"หลิวอี้เก๋อ เจ้าเป็นใคร? เป็นผู้อาวุโสเช่นนั้นรึ? มีสิทธิอันใดมาตัดสินผลการประลอง? " เย่จื่อเฟิงมองไปที่หลิวอี้เก๋อด้วยสายตาเย็นชา ครั้งก่อนเขาอุตส่าห์ปล่อยให้เรื่องผ่านไป แต่หลิวอี้เก๋อผู้นี้กลับไม่สํานึกหลาบจำ ดังนั้นครั้งนี้เขาไม่จำเป็นต้องทนกับมันอีกต่อไปแล้ว!
"เจ้า! เจ้าชักจะล้ำเส้นมากเกินไปแล้ว! " หลิวอี้เก๋อโกรธจนหน้าเขียวจ้องเขม็งไปที่เย่จื่อเฟิง
"ผู้ใดกันแน่ที่ล้ำเส้นมากเกินไป? "
ผู้นำตระกูลหลิวหลิวมู่ เดินออกมาด้านหน้าแล้วมองไปที่หลิวอี้เก๋อพร้อมถอนหายใจ "เอาล่ะ...อี้เก๋อเจ้าถอยไปก่อน ปล่อยให้ผู้อาวุโสของสํานักกับผู้อาวุโสจากเมืองเต๋าสวรรค์เป็นคนจัดการทุกอย่างเอง"
ผู้อาวุโสหลินพยักหน้าให้หลิวมู่แล้วหันกลับมาถามเย่จื่อเฟิงต่อ"ในตอนที่เจ้าประลองกับแม่นางปิงเชี่ยน เจ้าใช้อาวุธลับอันใดกันแน่? การที่เจ้าสามารถซ่อนมันจากการตรวจค้นตัวได้...หากเจ้าบอกพวกข้าตอนนี้ พวกข้าก็จะปล่อยให้เจ้าอยู่ในตําแหน่งอันดับหนึ่งของการแข่งขันรอบแรกต่อไปได้ แต่ถ้าเจ้าไม่ยอมบอกล่ะก็ เช่นนั้น... "
"เช่นนั้นอะไร? "
ผู้อาวุโสหลินส่งเสียงหึในลำคอ "เช่นนั้น ตามกฎของงานชุมนุมบันไดสวรรค์ เจ้าจะต้องถูกลงโทษอย่างหนักจากการฝ่าฝืนกฎ ตระกูลของเจ้าจะไม่สามารถเข้าร่วมงานชุมนุมบันไดสวรรค์ได้อีกเป็นเวลาสิบปี! "
เมื่อได้ยินเรื่องนี้ทุกคนในตระกูลเย่ต่างก็กลืนน้ำลายเอื้อก นี่ถือเป็นบทลงโทษที่รุนแรงมาก
เย่ฉงเทียนเลิกคิ้ว "ผู้อาวุโสหลิน ทําไมท่านถึงหาเรื่องตระกูลเย่ของข้าด้วย? ทําไมถึงไม่ถามแม่นางปิงเชี่ยนล่ะว่าเหตุใดนางถึงไม่ยอมขยับระหว่างการประลอง ไฉนท่านถึงมั่นใจนักว่าบุตรชายของทุจริตใช้กลโกง? "
ผู้อาวุโสหลินปากกระตุก " ใช่ว่าข้าจะหาเรื่องตระกูลเย่หรอกนะ แต่เป็นเพราะพวกข้าไม่อาจปล่อยให้ผู้ใดทุจริตใช้กลโกงในงานชุมนุมอันแสนศักดิ์สิทธิ์นี้ พวกข้าจะรู้ว่าเกิดอันใดขึ้นหลังจากที่ตรวจสอบชีพจรพลังปราณที่ยังหลงเหลืออยู่บนเวที"
"เอาล่ะเย่จื่อเฟิง เจ้าจะยอมรับสารภาพหรือยัง? " ผู้อาวุโสหลินจ้องไปที่เขาอย่างเย็นชา
"จะให้ข้ารับสารภาพอันใด? ท่านก็ส่งคนไปตรวจสอบเวทีได้เลย ตรวจให้ละเอียดเลยนะ ข้าเย่จื่อเฟิงไม่มีอันใดต้องแอบซ่อน ข้าไม่สนใจเรื่องหยุมหยิมเช่นนี้หรอก" เย่จื่อเฟิงมองกลับไปด้วยท่าทางที่น่าเกรงขาม
เย่จื่อเฟิงไม่ใช่คนโง่ ทําไมเขาจะต้องยอมรับอย่างซื่อๆว่าตัวเองโกงด้วยเล่า เย่จื่อเฟิงไม่ยอมตกหลุมพรางกระโจนเข้าไปในกองไฟที่ผู้อาวุโสหลินอยู่แล้ว
"ดี! เช่นนั้นตระกูลเย่อย่ามาตำหนิหาว่าข้าไร้ความปรานีก็แล้วกัน ถ้าหากข้าหาหลักฐานพบ! " ผู้อาวุโสหลินส่งสัญญาณให้ยอดฝีมือทั้งสี่จากเมืองเต๋าสวรรค์ขึ้นไปบนเวที ตรวจสอบชีพจรปราณที่ยังหลงเหลืออยู่ก่อนที่มันจะสลายไป
หลังจากนั้นสักพัก หนึ่งในยอดฝีมือถึงกับหน้าเปลี่ยนสี "ทุกท่าน เชิญมาดูนี่... นี่คือ... "
"มีอันใดรึ? " ฝูงชนเริ่มสงสัย
"ไม่นะ... นี่มัน... ." ยอดฝีมือระดับผู้ใช้ยุทธ์ถึงกับตกใจจนถอยออกมาสองสามก้าว ด้วยใบหน้าซีดเผือด ผู้อาวุโสจ้าวกับเสิ่นลี่เองก็แสร้งทําเป็นตกใจ พร้อมกับก้าวถอยออกมาเหมือนผู้อื่น
ผู้อาวุโสหลินเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งแล้วมองด้วยความงุนงง "เหตุใดพวกท่านถึงต้องทําท่าตกใจขนาดนั้นด้วย? มันก็แค่อาวุธลับไม่เห็นต้องตกอกตกใจถึงเพียงนั้น"
"ผู้อาวุโสหลิน มาดูด้วยตาตัวเองจะดีกว่า! " ชายวัยกลางคนแซ่กัวที่มีใบหน้าซีดเซียวเป็นคนเปิดปากพูดก่อน
ผู้อาวุโสหลินหน้าเปลี่ยนสีทันที เขารู้ดีว่าชายแซ่กัวที่มาจากเมืองเต๋าสวรรค์นั้นเป็นผู้เฉลียวฉลาด และมีความรู้มาก หากสิ่งนี้สามารถทําให้เขาตกใจได้ เช่นนั้นมันย่อมไม่ใช่สิ่งธรรมดาๆอย่างแน่นอน
เมื่อผู้อาวุโสหลินเดินขึ้นไปบนเวที ผู้อาวุโสคนอื่นต่างก็เปิดทางให้เขาตรวจสอบชีพจรปราณ
ทันใดนั้น ดวงตาทั้งสองของเขาก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที
"เป็นไปไม่ได้ สัมผัสนี้มัน..."
หลินเค่อก้มลงแตะพื้นพร้อมกับหลับตาลง แล้วตรวจสอบสิ่งรอบตัวบนเวที แต่ยิ่งตรวจสอบมากเท่าไหร่ก็ยิ่งตกใจมากขึ้นเท่านั้น
เขาลืมตาขึ้นมองไปยังเหล่าผู้อาวุโสคนอื่นๆ เขารู้แล้วว่าทําไมผู้อาวุโสท่านอื่นถึงมีสีหน้าเช่นนั้น
“วะ... ..วิญญาณศักดิ์สิทธิ์? ทําไมข้าถึงสัมผัสได้ถึงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์? "
ผู้อาวุโสหลินหันไปจ้องเขม็งที่เย่จื่อเฟิง
"อย่ามามองข้าเช่นนั้น ข้ายังไม่รู้เลยว่าพวกท่านกําลังกล่าวถึงอันใด..."
เย่จื่อเฟิงยักไหล่พร้อมกับยิ้มเจื่อนๆ การที่ไม่รู้ว่าวิญญาณศักดิ์สิทธิ์คืออันใด ถือเป็นเรื่องปกติสําหรับลูกศิษย์ระดับกำเนิดปราณ นั่นเพราะแม้แต่ลูกศิษย์ระดับผู้ฝึกยุทธ์เองก็ยังไม่รู้จักคํานี้เหมือนกัน นี่เป็นสิ่งที่ยอดฝีมือระดับผู้ใช้ยุทธ์ขึ้นไปเท่านั้นถึงจะสามารถใช้ได้
หลิวปิงเชี่ยนรู้สึกงงกับสิ่งที่ได้ยินจึงหันไปมองบิดาของตัวเองแล้วถามว่าวิญญาณศักดิ์สิทธิ์คืออันใด? "
“นี่...วิญญาณศักดิ์สิทธิ์คือญาณทิพย์ที่มีชีวิตรูปแบบหนึ่งที่ยอดฝีมือระดับผู้ใช้ยุทธ์สร้างขึ้น มันสามารถช่วยคนคนนั้นโจมตี ป้องกัน หรือทําอันใดต่างๆมากมายได้"
เย่จื่อเฟิงแสยะยิ้มเล็กน้อย "เช่นนี้นี่เอง เมื่อสักครู่ท่านลุงหลิวกล่าวว่ามีแต่ยอดฝีมือระดับผู้ใช้ยุทธ์ขึ้นไป จึงจะสามารถสร้างวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ได้ เช่นนั้นข้าขอถามท่านผู้อาวุโสหลินเรื่องนี้บ้าง ท่านคิดว่าข้าสามารถใช้วิญญาณศักดิ์สิทธิ์นี้ได้หรือไม่? ถ้าท่านบอกว่ามันเป็นของข้า เช่นนั้นมันก็บอกได้คําเดียวว่าข้ามีความสามารถที่จะเอาชนะได้ อย่างไรเสียวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นสิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์สร้างขึ้นอยู่ดี แล้วจะถือว่าข้าโกงได้อย่างไร!? "
"นั่น..."
เมื่อได้ยินคําอธิบายของเย่จื่อเฟิง ผู้อาวุโสหลินก็ถอนหายใจทันที เดิมทีเขาคิดว่าเย่จื่อเฟิงคงจะใช้อาวุธลับเคลือบยาพิษ อย่างเช่นเข็มพิษอะไรเทือกนั้นเสียอีก แต่ไม่คิดเลยว่าสิ่งที่ตรวจเจอกลับเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อเกินกว่าจะรับได้ ตอนนี้เขากําลังกังวลว่าจะหาทางลงอย่างไรดี หลังจากที่ด่วนสรุปออกไปเช่นนั้น
อีกด้านหนึ่งหลิวมู่ทําได้เพียงหัวเราะอย่างขมขื่น เมื่อเห็นว่าเย่จื่อเฟิงใช้คํากล่าวของตนมาหักล้าง
เย่เสวี่ยอี๋กล่าวเสริมขึ้นเช่นกัน "ท่านผู้อาวุโสหลินท่านพี่จื่อเฟิงเอาชนะมาได้ด้วยความสามารถของตนเอง หาใช่เพราะวิญญาณศักดิ์สิทธิ์อันใดนั่นหรอก"
ไม่ได้มีแต่คนจากตระกูลเย่เท่านั้นที่ตะโกนขึ้น แม้แต่ผู้คนจากตระกูลอื่นก็เริ่มตะโกนสมทบขึ้นเช่นเดียวกัน
"ว่าอย่างไรผู้อาวุโสหลิน ผลสรุปคือ? "
"ใช่! พูดมาเลย สรุปคําตัดสินให้พวกข้ารู้ก็พอ"
ผู้อาวุโสหลินยืนขบคิดอยู่พักหนึ่ง เขาไม่มีทางเลือกอื่นที่จะทําให้เย่จื่อเฟิงพ่ายแพ้ได้อีกแล้ว
ทันใดนั้นเย่จื่อเฟิงก็เดินตรงมาที่ผู้อาวุโสหลิน แล้วกระซิบ
"ผู้อาวุโสหลิน ข้าขอเตือนท่านอย่างหนึ่ง พูดถึงการโกงแล้วเนี่ย ไม่คิดว่ามันเหมือนกับที่ท่านทําก่อนหน้านี้เช่นนั้นรึ...? ถ้าผู้อื่นรู้เข้าว่าท่านแอบโกงทั้งๆที่เป็นถึงผู้จัดงานชุมนุมแล้วล่ะก็ ชื่อเสียงที่ท่านสู้อุตส่าห์สั่งสมมานมนานหลายแรมปีคงได้ป่นปี้ในชั่วพริบตา? "
ผู้อาวุโสหลินตกใจกับสิ่งที่เย่จื่อเฟิงกล่าว เขามั่นใจว่าตัวเองได้เผาทําลายกระดาษทั้งสองใบจนเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเย่จื่อเฟิงจะมีหลักฐานว่าเขาแอบโกงอยู่จริงๆ
"เจ้าพยายามจะขู่ข้ารึ...? "ผู้อาวุโสหลินมีสายตาที่ดุร้าย ปกติแล้วผู้อาวุโสหลินมักมีแววตาอ่อนโยนราวกับคุณปู่ใจดี แต่เมื่อเขาจริงจังแสดงหน้าตาน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง
เย่จื่อเฟิงหลับตาลงพร้อมกับยิ้มแล้วส่ายหัว "ข้าจะไปกล้าขู่ท่านผู้อาวุโสผู้น่านับถือได้อย่างไร ข้าก็แค่ต้องการเตือนท่านผู้อาวุโสหลินว่ามีอันใดเกิดขึ้นก็เท่านั้นเอง ไม่ว่าท่านจะฉลาดรอบคอบเพียงใด ก็ย่อมต้องทิ้งร่องรอยอันใดไว้สักอย่างแน่นอน ถ้าเป็นเช่นนั้นท่านก็ต้องต่อสู้กับข้าเพื่อตระกูลหลิว... "
เย่จื่อเฟิงค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงที่น่าเกรงขาม "ข้าเย่จื่อเฟิงยินดีจะดิ่งลงเหวไปพร้อมกับท่าน"
ผู้อาวุโสหลินถึงกับตกตะลึง เขาไม่เคยเห็นคนหนุ่มจากตระกูลใหญ่คนใดจะทะนงตนมากมายถึงเพียงนี้มาก่อน แต่ว่าสายตาที่เย่จื่อเฟิงมองมานั้นดูสูงส่งและน่าเกรงขาม นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นคนหนุ่มอายุยี่สิบดูสงบเยือกเย็นสูงส่งราวกับปรมาจารย์ผู้เยี่ยมยุทธ์
เมื่อผู้อาวุโสจ้าวเห็นโอกาส ก็รีบดึงเสิ่นลี่เข้าไปผสมโรงด้วย
"ท่านผู้อาวุโสหลิน ข้าคิดว่าเย่จื่อเฟิงนั้นกล่าวถูกต้อง เขาอยู่แค่ระดับกำเนิดปราณเท่านั้น ไม่มีทางที่จะครอบครองวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ได้แน่ๆ พวกเราไม่จําเป็นจะต้องสืบสาวเรื่องนี้อีก"
"อืม...จริงด้วย ตอนนี้ผู้ชมหลายร้อยตระกูลกําลังรอให้พวกเราประกาศผลการประลองงานชุมนุมบันไดสวรรค์รอบสุดท้ายอยู่ พวกเราไม่สามารถยืดเวลาออกไปได้อีกแล้ว" เสิ่นลี่กระแอมไอ เขาเป็นผู้อาวุโสที่แข็งแกร่งที่สุดในสํานัก แม้ว่าผู้อาวุโสหลินจะไม่ฟังคําคนอื่น แต่อย่างไรก็จําเป็นต้องรับฟังสิ่งที่เสิ่นลี่กล่าว
หลินเค่อมองไปยังหลิวมู่ โดยคิดว่าเขาจะกล่าวอันใดสักอย่างออกมา หลิวมู่เองก็ทําได้แค่เพียงส่ายศีรษะอย่างช่วยไม่ได้เท่านั้น
หลินเค่อได้แต่ถอนหายใจ เขาพ่ายแพ้เสียแล้ว ผลการประลองนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดมาก่อน แม้กระทั่งตัวเขาเองก็ยังตกใจไม่น้อย
ตระกูลที่แข็งแกร่งอย่างตระกูลหลิวกลับมาพ่ายแพ้ให้แก่คนอ่อนแออย่างตระกูลเย่ ถึงแม้จะได้รับความช่วยเหลือจากเขาแล้วก็ตาม นับเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงจริงๆ! ทั้งหมดทั้งมวลนั่นเป็นเพราะเย่จื่อเฟิงผู้เดียว
"เอาล่ะ ข้าจะประกาศผลการประลองแล้ว หลังจากที่ข้ากับผู้อาวุโสท่านอื่นได้หารือกันแล้ว พวกข้าตัดสินว่าเย่จื่อเฟิงไม่ได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมกลโกงใดๆ ดังนั้นผู้ชนะของงานชุมนุมบันไดสวรรค์ในครั้งนี้คือตระกูลเย่! "
เย่ฉงเทียนถึงกับพูดไม่ออก เมื่อถังเฟิงเห็นว่าเย่ฉงเทียนตกใจจนทําอันใดไม่ถูก นางจึงกระทุ้งศอกใส่เขาเพื่อช่วยเรียกสติทันที "ท่านพี่ ไม่ได้ยินหรือไร? ตระกูลเย่ของเราเป็นผู้ชนะเลิศ! "
เย่ฉงเทียนค่อยๆ เปลี่ยนสีหน้า จากหดหู่เป็นตื่นเต้นดีใจ เขามีสีหน้าที่ซับซ้อน ทั้งโศกเศร้าและดีใจปนกัน ตอนนี้ไม่มีผู้ใดในที่นี้ที่จะดีใจไปกว่าเขาแล้ว
"ข้าได้ยินแล้ว ข้าได้ยินแล้ว... ครั้งนี้มันได้กลายเป็นจริงแล้ว! "
เขารอสิ่งนี้มาชั่วชีวิต! มันช่างนานมากจริงๆ
ยี่สิบปีก่อน ในตอนที่เย่จื่อเฟิงเกิด เขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นขยะในรอบร้อยปี นั่นทําให้ตระกูลเย่เริ่มตกต่ำลง
ยี่สิบปีผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่เย่ฉงเทียนตื่นเต้นดีใจสุดชีวิต
ตระกูลเย่ได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ด้วยความสามารถของนายน้อยเย่จื่อเฟิง เขาได้ทำให้ตระกูลเย่กลายเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของเมืองเหลยโจว
......
ผู้อาวุโสหลินสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วคลายสีหน้ากลับเป็นปกติ"เอาล่ะเย่จื่อเฟิง คนอื่นๆด้วย! มารับรางวัลของพวกเจ้าไป"
จบตอน