เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

ตอนที่ 204 หักเหลี่ยมเฉือนคม 2


ตอนที่ 204


หักเหลี่ยมเฉือนคม 2


 


                ชัยชนะแรกของการปะทะกัน ของกลุ่มผู้ฝึกตน แม้บรรยากาศภายนอกจะหอมหวาน แต่การแสดงออกของฮัวเหวินเยี่ยนก็ยังคงเย็นชาดุจเดิม นางไม่รู้สึกยินดียินร้ายต่อข่าวชัยชนะแรกแม้แต่น้อย ความสงบลึกล้ำที่แสดงออก เป็นดั่งเกราะปราการที่ฮัวเหวินเยี่ยนสร้างขึ้นมานับตั้งแต่ที่ นางรับตัวของหนิงเซียนกลับคืนมาอยู่ในความดูแลของตนเอง


 


                แม้ในช่วงแรกเริ่มผู้คนจะรู้สึกไม่เคยชิน แต่นานวันเข้าผู้คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะแห่งนี้ก็ล้วนซึมซับ ความเฉยชาของประมุขคนปัจจุบันของพวกเขา แถมยังชื่นชมการแก้ปัญหาที่เฉียบขาดและไร้ซึ่งความลังเล ซึ่งแตกต่างจากฮัวเหวินเยี่ยนคนก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง


 


                ซึ่งรองประมุข และผู้อาวุโสสูงสุดของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ล้วนรู้ดีกว่า ทุกการกระทำที่แปรเปลี่ยนไปของฮัวเหวินเยี่ยนนั้น ล้วนกระทำเพื่อผลประโยชน์ และอนาคตอันรุ่งโรจน์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะเพียงอย่างเดียว


 


                หลังจากชัยชนะครั้งแรก ฮัวเหวินเยี่ยนจึงได้ออกสั่งการที่เบื้องนอกห้องหารือลับเป็นครั้งแรก และแน่นอนการปรากฏตัวของประมุขผู้เยือกเย็นผู้นี้ ย่อมเรียกขวัญและกำลังใจของผู้ใต้บังคับบัญชาได้อีกโข ความฮึกเหิมที่มีสูงลิ่วก่อนหน้า ยิ่งเพิ่มพูนเป็นความต้องการออกรบในทันใด แต่แล้วคำสั่งที่ดังก้องลั่นกรอกหูทุกผู้คน นั้นกลับแตกต่าง...แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความคิดในใจของเหล่าผู้ฝึกตน


 


                "ทำไม ท่านประมุขไม่สั่งให้บุกต่อละขอรับ"ผู้ฝึกตนที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้าของค่ายสำนักเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเอ่ยเสียงดัง แทรกขึ้นมา


 


                ฮัวเหวินเยี่ยน ปรายตามองไปยังต้นเสียง สายตาเย็นเยียบจับจ้องไปยังผู้ที่เอ่ยคำ ไร้คำกล่าวเพียงแค่สายตาคมกล้าก็กดดันจนผู้ที่เอ่ยแทรกหวาดกลัว รวมถึงผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนนิ่งสนิท ไม่มีใครกล้าเอ่ยท้วงความคิดของฮัวเหวินเยี่ยนอีก


 


                แม้ฮัวเหวินเยี่ยนจะรู้ดีว่า ความกลัวใช้กดดันผู้คนให้ทำตามระเบียบคำสั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่นั่นยังไม่เพียงพอสำหรับสงครามในครั้งนี้ สงครามที่ตายเก้ารอดหนึ่งเช่นนี้ คงไม่อาจชนะได้ด้วยแผนการ และความมีวินัยของผู้คน เพราะโลกของผู้ฝึกตน แม้จำนวนคนจะมีผลต่อการสู้รบอยู่บ้าง แต่สุดท้ายการตัดสินเป็นตาย ยังคงวัดกันที่ขุมกำลังหลัก


 


                ดังนั้นเป้าหมายในการรบของนางจึงมิใช่การได้ชัยชนะย่อยร้อยครั้ง แต่ผลสุดท้ายกลับพ่ายแพ้สงครามใหญ่ ดังนั้นสิ่งที่นางต้องการคือ...เวลา


                แม้ความเป็นไปได้ในการเจรจาขอขุมกำลังสนับสนุนจะริบหรี่ แต่ก็ใช่ว่าจะหมดหวังเสียทีเดียว เพราะนางยินยอมแลกกับทรัพย์สมบัติวิเศษของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะกึ่งหนึ่ง หมายล่อตาล่อใจให้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เหลืออีกสองแห่ง ยินดีเข้าร่วมสงคราม ช่วยสนับสนุนฟากฝั่งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ เพราะต่อให้สูญเสียสิ่งของไปมากมายเพียงใด หากอนาคตของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ชื่อ...หนิงเซียน ยังคงอยู่ การซื้อเวลาให้เด็กสาวได้บ่มเพาะ ด้วยการคาดการณ์ของฮัวเหวินเยี่ยน นางเชื่อว่าหนิงเซียนจะต้องมีพลังฝีมือเหนือล้ำกว่าประมุขของทุกเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ ในเวลาไม่เกินหนึ่งร้อยปี และหากวันนั้นมาถึง ก็จะเป็นเวลาที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ จะได้ลืมตาอ้าปาก ผงาดก้องกู่ให้โลกหล้าได้รับรู้ความยิ่งใหญ่บ้าง


 


                "คำสั่งของข้ามีเพียงนี้ หากใครฝ่าฝืน ลงทัณฑ์ไม่ไว้หน้า" เสียงเรียบเฉยเย็นชา เอ่ยเพียงสั้น ๆ แต่ความกดดันของพลังลมปราณสวรรค์ที่ส่งออก สะท้านสะเทือนจิตใจของทุกผู้คน ก่อเกิดทั้งความหวาดกลัว และความเคารพเลื่อมใสในเวลาเดียวกัน


 


                ซึ่งผลของการตรึงกำลัง ก็ทำให้ฝั่งของหลงเฮยท่า ที่เตรียมพร้อมแก้มือด้วยความเดือดดาล เสียขบวนไปไม่น้อย เพราะมันคาดการณ์ว่าเมื่อฝั่งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ กำลังอยู่ในช่วงได้เปรียบ ย่อมต้องฉกฉวยโอกาสโจมตีตอบโต้ แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นไปตามที่คิด สามวันมานี้สมรภูมิกลับเงียบสงบ


 


                แต่แล้วเมื่อวันที่สี่ หลงเฮยท่าออกนำขบวนตรวจแถวรบ ตระเตรียมบุกตะลุย กองทัพสัตว์อสูรก็ถูกไล่ต้อนเข้ามายังเขตของตนเองอีกครั้ง และในครั้งนี้ทุกคนเพียงแค่สังหารสัตว์อสูร ไม่มีผู้ใดกล้าเก็บเกี่ยวทรัพยากรจากซากของสัตว์อสูรพวกนี้อีก แต่นั่นเป็นเพียงผลกระทบจากพิษร้ายในครั้งก่อน ซึ่งฮัวเหวินเยี่ยนก็คาดเอาไว้แล้ว แต่สิ่งที่ต้องการก็คือการถ่วงเวลาออกไป ซึ่งผลกดดันในครั้งนี้ก็เป็นไปตามที่ฮัวเหวินเยี่ยนคาด หลงเฮยท่าเกิดความลังเล เปลี่ยนแผนฉับพลัน จากจะยกทัพบุกตะลุย กลับกลายเป็นตั้งมั่นรั้งรอ เพราะกลัวว่าจะหลงติดกับดักของดินแดนวิหคเพลิงอมตะอีกครั้ง


 


                แต่แผนการถ่วงเวลาก็ใช้ได้เพียงกับ ผู้คุมกองกำลังระดับต่ำ เช่นหลงเฮยท่าเท่านั้น เมื่อผู้อาวุโสตระกูลหลง ที่ถูกส่งมาตรวจสอบว่าเหตุใดทัพหน้าถึงได้ เคลื่อนพลล่าช้า สถานการณ์กองทัพชะงักงันจึงได้ยุติลง


 


                เมื่อผู้อาวุโสตระกูลหลงมาถึง จากการใช้แผนการ กลับกลายเป็นใช้ขุมกำลังที่มีมากกว่าของพันธมิตรศักดิ์สิทธิ์มังกรโลกันตร์เข้าบดขยี้ แม้บนสนามรบฝั่งบุกโจมตีจะเสียหายหนักหนากว่า แต่ในภาพรวมฝั่งของพันธมิตรศักดิ์สิทธิ์มังกรโลกันตร์ กลับได้เปรียบมากกว่า เพราะจำนวนของผู้ฝึกตนที่ยกมาในครั้งนี้ มีจำนวนมากมายกว่าของพันธมิตรศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะเกือบเท่าตัว


