ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงเดินทางมาถึงสตูดิโอที่จะถ่ายรายการทอล์คโชว์ ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นการสัมภาษณ์ศิลปินในวงการ รวมถึงนายแบบและนางแบบ หรืองาน PR ละคร และภาพยนตร์ ครั้งนี้ไป่ฉีมารายการนี้เป็นครั้งที่ 2 ส่วนครั้งแรกนั้นเขามาเพื่อ PR ละครกับเฉินเฟิง
“สวัสดีไป่ฉี พบกันครั้งที่ 2 ในรอบปีสินะ ปกติแขกรับเชิญรายการส่วนใหญ่ถ้ามีผลงานที่โดดเด่นมากหน่อย ปีหนึ่งจะได้มาออกรายการเราแค่ 2-3 ครั้งเอง นี่ไม่กี่เดือน นายก็มาเยือนรายการฉันอีกแล้ว” พิธีกรกล่าว
“เพราะ PD ของรายการมีความกรุณาเชิญผมมาต่างหากครับ” ไป่ฉีกล่าว
“แหม PD ไม่อยู่ ไม่ต้องปากหวานหรอก” พิธีกรกล่าว
เมื่อเริ่มการถ่ายทำ สิ่งที่พิธีกรถาม เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนงานแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ปิงหู่ เพื่อถามรายละเอียด ไป่ฉีให้สัมภาษณ์โดยไม่ซ้ำเติมนายแบบและนางแบบทั้ง 2 คน เพราะเขาไม่รู้ว่าทั้ง 2 คนนี้มีเพื่อนในวงการคนไหนอีกบ้าง อย่างน้อยเขาก็ไม่อยากให้คนพวกนั้นได้ยินการให้สัมภาษณ์นี้แล้วพาลโกรธเขา ซึ่งจะเป็นการสร้างศัตรูที่มองไม่เห็นเพิ่มขึ้นไปอีก
“เรื่องเหตุการณ์ในงานแฟชั่นโชว์จบไปแล้ว มาถามเรื่องอื่นกันดีกว่า ก่อนหน้านี้มีข่าวออกมาว่าทาง LSA ได้ทำการซื้อลิขสิทธิ์นิยายของคุณ ไม่ทราบว่าตอนนี้ดำเนินการถึงขั้นไหนแล้ว พอจะบอกพวกเราได้ไหมครับ” พิธีกรถาม
“ตอนนี้เรื่องสัญญาซื้อขายเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ นอกจากนี้ยังวางตัวนักแสดงไว้แล้วด้วย กำลังอยู่ในขั้นตอนการทำตารางการถ่ายทำ เพราะต้องดูว่าดารานักแสดงแต่ละคนว่างช่วงไหนบ้าง” ไป่ฉีตอบ
“แต่ดูท่าทางคุณไป่ฉีจะไม่ว่างในเร็ว ๆ นี้ใช่ไหมครับ” พิธีกรถาม
“ครับ หลังจากงานแฟชั่นโชว์ก็มีงานติดต่อเข้ามาจำนวนมากเลยครับ” ไป่ฉีตอบ
“งั้นผมขอถามหน่อยนะครับ ในฐานะที่คุณไป่ฉีเป็นวัยรุ่น เพิ่งขึ้นมัธยมปลาย มีมอง ๆ สาวคนไหนบ้างรึเปล่า ตอนนี้โรงเรียนยังไม่เปิด เอาเป็นสาว ๆ ในวงการก็ได้ครับ” พิธีกรถาม
“มีบ้างครับ ที่ผมมองอยู่ แต่ผมยังค่อนข้างเด็กไปหน่อยสำหรับเรื่องพวกนี้ ก็เลยขอลุยงานในวงการก่อนครับ” ไป่ฉีตอบ (ไรท์ : ตอแหล)
“อยากรู้ซะแล้วสิว่าสาวผู้โชคดีคนนั้นเป็นใครกัน” พิธีกรกล่าว
เมิ่งชิงชิงที่ยืนอยู่มุมสุดก้มหน้าที่แดงจนถึงใบหูเมื่อได้ยินคำพูดของพิธีกร ด้วยจุดที่เธออยู่นั้นมืด ทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็นใบหน้าที่แดงด้วยความเขินอายของเธอ
หลังเสร็จจากการถ่ายทำรายการ ตงไห่ได้โทรมาหาไป่ฉี หลัก ๆ เขาถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนถ่ายรายการตอบคำถามเมื่อเช้า
[นายบาดเจ็บตรงไหนไหม] ตงไห่ถาม
“ไม่ครับ โชคดีที่แท่นตอบคำถามอยู่ห่างจากแท่นของพิธีกรพอสมควร เลยปลอดภัยครับ” ไป่ฉีตอบ
[ได้ยินแบบนั้นค่อยเบาใจหน่อย ยังไงก็รักษาตัวด้วย] ตงไห่กล่าวจบก็วางสายไป
“คุณตงไห่โทรมาเรื่องอะไรเหรอ” เมิ่งชิงชิงถาม
“เขาเป็นห่วงกลัวว่าผมจะได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เมื่อเช้าน่ะครับ” ไป่ฉีตอบ
“กว่าจะรู้ข่าว มันก็ช้ามากนะเนี่ย” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“ยังไงเขาก็ยังมีน้ำใจโทรมานะครับ” ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงเดินมาจนถึงลานจอดรถแล้วในตอนนี้
“นั่นน้องชายไป่ ใช่ไหม” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งตะโกนเรียกไป่ฉี
เมิ่งชิงชิงกับไป่ฉีจึงหันไปพร้อมกัน สิ่งที่พวกเขาเห็นคือหญิงสาวหุ่นดินระเบิด ใบหน้าสวยคม การแต่งตัวของเธอทำให้เธอกลายเป็นจุดสนใจของชายหนุ่มได้ไม่ยากเลย เมิ่งชิงชิงรีบหันไปมองไป่ฉีทันที เพราะกลัวว่าคนข้าง ๆ เธอจะไปหลงหญิงสาวคนนี้เข้า (หึง) แต่สิ่งที่เธอเห็นกลับเป็นเพียงสายตานิ่งเฉย ไม่ได้แสดงออกว่าเขาสนใจอีกฝ่ายที่เข้ามาทักแต่อย่างใด ก็ทำให้เธอสบายใจขึ้น
“ใช่ครับ มีธุระอะไรกับผมรึเปล่าครับ” ไป่ฉีถาม
“ฉันชื่อซือซือ ค่ะ เป็นแฟนนิยายของคุณ แล้วก็นิตยสารแฟชั่นที่คุณไปถ่ายแบบทุกเล่มฉันก็ซื้อเก็บไว้ทั้งหมด ถ้าไม่รังเกียจรบกวนเซ็นลงในกระดาษแข็งนี้กับปกนิยายได้ไหมคะ” ซือซือ ไม่รอช้าเธอหยิบเอาหนังสือนิยายของไป่ฉีออกมาให้เขาเซ็น พร้อมกับกระดาษแข็งสำหรับให้ไป่ฉีเซ็นให้เธอเก็บไว้อีก 1 แผ่น
ไป่ฉียกยิ้มและรับหนังสือนิยายกับกระดาษแข็งมา ก่อนจะขอพู่กันกับหมึกจากเมิ่งชิงชิง การกระทำของเขาทำให้ซือซือตื่นตาตื่นใจมาก เพราะไป่ฉีใช้พู่กันในการเซ็นแทนปากกาหมึกซึมทั่วไป
“นี่ครับ เรียบร้อยแล้ว” ไป่ฉียื่นหนังสือนิยายกับกระดาษแข็งที่มีอักษรจากพู่กันของเขาเขียนลงไปแล้วเรียบร้อย
“ขอบคุณค่ะ ฉันจะเก็บมันไว้อย่างดีเลย” ซือซือกล่าว เธอรับหนังสือนิยายและกระดาษที่มีตัวอักษรหนักแน่นแต่งดงามมาดูอย่างชื่นชม เธอกล่าวขอบคุณด้วยความดีใจและปลาบปลื้มที่ได้เจอคนที่เธอต้องการพบ
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวก่อนนะครับ” ไป่ฉีกล่าว
“ค่ะ ขอบคุณที่ทำงานอย่างหนักนะคะ” ซือซือกล่าว
“เช่นกันครับ อีกไม่นานนิตยสารที่ผมไปถ่ายแบบวันนี้จะออก ฝากสนับสนุนด้วยนะครับ” ไป่ฉีกล่าว
“แน่นอนค่ะ” ซือซือตอบ ก่อนจะมองตามแผ่นหลังไป่ฉีกับผู้จัดการของเขาขึ้นรถไป
'อา ถ้าฉันไม่ได้เข้ามาอยู่ในยุทธภพล่ะก็ ฉันคงคิดจะสานสัมพันธ์กับเขาไปแล้ว แต่นี่พวกพรรคตะวันดับคอยจ้องจับตามองฉันแทบจะทุกฝีก้าว จะคบกับใครก็ต้องคอยระแวงว่าคนที่ตัวเองรักจะถูกพวกพรรคตะวันดับจับไปใช้เป็นเครื่องมือต่อรองให้เราทำงานให้ เฮ้อ คิดมากไปมันก็ไม่ได้ช่วยอะไร ไปเตรียมงานต่อดีกว่า' ซือซือคิด ก่อนจะรีบเดินทางกลับที่พัก เพื่อเตรียมแผนการเข้าใกล้หลงเทียนหมิง
หลังไป่ฉีกลับมาถึงห้องพร้อมกับเมิ่งชิงชิง ไป่ฉีบอกว่าจะออกไปซื้อของแล้วเดินออกมาจากห้อง และหาที่ลับตาคนก่อนจะแปลงเป็นอวี้กงและเปิดประตูมิติไปยังห้องของเฟิงเทียน
เรือนของจี๋หลินเฟิงเทียน
“ท่านอาจารย์” เฟิงเทียนรีบเข้ามาคำนับทันทีเมื่อเห็นคนที่เขาไม่ได้พบมาสักระยะหนึ่ง
“อืม การฝึกเป็นยังไงบ้าง ติดขัดตรงไหนรึเปล่า” ไป่ฉีถาม เขามองไม่เห็นแม่ของเฟิงเทียน แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรมาก
“ไม่เลยครับ จะมีก็แค่ตอนนี้ติดคอขวด ไม่สามารถจะทะลวงขั้นสู่ราชันย์ทรราชได้” เฟิงเทียนกล่าว
หลังการประลองจัดอันดับ เฟิงเทียนยังคงฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้พลังปราณของเขาได้มาหยุดอยู่ที่ปราณจักรพรรดิขั้น 10 แล้วนั่นเอง
“ช่วงนี้งานในชีวิตจริงค่อนข้างยุ่งน่ะ แต่เราได้เตรียมโอสถทะลวงลมปราณไว้แล้ว หากแต่คงต้องหาช่วงเวลาที่เราและเจ้าว่างติด ๆ กันสัก 3 วันเป็นอย่างน้อย” ไป่ฉีกล่าว
“ผมว่างเสมอเลยครับ” เฟิงเทียนกล่าว
“ดีมาก เราจะขอตัวไปหาศิษย์น้องของเจ้าทั้ง 2 คนเสียหน่อย” ไป่ฉีกล่าว
“ไท่หยางกับเต๋อเทียนเหรอครับ” เฟิงเทียนถาม
“ใช่ ว่าแต่การฝึกกระบวนท่าของทั้ง 2 คนเป็นยังไงบ้าง” ไป่ฉีถาม
“ผมใช้วิธีฝึกแบบเดียวกับที่ท่านอาจารย์ใช้ฝึกผมเลยครับ เพียงแต่ออกจะก้าวหน้าช้ากว่า ด้วยไม่มีอุปกรณ์แบบที่ท่านให้ผมใช้ที่ห้องฝึกน่ะครับ” เฟิงเทียนกล่าว
“ไม่เป็นไร ที่เหลือเราจัดการเอง” ไป่ฉีกล่าวก่อนจะหายตัวไปจากห้องของเฟิงเทียน
“อ่ะ ท่านอาจารย์ไปซะแล้ว เฮ้อ นึกว่าจะมีของเล่นอะไรมาให้เล่นซะอีก” เฟิงเทียนบ่นอุบอิบเพราะเสียดายที่คราวนี้อวี้กงไม่ได้นำของเล่นใหม่มาให้ฝึกเขา
เต๋อเทียนกับไท่หยางในชุดวอร์มกำลังต่อสู้แลกเปลี่ยนกระบวนท่ากันอยู่ ตอนนี้เป็นเวลาค่ำแล้ว คนอื่น ๆ ต่างก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำทานข้าวกันหมด เหลือเพียงทั้ง 2 ที่ยังอยู่ในห้องฝึก เพราะพวกเขาจะไม่ยอมให้เสียโอกาสที่ท่านเทพกระบี่รับพวกเขาเป็นศิษย์เด็ดขาด ฉับพลันภายในห้องฝึกก็เกิดการบิดเบี้ยวของอากาศขึ้น ทำให้ทั้งคู่หยุดฝึกและมองไปยังจุด ๆ นั้น
ร่างของอวี้กงโผล่ออกมาจากอากาศที่บิดเบี้ยวนั้น เมื่อไท่หยางและเต๋อเทียนเห็น ทั้ง 2 รีบคำนับอวี้กงทันที พวกเขาเห็นเห็นอวี้กงก็ยกยิ้มขึ้น
“ไม่ต้องมากพิธี วันนี้เรามาเพราะมีของจะให้พวกเจ้า” ไป่ฉีกล่าว
“อะไรเหรอครับ ท่านอาจารย์” ไท่หยางถาม
“มันคือสิ่งนี้” ไป่ฉีวาดมือครั้งหนึ่ง ก็ปรากฏกระจกเงาแบบตั้ง สูง 2 เมตร ถึง 2 บานขึ้นตรงหน้าของไท่หยางและเต๋อเทียน
“นี่คือ.....” ไท่หยางแม้จะเห็นว่ามันคือกระจกเงา แต่เขารู้ว่าอวี้กงไม่มีทางให้ของธรรมดา ๆ กับเขาแน่
“มันคือกระจกที่เมื่อพวกเจ้าใส่พลังปราณลงไปแล้ว มันจะดึงจิตของพวกเจ้าเข้าไปภายใน ซึ่งเป็นเหมือนมิติอีกมิติหนึ่ง ที่นั่นจะมีทั้งผู้ฝึกยุทธ์และสัตว์อสูรเกิดขึ้นมาจำนวนหนึ่งและเข้าจู่โจมพวกเจ้า พวกเจ้าต้องใช้ทุกกระบวนท่าที่เรียนมาในการเอาตัวรอดให้ผ่าน 1 ชั่วโมงภายในนั้นไปให้ได้” ไป่ฉีกล่าว
“แล้วมันจะได้ประโยชน์อะไรครับ” เต๋อเทียนถาม
“พวกเจ้าแม้จะฝึกกระบวนท่ามาแล้ว แต่ก็ยังมีการเคลื่อนที่ที่สูญเปล่าอยู่มาก สิ่งที่เราให้พวกเจ้านี้จะสามารถทำให้พวกเจ้าฝึกเพื่อลดการเคลื่อนไหวที่สูญเปล่า และช่วยให้พวกเจ้าฝึกการจัดสรรค์พละกำลังและลมปราณในระหว่างต่อสู้ให้มีประสิทธิภาพ ศิษย์พี่ของพวกเจ้าผ่านการฝึกนี้ไปแล้ว ตอนนี้เขาอยู่ในระดับจักรพรรดิขั้น 10 เมื่อเขาทะลวงเข้าสู่ปราณราชันย์ทรราชเมื่อไหร่ เราจะพาเขามาพบพวกเจ้า” ไป่ฉีกล่าว
“เยี่ยมเลยท่านอาจารย์ ผมอยากพบศิษย์พี่มาก ๆ เลย ว่าแต่สิ่งนี้ใช้แบบนี้ใช่ไหมครับ” ไท่หยางถาม เขาส่งพลังปราณไปที่กระจกเงา
“ใช่ เจ้าแค่ใส่พลังปราณลงไป อักขระลมปราณจะทำงานของมันเอง หากร่างกายในมิติของเจ้าตาย มันจะนำเจ้าออกมาเอง ไม่มีอันตรายใด ๆ ดังนั้นพวกเจ้าทดลองและฝึกฝนเท่าไหร่ก็ได้ เพราะเวลาภายในนั้นเร็วกว่าภายนอกมาก” ไป่ฉีอธิบาย
“ขอบคุณท่านอาจารย์” เต๋อเทียนกล่าวด้วยความดีใจ และคิดว่าจะฝึกให้หนักยิ่งขึ้น
“ขอบคุณท่านอาจารย์” ไท่หยางก็กล่าวขอบคุณเช่นกัน
“เราได้ยินว่าเจ้าทั้ง 2 กับประมุขน้อยเฟิงเทียนสอบเข้าที่มหาวิทยาลัยแอสการ์ดที่ทวีปเทพมังกรครามได้ จริงรึไม่” ไป่ฉีถาม เขาได้อ่านความทรงจำจากเจ้าศิษย์โรคจิตมาเมื่อครู่ และรอว่าเจ้าศิษย์โรคจิตจะบอกเขาเมื่อไหร่ คาดว่าคงกะจะทำให้เขาแปลกใจแน่ ๆ
“ขอรับ พวกเราไม่กล้าปิดบังท่านแม้แต่น้อย ผมกับเต๋อเทียนจะไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแอสการ์ดครับ เพราะท่านประมุขเห็นว่าที่นั่นไม่หลงเหลือพรรคตะวันดับแล้ว มันจะปลอดภัยกับประมุขน้อยเฟิงเทียนมากกว่า” ไท่หยางกล่าว
“อืม เราเห็นด้วย ที่นั่นปลอดภัยกว่าที่นี่มาก เรามีสังหรณ์ว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น ยังไงพวกเจ้าทั้ง 2 ระวังตัวเอาไว้ด้วย” ไป่ฉีกล่าว
“ทราบแล้วครับ” เต๋อเทียนรับคำ
ไป่ฉีพยักหน้าก่อนจะเปิดประตูมิติและเดินหายเข้าไปพร้อมกับอากาศที่บิดเบี้ยวพลันหายไปทันที เต๋อเทียนกับไท่หยางเมื่อเห็นว่าเทพกระบี่จากไปแล้ว พวกเขาก็หันไปมองกระจกบานใหญ่ทั้ง 2 บาน
“แหวนมิติก็ไม่มี แบกกลับเลยก็แล้วกัน” ไท่หยางยกกระจก 1 บานแบกบนบ่าราวกับมันไม่มีน้ำหนักใด ๆ ตั้งแต่เขาฝึกวิชาตามที่อวี้กงสอน เขาพบว่าพลังกายและพลังปราณของเขานั้นเหนือกว่าคนที่อยู่ในระดับปราณชั้นเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด
“แหงสิ แต่ระวังอย่าทำมันแตกล่ะ” เต๋อเทียนกล่าว
พวกเขาเดินแบกกระจกไป คุยกันไป โดยไม่ได้รู้เลยว่านอกจากพวกเขาจะสนิทกันมากขึ้นจากการที่มีอาจารย์คนเดียวกัน ฝึกฝนด้วยกัน รับใช้ประมุขน้อยเฟิงเทียนด้วยกัน เมื่อพวกเขาได้เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยแอสการ์ด พวกเขายัง........
‘บุญกรรม นำส่ง พบพาน ยากเลี่ยง หนึ่งหญิง สองชาย คู่ชื่น รักกัน วิวาห์ ร่วมกัน สองสามี หนึ่งภรรยา’ เสียงแผ่วเบาแว่วมาตามลม ต้นเสียงคือพระรูปหนึ่งที่ยืนมองเต๋อเทียนและไท่หยางมาตั้งแต่ตอนที่อวี้กงมาถึง ดวงตาสงบนิ่ง ไร้ซึ่งอารมณ์ แต่กลับใสกระจ่าง ใช่แล้ว พระรูปนี้คือไท่ซื่อคงนั่นเอง หลังกล่าวจบร่างของไท่ซื่อคงก็สลายหายไปกลายเป็นอากาศธาตุ
_________________________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
