คืนนั้น เมืองหลวงเหมือนคนที่พยายามทำตัวปกติทั้งที่มีไข้
ตามถนนยังมีคนเดิน
ตามร้านยังมีเสียงเรียกลูกค้า
แต่ใต้เสียงเหล่านั้นมีชั้นบาง ๆ ของความกลัวปิดทับอยู่ เหมือนผ้าคลุมบางที่ใครก็รู้ว่ามันอยู่ แต่ไม่มีใครกล้าดึงออก
ไครอสเดินกลับไปยังจุดนัดหมายด้วยใจที่หนักขึ้นทุกก้าว
แผ่นกระดาษจากเซเรน่าอยู่ในเสื้อด้านในแนบอก เขารู้สึกถึงมันเหมือนรู้สึกถึงเหรียญเงินที่คอ—เหมือนมันเป็นทั้งโอกาสและคำเตือน
พอถึงห้องลับใต้ร้านช่างรองเท้า เขาเห็นธีม รานเซล บรอมดัล และมีรายืนรออยู่แล้ว
หน้าทุกคนมีแววเหนื่อย แต่ก็มีไฟแบบเดียวกัน—ไฟของคนที่รู้ว่าถ้าไม่ทำคืนนี้ พรุ่งนี้จะสาย
“คนป่วยย้ายแล้ว” ธีมรายงานเสียงต่ำ “พวกเขาอยู่ในห้องใต้โรงงานผ้าเก่า ฝั่งคลอง…ที่นั่นเหม็นพอให้ทหารไม่อยากลง และมีทางหนีสองทาง”
มีราก้มหน้าเหมือนพยายามไม่ร้องไห้ “อามินจำชื่อได้ชัดขึ้นแล้ว นางถามหาบ้าน…ข้าบอกว่าจะพากลับ ถ้าเรารอดจากคืนนี้”
บรอมดัลกัดฟัน “งั้นอย่าให้พวกมันเอาคนไปเป็นเชื้อได้”
รานเซลมองไครอส “เจ้าได้เจอคนส่งจดหมายจริงไหม”
ไครอสพยักหน้า “เจอแล้ว ชื่อเซเรน่า นางอยู่ในวัง และนางเปิดประตูชั้นแรกให้เราได้…สิบลมหายใจ”
บรอมดัลหัวเราะเสียงห้วน “สิบลมหายใจ? เจ้าเรียกนั่นว่าเปิดทาง?”
อัครอสที่ยืนพิงผนังอยู่แล้วพูดแทรกอย่างใจเย็น “สิบลมหายใจพอ ถ้าเราไม่โลภและไม่ลังเล”
ลิซาเอลขยับแขนที่พันแผล “แล้วหลังประตูชั้นแรกล่ะ”
ไครอสตอบตรง “เรายังไม่รู้หมด แต่เรารู้ว่า คืนนี้มีพิธีผนึกใหม่ พวกมันจะเอาคนไปเป็นเชื้อ ถ้าเราเข้าไม่ทัน…พวกเขาจะหายไปเหมือนไม่เคยเกิด”
คำว่า “หายไป” ทำให้ห้องเงียบวูบ
ไม่มีใครพูดว่า “เดี๋ยวค่อยช่วย” เพราะทุกคนรู้ว่าคำว่า “ค่อย” ไม่มีอยู่ในเมืองนี้
อัครอสเดินเข้ามากางแผนอย่างเร็ว แต่พูดให้ทุกคนตามทัน
“เราจะไปแบบสั้นที่สุด เอาคนออกมาให้ได้มากที่สุด แล้วออกทันที เราไม่ได้ไปเผาวัง เราไม่ได้ไปเปลี่ยนโลกในคืนนี้ เราไปหยุดการฆ่าที่กำลังจะเกิด และเอาคนกลับบ้าน”
ลิซาเอลพยักหน้า “เข้า-เอาออก-ถอย”
“ใช่” อัครอสตอบ “ยิ่งคิดให้เหมือนงานช่าง ยิ่งรอด”
ธีมหรี่ตา “แล้วถ้าพวกมันจับเราได้กลางทาง”
อัครอสพูดเรียบ “เราจะไม่ให้จับง่าย ๆ แต่ถ้าถึงจุดนั้น…อย่าให้ใครถูกพาไปคนเดียว”
คำพูดนั้นไม่ต้องอธิบายต่อ ทุกคนเข้าใจ
ในคลัง ไม่มีคำว่า “สอบสวน”
มีแค่คำว่า “ลบ”
ไครอสสูดหายใจเข้าลึก เขาพยายามทำให้เสียงในอกนิ่ง
เขาต้องนิ่งกว่าความกลัว
เพราะคืนนี้คนทั้งทีมจะมองเขาเป็นเสา ถ้าเสาหัก ทุกคนหัก
ก่อนออก อัครอสให้ทุกคนตรวจอุปกรณ์อีกรอบ
ไม่ใช่แบบพิธี
แต่เป็นแบบคนที่รู้ว่าของชิ้นเล็ก ๆ อาจเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้รอด
ลิซาเอลมีศรสั้นสำหรับที่แคบ สามดอกเคลือบสมุนไพรทำให้ชาระยะสั้น
รานเซลพกมีดบางสองเล่ม เงาของเขาใช้พรางและตรึงได้ แต่ต้องประหยัดแรง
บรอมดัลซ่อนค้อนสั้นไว้ใต้ผ้า ตรงด้ามพันเชือกกันหลุดมือ
ธีมมีลูกกุญแจลับและตะขอเกี่ยวสำหรับปีนกำแพง
มีราพกขวดยาและผ้าพันแผลเพิ่ม เธอไม่ใช่นักสู้ แต่คืนนี้เธอจะเป็นคนทำให้คนอื่น “ไม่ตาย”
ไครอสแตะดาบของตัวเองเบา ๆ
อักขระบนสันดาบส่องจาง ๆ เหมือนรู้ว่าคืนนี้จะได้กินงานหนัก
อัครอสเอายันต์สามแผ่นมอบให้ไครอส
“อันแรกกันเสียง อันที่สองกันกลิ่นเลือด อันที่สาม…กันใจแตก”
ไครอสชะงัก “กันใจแตก?”
อัครอสยิ้มบาง “เจ้าจะได้รู้ว่าคนแก่ไม่ใช่แค่รู้เวท แต่รู้คน”
ไครอสหัวเราะเบา ๆ ครั้งแรกในคืนที่หนัก
หัวเราะแบบสั้นมาก
แต่ช่วยให้หายใจได้
ก่อนออก ลิซาเอลเอื้อมมือมาจับปลายแขนเขา
เธอไม่ได้จับเพื่อหวาน
จับเพื่อเตือน
“คืนนี้เจ้าอย่าแบกทุกอย่างไว้คนเดียว” เธอพูดช้า ๆ “ถ้าเจ้าล้ม ทีมจะเสียจังหวะทั้งหมด”
ไครอสพยักหน้า “ข้าจะให้พวกเจ้าดึงข้ากลับ ถ้าข้าหลุด”
ลิซาเอลสบตาเขา “สัญญา”
“สัญญา” ไครอสตอบ
ทางไปประตูเหนือเขตเหนือของพระราชวังไม่เหมือนที่อื่น
บ้านเรือนสะอาดเกินจริง
ถนนหินเรียบ
และไฟตะเกียงถูกจัดเป็นแนวเหมือนคุมจังหวะให้คนเดิน
ที่น่ากลัวคือ ความเงียบ
มันไม่ใช่เงียบเพราะไม่มีคน
มันเงียบเพราะคนถูกสอนให้เงียบ
ไครอสเดินในเงาของกำแพง
ธีมนำทางเลี่ยงด่านยาม
รานเซลปล่อยเงาให้กลืนรูปทรงทีมเป็นมวลเดียวเวลาผ่านจุดสว่าง
ลิซาเอลคอยดูหลัง
บรอมดัลคอยดูหน้า
มีราเดินกลางทีม มือยังจับถุงยาแน่นเหมือนจับหัวใจตัวเอง
อัครอสพูดเบา ๆ ระหว่างเดิน “จำเวลาที่เซเรน่าบอกไว้ให้ดี…ก่อนรุ่งสาง ยามจะเผลอ เพราะคิดว่าคนกลัวแล้วนอนหมด”
ไครอสพยักหน้า
เขารู้ว่าความมั่นใจของอำนาจเป็นจุดอ่อนเสมอ
พอถึงกำแพงด้านนอกของประตูเหนือ ทุกคนหยุดในเงาพุ่มไม้
ตรงหน้าเป็นกำแพงสูง และด้านบนมียามเดินตรวจสองคน
ด้านหลังเป็นอาคารเล็ก ๆ คล้ายป้อมยาม
และมีประตูเหล็กซ้อนประตูไม้
“นี่แหละ” ธีมกระซิบ “ประตูชั้นแรก”
ไครอสมองนาฬิกาในหัวของตัวเอง
ไม่ใช่เวลาจริง
แต่เป็นความรู้สึกว่าช่วง “สิบลมหายใจ” กำลังใกล้เข้ามา
แล้วทันใดนั้น…ไฟตะเกียงด้านประตูสั่นวูบ
เหมือนลมพัดทั้งที่อากาศนิ่ง
ยามบนกำแพงหันหน้าไปอีกทางพร้อมกัน
เหมือนมีใครเรียกให้มอง
อัครอสกระซิบ “เริ่มแล้ว…สิบลมหายใจ”
สิบลมหายใจไครอสไม่ได้วิ่งแบบแตกตื่น
เขาเคลื่อนแบบคนที่ซ้อมมาทั้งชีวิต
ลมหายใจหนึ่ง
ธีมพุ่งไปที่กลอนด้านข้าง ใช้กุญแจลับเสียบ
ลมหายใจสอง
รานเซลปล่อยเงาเป็นผ้าคลุมคลุมไฟตะเกียงไม่ให้ส่องเงาพวกเขาลงพื้น
ลมหายใจสาม
บรอมดัลดันประตูไม้เบา ๆ ไม่ให้เกิดเสียง
ลมหายใจสี่
ลิซาเอลสอดตัวเข้าไปก่อน คอยดูว่ามีกับดักหรือไม่
ลมหายใจห้า
มีราตามเข้าไป มือสั่นแต่ก้าวไม่หยุด
ลมหายใจหก
อัครอสเข้าตาม วางยันต์กันเสียงไว้ตรงกรอบประตู
ลมหายใจเจ็ด
ไครอสเข้าเป็นคนสุดท้าย แล้วดันประตูปิด
ลมหายใจแปด…เก้า…สิบ
เสียงฝีเท้าบนกำแพงกลับมาปกติ
ช่วงสิบลมหายใจจบพอดี
ทุกคนยืนหอบเงียบ ๆ ในทางเดินหินแคบด้านใน
ไม่มีใครหัวเราะ
ไม่มีใครดีใจ
เพราะนี่เป็นแค่ “ผ่านด่านแรก”
อัครอสพูดเบา “อย่าเสียเวลาไปกับความโล่งใจ ต่อไปคือส่วนที่กินคน”
ด่านใน: ทางเดินของนักบวชอักขระทางเดินหลังประตูเหนือไม่มืด
มันสว่างด้วยตะเกียงที่เปลวไฟนิ่งเกินจริง
เหมือนมีเวทคุมไม่ให้ไหว
และบนผนังมีอักขระเรียงเป็นแนวเหมือนปีกแมลง
ลิซาเอลก้มดู “อักขระจับความร้อน…ถ้าเราเดินเร็วเกิน มันจะรู้ว่าเป็นกลุ่มคน”
“งั้นเดินเป็นจังหวะเดียว” อัครอสสั่ง “หายใจพร้อมกัน”
มันฟังดูแปลก แต่ได้ผล
พอทุกคนหายใจช้า ๆ จังหวะเท่ากัน การเดินก็ดูเหมือนคนไม่รีบ เหมือนคนของวังเอง
ไครอสกดแสงในอกให้ต่ำสุด
เขารู้สึกเหมือนเดินแบกดวงอาทิตย์ไว้ในเสื้อ แล้วต้องทำให้มันไม่ส่อง
พอถึงทางแยก
มีบันไดลงไปด้านล่าง
และมีประตูเหล็กที่มีตราเงาสามวงซ้อนกัน
“ประตูชั้นสอง” อัครอสกระซิบ “ของนักบวชอักขระ…ถ้าเปิดผิด จะดังทั้งวัง”
ธีมกลืนน้ำลาย “ข้าเปิดไม่เป็น”
รานเซลขยับ “ให้เงาข้าลองไหม”
อัครอสส่ายหน้า “อักขระแบบนี้กินเงาเป็นอาหาร”
ไครอสยืนดูตราเงา
เขาเห็นว่ามี “รอย” เล็ก ๆ ที่เหมือนถูกแตะด้วยเวทพงไพรมาแล้ว
รอยนั้นไม่ใช่ของวัง
เป็นของเซเรน่า
“นางเตรียมไว้” ไครอสพูดเบา
เขายื่นมือไปแตะตราเงา
ไม่ปล่อยแสงแรง
แค่ให้แสง “อ่าน” รูปแบบ
“Lumen—intellegere.” (แสง—จงเข้าใจ)
อักขระสั่น
เหมือนคนที่ถูกจับให้เปิดปาก
ไครอสเห็นเส้นทางเวทของกลอน
เห็นจุดที่ต้องกด
เห็นจังหวะที่ต้องปล่อย
เขาหายใจเข้า
แล้วร่ายแบบสั้นที่สุด
“Lumen—solve.” (แสง—คลาย)
ตราเงาวงแรกดับ
วงที่สองดับ
วงที่สามดับ
ประตูเหล็กขยับ…โดยแทบไม่มีเสียง
ทุกคนมองไครอสเหมือนเพิ่งเห็นว่า เขาโตขึ้นจริง ๆ ไม่ใช่แค่ร่างกาย
แต่เป็นการควบคุมตัวเอง
ลิซาเอลกระซิบ “ดีมาก”
ไครอสไม่ยิ้ม
เขาแค่พยักหน้า
เพราะเขารู้ว่า “ดีมาก” ในที่นี้หมายถึง “ยังไม่ตาย”
บันไดลงไปด้านล่างเย็นมาก
ยิ่งลงยิ่งเหมือนเดินเข้าปากสัตว์
พอถึงชั้นล่างสุด เสียงแรกที่ได้ยินไม่ใช่เสียงคน
เป็นเสียงเหมือนน้ำหยดผสมเสียงครางของหิน
เสียงที่ทำให้ขนลุก เพราะมันไม่ใช่เสียงธรรมชาติ
ทางเดินเปิดสู่ห้องโถงยาว
สองข้างเป็นช่องคุกเรียงต่อกัน
แต่ไม่ใช่กรงเหล็กธรรมดา
เป็น “ห้องผนึก” ที่มีอักขระสลักรอบกรอบประตู
ข้างในมีคน
นอนนิ่ง
นั่งเหม่อ
บางคนเอาหัวโขกกำแพงช้า ๆ เหมือนพยายามให้ความคิดหายไปเร็วขึ้น
มีรากัดปากจนเลือดซึม
เธอเอามือปิดปากตัวเองไว้ แต่เสียงสะอื้นยังเล็ดออกมา
“พระเจ้า…” เธอกระซิบ “เขาเอาคนมาเยอะขนาดนี้จริง ๆ”
บรอมดัลตาแดง “คืนนี้มันจะเอาไปเป็นเชื้อทั้งหมด?”
อัครอสพยักหน้า สีหน้าแข็ง “ถ้าเราไม่หยุด”
ไครอสเดินเข้าไปใกล้ห้องหนึ่ง
ผู้ชายวัยกลางคนข้างในเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
ตาเขาเหมือนคนที่กำลังจะลืมชื่อเมีย แต่ยังจำได้ว่าเคยรัก
“ช่วย…ข้าด้วย” เขาพูดเหมือนไม่แน่ใจว่าคำว่า “ช่วย” ยังใช้ได้ไหม
ไครอสกำดาบแน่น
เขาอยากเปิดทุกห้อง
อยากพาทุกคนออก
แต่เขารู้ว่าเป็นไปไม่ได้
อัครอสจับแขนเขาเบา ๆ
“เลือกให้ถูก เลือกคนที่เดินได้ก่อน เลือกคนที่ยังมีสติพอจะหนี แล้วค่อยกลับมา ถ้ามีโอกาส”
คำว่า “ถ้ามีโอกาส” บาดใจ
แต่ไครอสพยักหน้า
เพราะเขาไม่อยากพาทีมมาตายเปล่า
พวกเขาเริ่มเปิดห้องทีละห้องแบบเงียบที่สุด
ลิซาเอลคอยพยุงคนที่ลุกไม่ไหว
มีราวิ่งไปดูอาการเร็ว ๆ ว่าใครพอเดิน
รานเซลใช้เงาพรางคนออกมาเป็นกลุ่มเล็ก ๆ
บรอมดัลแบกคนที่เป็นลม
ธีมคอยดูทางและคุมจังหวะไม่ให้กลุ่มใหญ่เกินจนสะดุดตา
คนที่ถูกปล่อยออกมาหลายคนร้องไห้ทันที
ไม่ใช่ร้องเพราะดีใจ
แต่ร้องเพราะเพิ่งรู้ตัวว่า “ยังเป็นคนอยู่”
ไครอสเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งคว้าชายเสื้อเขาแน่น
“ข้า…ข้าจำได้แล้วว่าข้าชื่ออะไร!” ชายคนนั้นพูดทั้งน้ำตา “ข้าชื่อ…ข้าชื่อ—”
ยังไม่ทันพูดจบ
เสียงระฆังเบา ๆ ดังขึ้นจากปลายโถง
กริ๊ง…
ทุกคนหยุด
อัครอสหน้าซีด “มีคนแตะอักขระผิด…หรือมีผู้เฝ้ารู้ตัวแล้ว”
เสียงฝีเท้าเริ่มดัง
ไม่ใช่ยามธรรมดา
เสียงหนัก ช้า เป็นจังหวะเหมือนพิธี
ลิซาเอลกระซิบ “คนพวกนี้ไม่ใช่เหยี่ยวเทา…นี่คือหน่วยพิธี”
มีรามองไครอสตาแดง “เราทำไง…คนยังอยู่ในห้องอีกเยอะ”
ไครอสหายใจแรง
หัวใจเหมือนถูกบีบสองด้าน
ด้านหนึ่งคือคนที่ยังขัง
อีกด้านคือคนที่เขาปล่อยออกมาแล้ว
เขาต้องเลือกอีกครั้ง
และก่อนที่เขาจะพูดอะไร
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากปลายโถง
เสียงผู้ชายเรียบ เย็น และมั่นใจเกินมนุษย์
“แสง…เข้ามาถึงที่นี่แล้วหรือ”
เงาร่างในเสื้อคลุมดำเดินออกมาจากความมืด
บนอกมีตราเงาซ้อนกัน
ดวงตาเหมือนไม่สะท้อนแสงตะเกียงเลย
อัครอสกระซิบแทบไม่ออกเสียง
“ผู้ดูแลตราเงา…”
บรอมดัลยกค้อนขึ้นครึ่งหนึ่ง
ลิซาเอลยกมีด
รานเซลปล่อยเงา
มีรากัดฟัน กลั้นสั่น
ไครอสยืนอยู่หน้าเพื่อนโดยไม่ตั้งใจ
เหมือนร่างกายเลือกแทนเขา
ผู้ดูแลตราเงามองเขา
ยิ้มบาง ๆ
“เจ้ามาให้ข้าพอดี” เขาพูด “ข้ากำลังหิวคำตอบว่า…แสงของศิลาตื่นในตัวเจ้ามากแค่ไหน”
แสงในอกไครอสกระตุกแรง
เหมือนสัตว์ที่ถูกเรียกชื่อจริง
ไครอสกำดาบแน่น
เขารู้ว่าตอนนี้ “หนี” อาจไม่ใช่คำตอบเดียวแล้ว
แต่เขาก็รู้ว่า ถ้าสู้ตรงนี้…คนที่เพิ่งถูกปล่อยออกมาจะถูกเหยียบตายเหมือนหญ้า
เขาหันไปมองทีมของตัวเอง
มองคนที่สั่น
มองคนที่ร้อง
มองคนที่ยังยืนได้
แล้วเขาพูดเสียงต่ำ แต่ชัด
“ถอยไปด้านหลังข้า…และอย่าหยุดหายใจ”
จบตอนที่ 61 : สิบลมหายใจที่ไม่พอพลาด
ติดตามตอนต่อไปถึงตอนที่ 74 ก่อนใครได้ที่ www.danniyay.com ฟรีทุกตอน มีอีบุคแล้ว