 


                แถมการรบแบบผลักดันผู้คนไปตายเช่นนี้ ก็มิได้กระทบกับขุมกำลังหลักของตระกูลหลงแม้แต่น้อย เพราะผู้ที่กำลังหักหาญอยู่นั้น เป็นเพียงค่ายสำนักที่โอนอ่อนเข้าร่วมทัพเท่านั้น ผิดกับพันธมิตรศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ ที่จำต้องใช้ผู้คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ส่วนหนึ่ง ในการช่วยควบคุมสถานการณ์การรบ ที่เขตชั้นกลางของตนเอง


.


.


                เหตุการณ์ภายนอกรบกันอย่างดุเดือด แต่ในเส้นทางทดสอบวิหคเพลิงอมตะกลับเงียบสงบยิ่งนัก เสวี่ยหมิงที่ล้างสังหารสิ่งมีชีวิตที่พบเห็นในมิติปิดแห่งนี้จนหมดสิ้น กลับยังไม่สามารถออกไปยังโลกภายนอกได้ แม้แต่แท่นส่งตัวที่นำตนเองเข้ามายังเส้นทางการทดสอบครั้งนี้จะยังมิได้เสียหายแม้แต่น้อย แต่การจะเปิดใช้งานก็จำเป็นจะต้องกระตุ้นอาคมอักขระที่เบื้องนอก จึงจะเปิดประตูมิติได้อีกครั้ง


 


                ทำให้ตลอดสามวันที่เสวี่ยหมิง ทั้งนั่งสมาธิ ขูด แกะ แงะ โจมตีแท่นศิลาส่งตัว แต่ทุกการกระทำล้วนเปล่าประโยชน์อย่างสิ้นเชิง


 


                แม้จะรู้สึกสิ้นหวังกับแท่นส่งตัวอันนี้ แต่เสวี่ยหมิงมิได้สิ้นหวังกับการกลับออกไป เมื่อไม่อาจใช้งานแท่นส่งตัว เสวี่ยหมิงจึงเลือกที่จะไล่ค้นหาทางออกอื่นที่อาจจะซุกซ่อนเอาในดินแดนลี้ลับแห่งนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นบนฟ้า ใต้พื้นดิน หรือแม้แต่ด้านล่างหุบเหวลึก เสวี่ยหมิงก็ล้วนออกเดินทางไปค้นหาจนหมดสิ้น แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่อาจค้นหาทางออกจากมิติแห่งนี้


 


                แต่แล้วยามที่จิตใจเริ่มจะท้อแท้สิ้นหวัง การขึ้นไปยืนบนจุดที่สูงที่สุดของแดนดิน แล้วมองต่ำลงมาอาจจะช่วยเยียวยาความท้อแท้ได้บ้าง แม้ว่าการขึ้นมาสู่ยอดเขาแห่งนี้ จะเป็นการมาครั้งที่สิบของเสวี่ยหมิงแล้วก็ตาม


 


                เสวี่ยหมิงหลับตาสงบนิ่ง ก่อนจะสูดหายใจลึกพลางลืมตามองทอดไกลผ่านหมู่เมฆขาวที่ลอยไกลลิบตา ทว่าอยู่ต่ำกว่าแทบเท้าของตนเอง แม้ยามนี้ร่างกายจะเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง แต่จิตใจกลับอ่อนแรงลงอย่างถึงที่สุด


 


                เมื่อสายตาที่แทบจะสิ้นไร้ความหวังมองทอดยาวออกไปตามเส้นสายของเมฆขาว ในที่สุดดวงตาที่อ่อนล้าก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างของมิตินี้ได้ในวินาทีเดียวกันนั้น


 


                ...ทำไมดวงอาทิตย์ของที่นี่ถึงอยู่ต่ำกว่าเท้าข้า เช่นเดียวก้อนเมฆพวกนี้ละ


 


                เมฆาไร้ลักษณ์ !!!!!


                เสวี่ยหมิงตะโกนลั่น สองเท้าทะยานเหยียบไปบนหมู่เมฆพลิ้วไหว ตรงดิ่งสู่ดวงอาทิตย์ร้อนแรง


คล้ายกับเรื่องเนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน