จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 157 ค่ำคืนแห่งการพบพาน Re

            ไป่ฉีใช้ปราณปลดล็อกประตูห้องน้ำพร้อมกับปิดกั้นเสียง  บวกด้วยวิชาพรางตัว  ทำให้ตอนนี้เขามายืนข้างหลังเมิ่งชิงชิง  โดยที่เธอไม่รู้ตัวแต่อย่างใด  เมื่อไป่ฉีมองไปยังร่างที่ปราศจากเสื้อผ้าตรงหน้า  ส่วนอ่อนไหวด้านล่างของเขาก็เริ่มมีปฏิกิริยา  เขาไม่เข้าใจว่าชาติที่แล้วมีหญิงสาวมากมายมาเปลือยกายต่อหน้า  เขายังไม่มีอารมณ์สักนิด  แต่กับชิงเอ๋อและเมิ่งชิงชิงนั้นต่างออกไป  ส่วนล่างของเขามักตื่นตัวเมื่อเห็นร่างที่เปลือยเปล่าของเธอทุกครั้ง


            ‘ใจเย็น ๆ ไว้’ ไป่ฉีพยายามสะกดข่มอารมณ์ของตัวเองเอาไว้  ตอนแรกเขาเข้ามาเพราะอยากจะแกล้งเมิ่งชิงชิงให้ตกใจเท่านั้น  แล้วก็อาบน้ำด้วยกันตามปกติ  แต่ไม่รู้ทำไมวันนี้เขาถึงมีความรู้สึกอยากจะทำแบบวันที่ปราณหยางในร่างของเขาเสียสมดุล  อาจจะเพราะร่างนี้เข้าสู่ช่วงวัยรุ่นมากขึ้นก็เป็นได้  นั่นคือสิ่งที่เขาสันนิษฐาน (คิดเข้าข้างตัวเอง)


            ยังไม่ทันที่ไป่ฉีจะสะกดข่มอารมณ์ของตัวเองให้สงบลงได้  เมิ่งชิงชิงรู้สึกเหมือนมีใครอยู่ข้างหลัง  เมื่อหันไป  เธอก็พบกับไป่ฉีที่ตอนนี้นุ่งผ้าขนหนูอยู่  หากแต่มีบางอย่างใต้ผ้าขนหนูที่ดึงดูดสายตาของเธอ  ทำให้เธอหน้าขึ้นสี  หากเป็นตอนแรกที่เธอมาอยู่ที่นี่  เธอคงร้องโวยวายไปแล้ว


            “ไป่ฉี  นาย…...” เมิ่งชิงชิงถาม  ส่วนไป่ฉีนั้นก้มหน้าลง  เอามือกุ้มเป้าของตัวเองไว้  ใบหน้าของเขาแดงก่ำ  มันน่าอายมากที่วันนี้เขาควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้เลย  เมื่อได้ยินเมิ่งชิงชิงถาม  เขาก็พยักหน้ายอมรับแต่โดยดี


            “เฮ้อ  นายเป็นวัยรุ่นแล้วนี่นะ  เรื่องแบบนี้มันก็ต้องมีบ้าง  ว่าแต่นายจะให้ฉันช่วยไหม หรือจะช่วยตัวเอง” เมิ่งชิงชิงถาม


            “พี่ชิงชิงจะช่วยผมเหรอครับ” ไป่ฉียังก้มหน้าอยู่  แต่ช้อนสายตาขึ้นมามองเมิ่งชิงชิง


            ‘อ๊าย  ตาไป่ฉี  นายทำหน้าเหมือนลูกแมวที่กลัวจะโดนเจ้าของดุเลย  เมื่อกี้เหมือนเห็นหูกับหางแมวงอกออกมาเลย’ เมิ่งชิงชิงกรีดร้องให้กับท่าทางน่ารักของแฟนหนุ่ม


            “ได้สิ  แต่ว่าไม่ทำแบบครั้งที่แล้วนะ  ไม่งั้นทั้งนายกับฉันตื่นสายกันพอดี” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            “แล้วพี่จะทำยังไงเหรอครับ” ไป่ฉีถาม  สีหน้าเขาดูดีขึ้นเมื่อเห็นว่าเมิ่งชิงชิงไม่ได้หงุดหงิดรำคาญเขา  แถมยังเสนอจะช่วยเขาอีก


            “ถอดผ้าขนหนูออก  นอนลงที่พื้น  ต้องขอบคุณความเป็นคนไม่ยอมแพ้ของฉันล่ะนะ  เพราะถูกนายเอาเปรียบตลอดก็เลยไปหาข้อมูลมาบ้าง  เผื่อจะได้เอาคืน  ไม่คิดว่าวันนี้จะมาถึง  คิก ๆ” เมิ่งชิงชิงหัวเราะ  เธอหันหลังให้ไป่ฉีและหย่อนก้นนั่งลงบนหน้าอกของเขา  ก่อนจะโน้มหน้าจงมาช้า ๆ ที่ส่วนคึกคักของไป่ฉี


