตะโกน โดยหวังว่าเสียงของเธอจะไปถึงจิตวิญญาณของชายหนุ่มที่เธอมีใจให้ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเลย
“หึ หึ เมื่อข้าเข้ายึดร่างนี้ ข้าก็รีบจัดการกับมัน ให้มันหลับอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ กว่ามันจะรู้ตัว ก็คงถูกข้ากลืนกินวิญญาณไปจนหมดแล้ว แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ข้าจะไม่ฆ่าเจ้าหรอก แค่เลี้ยงให้เจ้ามีชีวิตอยู่ คอยผลิตเลือดที่อุดมด้วยพลังปราณจักรพรรดิให้ข้า แล้วข้าจะตอบแทนเจ้าด้วยการให้เจ้าได้ร่วมรักกับร่างของชายที่เจ้ารักยังไงล่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เบี้ยนฝู๋กระโดดขึ้นเตียง เริ่มโน้มใบหน้าลงมาที่คอของไป๋กุ้ยอิง เขี้ยวสีขาวคมกริบกำลังจะถึงคอขาวเนียนของไป๋กุ้ยอิงเรื่อย ๆ
แต่ไม่ทันไร ใบหน้าที่เลื่อนเข้ามาก็หยุดค้าง สีหน้าของเบี้ยนฝู๋ชะงักไปเช่นกัน ทำให้ไป๋กุ้ยอิงเตรียมที่จะลงมือสวนกลับ แต่……
ผัวะ
เสียงที่เกิดขึ้นนี้ เกิดจากหมัดของเบี้ยนฝู๋ต่อยเข้าที่หน้าของตัวเอง ความแรงนั้นทำให้หน้าซีกนั้นบวมแดงเลยทีเดียว ไป๋กุ้ยอิงที่เป็นแบบนั้นก็รีบผลักร่างของมี่หมิงออกไป และเตรียมที่จะหนีออกไปจากห้อง
“อ้า ทำไมถึงดื้อด้านอย่างนี้นะเจ้าเด็กนั่น อยู่เงียบ ๆ แล้วให้ข้าเผด็จศึกแม่นางน้อยผู้นี้ไม่ได้รึไง เพราะข้าสามารถส่งผ่านความรู้สึกและอารมณ์ทั้งหมดที่ข้าทำผ่านร่างนี้ไปหามันได้ น่ารำคาญจริง ๆ” เบี้ยนฝู๋เอามือที่เพิ่งต่อยตัวเองไปมาลูบตรงจุดที่ถูกต่อย
ขณะที่ไป๋กุ้ยอิงไม่ได้สนใจ เธอเปิดประตูได้แล้ว แต่ก็ถูกแรงบางอย่างดันประตูให้ปิด เธอรับรู้ได้ว่ามีร่างคนอยู่ด้านหลังของเธอแล้ว
“จะหนี…….ปะ….บ้าน่า…...เพราะนังนี่ แกถึงกับ…..กล้า….อ๊าาาาาา” เบี้ยนฝู๋กรีดร้อง สองมือกุมขมับ ตอนนี้มันต้องพยายามสะกดข่มจิตวิญญาณของมี่หมิงที่พยายามจะสู้กับมันอยู่ ขณะที่ไป๋กุ้ยอิงเปิดประตูเตรียมจะออกไป เธอก็ได้ยินเสียงคนคนหนึ่งพูดขึ้น
“ดูเหมือนข้าจะประมาทเจ้าไปสินะ ไอ้ค้างคาวผีบัดซบ” เสียงของไป่ฉีดังขึ้นที่ด้านหลังของเบี้ยนฝู๋ แต่ยังไม่ทันที่มันจะได้ขยับตัว โซ่เรืองแสงได้พุ่งเข้ามัดแขนขาของมันแล้วดึงตัวมันออกห่างจากไป๋กุ้ยอิง
“แก ไอ้เฒ่าแอ๊บเด็ก” เบี้ยนฝู๋แผดเสียงร้องด้วยความโกรธ อีกนิดเดียวมันก็จะได้เลือดของไป๋กุ้ยอิงอยู่แล้วเชียว (ปกติของตัวร้าย พูดมากจนพลาดเอง)
“ไม่คิดว่าเจ้าจะใช้พลังหยินจากสุสานมาทำลายอักขระของข้าได้ ดีที่วันนี้ข้าว่าจะมาตรวจดูว่าวิญญาณของเจ้าถูกมี่หมิงกลืนกินไปหมดรึยัง” ไป่ฉีหรี่ตา เขาใช้พลังจิตวิญญาณตรวจสอบดูก็พบว่าจิตวิญญาณของมี่หมิงตอนนี้เหลือเพียงแค่ 3 ใน 10 ส่วนและกำลังต่อสู้ดิ้นรนเพื่อไม่ให้ถูกกลืนกินไปมากกว่านี้
“อวี้กง มี่หมิงยังปลอดภัยรึเปล่า” ไป๋กุ้ยอิงที่เห็นไป่ฉีมาถึงแล้ว เธอรีบถามสถานการณ์ของมี่หมิงทันที
“โดนกลืนกินไป 7 ใน 10 ส่วน คาดว่าคงถูกยึดร่างมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว” ไป่ฉีกล่าว
“เป็นไปไม่ได้ ระหว่างนั้นฉันโทรคุยกับมี่หมิงทุกวัน เขาก็ปกติดีนี่” ไป๋กุ้ยอิงไม่อยากเชื่อ เพราะก่อนหน้านี้มี่หมิงก็ดูปกติดี
“หึ หึ แบบนี้น่ะเหรอ” เบี้ยนฝู๋หลับตาลง เมื่อลืมตาอีกครั้ง ดวงตาของมันก็กลายเป็นสีดำ พร้อมกับพูดขึ้น “พี่กุ้ยอิง วันนี้ผมมีโจทย์ที่แก้ไม่ได้สักที พี่ช่วยสอนผมหน่อยได้ไหมครับ”
“บ้าน่า ทั้งน้ำเสียงและวิธีการพูดเหมือนกับมี่หมิงเลย แถมยังสามารถเปลี่ยนสีดวงตาได้ด้วยเหรอ” ไป๋กุ้ยอิงตกใจมาก ไม่คิดเลยว่ามี่หมิงที่คุยกับเธอมาตลอด 1 สัปดาห์มานี้จะเป็นเบี้ยนฝู๋
“เพราะมันกลืนกินจิตวิญญาณของมี่หมิง ทำให้มันได้รับวิธีการพูด ความทรงจำ ท่าทางมาด้วย ในทางกลับกัน ถ้ามี่หมิงกลืนกินวิญญาณของเบี้ยนฝู๋ เขาก็จะได้รับทุกสิ่งของเบี้ยนฝู๋เหมือนกัน” ไป่ฉีอธิบาย
“อวี้กง มีวิธีช่วยมี่หมิงไหม” ไป๋กุ้ยอิงถาม
“มี และวันนี้มันต้องจบ” ไป่ฉียื่นด้ามจับโซ่ที่พันธนาการเบี้ยนฝู๋ไว้ ให้ไป๋กุ้ยอิงถือและบอกให้ส่งพลังปราณเลี้ยงพลังของโซ่เอาไว้
ไป่ฉีเริ่มวาดเขตอาคมขึ้นที่พื้นห้องทันที โดยเขตอาคมนี้ เวลาภายในจะเร็วกว่าภายนอก เขาต้องการจะเฝ้าดูการกลืนกินวิญญาณจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะได้ร่างโดยสมบูรณ์ แต่เขาไม่มีทางให้เบี้ยนฝู๋ได้ร่างของมี่หมิงไปแน่นอน
“ลากมันเข้ามาในเขตอาคมอักขระลมปราณนี้เลยครับ” อวี้กงกล่าว ไป๋กุ้ยอิงไม่รอช้ากระชากเพียงครั้งเดียวก็ทำให้เบี้ยนฝู๋มาอยู่ในเขตอาคมได้
จากนั้นไป่ฉีก็ใช้จิตวิญญาณของตนลงอักขระลมปราณใส่จิตวิญญาณของเบี้ยนฝู๋ แต่ก็ลำบากกว่าครั้งก่อน เพราะดูเหมือนการเป็นวิญญาณที่นานขึ้น ทำให้เบี้ยนฝู๋มีพลังจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งขึ้น มันพยายามขัดขืนอักขระลมปราณที่ประทับเข้ากับจิตวิญญาณของมัน
“อ๊าก ข้าไม่ยอมง่าย ๆ หรอก” เบี้ยนฝู๋มีสีหน้าบิดเบี้ยวเมื่อถูกประทับอักขระลมปราณลงไปที่จิตวิญญาณของตน
“เดี๋ยวผมจะจับโซ่ให้ ส่วนพี่เข้าไปในเขตอาคม กอดร่างของมี่หมิงจากด้านหลังพยายามเรียกเขาให้กลับมาคุมร่างให้ได้” ไป่ฉีกล่าว
“ทำไมต้อง...กะ....กอดล่ะ” ไป๋กุ้ยอิงหน้าแดง
“จิตวิญญาณของพี่กับเขาจะได้ใกล้กัน ผมจะใช้พลังของผมเป็นสื่อส่งผ่านเสียงของพี่ไปหาเขา” ไป่ฉีกล่าว
ไป๋กุ้ยอิงทำตาม เธอพยายามเรียกมี่หมิงอย่างต่อเนื่อง ส่วนเบี้ยนฝู๋ก็ขัดขืนเต็มที่ มันพยายามจะออกห่างจากไป๋กุ้ยอิง เพราะมันไม่ต้องการให้ไป๋กุ้ยอิงปลุกมี่หมิงได้สำเร็จ มิเช่นนั้นมันต้องรับศึก 2 ด้าน ซึ่งไม่เป็นผลดีกับมันเลย
“อ๊าก ปล่อยข้า อวี้กง แกจะตามจองเวรข้าไปถึงไหนกัน แกก็มาเกิดในร่างคนอื่นเหมือนกัน แกมันก็ชั่วร้ายเหมือนข้านั่นแหละ” เบี้ยนฝู๋กล่าว ไป๋กุ้ยอิงแม้จะได้ยินแต่ก็ไม่ได้สนใจ เธอเรียกมี่หมิงไม่หยุด โดยหวังว่าชายหนุ่มจะได้ยินเสียงเธอและลุกขึ้นสู้กับเบี้ยนฝู๋อีกครั้ง
“อ๊ะ ไอ้เด็กน้อยนั่นมันตื่นแล้ว บัดซบ....ที่สุด” เบี้ยนฝู๋สัมผัสได้ว่ามี่หมิงเริ่มต่อต้านตนเองอีกครั้ง
การต่อสู้กันภายในจิตวิญญาณเริ่มต้นขึ้น แต่กระบวนการกลืนกินจิตวิญญาณรวดเร็วขึ้นเพราะเขตอาคมของไป่ฉี เบี้ยนฝู๋นั้นเงียบไปแล้ว เพราะมันตั้งสมาธิเพื่อสู้กับมี่หมิง ทำให้ตอนนี้ร่างของมี่หมิงราวกับกำลังหลับอยู่
เวลาภายในเขตอาคมผ่านไปเรื่อย ๆ ร่างของมี่หมิงเริ่มมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้น และเริ่มหอบหายใจหนักขึ้นเรื่อย ๆ ไป๋กุ้ยอิงเห็นแล้วก็ยิ่งเป็นกังวัล เธอมองไป่ฉีที่ยังคงเพิ่งสายตามองร่างของมี่หมิงอยู่
“ทำยังไงดีอวี้กง” ไป๋กุ้ยอิงถาม ความกังวลของเธอยิ่งมากขึ้น
“ตอนนี้มี่หมิงสามารถยึดเอาจิตวิญญาณกลับมาได้กว่า 6 ใน 10 ส่วนแล้ว เขาสามารถรับรู้การสัมผัสทางร่างกายได้แล้วครับ แน่นอนว่าถ้าพี่พูดอะไรไปตอนนี้ เขาจะได้ยินโดยไม่ต้องพึ่งพลังของผมอีก” ไป่ฉีกล่าว
“เข้าใจแล้ว” ไป๋กุ้ยอิงพยักหน้าและทำในสิ่งที่ไป่ฉีก็คิดไม่ถึง เธอใช้ริมฝีปากอิ่มสวยทาบทับริมฝีปากของมี่หมิง
‘สุดยอด พริบตาเดียวจิตวิญญาณของเบี้ยนฝู๋ก็ถูกกลืนกินไปแทบไม่เหลือแล้ว รู้งี้แนะนำวิธีนี้ไปตั้งแต่แรกก็ดีหรอก’ ไป่ฉีคิด
ริมฝีปากของมี่หมิงเริ่มตอบสนอง ไป๋กุ้ยอิงเบิกตากว้างเมื่อรับรู้ได้ถึงลิ้นของชายหนุ่มที่สอดเข้ามาสำรวจโพรงปากของเธอ เธอพยายามที่จะผละออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มใช้มือรวบตัวเอาไว้ (ถ้าใช้แรงเต็มที่มี่หมิงโดนผลักกระเด็นติดกำแพงแน่นอน)
‘โซ่หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน’ ไป๋กุ้ยอิงตื่นตระหนกเมื่อรู้ว่าศีรษะเธอถูกมือของชายหนุ่มรั้งไว้ไม่ให้ผละออกจากจูบอันหอมหวานนี้
“เบี้ยนฝู๋ถูกกลืนกินโดยสมบูรณ์แล้ว จากนี้ไปไม่ต้องกังวลแล้วนะครับ ผมขอตัวก่อน” กล่าวจบไป่ฉีก็หายไปจากห้องนั้นทันที
‘งั้นก็หมายความว่า.....’ ไป๋กุ้ยอิงเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
มี่หมิงยังคงแลกจูบกับไป๋กุ้ยอิงอยู่นาน ทั้งคู่ตอนนี้มีเหงื่อไหลออกตามใบหน้าและลำคอ ก่อนจะผละออกจากกัน ดวงตาฉ่ำเยิ้มของทั้งคู่จ้องมองกันด้วยความสุข ต่างก็หอบหายใจกันสักพัก
“ผมกลับมาแล้วครับ” มี่หมิงยิ้มร่า ตอนนี้สีผมของเขาได้กลายเป็นสีเงิน ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงไปแบบถาวรแล้ว
“ผมกับตาของนาย” ไป๋กุ้ยอิงเอื้อมมือไปประคองใบหน้าของมี่หมิง
“น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงจากการที่วิญญาณของผมรวมกับเบี้ยนฝู๋มั้งครับ” มี่หมิงกล่าว ก่อนที่ไป๋กุ้ยอิงจะโผเข้ากอดมี่หมิง เธอเอาหน้าไปซุกอกของมี่หมิง เขาสัมผัสได้ถึงน้ำตาอุ่น ๆ จากใบหน้าของไป๋กุ้ยอิง ทำให้เขากอดไป๋กุ้ยอิงไว้ในอ้อมแขนเพื่อเป็นการปลอบเธอ
“ผมจะอยู่กับพี่ตลอดไป เป็นแฟนกับผมได้ไหมครับพี่กุ้ยอิง” มี่หมิงกระซิบเบา ๆ ข้างหูของไป๋กุ้ยอิง
“ที่ผ่านมาฉันยังแสดงออกไม่ชัดพอรึไง นายเป็นรุ่นน้องที่ฉันปล่อยให้อยู่ตัวคนเดียวไม่ได้ ชอบกินอาหารขยะ ไม่ก็บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สารอาหารแทบไม่มี แต่ทำไมยังโตมาดูดีแบบนี้ได้นะ” ไป๋กุ้ยอิงยิ้ม ตอนนี้น้ำตาแห่งความสุขไหลออกมาโดยไม่อาจหยุดมันได้
“ต่อไปนี้ผมจะไม่ทำให้พี่เป็นห่วงอีก แต่ว่า…..เรื่องอาหารผมทำไม่เป็นจริง ๆ ขนาดทอดไข่ ผมยังได้*ถ่านไม้เลย” มี่หมิงกล่าว (หมายถึง ดำเหมือนถ่าน)
“ให้มันจริงเถอะ ส่วนเรื่องอาหาร…...ถ้าว่างฉันจะมาทำให้กิน แต่ถ้าไม่ว่าง…....” ไป๋กุ้ยอิงกล่าว
“ผมจะกินพี่” มี่หมิงพูดแทรก ก่อนจะโดนไป๋กุ้ยอิงฟาดฝ่ามือใส่จนล้มลงไปนอนอยู่ที่พื้น
คืนนั้นมี่หมิงกับไป๋กุ้ยอิงนอนกอดกันอย่างมีความสุข ทั้ง 2 รู้สึกอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ส่วนไป่ฉีก็ไปแจ้งกับสมาคมการค้าตะวันจันทราว่ามารค้างคาวเบี้ยนฝู๋ถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับส่งข้อมูลที่ตั้งพรรคตะวันดับในทวีปเทพกิเลนให้ทางสมาคมการค้าดำเนินการส่งให้กับตำหนักเทพกิเลน เพื่อจัดการกวาดล้างให้สิ้นซากต่อไป
ไป่ฉีกลับมาที่ห้องเช่าก็พบว่าเมิ่งชิงชิงนอนหลับไปแล้ว จึงไปอาบน้ำโดยเดินให้เบาที่สุด หลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ เขาก็ลงมานอนข้าง ๆ เธอ เขามองหน้าเธอก่อนจะหลับไปโดยกอดเธอเอาไว้ หากแต่หลังไป่ฉีหลับไป เมิ่งชิงชิงก็ลืมตาตื่นขึ้น แววตาของเธอต่างไปจากตัวเธอตามปกติ มันเป็นแววตาแห่งความสงสัย แปลกใจ
‘นั่นคือไป๋หู่ คนที่เจ้าแต่งงานด้วยในอดีตชาติ แต่วาสนาของพวกเจ้าไม่อาจได้ครองคู่กันจนแก่เฒ่า ในชาตินี้พวกเจ้าจึงได้มาพบกันอีกครั้ง’ เสียงหนึ่งดังกังวานในหัวของเมิ่งชิงชิงที่มีบุคลิกเปลี่ยนไป
‘ท่านคือใคร แล้วข้าอยู่ที่ไหน ชายคนนี้คือไป๋หู่ สามีของข้าจริง ๆ หรือ’ เมิ่งชิงชิงไม่ได้พูด แต่ถามออกไปทางจิต
‘ผู้คนต่างเรียกเราว่า โพธิสัตว์เดินดิน ไท่ซื่อคง สีกาเองที่เป็นธิดาตำหนักเทพจูเชว่คงเคยได้ยินเรื่องของเรามาบ้าง สำหรับคำถามของสีกา เราขอยืนยันว่าชายหนุ่มที่กอดเจ้าอยู่ตอนนี้คือไป๋หู่ บัดนี้สีกาได้เข้าสู่ภพชาติใหม่ หากแต่วิญญาณยังร่ำร้องถึงชายคนนี้ในชาติก่อน เราจึงได้เรียกความทรงจำชาติที่แล้วของสีกาขึ้นมา’ ไท่ซื่อคงกล่าว
‘แล้วจากนี้ข้าจะเป็นอย่างไรต่อเจ้าคะ ความทรงจำของข้าจะแทนที่ตัวข้าในปัจจุบันรึเปล่า’ เมิ่งชิงชิงถาม
‘ความทรงจำส่วนหนึ่งในชาติก่อนจะรวมเข้ากับความทรงจำในชาตินี้ ตัวสีกาในปัจจุบันก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม เพียงแต่อาจทำอาหารหรืองานบ้านเก่งขึ้น และฝันถึงเรื่องในอดีตชาติบ้างเป็นบางครั้ง’ ไท่ซื่อคงตอบ
‘เช่นนั้นข้าก็หมดห่วงแล้วเจ้าค่ะ’ เมิ่งชิงชิงกล่าว
‘กาลเวลาหมุนเปลี่ยน ภพชาติเปลี่ยนผัน พบจากยากเจอกัน บุพเพสะบั้นซึ่งกาลเวลา’ สิ้นสุดคำของไท่ซื่อคง เมิ่งชิงชิงค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลงและหลับไปอีกครั้ง
ส่วนไท่ซื่อคงที่ยืนมองไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงอยู่ก็ได้หายไปราวกับฝุ่นควัน ค่ำคืนที่หลากหลายในวันนี้ได้นำพาหญิงสาวที่พรากจากคนรัก ให้ได้พบเขาอีกครั้ง ด้วยความช่วยเหลือจากหลวงจีนลึกลับ “ไท่ซื่อคง”
__________________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
