มารดาผู้ทรงเสน่ห์กับจอมเจ้าเล่ห์ผู้เป็นตัวร้ายทั้งสาม

    บทที่ 69 คลอดก่อนกำหนด

    ร้านฮวาเซียงยังคงทำกำไรให้แก่เจียงฉิงฟางอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าช่วงหลังมานี้เจียงฉิงฟางจะไม่ได้คิดค้นสูตรเครื่องหอมกลิ่นใหม่ๆ ออกมา แต่เพราะจี้หยางจิ่วขยายร้านสาขามากขึ้นยอดขายและผลกำไรจึงมากขึ้นโดยที่เจียงฉิงฟางไม่ต้องทำอันใด นางเชื่อว่ายามนี้หากไม่นับท้องพระคลังหลวงและจี้หยางจิ่ว คนที่มีเงินมากที่สุดในเมืองหลวงย่อมจะต้องเป็นนาง

    “มีเงินมากหน่อยนับเป็นเรื่องดี แต่เรื่องที่ควรใส่ใจมากที่สุดก็คือท้องจะต้องอิ่มเข้าไว้” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางมอบถุงเงินให้แก่พ่อบ้านใหญ่สวีไปซื้อที่ดินสำหรับทำการเกษตรเพิ่ม

    “ขอฮูหยินโปรดวางใจ ที่ดินอีกหลายสิบหมู่ที่ข้าจะซื้อเพิ่มเป็นที่ดินที่ดีเหมาะแก่การเพาะปลูก คนงานที่ข้าว่าจ้างล้วนเป็นกลุ่มชาวบ้านยากจนที่ขยันขันแข็ง ข้าแจ้งกับพวกเขาแล้วว่าขอแค่พวกเขาสามารถทำให้ที่ดินของฮูหยินผลิดอกออกผล ฮูหยินย่อมจะไม่ตระหนี่กับพวกเขา หลังจากนี้ทุกครัวเรือนที่ทำงานให้ฮูหยินจะต้องหลุดพ้นจากความอดอยากกินอิ่มนอนอุ่นทุกครัวเรือนอย่างแน่นอน” เมื่อพ่อบ้านใหญ่สวีเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็พยักหน้า

    “มีท่านคอยช่วยทำงานให้เช่นนี้ ข้าก็รู้สึกวางใจ” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางยิ้มออกมาคำพูดของนางทำให้พ่อบ้านใหญ่สวียิ้มออกมาด้วยความปลาบปลื้มใจเช่นเดียวกัน

    “ได้ทำงานให้ฮูหยินถือเป็นความโชคดี งานที่ฮูหยินมอบหมายข้าไม่กล้าไม่ใส่ใจ” ถ้อยคำประโยคนี้ของพ่อบ้านใหญ่สวีทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงฉิงฟางพลันกว้างขวางขึ้น ยามนี้ครรภ์ของนางขยายใหญ่มากแล้วนางจึงมักจะเก็บตัวอยู่แต่ในห้องอุ่น สหายของนางอย่างมู่หรงเยว่และกู้ซือฉีมักจะมาเยี่ยมเยียนนางเป็นประจำ แต่เพราะแต่ละจวนต่างก็มีเรื่องของตนเองพอครรภ์ของนางมั่นคงทั้งมู่หรงเยว่และกู้ซือฉีก็ไม่ได้มาเยี่ยมเยียนทุกวันดังเช่นเมื่อก่อน

    “ฮูหยินเจ้าคะ มีคนอ้างว่าเป็นคนบ้านเดิมของฮูหยินมาขอเข้าพบฮูหยินเจ้าค่ะ” ฝานชิงเข้ามารายงานด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง สีหน้าของฝานชิงทำให้เจียงฉิงฟางพลันเลิกคิ้วขึ้นแล้วจึงคิดได้ว่าบ้านเดิมของนางที่ฝานชิงเอ่ยถึงน่าจะเป็นคนสกุลเจียงแน่ๆ และคนที่มาจากบ้านสกุลเจียงย่อมจะต้องสร้างความลำบากใจให้แก่ข้ารับใช้ที่เฝ้าประตูจวนเป็นแน่ นางจึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

    “ไปบอกกับพวกเขาว่าข้ากับบ้านเดิมตัดขาดกันแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพบกัน” คำพูดของเจียงฉิงฟางทำให้ฝานชิงทอดถอนใจออกมา

    “พวกเขาบอกกับบ่าวว่าหากฮูหยินไม่ยอมให้พวกเขาเข้าพบ พวกเขาสกุลเจียงทั้งคนแก่และเด็กจะขอนั่งเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูจวนแม่ทัพ ป่าวประกาศให้ผู้คนในเมืองหลวงได้รู้ว่าฮูหยินจวนแม่ทัพเป็นคนอกตัญญูเจ้าค่ะ” เมื่อฝานชิงเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็ขยับกายลุกขึ้นแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเฉยชา

    “อืม ใกล้จะได้เวลาที่ท่านแม่ทัพจะกลับมาที่จวนพอดี พวกเราไปรอท่านแม่ทัพที่หน้าประตูจวนกันดีกว่า” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางเดินออกจากห้องอุ่นไปโดยมีฝานชิงเดินติดตามไปด้วยสีหน้ากังวล

    “ฮูหยินเจ้าคะ ค่อยๆ เดินเจ้าค่ะ” ฝานชิงเอ่ยพลางช่วยประคองเจียงฉิงฟางอย่างระมัดระวัง ยามนี้เจียงฉิงฟางใกล้คลอดแล้วหากเกิดเรื่องผิดพลาดอันใดขึ้นมานางแบกรับความผิดเอาไว้ไม่ไหวแน่

    คนที่รออยู่ที่หน้าประตูจวนแม่ทัพนอกจากเจียงโซ่วและลู่เหมยผู้เป็นบิดาและมารดาแล้ว ยังมีเจียงฝูและภรรยา เจียงฉิงเหยาและเจียงฉิงหร่วน ในอ้อมแขนของเจียงฉิงหร่วนมีเด็กทารกอยู่ด้วย การมาของพวกเขาทำให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาหน้าประตูจวนพากันหยุดเดินเพื่อรอดูเรื่องสนุกในทันที คำว่า “อกตัญญู” ที่บ้านสกุลเจียงเอ่ยมาหาได้ส่งผลอันใดต่อเจียงฉิงฟาง แต่หากมีคนเอาไปร้องเรียนในท้องพระโรงว่าฮูหยินของท่านแม่ทัพเป็นคนอกตัญญูอาจจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแม่ทัพใหญ่อย่างจ้าวถิงฟงได้ เมื่อคิดได้เช่นนี้เจียงฉิงฟางจึงจ้องมองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเย็นชาในทันที

    “ฉิงฟาง! พ่อกับแม่อุตส่าห์ดั้นด้นมาหาเจ้า เจ้าจะใจดำไม่ยอมต้อนรับพวกเราเข้าจวนจริงๆ หรือ” คำถามของเจียงโซ่วทำให้เจียงฉิงฟางเม้มปากแน่นแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตัดรอน

    “ข้ากับพวกท่านตัดขาดกันไปนานแล้วมิใช่หรือ ตอนนั้นมิใช่ว่าพวกท่านเอ่ยปากมาว่าจะรอดูว่าหญิงหม้ายไร้สามีคอยดูแลเช่นข้าจะเอาตัวรอดได้อย่างไร มิใช่หรือ” คำพูดของเจียงฉิงฟางทำให้เจียงโซ่วที่ยืนทางด้านหลังพลันแสร้งทำสีหน้าละอายใจในทันที

    “ฉิงฟางเป็นลุงใหญ่ของเจ้าเองที่ปากไม่ดี แต่เจ้าดูสภาพของลุงใหญ่ของเจ้าในยามนี้สิ เจ้าจะใจจืดใจดำปล่อยให้พวกข้าสิ้นเนื้อประดาตัวเช่นนี้จริงๆ หรือ” คำพูดของเจียงฝูทำให้เจียงฉิงฟางแค่นหัวเราะออกมาในทันที

    “ผู้ใดกันแน่ที่ใจจืดใจดำ ก่อนหน้านี้ตอนที่ข้าทุกข์ยากใช้ชีวิตตามลำพังกับลูกๆ พวกท่านเคยเหลียวแลข้าบ้างหรือไม่ พอตอนนี้ข้าเป็นฮูหยินของแม่ทัพใหญ่แล้วพวกท่านก็อยากจะหันกลับมานับญาติกับข้าเชียวหรือ” คำพูดของเจียงฉิงฟางทำให้บรรดาคนที่มามุงดูเรื่องสนุกพากันให้ความสนใจในตัวนาง ด้วยจิตวิญญาณแห่งนักแสดงแต่เก่าก่อนเจียงฉิงฟางย่อมไม่อายที่จะทำการแสดงให้พวกเขาดู

    “ตอนที่สามีของข้าไปรบ ชีวิตของข้าก็ตกต่ำราวกับเศษดิน นอกจากจะรู้สึกเป็นห่วงสามีที่ต้องไปเผชิญกับข้าศึกศัตรูในแนวหน้าแล้ว ข้ายังต้องนั่งคิดคำนวณว่าเงินที่มีในมือจะเพียงพอเลี้ยงดูลูกๆ ไปจนกว่าบิดาของเขาจะกลับมาได้หรือไม่ ส่วนพวกท่านช่างใจดำนักไม่เพียงไม่มาดูดำดูดียังมักจะมาหาเรื่องร้อนใจให้ข้าอยู่เนืองๆ แถมยังเที่ยวประกาศไปทั่วว่าข้าคือสตรีม่ายที่ไร้ยางอาย พอวันนี้สามีของข้าได้ดิบได้ดี พวกท่านก็ยังมาป่าวประกาศว่าข้าคือคนอกตัญญู ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านลุงใหญ่ในสายตาของพวกท่านข้าผู้นี้สามารถรังแกได้ง่ายใช่หรือไม่” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางหลั่งน้ำตาออกมา ยังไม่จำเป็นต้องงัดฝีมือการแสดงแต่เก่าก่อนแค่ยกมือขึ้นมาลูบหน้าท้องอันใหญ่โตก็สามารถเรียกความเห็นใจจากผู้อื่นได้แล้ว

    “ช่างเป็นสกุลเดิมที่เลวร้ายนัก”

    “มีพ่อแม่เช่นนี้ไม่มีเสียยังดีกว่า” เสียงก่นด่าของผู้คนทำให้เจียงฉิงฟางลอบยิ้มยินดีอยู่ในใจ เพียงแต่นางยังไม่ทันได้ใจอยู่นานอาการปวดท้องที่ไม่คุ้นเคยก็พลันทำให้นางตัวงอลงเพราะความเจ็บปวด

    “ฮูหยิน! ฮูหยินท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ” ฝานชิงเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน แม้ว่าจะระมัดระวังเป็นอย่างดีแต่นางก็ไม่คาดคิดว่าฮูหยินของนางจะปวดท้องเอาตอนนี้

    “ฉิงฟาง!” เสียงตะโกนดุจเสียงฟ้าผ่า พร้อมด้วยการพุ่งตัวเข้ามาด้วยความเร็วดุจพายุ ทำให้ฝานชิงรีบถอยให้จ้าวถิงฟงเป็นคนประคองฮูหยินของเขาด้วยตนเองในทันที

    “ฮูหยินปวดท้องเจ้าค่ะ น่าจะคลอดก่อนกำหนด” ฝานชิงเอ่ยออกมาเมื่อเห็นว่าที่ชุดของเจียงฉิงฟางที่คราบน้ำซึมออกมา

    “จับคนที่มาสร้างความวุ่นวายเหล่านี้ให้หมดทุกคน หากฮูหยินของข้าเป็นอะไรขึ้นมาก็ฆ่าพวกมันเสียให้หมดโทษฐานที่กล้าบังอาจมากวนใจฮูหยินของข้า” เมื่อเอ่ยจบจ้าวถิงฟงก็อุ้มร่างของเจียงฉิงฟางขึ้นแล้วก็พานางไปยังห้องทำคลอดที่เตรียมเอาไว้โดยไม่สนใจเสียงกรีดร้องโวยวายของคนสกุลเจียง

     

     

    คล้ายกับเรื่องมารดาผู้ทรงเสน่ห์กับจอมเจ้าเล่ห์ผู้เป็นตัวร้ายทั้งสาม ที่คุณอ่าน