            ภายในห้องน้ำเริ่มมีเสียงร้องครางด้วยความเสียวซ่านของไป่ฉีดังออกมา  หลังจากปลดปล่อยจนสบายตัวแล้ว  ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงก็ช่วยกันทำความสะอาดคราบน้ำสีขาวขุ่นที่เปรอะเปื้อนไปทั่วห้องน้ำ  จากนั้นจึงอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายของตัวเองต่อ


            เมิ่งชิงชิงใส่ชุดนอนเรียบร้อยก็เดินออกมาจากห้องน้ำ  เธอฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี  เพราะวันนี้เธอได้แก้แค้นไป่ฉีที่ชอบเอาเปรียบเธอมาหลายครั้งเสียที  ไม่นานไป่ฉีก็เดินออกมาจากห้องน้ำเช่นกัน  ตอนนี้เขารู้สึกสบายตัวอย่างบอกไม่ถูก  แม้จะโดนเมิ่งชิงชิงเอาคืนในสิ่งที่เขาเคยแกล้งเธอไว้ก็ตาม  แต่ไป่ฉีได้เห็นความจริงใจของเธอที่ต้องการจะช่วยเขา  ก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นใจ  ยิ่งทำให้เขาแน่ใจว่าสเมิ่งชิงชิงคือคนที่ใช่สำหรับเขา   เขาอยากจะดูแลเธอไปตลอดชีวิตของเขา


            ค่ำคืนอันอบอุ่นระหว่างไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงผ่านพ้นไป  เช้าวันรุ่งขึ้นไป่ฉีนั่งรถไปกับเมิ่งชิงชิง  เพื่อไปถ่ายรายการแอดเวนเจอร์ต่อ  ระหว่างทางไป่ฉีให้เมิ่งชิงชิงแวะที่ร้านอาหารที่เขาสั่งอาหารกล่องไว้ให้ทีมงาน  แล้วถึงจะขับต่อไปยังสถานที่ถ่ายทำรายการ


            วันนี้การออกอากาศสด  เรตติงทำลายสถิติเดิม  ตั้งแต่ไป่ฉีขึ้นไปสาธิตผ่านด่านต่าง ๆ อีกเช่นเคย  คอมเมนต์ในช่องทางอินเทอร์เน็ตเด้งไม่หยุด  เพราะเสน่ห์ของไป่ฉีถูกขับเน้นให้เปล่งประกายยิ่งขึ้นยามเคลื่อนไหวผ่านด่านต่าง ๆ  แฟนคลับของไป่ฉีที่ลงทะเบียนจากหน้าเว็บไซต์ของ LSA ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  หลังจบรายการ  ไป่ฉีได้กล่าวลาทีมงานทั้งหมดแล้วกลับกับเมิ่งชิงชิงทันที


            เมื่อถึงห้องเช่า  ไป่ฉีขอตัวออกไปข้างนอก  สถานที่คือภูเขาที่เขาลงอาคมเขตแดนไว้เมื่อวาน  วันนี้เขามาเพื่อเตรียมอุปกรณ์การฝึก  เพราะมีอุปกรณ์หลายอย่างที่จำเป็นต้องใช้และทำ  อย่างเช่นส่วนของหน้าผา  ไป่ฉีต้องนำอุปกรณ์เซฟตี้ไปเตรียมเอาไว้  เพราะหากมีคนหล่นลงมา  เขาคงไม่สามารถเหาะไปรับคนที่หล่นลงมาได้เหมือนกับอาจารย์ (ที่ต้าเซียน) ของเขาได้


            เวลาล่วงเลยถึง 6 โมงเย็น  ไป่ฉีก็เตรียมสถานที่เสร็จเรียบร้อย  ตอนนี้ตามตัวเขาเต็มไปด้วยดิน  เศษกิ่งไม้  ใบไม้  ดูมอมแมมทีเดียว  เขาจึงใช้ปราณทำความสะอาดตัวกับเสื้อผ้าก่อนจะกลับไปที่ห้องเช่า  แต่ก็นึกขึ้นได้ว่ามีปัญหาเรื้อรังอีกอย่างที่เขาจะต้องไปจัดการ  เขาจึงใช้สมาร์ทโฟนโทรหาเมิ่งชิงชิง


            “พี่ชิงชิง  ผมน่าจะกลับดึกมากเลยนะครับ  พี่เข้านอนไปก่อนได้เลย” ไป่ฉีกล่าว


            [นายจะไปไหนน่ะ  แล้วพรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้านายจะตื่นไหวเหรอ] เมิ่งชิงชิงถาม


            “ไม่ต้องห่วงครับ พอดีเป็นเรื่องเร่งด่วนน่ะ ตอนนี้ผมมาเตรียมพื้นที่ตรงที่เราจะมาตั้งแคมป์กัน  กว่าจะกลับคงดึกมาก” ไป่ฉีกล่าว


            [ทำไมนายไม่บอกฉันล่ะ  ฉันจะได้ขับรถพานายไป  อีกอย่างจะได้ช่วยเตรียมพื้นที่ด้วย  นายทำคนเดียวมันก็ใช้เวลานานน่ะสิ  แล้วนี่จะกลับยังไง] เมิ่งชิงชิงถาม


            “ผมจ้างรถมาครับ  พี่ไม่ต้องเป็นห่วง  ผมไม่อยากให้พี่เหนื่อยน่ะ  เลยไม่ได้ให้มาด้วย  ฝากบอกพ่อกับแม่ด้วยนะครับ” ไป่ฉีตอบ


            [อือ  รีบกลับล่ะ  ถึงข่าวของผีดูดเลือดจะเงียบไปแล้วก็เถอะ ฉันก็ยังเป็นห่วงนายอยู่ดี] เมิ่งชิงชิงกล่าว


            “ครับ  ผมวางสายนะ” ไป่ฉีกดวางสายทันที  ก่อนจะเปิดประตูมิติไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง


            ที่คอนโนมิเนียมแห่งหนึ่ง

            ไป่กุ้ยอิงจอดรถที่ลานจอดรถของคอนโด  ตั้งแต่เกิดเรื่องคราวนั้น  ไม่รู้ทำไมเธอถึงเป็นห่วงมี่หมิงมาก  ถึงช่วงกลางคืนทีไรต้องโทรไปหาทุกทีเพื่อถามอาการ  ตอนแรกเธอสนใจเขาเพราะบรรยากาศที่แผ่ออกมาคล้ายกับไป่ฉี  แต่พอได้คุยกันบ่อย ๆ  มีนัดไปทานข้าว  ติวหนังสือ  บางครั้งเขาก็ชวนเธอไปดูหนัง  พอรู้ตัวอีกทีเธอก็พบว่าความรู้สึกเจ็บปวดจากรักแรกของเธออย่างไป่ฉีหายไปแล้ว  กลายเป็นความเจ็บปวดทุกครั้งที่เธอเห็นมี่หมิงทรมานเพราะต้องสู้กับเบี้ยนฝู๋ที่อยู่ในร่างทุกคืนที่ไร้ดวงจันทร์  แม้จะสะกดข่มเบี้ยนฝู๋ลงได้ทุกครั้งก็ตาม


            มี่หมิงมีจิตใจที่เข้มแข็งมาก  นอกจากให้เธอติวหนังสือสำหรับสอบที่มหาวิทยาลัยแอสการ์ดแล้ว  เขายังให้เธอสอนวรยุทธ์กับฝึกพลังปราณด้วย  ต้องยอมรับว่าเขาสามารถเรียนรู้ได้เร็วจนน่าตกใจจริง ๆ  น่าจะเพราะมีระดับปราณถึงชั้นปราณจิตไปแล้ว


            เธอจำได้ว่าไป่ฉีได้แนะนำให้เขาฝึกเคล็ดบ่มเพาะ 9 สุริยัน  เพื่อใช้พลังหยางสะกดข่มพลังหยินของเบี้ยนฝู๋  ไป่ฉีบอกว่าทุกครั้งที่รู้สึกว่าเบี้ยนฝู๋จะออกมา  ให้มี่หมิงเดินลมปราณตามเคล็ดนี้จะสามารถตอบโต้เบี้ยนฝู๋ให้กลับไปสงบลงได้


            ช่วงหลังไป่ฉีแทบจะไม่ว่างเลย  จึงไม่ได้มาดูว่าวิญญาณของเบี้ยนฝู๋ถูกวิญญาณของมี่หมิงกลืนกินไปใกล้จะหมดแล้วรึยัง  ดังนั้นเธอจึงต้องไปเฝ้ามี่หมิงทุกครั้งที่ถึงช่วงข้างแรม  เธอเห็นมี่หมิงทรมาน  แต่กลับทำอะไรไม่ได้  ได้แต่จับมือให้กำลังใจเขาเท่านั้น  วันนี้มี่หมิงบอกว่าเขารู้สึกไม่ค่อยดี  มันน่าแปลกมาก  เพราะว่าตอนนี้เป็นช่วงข้างขึ้นแท้ ๆ  ก็เคยคิดอยู่นะว่ามี่หมิงจะคิดไหมว่าเธอทำตัวเหมือนเป็นแฟนเขามากกว่าเป็นรุ่นพี่ซะอีก


            ไป๋กุ้ยอิงเดินมาจนถึงทางเข้าตัวอาคารคอนโด  ไม่รู้ทำไม  วันนี้เธอรู้สึกใจคอไม่ดีแปลก ๆ  ทันทีที่มาถึงที่นี่  ราวกับมีสายตาของใครจ้องมองเธออยู่  เธอมองขึ้นไปก็เห็นว่าห้องของมี่หมิงเปิดไฟไว้  จึงโทรขึ้นไปเพื่อให้มี่หมิงลงมารับเธอ  แต่น่าแปลกที่มี่หมิงไม่ได้ลงมาเหมือนทุกครั้ง  แต่ให้พนักงานรักษาความปลอดภัยมาเปิดประตูให้แทน  ยิ่งทำให้เธอเป็นกังวัล  น้ำเสียงของอีกฝ่ายตอนโทรคุยกันก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก  เมื่อเข้ามาในคอนโดได้  เธอจึงรีบตรงไปที่ลิฟต์และขึ้นไปยังชั้นที่มี่หมิงอยู่


            ทันทีที่ลิฟต์เปิดออก เธอรีบเดินไปที่ห้องของมี่หมิง  ใช้คีย์การ์ดที่มี่หมิงให้ไว้เปิดเข้าไป  เธอเดินเข้าไปในห้องก็ต้องตกใจกับภาพที่เห็น  เธอไม่เจอมี่หมิงอยู่บนเตียงเหมือนทุกครั้ง  แต่กลับเจอร่างของหญิงสาวผิวซีดขาว  ไร้ลมหายใจอยู่บนเตียงแทน  ทำให้เธอรีบระวังตัวทันที


            “ช้าไปแล้ว” เสียง ๆ หนึ่งดังขึ้นด้านหลังของไป๋กุ้ยอิง พร้อมกับร่างกายของเธอไม่สามารถขยับได้  ไม่ทันแม้แต่จะได้โคจรพลังปราณด้วยซ้ำ


            “เป็นไปได้ยังไงกัน  อักขระลมปราณของอวี้กงน่าจะขังแกเอาไว้นี่” ไป๋กุ้ยอิงพูดขึ้น


            ใบหน้าของชายหนุ่มที่เธอคุ้นเคยยื่นมาด้านข้างวางคางบนบ่าของเธอ  ดวงตาชายหนุ่มเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีแดง  แต่เส้นผมยังคงเป็นสีดำอยู่  มือของชายหนุ่มโอบเอวของไป๋กุ้ยอิงแล้วดึงไว้แนบกายของเขา


            “ของแบบนั้นทำให้ข้ายุ่งยากมากจริง ๆ  แต่โอกาสก็มาถึงข้า  เมื่อเจ้านี่ไปไหว้คุณตาของมันที่สุสาน  ที่นั่นอุดมไปด้วยพลังหยิน  ข้าจึงถือโอกาสช่วงนั้นดูดซับเอาพลังหยินที่หนาแน่นมาทำลายอักขระที่ทำให้ข้าอ่อนแอ  จากนั้นก็ทำลายอักขระที่จะเตือนเมื่อข้าออกมาได้  โชคดีที่พลังหยินที่นั่นมีมากกว่าพลังของอักขระลมปราณ  หึ หึ เจ้าน่าจะได้เห็นสีหน้าของเจ้าเด็กนี่ก่อนจะถูกข้ายึดร่างไปนะ  มันร้องเรียกชื่อเจ้าออกมาไม่หยุดเลยล่ะ” เบี้ยนฝู๋กล่าว


            “คิดว่าอวี้กงจะไม่รู้เรื่องนี้รึไง” ไป๋กุ้ยอิงกล่าว


            “หึ ถึงรู้ก็คงไม่ใช่วันนี้แน่นอน” เบี้ยนฝู๋ใช้มือตวัดออกไป  ศพของหญิงสาวก็สลายไปกลายเป็นฝุ่นละอองลอยออกไปทางประตูระเบียงที่เปิดไว้  พร้อมกับโยนตัวของไป๋กุ้ยอิงขึ้นไปบนเตียง


            “แกจะทำอะไร” ไป๋กุ้ยอิงพยายามจะโคจรพลังปราณ  แต่ร่างกายของเธอไม่ฟังคำสั่งของเธอเลยแม้แต่น้อย


            “เปล่าประโยชน์  วิชาของข้าน่ะ  หากไม่ได้โคจรปราณคุ้มกายที่ระดับสูงกว่าข้าไว้แต่แรก  ข้าก็จะสามารถควบคุมเลือดของคนเหล่านั้นได้ และทำให้เส้นลมปราณติดขัด  ไม่สามารถโคจรลมปราณได้ตามต้องการ  ถ้าความสามารถข้าไม่สูงขนาดนี้  ข้าคงตายไปนานแล้ว  ส่วนคำถามที่เจ้าถามว่าข้าจะทำอะไรน่ะเหรอ” เบี้ยนฝู๋ฉีกเสื้อยืดที่ตนใส่ออก  พร้อมกับปลดกางเกงตาม


            “ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ  มี่หมิง  ได้สติซักที  ช่วยฉันด้วย” ไป๋กุ้ยอิงตะโกน โดยหวังว่าเสียงของเธอจะไปถึงจิตวิญญาณของชายหนุ่มที่เธอมีใจให้  แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเลย


            “หึ หึ เมื่อข้าเข้ายึดร่างนี้  ข้าก็รีบจัดการกับมัน  ให้มันหลับอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ  กว่ามันจะรู้ตัว  ก็คงถูกข้ากลืนกินวิญญาณไปจนหมดแล้ว  แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะ  ข้าจะไม่ฆ่าเจ้าหรอก  แค่เลี้ยงให้เจ้ามีชีวิตอยู่  คอยผลิตเลือดที่อุดมด้วยพลังปราณจักรพรรดิให้ข้า  แล้วข้าจะตอบแทนเจ้าด้วยการให้เจ้าได้ร่วมรักกับร่างของชายที่เจ้ารักยังไงล่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เบี้ยนฝู๋กระโดดขึ้นเตียง  เริ่มโน้มใบหน้าลงมาที่คอของไป๋กุ้ยอิง  เขี้ยวสีขาวคมกริบกำลังจะถึงคอขาวเนียนของไป๋กุ้ยอิงเรื่อย ๆ


            แต่ไม่ทันไร  ใบหน้าที่เลื่อนเข้ามาก็หยุดค้าง  สีหน้าของเบี้ยนฝู๋ชะงักไปเช่นกัน  ทำให้ไป๋กุ้ยอิงเตรียมที่จะลงมือสวนกลับ  แต่……


            ผัวะ


            เสียงที่เกิดขึ้นนี้  เกิดจากหมัดของเบี้ยนฝู๋ต่อยเข้าที่หน้าของตัวเอง  ความแรงนั้นทำให้หน้าซีกนั้นบวมแดงเลยทีเดียว  ไป๋กุ้ยอิงที่เป็นแบบนั้นก็รีบผลักร่างของมี่หมิงออกไป และเตรียมที่จะหนีออกไปจากห้อง


            “อ้า  ทำไมถึงดื้อด้านอย่างนี้นะเจ้าเด็กนั่น  อยู่เงียบ ๆ แล้วให้ข้าเผด็จศึกแม่นางน้อยผู้นี้ไม่ได้รึไง  เพราะข้าสามารถส่งผ่านความรู้สึกและอารมณ์ทั้งหมดที่ข้าทำผ่านร่างนี้ไปหามันได้  น่ารำคาญจริง ๆ” เบี้ยนฝู๋เอามือที่เพิ่งต่อยตัวเองไปมาลูบตรงจุดที่ถูกต่อย


            ขณะที่ไป๋กุ้ยอิงไม่ได้สนใจ  เธอเปิดประตูได้แล้ว  แต่ก็ถูกแรงบางอย่างดันประตูให้ปิด  เธอรับรู้ได้ว่ามีร่างคนอยู่ด้านหลังของเธอแล้ว


            “จะหนี…….ปะ….บ้าน่า…...เพราะนังนี่  แกถึงกับ…..กล้า….อ๊าาาาาา” เบี้ยนฝู๋กรีดร้อง  สองมือกุมขมับ  ตอนนี้มันต้องพยายามสะกดข่มจิตวิญญาณของมี่หมิงที่พยายามจะสู้กับมันอยู่  ขณะที่ไป๋กุ้ยอิงเปิดประตูเตรียมจะออกไป  เธอก็ได้ยินเสียงคนคนหนึ่งพูดขึ้น


            “ดูเหมือนข้าจะประมาทเจ้าไปสินะ  ไอ้ค้างคาวผีบัดซบ” เสียงของไป่ฉีดังขึ้นที่ด้านหลังของเบี้ยนฝู๋  แต่ยังไม่ทันที่มันจะได้ขยับตัว  โซ่เรืองแสงได้พุ่งเข้ามัดแขนขาของมันแล้วดึงตัวมันออกห่างจากไป๋กุ้ยอิง


            “แก  ไอ้เฒ่าแอ๊บเด็ก” เบี้ยนฝู๋แผดเสียงร้องด้วยความโกรธ  อีกนิดเดียวมันก็จะได้เลือดของไป๋กุ้ยอิงอยู่แล้วเชียว (ปกติของตัวร้าย พูดมากจนพลาดเอง)


            “ไม่คิดว่าเจ้าจะใช้พลังหยินจากสุสานมาทำลายอักขระของข้าได้  ดีที่วันนี้ข้าว่าจะมาตรวจดูว่าวิญญาณของเจ้าถูกมี่หมิงกลืนกินไปหมดรึยัง” ไป่ฉีหรี่ตา  เขาใช้พลังจิตวิญญาณตรวจสอบดูก็พบว่าจิตวิญญาณของมี่หมิงตอนนี้เหลือเพียงแค่ 3 ใน 10 ส่วนและกำลังต่อสู้ดิ้นรนเพื่อไม่ให้ถูกกลืนกินไปมากกว่านี้


            “อวี้กง  มี่หมิงยังปลอดภัยรึเปล่า” ไป๋กุ้ยอิงที่เห็นไป่ฉีมาถึงแล้ว   เธอรีบถามสถานการณ์ของมี่หมิงทันที


            “โดนกลืนกินไป 7 ใน 10 ส่วน  คาดว่าคงถูกยึดร่างมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว” ไป่ฉีกล่าว


            “เป็นไปไม่ได้  ระหว่างนั้นฉันโทรคุยกับมี่หมิงทุกวัน  เขาก็ปกติดีนี่” ไป๋กุ้ยอิงไม่อยากเชื่อ  เพราะก่อนหน้านี้มี่หมิงก็ดูปกติดี


            “หึ หึ แบบนี้น่ะเหรอ” เบี้ยนฝู๋หลับตาลง  เมื่อลืมตาอีกครั้ง  ดวงตาของมันก็กลายเป็นสีดำ  พร้อมกับพูดขึ้น “พี่กุ้ยอิง วันนี้ผมมีโจทย์ที่แก้ไม่ได้สักที พี่ช่วยสอนผมหน่อยได้ไหมครับ”


            “บ้าน่า  ทั้งน้ำเสียงและวิธีการพูดเหมือนกับมี่หมิงเลย  แถมยังสามารถเปลี่ยนสีดวงตาได้ด้วยเหรอ” ไป๋กุ้ยอิงตกใจมาก  ไม่คิดเลยว่ามี่หมิงที่คุยกับเธอมาตลอด 1 สัปดาห์มานี้จะเป็นเบี้ยนฝู๋


            “เพราะมันกลืนกินจิตวิญญาณของมี่หมิง  ทำให้มันได้รับวิธีการพูด  ความทรงจำ  ท่าทางมาด้วย  ในทางกลับกัน ถ้ามี่หมิงกลืนกินวิญญาณของเบี้ยนฝู๋  เขาก็จะได้รับทุกสิ่งของเบี้ยนฝู๋เหมือนกัน” ไป่ฉีอธิบาย


            “อวี้กง  มีวิธีช่วยมี่หมิงไหม” ไป๋กุ้ยอิงถาม


            “มี และวันนี้มันต้องจบ” ไป่ฉียื่นด้ามจับโซ่ที่พันธนาการเบี้ยนฝู๋ไว้  ให้ไป๋กุ้ยอิงถือและบอกให้ส่งพลังปราณเลี้ยงพลังของโซ่เอาไว้


            ไป่ฉีเริ่มวาดเขตอาคมขึ้นที่พื้นห้องทันที  โดยเขตอาคมนี้  เวลาภายในจะเร็วกว่าภายนอก  เขาต้องการจะเฝ้าดูการกลืนกินวิญญาณจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะได้ร่างโดยสมบูรณ์  แต่เขาไม่มีทางให้เบี้ยนฝู๋ได้ร่างของมี่หมิงไปแน่นอน


            “ลากมันเข้ามาในเขตอาคมอักขระลมปราณนี้เลยครับ” อวี้กงกล่าว  ไป๋กุ้ยอิงไม่รอช้ากระชากเพียงครั้งเดียวก็ทำให้เบี้ยนฝู๋มาอยู่ในเขตอาคมได้


            จากนั้นไป่ฉีก็ใช้จิตวิญญาณของตนลงอักขระลมปราณใส่จิตวิญญาณของเบี้ยนฝู๋  แต่ก็ลำบากกว่าครั้งก่อน  เพราะดูเหมือนการเป็นวิญญาณที่นานขึ้น  ทำให้เบี้ยนฝู๋มีพลังจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งขึ้น  มันพยายามขัดขืนอักขระลมปราณที่ประทับเข้ากับจิตวิญญาณของมัน


            “อ๊าก  ข้าไม่ยอมง่าย ๆ หรอก” เบี้ยนฝู๋มีสีหน้าบิดเบี้ยวเมื่อถูกประทับอักขระลมปราณลงไปที่จิตวิญญาณของตน


            “เดี๋ยวผมจะจับโซ่ให้  ส่วนพี่เข้าไปในเขตอาคม  กอดร่างของมี่หมิงจากด้านหลังพยายามเรียกเขาให้กลับมาคุมร่างให้ได้” ไป่ฉีกล่าว


            “ทำไมต้อง...กะ....กอดล่ะ” ไป๋กุ้ยอิงหน้าแดง


            “จิตวิญญาณของพี่กับเขาจะได้ใกล้กัน  ผมจะใช้พลังของผมเป็นสื่อส่งผ่านเสียงของพี่ไปหาเขา” ไป่ฉีกล่าว


            ไป๋กุ้ยอิงทำตาม  เธอพยายามเรียกมี่หมิงอย่างต่อเนื่อง  ส่วนเบี้ยนฝู๋ก็ขัดขืนเต็มที่ มันพยายามจะออกห่างจากไป๋กุ้ยอิง  เพราะมันไม่ต้องการให้ไป๋กุ้ยอิงปลุกมี่หมิงได้สำเร็จ  มิเช่นนั้นมันต้องรับศึก 2 ด้าน  ซึ่งไม่เป็นผลดีกับมันเลย


            “อ๊าก  ปล่อยข้า  อวี้กง  แกจะตามจองเวรข้าไปถึงไหนกัน  แกก็มาเกิดในร่างคนอื่นเหมือนกัน  แกมันก็ชั่วร้ายเหมือนข้านั่นแหละ” เบี้ยนฝู๋กล่าว  ไป๋กุ้ยอิงแม้จะได้ยินแต่ก็ไม่ได้สนใจ  เธอเรียกมี่หมิงไม่หยุด  โดยหวังว่าชายหนุ่มจะได้ยินเสียงเธอและลุกขึ้นสู้กับเบี้ยนฝู๋อีกครั้ง


            “อ๊ะ ไอ้เด็กน้อยนั่นมันตื่นแล้ว  บัดซบ....ที่สุด” เบี้ยนฝู๋สัมผัสได้ว่ามี่หมิงเริ่มต่อต้านตนเองอีกครั้ง


            การต่อสู้กันภายในจิตวิญญาณเริ่มต้นขึ้น  แต่กระบวนการกลืนกินจิตวิญญาณรวดเร็วขึ้นเพราะเขตอาคมของไป่ฉี  เบี้ยนฝู๋นั้นเงียบไปแล้ว  เพราะมันตั้งสมาธิเพื่อสู้กับมี่หมิง  ทำให้ตอนนี้ร่างของมี่หมิงราวกับกำลังหลับอยู่


            เวลาภายในเขตอาคมผ่านไปเรื่อย ๆ  ร่างของมี่หมิงเริ่มมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้น และเริ่มหอบหายใจหนักขึ้นเรื่อย ๆ  ไป๋กุ้ยอิงเห็นแล้วก็ยิ่งเป็นกังวัล  เธอมองไป่ฉีที่ยังคงเพิ่งสายตามองร่างของมี่หมิงอยู่


            “ทำยังไงดีอวี้กง” ไป๋กุ้ยอิงถาม  ความกังวลของเธอยิ่งมากขึ้น


            “ตอนนี้มี่หมิงสามารถยึดเอาจิตวิญญาณกลับมาได้กว่า 6 ใน 10 ส่วนแล้ว  เขาสามารถรับรู้การสัมผัสทางร่างกายได้แล้วครับ  แน่นอนว่าถ้าพี่พูดอะไรไปตอนนี้  เขาจะได้ยินโดยไม่ต้องพึ่งพลังของผมอีก” ไป่ฉีกล่าว


            “เข้าใจแล้ว” ไป๋กุ้ยอิงพยักหน้าและทำในสิ่งที่ไป่ฉีก็คิดไม่ถึง  เธอใช้ริมฝีปากอิ่มสวยทาบทับริมฝีปากของมี่หมิง


            ‘สุดยอด  พริบตาเดียวจิตวิญญาณของเบี้ยนฝู๋ก็ถูกกลืนกินไปแทบไม่เหลือแล้ว  รู้งี้แนะนำวิธีนี้ไปตั้งแต่แรกก็ดีหรอก’ ไป่ฉีคิด


            ริมฝีปากของมี่หมิงเริ่มตอบสนอง  ไป๋กุ้ยอิงเบิกตากว้างเมื่อรับรู้ได้ถึงลิ้นของชายหนุ่มที่สอดเข้ามาสำรวจโพรงปากของเธอ  เธอพยายามที่จะผละออก  แต่ก็ถูกชายหนุ่มใช้มือรวบตัวเอาไว้ (ถ้าใช้แรงเต็มที่มี่หมิงโดนผลักกระเด็นติดกำแพงแน่นอน)


            ‘โซ่หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน’ ไป๋กุ้ยอิงตื่นตระหนกเมื่อรู้ว่าศีรษะเธอถูกมือของชายหนุ่มรั้งไว้ไม่ให้ผละออกจากจูบอันหอมหวานนี้


            “เบี้ยนฝู๋ถูกกลืนกินโดยสมบูรณ์แล้ว  จากนี้ไปไม่ต้องกังวลแล้วนะครับ  ผมขอตัวก่อน” กล่าวจบไป่ฉีก็หายไปจากห้องนั้นทันที


            ‘งั้นก็หมายความว่า.....’ ไป๋กุ้ยอิงเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น


            มี่หมิงยังคงแลกจูบกับไป๋กุ้ยอิงอยู่นาน  ทั้งคู่ตอนนี้มีเหงื่อไหลออกตามใบหน้าและลำคอ  ก่อนจะผละออกจากกัน  ดวงตาฉ่ำเยิ้มของทั้งคู่จ้องมองกันด้วยความสุข   ต่างก็หอบหายใจกันสักพัก


            “ผมกลับมาแล้วครับ” มี่หมิงยิ้มร่า  ตอนนี้สีผมของเขาได้กลายเป็นสีเงิน  ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงไปแบบถาวรแล้ว


            “ผมกับตาของนาย” ไป๋กุ้ยอิงเอื้อมมือไปประคองใบหน้าของมี่หมิง


            “น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงจากการที่วิญญาณของผมรวมกับเบี้ยนฝู๋มั้งครับ” มี่หมิงกล่าว  ก่อนที่ไป๋กุ้ยอิงจะโผเข้ากอดมี่หมิง  เธอเอาหน้าไปซุกอกของมี่หมิง  เขาสัมผัสได้ถึงน้ำตาอุ่น ๆ จากใบหน้าของไป๋กุ้ยอิง  ทำให้เขากอดไป๋กุ้ยอิงไว้ในอ้อมแขนเพื่อเป็นการปลอบเธอ


            “ผมจะอยู่กับพี่ตลอดไป  เป็นแฟนกับผมได้ไหมครับพี่กุ้ยอิง” มี่หมิงกระซิบเบา ๆ ข้างหูของไป๋กุ้ยอิง


            “ที่ผ่านมาฉันยังแสดงออกไม่ชัดพอรึไง  นายเป็นรุ่นน้องที่ฉันปล่อยให้อยู่ตัวคนเดียวไม่ได้  ชอบกินอาหารขยะ  ไม่ก็บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป  สารอาหารแทบไม่มี  แต่ทำไมยังโตมาดูดีแบบนี้ได้นะ” ไป๋กุ้ยอิงยิ้ม  ตอนนี้น้ำตาแห่งความสุขไหลออกมาโดยไม่อาจหยุดมันได้


            “ต่อไปนี้ผมจะไม่ทำให้พี่เป็นห่วงอีก  แต่ว่า…..เรื่องอาหารผมทำไม่เป็นจริง ๆ  ขนาดทอดไข่  ผมยังได้*ถ่านไม้เลย” มี่หมิงกล่าว (หมายถึง ดำเหมือนถ่าน)


            “ให้มันจริงเถอะ  ส่วนเรื่องอาหาร…...ถ้าว่างฉันจะมาทำให้กิน  แต่ถ้าไม่ว่าง…....” ไป๋กุ้ยอิงกล่าว


            “ผมจะกินพี่” มี่หมิงพูดแทรก  ก่อนจะโดนไป๋กุ้ยอิงฟาดฝ่ามือใส่จนล้มลงไปนอนอยู่ที่พื้น


            คืนนั้นมี่หมิงกับไป๋กุ้ยอิงนอนกอดกันอย่างมีความสุข  ทั้ง 2 รู้สึกอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน  ส่วนไป่ฉีก็ไปแจ้งกับสมาคมการค้าตะวันจันทราว่ามารค้างคาวเบี้ยนฝู๋ถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว  พร้อมกับส่งข้อมูลที่ตั้งพรรคตะวันดับในทวีปเทพกิเลนให้ทางสมาคมการค้าดำเนินการส่งให้กับตำหนักเทพกิเลน  เพื่อจัดการกวาดล้างให้สิ้นซากต่อไป


            ไป่ฉีกลับมาที่ห้องเช่าก็พบว่าเมิ่งชิงชิงนอนหลับไปแล้ว  จึงไปอาบน้ำโดยเดินให้เบาที่สุด  หลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ  เขาก็ลงมานอนข้าง ๆ เธอ  เขามองหน้าเธอก่อนจะหลับไปโดยกอดเธอเอาไว้  หากแต่หลังไป่ฉีหลับไป  เมิ่งชิงชิงก็ลืมตาตื่นขึ้น  แววตาของเธอต่างไปจากตัวเธอตามปกติ  มันเป็นแววตาแห่งความสงสัย  แปลกใจ


            ‘นั่นคือไป๋หู่  คนที่เจ้าแต่งงานด้วยในอดีตชาติ  แต่วาสนาของพวกเจ้าไม่อาจได้ครองคู่กันจนแก่เฒ่า  ในชาตินี้พวกเจ้าจึงได้มาพบกันอีกครั้ง’ เสียงหนึ่งดังกังวานในหัวของเมิ่งชิงชิงที่มีบุคลิกเปลี่ยนไป


            ‘ท่านคือใคร  แล้วข้าอยู่ที่ไหน  ชายคนนี้คือไป๋หู่  สามีของข้าจริง ๆ หรือ’ เมิ่งชิงชิงไม่ได้พูด  แต่ถามออกไปทางจิต


            ‘ผู้คนต่างเรียกเราว่า โพธิสัตว์เดินดิน ไท่ซื่อคง  สีกาเองที่เป็นธิดาตำหนักเทพจูเชว่คงเคยได้ยินเรื่องของเรามาบ้าง  สำหรับคำถามของสีกา  เราขอยืนยันว่าชายหนุ่มที่กอดเจ้าอยู่ตอนนี้คือไป๋หู่  บัดนี้สีกาได้เข้าสู่ภพชาติใหม่  หากแต่วิญญาณยังร่ำร้องถึงชายคนนี้ในชาติก่อน  เราจึงได้เรียกความทรงจำชาติที่แล้วของสีกาขึ้นมา’ ไท่ซื่อคงกล่าว


            ‘แล้วจากนี้ข้าจะเป็นอย่างไรต่อเจ้าคะ  ความทรงจำของข้าจะแทนที่ตัวข้าในปัจจุบันรึเปล่า’ เมิ่งชิงชิงถาม


            ‘ความทรงจำส่วนหนึ่งในชาติก่อนจะรวมเข้ากับความทรงจำในชาตินี้  ตัวสีกาในปัจจุบันก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม  เพียงแต่อาจทำอาหารหรืองานบ้านเก่งขึ้น และฝันถึงเรื่องในอดีตชาติบ้างเป็นบางครั้ง’ ไท่ซื่อคงตอบ


            ‘เช่นนั้นข้าก็หมดห่วงแล้วเจ้าค่ะ’ เมิ่งชิงชิงกล่าว


            ‘กาลเวลาหมุนเปลี่ยน  ภพชาติเปลี่ยนผัน  พบจากยากเจอกัน  บุพเพสะบั้นซึ่งกาลเวลา’ สิ้นสุดคำของไท่ซื่อคง  เมิ่งชิงชิงค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลงและหลับไปอีกครั้ง


            ส่วนไท่ซื่อคงที่ยืนมองไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงอยู่ก็ได้หายไปราวกับฝุ่นควัน  ค่ำคืนที่หลากหลายในวันนี้ได้นำพาหญิงสาวที่พรากจากคนรัก  ให้ได้พบเขาอีกครั้ง  ด้วยความช่วยเหลือจากหลวงจีนลึกลับ “ไท่ซื่อคง”

    __________________________

    +ฝากเพจนิยายด้วยครับ+


    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน