จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 179 กงล้อแห่งชะตาเริ่มหมุน Re

            ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงเดินทางมาถึงสตูดิโอที่จะถ่ายรายการทอล์คโชว์  ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นการสัมภาษณ์ศิลปินในวงการ  รวมถึงนายแบบและนางแบบ หรืองาน PR ละคร และภาพยนตร์  ครั้งนี้ไป่ฉีมารายการนี้เป็นครั้งที่ 2   ส่วนครั้งแรกนั้นเขามาเพื่อ PR ละครกับเฉินเฟิง


            “สวัสดีไป่ฉี  พบกันครั้งที่ 2 ในรอบปีสินะ  ปกติแขกรับเชิญรายการส่วนใหญ่ถ้ามีผลงานที่โดดเด่นมากหน่อย  ปีหนึ่งจะได้มาออกรายการเราแค่ 2-3 ครั้งเอง  นี่ไม่กี่เดือน  นายก็มาเยือนรายการฉันอีกแล้ว” พิธีกรกล่าว


            “เพราะ PD ของรายการมีความกรุณาเชิญผมมาต่างหากครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “แหม  PD ไม่อยู่  ไม่ต้องปากหวานหรอก” พิธีกรกล่าว


            เมื่อเริ่มการถ่ายทำ  สิ่งที่พิธีกรถาม  เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนงานแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ปิงหู่  เพื่อถามรายละเอียด  ไป่ฉีให้สัมภาษณ์โดยไม่ซ้ำเติมนายแบบและนางแบบทั้ง 2 คน  เพราะเขาไม่รู้ว่าทั้ง 2 คนนี้มีเพื่อนในวงการคนไหนอีกบ้าง  อย่างน้อยเขาก็ไม่อยากให้คนพวกนั้นได้ยินการให้สัมภาษณ์นี้แล้วพาลโกรธเขา  ซึ่งจะเป็นการสร้างศัตรูที่มองไม่เห็นเพิ่มขึ้นไปอีก


            “เรื่องเหตุการณ์ในงานแฟชั่นโชว์จบไปแล้ว  มาถามเรื่องอื่นกันดีกว่า  ก่อนหน้านี้มีข่าวออกมาว่าทาง LSA ได้ทำการซื้อลิขสิทธิ์นิยายของคุณ  ไม่ทราบว่าตอนนี้ดำเนินการถึงขั้นไหนแล้ว  พอจะบอกพวกเราได้ไหมครับ” พิธีกรถาม


            “ตอนนี้เรื่องสัญญาซื้อขายเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ  นอกจากนี้ยังวางตัวนักแสดงไว้แล้วด้วย  กำลังอยู่ในขั้นตอนการทำตารางการถ่ายทำ  เพราะต้องดูว่าดารานักแสดงแต่ละคนว่างช่วงไหนบ้าง” ไป่ฉีตอบ


            “แต่ดูท่าทางคุณไป่ฉีจะไม่ว่างในเร็ว ๆ นี้ใช่ไหมครับ” พิธีกรถาม


            “ครับ หลังจากงานแฟชั่นโชว์ก็มีงานติดต่อเข้ามาจำนวนมากเลยครับ” ไป่ฉีตอบ


            “งั้นผมขอถามหน่อยนะครับ  ในฐานะที่คุณไป่ฉีเป็นวัยรุ่น  เพิ่งขึ้นมัธยมปลาย  มีมอง ๆ สาวคนไหนบ้างรึเปล่า  ตอนนี้โรงเรียนยังไม่เปิด  เอาเป็นสาว ๆ ในวงการก็ได้ครับ” พิธีกรถาม


            “มีบ้างครับ  ที่ผมมองอยู่  แต่ผมยังค่อนข้างเด็กไปหน่อยสำหรับเรื่องพวกนี้  ก็เลยขอลุยงานในวงการก่อนครับ” ไป่ฉีตอบ (ไรท์ : ตอแหล)


            “อยากรู้ซะแล้วสิว่าสาวผู้โชคดีคนนั้นเป็นใครกัน” พิธีกรกล่าว  


            เมิ่งชิงชิงที่ยืนอยู่มุมสุดก้มหน้าที่แดงจนถึงใบหูเมื่อได้ยินคำพูดของพิธีกร  ด้วยจุดที่เธออยู่นั้นมืด  ทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็นใบหน้าที่แดงด้วยความเขินอายของเธอ


            หลังเสร็จจากการถ่ายทำรายการ  ตงไห่ได้โทรมาหาไป่ฉี  หลัก ๆ เขาถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนถ่ายรายการตอบคำถามเมื่อเช้า


            [นายบาดเจ็บตรงไหนไหม] ตงไห่ถาม


            “ไม่ครับ  โชคดีที่แท่นตอบคำถามอยู่ห่างจากแท่นของพิธีกรพอสมควร  เลยปลอดภัยครับ” ไป่ฉีตอบ


            [ได้ยินแบบนั้นค่อยเบาใจหน่อย  ยังไงก็รักษาตัวด้วย] ตงไห่กล่าวจบก็วางสายไป


            “คุณตงไห่โทรมาเรื่องอะไรเหรอ” เมิ่งชิงชิงถาม


            “เขาเป็นห่วงกลัวว่าผมจะได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เมื่อเช้าน่ะครับ” ไป่ฉีตอบ


            “กว่าจะรู้ข่าว  มันก็ช้ามากนะเนี่ย” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            “ยังไงเขาก็ยังมีน้ำใจโทรมานะครับ” ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงเดินมาจนถึงลานจอดรถแล้วในตอนนี้


            “นั่นน้องชายไป่ ใช่ไหม” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งตะโกนเรียกไป่ฉี


            เมิ่งชิงชิงกับไป่ฉีจึงหันไปพร้อมกัน  สิ่งที่พวกเขาเห็นคือหญิงสาวหุ่นดินระเบิด  ใบหน้าสวยคม  การแต่งตัวของเธอทำให้เธอกลายเป็นจุดสนใจของชายหนุ่มได้ไม่ยากเลย  เมิ่งชิงชิงรีบหันไปมองไป่ฉีทันที  เพราะกลัวว่าคนข้าง ๆ เธอจะไปหลงหญิงสาวคนนี้เข้า (หึง)  แต่สิ่งที่เธอเห็นกลับเป็นเพียงสายตานิ่งเฉย  ไม่ได้แสดงออกว่าเขาสนใจอีกฝ่ายที่เข้ามาทักแต่อย่างใด  ก็ทำให้เธอสบายใจขึ้น


            “ใช่ครับ  มีธุระอะไรกับผมรึเปล่าครับ” ไป่ฉีถาม


            “ฉันชื่อซือซือ ค่ะ  เป็นแฟนนิยายของคุณ  แล้วก็นิตยสารแฟชั่นที่คุณไปถ่ายแบบทุกเล่มฉันก็ซื้อเก็บไว้ทั้งหมด  ถ้าไม่รังเกียจรบกวนเซ็นลงในกระดาษแข็งนี้กับปกนิยายได้ไหมคะ” ซือซือ ไม่รอช้าเธอหยิบเอาหนังสือนิยายของไป่ฉีออกมาให้เขาเซ็น  พร้อมกับกระดาษแข็งสำหรับให้ไป่ฉีเซ็นให้เธอเก็บไว้อีก 1 แผ่น


            ไป่ฉียกยิ้มและรับหนังสือนิยายกับกระดาษแข็งมา  ก่อนจะขอพู่กันกับหมึกจากเมิ่งชิงชิง  การกระทำของเขาทำให้ซือซือตื่นตาตื่นใจมาก  เพราะไป่ฉีใช้พู่กันในการเซ็นแทนปากกาหมึกซึมทั่วไป


            “นี่ครับ  เรียบร้อยแล้ว” ไป่ฉียื่นหนังสือนิยายกับกระดาษแข็งที่มีอักษรจากพู่กันของเขาเขียนลงไปแล้วเรียบร้อย


            “ขอบคุณค่ะ ฉันจะเก็บมันไว้อย่างดีเลย” ซือซือกล่าว  เธอรับหนังสือนิยายและกระดาษที่มีตัวอักษรหนักแน่นแต่งดงามมาดูอย่างชื่นชม  เธอกล่าวขอบคุณด้วยความดีใจและปลาบปลื้มที่ได้เจอคนที่เธอต้องการพบ


            “ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวก่อนนะครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “ค่ะ  ขอบคุณที่ทำงานอย่างหนักนะคะ” ซือซือกล่าว


            “เช่นกันครับ  อีกไม่นานนิตยสารที่ผมไปถ่ายแบบวันนี้จะออก  ฝากสนับสนุนด้วยนะครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “แน่นอนค่ะ” ซือซือตอบ  ก่อนจะมองตามแผ่นหลังไป่ฉีกับผู้จัดการของเขาขึ้นรถไป


            'อา ถ้าฉันไม่ได้เข้ามาอยู่ในยุทธภพล่ะก็  ฉันคงคิดจะสานสัมพันธ์กับเขาไปแล้ว  แต่นี่พวกพรรคตะวันดับคอยจ้องจับตามองฉันแทบจะทุกฝีก้าว  จะคบกับใครก็ต้องคอยระแวงว่าคนที่ตัวเองรักจะถูกพวกพรรคตะวันดับจับไปใช้เป็นเครื่องมือต่อรองให้เราทำงานให้  เฮ้อ  คิดมากไปมันก็ไม่ได้ช่วยอะไร  ไปเตรียมงานต่อดีกว่า' ซือซือคิด   ก่อนจะรีบเดินทางกลับที่พัก  เพื่อเตรียมแผนการเข้าใกล้หลงเทียนหมิง


            หลังไป่ฉีกลับมาถึงห้องพร้อมกับเมิ่งชิงชิง  ไป่ฉีบอกว่าจะออกไปซื้อของแล้วเดินออกมาจากห้อง  และหาที่ลับตาคนก่อนจะแปลงเป็นอวี้กงและเปิดประตูมิติไปยังห้องของเฟิงเทียน


            เรือนของจี๋หลินเฟิงเทียน

            “ท่านอาจารย์” เฟิงเทียนรีบเข้ามาคำนับทันทีเมื่อเห็นคนที่เขาไม่ได้พบมาสักระยะหนึ่ง


            “อืม  การฝึกเป็นยังไงบ้าง  ติดขัดตรงไหนรึเปล่า” ไป่ฉีถาม  เขามองไม่เห็นแม่ของเฟิงเทียน  แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรมาก


            “ไม่เลยครับ  จะมีก็แค่ตอนนี้ติดคอขวด ไม่สามารถจะทะลวงขั้นสู่ราชันย์ทรราชได้” เฟิงเทียนกล่าว


            หลังการประลองจัดอันดับ  เฟิงเทียนยังคงฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง  จนตอนนี้พลังปราณของเขาได้มาหยุดอยู่ที่ปราณจักรพรรดิขั้น 10 แล้วนั่นเอง


            “ช่วงนี้งานในชีวิตจริงค่อนข้างยุ่งน่ะ  แต่เราได้เตรียมโอสถทะลวงลมปราณไว้แล้ว  หากแต่คงต้องหาช่วงเวลาที่เราและเจ้าว่างติด ๆ กันสัก 3 วันเป็นอย่างน้อย” ไป่ฉีกล่าว


            “ผมว่างเสมอเลยครับ” เฟิงเทียนกล่าว


            “ดีมาก  เราจะขอตัวไปหาศิษย์น้องของเจ้าทั้ง 2 คนเสียหน่อย” ไป่ฉีกล่าว


            “ไท่หยางกับเต๋อเทียนเหรอครับ” เฟิงเทียนถาม


            “ใช่  ว่าแต่การฝึกกระบวนท่าของทั้ง 2 คนเป็นยังไงบ้าง” ไป่ฉีถาม


            “ผมใช้วิธีฝึกแบบเดียวกับที่ท่านอาจารย์ใช้ฝึกผมเลยครับ  เพียงแต่ออกจะก้าวหน้าช้ากว่า  ด้วยไม่มีอุปกรณ์แบบที่ท่านให้ผมใช้ที่ห้องฝึกน่ะครับ” เฟิงเทียนกล่าว


            “ไม่เป็นไร  ที่เหลือเราจัดการเอง” ไป่ฉีกล่าวก่อนจะหายตัวไปจากห้องของเฟิงเทียน


            “อ่ะ ท่านอาจารย์ไปซะแล้ว  เฮ้อ  นึกว่าจะมีของเล่นอะไรมาให้เล่นซะอีก” เฟิงเทียนบ่นอุบอิบเพราะเสียดายที่คราวนี้อวี้กงไม่ได้นำของเล่นใหม่มาให้ฝึกเขา


