ลิขิตเทพพันธนาการมาร

    ตอนที่ 33 — ทำเนียบที่ต้องเงยหน้ามอง

    ชื่อสิบแถวแรกบนแผ่นประกาศทำเนียบสายหลักถูกเขียนด้วยหมึกทอง


    แม้แผ่นประกาศจะถูกติดไว้เพียงชั่วคราวบนผนังด้านข้างลานใหญ่ แต่คนที่เดินผ่านกลับหยุดมองกันแทบทุกคน ไม่ใช่เพราะประกาศนั้นเพิ่งออกใหม่ หากเพราะชื่อเหล่านั้นมีน้ำหนักในตระกูลเย่มากกว่าคำชื่นชมทั่วไป คนที่มีชื่อในช่วงบนของทำเนียบผู้ฝึกสายหลักไม่ใช่เด็กที่เพิ่งผ่านการประเมินพื้นฐาน ไม่ใช่ผู้ที่ต้องมาลุ้นว่าศิลาทดสอบจะสว่างหรือไม่ พวกเขาคือคนที่ขึ้นลานประลองจริง ผ่านการจัดอันดับจริง และมีสิทธิ์รับทรัพยากรที่คนรุ่นอายุน้อยได้แต่มองจากข้างล่าง


    เย่เทียนยืนอยู่ไม่ไกลจากประกาศนั้นนัก แต่ไม่ได้มองแถวบนสุดเป็นอันดับแรก


    สายตาของเขาเลื่อนลงไปยังช่วงท้ายของแผ่นประกาศก่อน


    อันดับที่แปดสิบกว่า เก้าสิบกว่า หนึ่งร้อยพอดี และรายชื่อสำรองถัดลงไป เส้นหมึกตรงส่วนนี้ไม่ได้ใช้สีทอง เป็นหมึกดำธรรมดา แต่สำหรับคนอายุสิบห้าปีที่เพิ่งได้รับสิทธิ์ฝึกต่อชั่วคราว มันกลับดูไกลกว่าหมึกทองแถวบนด้วยซ้ำ เพราะหมึกดำเหล่านี้คือขอบเขตที่แม้แต่เย่เฉิงยังบอกว่า หากแตะได้ก็ไม่เสียชื่อแล้ว


    เย่เทียนยืนนิ่ง อ่านรายชื่อทีละบรรทัดอย่างไม่รีบ


    บางชื่อเขาเคยได้ยินจากปากคนในตระกูล บางชื่อไม่คุ้นเลย บางชื่อมีเครื่องหมายกำกับว่ากำลังออกภารกิจนอกเมือง บางชื่อมีคำว่า “ท้าชิงสำเร็จเมื่อรอบก่อน” เขียนไว้ด้านหลังตัวเล็ก ๆ ทำเนียบนี้ไม่เหมือนประกาศประเมินพื้นฐาน ไม่มีตราแดง ไม่มีหมวดทดสอบ ไม่มีคำว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ มีเพียงอันดับ ชื่อ และผลงานสั้น ๆ ที่บอกให้รู้ว่าในโลกของผู้ฝึกสายหลัก คนที่อยู่สูงกว่าไม่จำเป็นต้องพูดมาก เพราะอันดับพูดแทนพวกเขาแล้ว


    “อันดับหนึ่งถึงสิบ ได้หินปราณระดับกลาง ยาก่อปราณ และสมุนไพรหลอมกายตามส่วนแบ่งของรอบนั้น” เสียงคนข้าง ๆ อธิบายกับเพื่อนของตน “อันดับสิบเอ็ดถึงห้าสิบได้ทรัพยากรฝึกชั้นรองลงมา ส่วนหนึ่งร้อยอันดับแรกอย่างน้อยก็ได้หินปราณกับยาฟื้นฟูมากกว่าผู้ฝึกทั่วไปหลายเท่า”


    “แล้วพวกเราเล่า?”


    “พวกเรา?” อีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ “ขึ้นลานแล้วอย่าโดนตบลงมาก่อนครบสามกระบวนท่าก็พอ”


    เสียงหัวเราะเล็ก ๆ ดังขึ้นในกลุ่มนั้น ก่อนจะเงียบลงเมื่อเห็นเย่เทียนยืนอยู่ใกล้ ๆ พวกเขาไม่รู้ว่าควรพูดต่อหรือไม่ เพราะชื่อเย่เทียนกลายเป็นเรื่องที่คนในตระกูลพูดถึงด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ บ้างบอกว่าเขาโชคดี บ้างบอกว่าศิลามีปัญหา บ้างบอกว่าอย่างน้อยผู้ตรวจก็ไม่กล้าตัดสินว่าไร้การตอบสนอง แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ทุกคนรู้ตรงกันว่าเขายังห่างจากทำเนียบสายหลักมากนัก


    เย่เทียนไม่ได้หันไปมองคนพูด


    เขากำลังคิดถึงถุงหินปราณต่ำสามก้อนที่ยังวางอยู่บนโต๊ะในเรือนของตน


    เมื่อวาน ทรัพยากรขั้นต่ำนั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนตนยังมีที่ยืนในระบบของตระกูลอยู่บ้าง แต่เมื่อมายืนอยู่หน้าแผ่นประกาศนี้ เขาจึงรู้ว่าระหว่าง “มีที่ยืน” กับ “มีทางไต่ขึ้นไป” ยังห่างกันเพียงใด คนที่อยู่บนทำเนียบไม่ได้ต่างจากเขาเพราะชื่อเสียงอย่างเดียว แต่เพราะทรัพยากรที่พวกเขาได้รับในแต่ละรอบสามารถผลักให้ช่องว่างยิ่งกว้างขึ้นเรื่อย ๆ


    ถ้าเขายังได้เพียงหินปราณต่ำสามก้อนทุกครั้ง ขณะที่คนบนทำเนียบได้รับหินปราณระดับกลาง ยาก่อปราณ และสมุนไพรหลอมกาย ระยะห่างนี้จะไม่ได้หยุดรอเขา


    มันจะวิ่งหนีเขาไปทุกเดือน


    เย่เทียนสูดลมหายใจเข้าเบา ๆ แล้วเลื่อนสายตากลับไปที่แผ่นประกาศ


    ไม่นาน เขาก็หยุดอยู่ที่ชื่อหนึ่งซึ่งอยู่ช่วงกลางบนของทำเนียบ


    เย่ชิงหาน — อันดับที่สามสิบสอง


    ข้างชื่อมีบันทึกสั้น ๆ ว่า “คงอันดับสองรอบติดต่อกัน / ภารกิจภูเขาหินดำสำเร็จ / ก่อปราณกลางขั้นมั่นคง”


    เย่เทียนมองบรรทัดนั้นนานกว่าชื่ออื่นเล็กน้อย


    อันดับสามสิบสอง


    ไม่ใช่สิบอันดับแรก


    แต่สูงกว่าหนึ่งร้อยมากพอจะทำให้คนรุ่นเดียวกับเย่เทียนต้องเงยหน้ามองจนคอปวด คนที่อยู่ในอันดับนี้ย่อมไม่ใช่แค่มีพลังสูงกว่าเย่หมิง แต่เป็นคนที่ผ่านการต่อสู้และภารกิจจริงมาแล้ว การคงอันดับได้สองรอบติดกันยังหมายความว่า ไม่ใช่แค่ขึ้นไปได้ครั้งเดียวด้วยโชค แต่ยืนอยู่ตรงนั้นได้นานพอให้คนอื่นท้าชิงแล้วไม่สำเร็จ


    เย่เทียนนึกถึงคำของเย่เฉิง


    เย่หมิงดูถูกเพราะอยากให้เจ้ารู้สึกต่ำกว่า ส่วนเย่ชิงหานไม่จำเป็นต้องพยายาม เขาเชื่อว่าคนส่วนใหญ่อยู่ต่ำกว่าเขาอยู่แล้ว


    ตอนนั้นคำอธิบายยังเป็นเพียงภาพในหัว


    แต่เมื่อเห็นอันดับสามสิบสองอยู่ตรงหน้า ภาพนั้นเริ่มมีน้ำหนักจริงขึ้นมา


    “มองชื่อพี่ข้าอยู่นานนัก เจ้าอ่านออกหรือไม่”


    เสียงเย่หมิงดังขึ้นจากด้านหลัง


    เย่เทียนหันไปช้า ๆ เย่หมิงเดินเข้ามาพร้อมคนติดตามสองคน ใบหน้าของเขายังเรียบ แต่ความเรียบนั้นบางกว่าปกติ เหมือนกำลังพยายามกดบางอย่างไว้ใต้ผิวหน้า ตั้งแต่วันที่ศิลาทดสอบเกิดรอยร้าว เขาไม่ได้หายไปจากตระกูล แต่ก็ไม่ได้เข้ามาปะทะตรง ๆ เหมือนช่วงก่อนการประเมิน วันนี้เมื่อเห็นเย่เทียนยืนอยู่หน้าแผ่นประกาศทำเนียบสายหลัก เขาคงอดเดินเข้ามาไม่ได้


    “อ่านออก” เย่เทียนตอบ


    เย่หมิงยิ้มจาง “ดี ข้ากลัวว่าเจ้าจะเข้าใจผิด คิดว่าชื่อบนทำเนียบเหมือนชื่อบนประกาศประเมินพื้นฐาน แค่มีอะไรผิดปกติเล็กน้อยก็พอให้คนจำได้”


    ประโยคนี้ทำให้คนรอบข้างที่กำลังจะเดินผ่านชะลอฝีเท้าเล็กน้อย


    เย่เทียนมองเย่หมิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าว “ประกาศนี้จัดตามอันดับจากการต่อสู้จริง ข้ารู้”


    “รู้ก็ดี” เย่หมิงก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด “ทำเนียบสายหลักไม่สนใจว่าศิลาทดสอบเคยสั่นหรือไม่ ไม่สนใจว่าใครผ่านเงื่อนไขพิเศษอย่างไร และยิ่งไม่สนใจว่าใครมีเรื่องให้คนเอาไปพูดต่อ”


    เขาเงยหน้ามองชื่อเย่ชิงหานบนแผ่นประกาศ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “คนที่ขึ้นไปอยู่บนนั้น ใช้กำปั้น กระบี่ และปราณของตนเขียนชื่อ ไม่ใช่รอยร้าวบนหิน”


    คำพูดนั้นคมพอสมควร และเย่หมิงตั้งใจให้มันคม


    แต่เย่เทียนไม่ได้รู้สึกเจ็บเท่าที่อีกฝ่ายคงหวัง


    เพราะส่วนหนึ่งของเขาเห็นด้วย


    ทำเนียบสายหลักเป็นสนามของการต่อสู้จริง สิ่งที่เกิดขึ้นกับศิลาทดสอบช่วยให้เขาไม่ถูกตัดทิ้ง แต่ไม่ได้ทำให้เขาชนะใครในลานประลอง ความจริงนี้ไม่จำเป็นต้องมาจากเย่หมิง เย่เฉิงพูดไว้ชัดกว่านั้นแล้ว และเย่เทียนเองก็รู้ดี


    “เจ้าพูดถูก” เย่เทียนกล่าว


    เย่หมิงนิ่งไปชั่วขณะ


    คำตอบที่ไม่มีแรงต้านบางครั้งทำให้คนที่เตรียมแรงกดมารู้สึกเหมือนเหยียบพื้นว่าง เย่หมิงหรี่ตา “เจ้าพูดว่าข้าพูดถูก?”


    “อืม” เย่เทียนหันกลับไปมองแผ่นประกาศ “ชื่อบนทำเนียบนี้ไม่ได้มาเพราะเรื่องแปลกในห้องตรวจสอบ”


    “เช่นนั้นเจ้าก็ควรรู้ว่าตนเองอยู่ห่างเพียงใด”


    “รู้”


    เย่หมิงจ้องเขา รอยยิ้มค่อย ๆ หายไปอีกครั้ง “ถ้ารู้ แล้วเจ้ายังมายืนมองทำไม”


    เย่เทียนตอบอย่างสงบ “เพราะไม่รู้ว่าจะไกลแค่ไหน ถ้าไม่มองให้ชัด”


    คนรอบข้างเงียบลงเล็กน้อย


    เย่หมิงเหมือนจะพูดต่อ แต่ในจังหวะนั้น เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งจากกลุ่มด้านข้างดังขึ้นก่อน


    “มองให้ชัดก็ดี อย่างน้อยจะได้ไม่เผลอเอาชื่ออันดับสามสิบสองไปเทียบกับคนที่ยังไม่มีชีพจรเปิดเต็ม”


    คนพูดเป็นรุ่นเยาว์อายุมากกว่าเย่เทียนเล็กน้อย น่าจะราวสิบแปดหรือสิบเก้า เขาสวมชุดฝึกที่มีแถบสีเข้มตรงแขน แสดงว่าอยู่ในกลุ่มผู้ฝึกระดับสูงกว่าลานพื้นฐาน เขาไม่ได้เข้ามาใกล้มากนัก แต่คำพูดนั้นพุ่งมาตรงพอให้ทุกคนได้ยิน


    เย่หมิงหันไปมองคนพูด แล้วไม่ได้แสดงความไม่พอใจ เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้อยู่ฝั่งที่คุ้นเคยกับเขา


    “อันดับสามสิบสองไม่ใช่สิ่งที่พวกเราคุยกันเล่น” ชายหนุ่มคนนั้นกล่าวต่อ “เย่ชิงหานเคยรับสามกระบวนท่าจากอันดับยี่สิบเก้าแล้วไม่ถอยแม้ครึ่งก้าว คนที่ยังต้องใช้สิทธิ์ฝึกต่อชั่วคราว ควรเก็บแรงไว้เดินให้ตรงก่อนคิดเรื่องทำเนียบ”


    ประโยคนี้หยาบกว่าเย่หมิงเล็กน้อย แต่ยังไม่ถึงขั้นด่าตรง ๆ


    เย่เทียนหันไปมองเขา “ข้ายังไม่ได้บอกว่าจะท้าชิงใคร”


    “ไม่ต้องบอก” อีกฝ่ายยักไหล่ “คนที่เพิ่งถูกคนทั้งลานพูดถึง มักเริ่มคิดว่าตนแตกต่างจากผู้อื่น เราเพียงเตือนด้วยความหวังดี”


    ความหวังดี


    คำนี้ถูกใช้จนแทบหมดความหมายแล้วในตระกูลเย่


    เย่เทียนกำลังจะตอบ แต่เสียงเย่เฉิงดังขึ้นจากด้านหลังกลุ่มคน


    “ถ้าเป็นความหวังดี ก็พูดให้พอเหมาะ”


    ผู้คนหันไปทันที


    เย่เฉิงเดินเข้ามาจากทางลานฝึกด้านข้าง เสื้อผ้าของเขายังมีฝุ่นทรายติดอยู่เล็กน้อย เหมือนเพิ่งออกจากการฝึกมา ใบหน้าสงบ แต่ดวงตาคมขึ้นกว่าปกติ ชายหนุ่มที่พูดเมื่อครู่เห็นเขาแล้วสีหน้าชะงักไปเล็กน้อย ถึงเย่เฉิงจะอายุน้อยกว่าบางคน แต่ชื่อของเขาในกลุ่มรุ่นเยาว์พื้นฐานยังมีน้ำหนักมากพอ และฐานะหลานผู้อาวุโสตระกูลก็ทำให้ใครจะพูดใส่เขาตรง ๆ ต้องชั่งคำมากขึ้น


    เย่หมิงขมวดคิ้ว “เย่เฉิง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า”


    “เกี่ยวกับทำเนียบสายหลัก” เย่เฉิงกล่าว “และข้าก็กำลังจะเข้าร่วมเช่นเดียวกับทุกคนที่เข้าเกณฑ์”


    เย่หมิงยิ้มเย็น “หรือเจ้าก็คิดว่าผลของเย่เทียนเพียงพอให้พูดถึงทำเนียบ?”


    “ข้าไม่คิดเช่นนั้น” เย่เฉิงตอบทันที


    คำตอบตรงเกินไปจนบรรยากาศนิ่งไป


    เย่เทียนหันมามองเขา


    เย่เฉิงกล่าวต่อ “ผลของเขายังไม่พอ ทำเนียบสายหลักไม่ใช่ที่ที่รอยร้าวบนศิลาจะช่วยให้ชนะใครได้ แต่การมองทำเนียบเพื่อรู้ว่าตนห่างเพียงใด ไม่ใช่เรื่องน่าหัวเราะ”


    คำพูดนี้ทำให้เสียงกระซิบรอบข้างเบาลงทันที


    เย่เฉิงไม่ได้เข้าข้างเย่เทียนแบบไร้เหตุผล และไม่ได้ยกผลของเขาให้เกินจริง เขาเพียงตัดเส้นให้ชัดว่า การรู้ว่าตนต่ำกว่าไม่ใช่ความอวดดี ตรงกันข้าม คนที่ไม่ยอมมองระยะห่างต่างหากที่โง่กว่า


    เย่หมิงมองเย่เฉิงนิ่ง “เจ้าเริ่มพูดแทนเขามากขึ้นทุกที”


    “ข้าพูดแทนมาตรฐาน” เย่เฉิงตอบ “หากใครยังไม่เข้าใจมาตรฐานของทำเนียบสายหลัก ก็ควรอ่านประกาศให้ละเอียดขึ้น ไม่ใช่ใช้ชื่อคนอื่นข่มคนที่ยังไม่ได้ขึ้นลาน”


    คำว่า “ชื่อคนอื่น” ทำให้เย่หมิงสีหน้าเย็นลงทันที


    เย่ชิงหานคือความภูมิใจของเขา และเป็นเงาที่ทำให้หลายคนไม่กล้าปะทะกับเขาง่าย ๆ แต่เมื่อเย่เฉิงพูดเช่นนี้ ต่อให้ไม่ได้กล่าวหาตรง ๆ ความหมายก็ชัดเจนพอ เย่หมิงกำลังใช้ชื่อพี่ชายยืนบนที่สูงกว่าที่ตนเองยังขึ้นไปไม่ถึง


    “อย่างน้อยพี่ข้าก็มีชื่ออยู่บนนั้น” เย่หมิงกล่าวช้า ๆ “ส่วนพวกเจ้าทั้งสอง ยังไม่มี”


    เย่เฉิงพยักหน้า “ถูกต้อง”


    คราวนี้เย่หมิงนิ่งไปอีกครั้ง


    เย่เฉิงไม่หลบตา “เพราะยังไม่มี ข้าจึงฝึก เพราะยังไม่มี เย่เทียนจึงต้องรู้ว่าตนห่างเพียงใด หากคำว่าไม่มีทำให้คนหยุดมองขึ้นไป ตระกูลนี้คงไม่ต้องมีการประลองทุกหกเดือน”


    คำพูดนั้นไม่ได้ดังมาก แต่หนักพอจะทำให้คนที่อยู่หน้าประกาศเงียบลงทั้งหมด


    เย่เทียนมองเย่เฉิงอยู่ครู่หนึ่ง


    เขาเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมเย่เฉิงถึงถูกมองว่าเป็นตัวเด่นของรุ่น ไม่ใช่เพราะพลังอย่างเดียว แต่เพราะอีกฝ่ายไม่หลบความจริง แม้ความจริงนั้นจะบอกว่าตนยังไม่มีชื่ออยู่บนทำเนียบก็ตาม


    เย่หมิงไม่ตอบทันที แววตาของเขาเลื่อนจากเย่เฉิงมายังเย่เทียน แล้วกลับไปที่ชื่อเย่ชิงหานบนแผ่นประกาศ เหมือนกำลังชั่งว่าจะปะทะต่อหรือถอยให้พอเหมาะ สุดท้ายเขาเพียงกล่าวเสียงต่ำ


    “อีกหกเดือน ลานประลองจะสอนเองว่าใครควรมองขึ้น และใครควรก้มลง”


    พูดจบ เขาหันหลังเดินจากไป คนติดตามสองคนรีบตามไปทันที ส่วนชายหนุ่มที่พูดก่อนหน้าเมื่อเห็นเย่หมิงไปแล้ว ก็ไม่อยู่ต่อให้กลายเป็นเป้าสายตา เขาเดินแยกออกไปอีกทาง เหลือเพียงความเงียบสั้น ๆ หน้าประกาศทำเนียบ


    เย่เฉิงไม่ได้มองตามเย่หมิงนานนัก เขาหันมาหาเย่เทียน “เจ้าควรพัก ไม่ใช่มายืนอ่านประกาศนานเกินไป”


    เย่เทียนยิ้มบาง “ทุกคนช่วงนี้พูดประโยคคล้ายกันมาก”


    “เพราะเจ้ามีประวัติไม่ฟัง”


    “ข้ายังไม่ได้ฝึก”


    “การยืนคิดจนลมหายใจเสียก็ถือว่าใช้แรง” เย่เฉิงกล่าว “โดยเฉพาะกับคนที่เพิ่งถูกเสาหินปราณกดเมื่อวาน”


    เย่เทียนไม่เถียง เพราะเขาเริ่มรู้สึกจริง ๆ ว่าหน้าอกหน่วงขึ้นเล็กน้อยหลังยืนนานและพูดมากกว่าที่ควร


    เย่เฉิงมองแผ่นประกาศอีกครั้ง “เย่ชิงหานอยู่ไกลจากพวกเราในตอนนี้ แต่ไม่ใช่คนไกลที่สุดบนทำเนียบ อย่าปล่อยให้ชื่อของเขาทำให้เจ้าเข้าใจผิดว่ากำแพงมีเพียงชั้นเดียว”


    “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”


    “ถ้าเจ้ามองแค่เย่หมิง เจ้าจะเห็นกำแพงเตี้ยเกินไป ถ้ามองแค่เย่ชิงหาน เจ้าจะเห็นกำแพงสูงจนลืมว่ามีขั้นบันไดก่อนถึงมัน” เย่เฉิงกล่าว “ทำเนียบสายหลักมีหลายชั้น คนที่อยู่ลำดับหนึ่งร้อยก็ไม่ใช่คนอ่อน คนที่อยู่ลำดับห้าสิบก็ไม่ใช่คนธรรมดา ส่วนสิบอันดับแรก…ตอนนี้ไม่ต้องพูดถึง”


    เย่เทียนพยักหน้า “เข้าใจแล้ว”


    “ดี” เย่เฉิงกล่าว “ตอนนี้สิ่งที่เจ้าควรทำ ไม่ใช่มองอันดับสามสิบสองนานเกินไป แต่หาวิธีให้ตัวเองขึ้นลานแล้วไม่ถูกกวาดตกในรอบแรก”


    คำพูดนี้ตรงมากจนถ้าเป็นคนอื่นอาจรู้สึกเสียหน้า แต่เย่เทียนกลับรู้สึกว่ามันเป็นขนาดเป้าหมายที่จับต้องได้กว่าเดิม


    ขึ้นลานแล้วไม่ถูกกวาดตกในรอบแรก


    ไม่ใช่ยิ่งใหญ่


    แต่จริง


    “ขอบคุณ” เย่เทียนกล่าว


    เย่เฉิงพยักหน้า แล้วเดินออกไปทางลานฝึกโดยไม่รอคำตอบเพิ่ม


    เย่เทียนยืนอยู่หน้าประกาศอีกครู่หนึ่ง คราวนี้เขาไม่ได้มองชื่อเย่ชิงหานนานอีก แต่เลื่อนสายตาไปยังอันดับเก้าสิบแปด เก้าสิบเก้า หนึ่งร้อย และรายชื่อสำรองด้านล่าง เขามองคนเหล่านั้นเหมือนมองขอบเขตแรกของภูเขา ไม่ใช่ยอดสูงสุด ถึงแม้ว่าในตอนนี้เขาจะยังอยู่เพียงตีนเขาก็ตาม

    คล้ายกับเรื่องลิขิตเทพพันธนาการมาร ที่คุณอ่าน