            เต๋อเทียนกับไท่หยางในชุดวอร์มกำลังต่อสู้แลกเปลี่ยนกระบวนท่ากันอยู่  ตอนนี้เป็นเวลาค่ำแล้ว  คนอื่น ๆ ต่างก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำทานข้าวกันหมด  เหลือเพียงทั้ง 2 ที่ยังอยู่ในห้องฝึก  เพราะพวกเขาจะไม่ยอมให้เสียโอกาสที่ท่านเทพกระบี่รับพวกเขาเป็นศิษย์เด็ดขาด  ฉับพลันภายในห้องฝึกก็เกิดการบิดเบี้ยวของอากาศขึ้น ทำให้ทั้งคู่หยุดฝึกและมองไปยังจุด ๆ นั้น


            ร่างของอวี้กงโผล่ออกมาจากอากาศที่บิดเบี้ยวนั้น  เมื่อไท่หยางและเต๋อเทียนเห็น  ทั้ง 2 รีบคำนับอวี้กงทันที  พวกเขาเห็นเห็นอวี้กงก็ยกยิ้มขึ้น


            “ไม่ต้องมากพิธี  วันนี้เรามาเพราะมีของจะให้พวกเจ้า” ไป่ฉีกล่าว


            “อะไรเหรอครับ  ท่านอาจารย์” ไท่หยางถาม


            “มันคือสิ่งนี้” ไป่ฉีวาดมือครั้งหนึ่ง ก็ปรากฏกระจกเงาแบบตั้ง สูง 2 เมตร ถึง 2 บานขึ้นตรงหน้าของไท่หยางและเต๋อเทียน


            “นี่คือ.....” ไท่หยางแม้จะเห็นว่ามันคือกระจกเงา  แต่เขารู้ว่าอวี้กงไม่มีทางให้ของธรรมดา ๆ กับเขาแน่


            “มันคือกระจกที่เมื่อพวกเจ้าใส่พลังปราณลงไปแล้ว  มันจะดึงจิตของพวกเจ้าเข้าไปภายใน  ซึ่งเป็นเหมือนมิติอีกมิติหนึ่ง  ที่นั่นจะมีทั้งผู้ฝึกยุทธ์และสัตว์อสูรเกิดขึ้นมาจำนวนหนึ่งและเข้าจู่โจมพวกเจ้า  พวกเจ้าต้องใช้ทุกกระบวนท่าที่เรียนมาในการเอาตัวรอดให้ผ่าน 1 ชั่วโมงภายในนั้นไปให้ได้” ไป่ฉีกล่าว


            “แล้วมันจะได้ประโยชน์อะไรครับ” เต๋อเทียนถาม


            “พวกเจ้าแม้จะฝึกกระบวนท่ามาแล้ว  แต่ก็ยังมีการเคลื่อนที่ที่สูญเปล่าอยู่มาก  สิ่งที่เราให้พวกเจ้านี้จะสามารถทำให้พวกเจ้าฝึกเพื่อลดการเคลื่อนไหวที่สูญเปล่า และช่วยให้พวกเจ้าฝึกการจัดสรรค์พละกำลังและลมปราณในระหว่างต่อสู้ให้มีประสิทธิภาพ  ศิษย์พี่ของพวกเจ้าผ่านการฝึกนี้ไปแล้ว  ตอนนี้เขาอยู่ในระดับจักรพรรดิขั้น 10  เมื่อเขาทะลวงเข้าสู่ปราณราชันย์ทรราชเมื่อไหร่  เราจะพาเขามาพบพวกเจ้า” ไป่ฉีกล่าว


            “เยี่ยมเลยท่านอาจารย์  ผมอยากพบศิษย์พี่มาก ๆ เลย  ว่าแต่สิ่งนี้ใช้แบบนี้ใช่ไหมครับ” ไท่หยางถาม  เขาส่งพลังปราณไปที่กระจกเงา


            “ใช่  เจ้าแค่ใส่พลังปราณลงไป  อักขระลมปราณจะทำงานของมันเอง  หากร่างกายในมิติของเจ้าตาย  มันจะนำเจ้าออกมาเอง  ไม่มีอันตรายใด ๆ  ดังนั้นพวกเจ้าทดลองและฝึกฝนเท่าไหร่ก็ได้  เพราะเวลาภายในนั้นเร็วกว่าภายนอกมาก” ไป่ฉีอธิบาย


            “ขอบคุณท่านอาจารย์” เต๋อเทียนกล่าวด้วยความดีใจ และคิดว่าจะฝึกให้หนักยิ่งขึ้น


            “ขอบคุณท่านอาจารย์” ไท่หยางก็กล่าวขอบคุณเช่นกัน


            “เราได้ยินว่าเจ้าทั้ง 2 กับประมุขน้อยเฟิงเทียนสอบเข้าที่มหาวิทยาลัยแอสการ์ดที่ทวีปเทพมังกรครามได้  จริงรึไม่” ไป่ฉีถาม  เขาได้อ่านความทรงจำจากเจ้าศิษย์โรคจิตมาเมื่อครู่ และรอว่าเจ้าศิษย์โรคจิตจะบอกเขาเมื่อไหร่  คาดว่าคงกะจะทำให้เขาแปลกใจแน่ ๆ


            “ขอรับ  พวกเราไม่กล้าปิดบังท่านแม้แต่น้อย  ผมกับเต๋อเทียนจะไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแอสการ์ดครับ  เพราะท่านประมุขเห็นว่าที่นั่นไม่หลงเหลือพรรคตะวันดับแล้ว  มันจะปลอดภัยกับประมุขน้อยเฟิงเทียนมากกว่า” ไท่หยางกล่าว


            “อืม เราเห็นด้วย  ที่นั่นปลอดภัยกว่าที่นี่มาก  เรามีสังหรณ์ว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น  ยังไงพวกเจ้าทั้ง 2 ระวังตัวเอาไว้ด้วย” ไป่ฉีกล่าว


            “ทราบแล้วครับ” เต๋อเทียนรับคำ


            ไป่ฉีพยักหน้าก่อนจะเปิดประตูมิติและเดินหายเข้าไปพร้อมกับอากาศที่บิดเบี้ยวพลันหายไปทันที  เต๋อเทียนกับไท่หยางเมื่อเห็นว่าเทพกระบี่จากไปแล้ว  พวกเขาก็หันไปมองกระจกบานใหญ่ทั้ง 2 บาน


            “แหวนมิติก็ไม่มี  แบกกลับเลยก็แล้วกัน” ไท่หยางยกกระจก 1 บานแบกบนบ่าราวกับมันไม่มีน้ำหนักใด ๆ  ตั้งแต่เขาฝึกวิชาตามที่อวี้กงสอน  เขาพบว่าพลังกายและพลังปราณของเขานั้นเหนือกว่าคนที่อยู่ในระดับปราณชั้นเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด


            “แหงสิ  แต่ระวังอย่าทำมันแตกล่ะ” เต๋อเทียนกล่าว


            พวกเขาเดินแบกกระจกไป  คุยกันไป  โดยไม่ได้รู้เลยว่านอกจากพวกเขาจะสนิทกันมากขึ้นจากการที่มีอาจารย์คนเดียวกัน  ฝึกฝนด้วยกัน  รับใช้ประมุขน้อยเฟิงเทียนด้วยกัน  เมื่อพวกเขาได้เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยแอสการ์ด  พวกเขายัง........


            ‘บุญกรรม  นำส่ง  พบพาน  ยากเลี่ยง  หนึ่งหญิง  สองชาย  คู่ชื่น  รักกัน  วิวาห์  ร่วมกัน  สองสามี  หนึ่งภรรยา’ เสียงแผ่วเบาแว่วมาตามลม  ต้นเสียงคือพระรูปหนึ่งที่ยืนมองเต๋อเทียนและไท่หยางมาตั้งแต่ตอนที่อวี้กงมาถึง  ดวงตาสงบนิ่ง  ไร้ซึ่งอารมณ์  แต่กลับใสกระจ่าง  ใช่แล้ว  พระรูปนี้คือไท่ซื่อคงนั่นเอง  หลังกล่าวจบร่างของไท่ซื่อคงก็สลายหายไปกลายเป็นอากาศธาตุ

    _________________________________

    +ฝากเพจนิยายด้วยครับ+


    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน