ประกาศรายชื่อผู้เล่นที่ผ่านเข้ารอบ2 ห้อง C1
ooooooooooooooooooooo
1. องค์ชายผ้าขาวม้า
2. กางเกงลิงลอยฟ้า
3. คุมจีวอน
4. ช้างน้อยคอยรัก
5. วับ ๆ แวม ๆ
6. ลองเข้าคุก
7. เอกอน
8. …..ฯ.....
16. อินเซ็ปชั่น
เอกอนอ่านรายชื่อผู้ที่ผ่านเข้ารอบ 2 ผ่านทางประกาศของระบบ ที่จะมีบอกไว้ในกระดานสนทนาของเกมส์ ซึ่งจะมีการอัพเดทข่าวสารแทบจะทุกนาทีหากมีการเปลี่ยนแปลง หรือมีประกาศที่สำคัญจากระบบ โดยผู้เล่นสามารถเปิดหน้าต่างโฮโลแกรมเว็บไซต์ แล้วคลิ๊กเข้าไปดูได้ตลอดว่ามีอะไรแจ้งจากระบบมาบ้าง
“อินเซ็ปชั่นงั้นเหรอ”
เอกอนอ่านทวนชื่อสุดท้ายของรายชื่อผู้ที่ผ่านเข้ารอบ2 อย่างใช้ความคิด เขาถูกวาร์ปออกมานอกโดมการแข่งขันได้พักใหญ่แล้ว และถ้าจำไม่ผิดคน ๆ นี้คงจะเป็นผู้เล่นอันดับที่4 รุ่นที่ 2 เมื่อ 7 ปีก่อนตามที่ดราก้อนฟิชเคยส่งข่าวมาให้แน่นอน ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะอยู่ห้องเดียวกับเขา แบบนี้คงจะเล่นด้วยยากแน่ ๆ
“ช่างเถอะ” เขาบอกปัดกับตัวเอง ถึงเครียดไปก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก ยังไงซะเขาก็ผ่านเข้ารอบสองแล้ว ซึ่งต้องบอกว่าเป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่ห้องที่เขาอยู่ มีแต่พวกที่อยากลองลงแข่งขัน มากกว่าพวกหัวกะทิที่หวังจะได้แรร์ไอเทม
“อ้าว!...เอกอนอยู่นี่เองเหรอ” เสียงของวรรณภาดังขึ้นจากทางด้านซ้ายของเขา และเมื่อหันไปมองก็พบว่าเธอกำลังยืนยิ้มให้อยู่
“ผ่านเข้ารอบเหมือนกันสินะ”
“อืม!...แต่ว่ายากพอควรเลยล่ะ เจอแต่พวกวัยรุ่นขี้หลีทั้งนั้น แถมห้องฉันยังมีกองกอยที่ฝีมือเก่งกาจอีก ตอนแรกก็คิดว่าเป็นผู้เล่นอิสระที่เก็บงำฝีมือ ที่ไหนได้ยัยนั่นเป็นถึงอันดับที่ 5 รุ่น 2 น่ะ” พูดจบคิ้วของอดีตอันดับที่ 3ถึงกับขมวดเข้าหากันทันที
“ห้องผมเป็นอินเซ็ปชั่นน่ะ” วรรณภาทำสีหน้าหมองลงเล็กน้อย
“งั้นเหรอ” เธอพูดได้แค่นั้นก็เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ ท่ามกลางผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ไปมาภายในเมือง ก่อนที่จะเป็นวรรณภาเองที่ถามขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ
“เอาเถอะ...ถึงยังไงเราก็ไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น ยังไงซะก็ต้องเอาชนะให้ได้” ราวกับเป็นการบอกให้ตัวเองฟัง แต่อย่างน้อย ณ เวลานี้ก็ควรจะทำใจให้สบายมากกว่า เพราะเรื่องที่คาดไม่ถึงต่อให้หลีกหนีไม่อยากเจอแค่ไหน แต่ซักวันหนึ่งมันก็ต้องเวียนมาบรรจบให้ได้เห็นหน้าอยู่ดี
“นั่นสินะ”
“ว่าแต่นายมาทำอะไรที่ร้านขายการ์ดของระบบ” จู่ ๆ วรรณภาก็เปลี่ยนเรื่อง เธอถามเอกอนถึงสถานที่ที่เขามาหยุดยืนอยู่ ณตอนนี้ซึ่งก็คือหน้าร้านขายการ์ดเมื่อไหร่จะรวย ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ห่างจากโดมการแข่งขันของเมืองเกรย์ไปไม่มาก
“อ่อ...ว่าจะมาหาของเสริมนิดหน่อยน่ะ เผื่อจะมีอะไรไว้ช่วยตอนแข่งขันบ้าง”
“งั้นเราก็เข้าไปดูกัน ฉันก็อยากได้การ์ดไว้ใช้เพิ่มพอดี”
+++++++++++++++++++++++
“วันหลังไม่เอาแล้วนะครับนายท่าน นางซินดงซินดี้อะไรเนี้ย ข้าปวดหูจะแย่อยู่แล้ว”
เซฟบ่นแบบนี้เป็นรอบที่สิบได้แล้วมั่ง ตั้งแต่พ้นออกจากโดมการแข่งขันมาได้ ซึ่งมันก็คืนร่างมนุษย์เหมือนเดิมแล้ว ส่วนแทซอนนั้นก็ยกมืออุดหูไว้แน่น พลางหลับตาทำท่าไม่รับรู้อะไรจากสรรพเสียงของผู้ติดตามตัวเอง ที่ดูเหมือนจะร่ายไม่หยุด ซึ่งตัวเขาเดาว่าวันนี้คงมีพายุเฮอริเคนหรือไม่ก็สึนามิถล่มเมืองเกรย์แน่ๆ เพราะเจ้าเซฟที่ปกติจะไม่พล่ามอะไรกลับพ่นคำพูดแบบน้ำไหลไฟดับ โดยเฉพาะชื่อของซินดี้ที่เจ้าตัวเลือกเน้นเป็นพิเศษ
“เซฟนายอยากกินมันนึ่งมั๊ย” แทซอนพยายามเบี่ยงประเด็นเรื่องที่เจ้าเซฟพูด เขาเหลือบไปเห็นร้านค้าร้านหนึ่งที่ขายมันนึ่งข้างทางระหว่างจะเดินออกจากเมือง จึงใช้มันเป็นข้ออ้างทันที
“ไม่กินครับ...เผ่าพันธุ์แวมไพร์กินแต่เลือดสด แล้วนายท่านช่วยอย่าเปลี่ยนเรื่องนะครับ เรายังพูดไม่จบเรื่องยัยซินดี้เสียงเอคโค่นั่น”
“โธ่! เซฟก็มันสุดวิสัยนี่นะ นายก็เห็นไม่ใช่เหรอว่ามันได้ผลน่ะ อย่างน้อยมันก็ทำให้คนอื่นหยุดชะงักไปชั่วครู่ ซึ่งพอให้ผมได้สอยง่ายขึ้น แถมยัยแม่มดนั่นก็ไม่มารบกวนด้วยนะ”
“แต่ยังไงก็มีวิธีอื่นไม่ใช่เหรอขอรับ แถมยังดีกว่าเอายัยกล่องเสียงนกหวีดออกมาอีก” แทซอนรู้สึกว่าชื่อของซินดี้จะหายไปจากประโยคของเซฟแล้ว และดูเหมือนมันจะแทนที่ด้วยสรรพนามแบบเสียดสีแทน
“เอานา...ยังไงนายก็อยู่ดีนี่นะยังไม่เห็นเป็นไรเลย”
“ใครบอกละครับ” เซฟพูดแล้วจ้องหน้าแทซอนนิ่ง ๆ “หากข้าปิดหูไม่ทันร่างกายคงระเบิดเละไปแล้วแน่ๆ อีกอย่างทักษะนี้น่ะมันได้รับผลกระทบทุกคนนะครับยกเว้นผู้ใช้ เน้นนะครับ....ทุกคน!...”
“แล้วจะให้ผมทำไงล่ะเซฟ”
“ถ้านายท่านสัญญาว่าจะไม่เอายัยโทรโข่งนั่นออกมา ข้าก็จะหยุดพล่าม”
“ก็ได้...คราวหลังถ้าผมจะใช้ทักษะนี้จะบอกก่อนล่วงหน้า โอเคมั๊ย” ซอนจ้องมองเซฟแน่นิ่งเพื่อรอคำตอบ
“ตกลง” เท่านั้นแหละที่แทซอนค่อยถอนหายใจได้โล่งคอหน่อย ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้จึงถามผู้ติดตามตัวเองทันที
“นี่เซฟ...ผมถามหน่อยทำไมระดับนายยังเป็น5 อยู่เลย ทั้ง ๆ ที่ค่าประสบการณ์ตอนไปสังหารมอนสเตอร์ที่ช่องเขาวันเดลก็ได้มาไม่ใช่น้อย” เซฟมองแทซอนเหมือนจะงงในคำถาม ก่อนจะทำหน้าเหมือนนึกขึ้นได้จึงรีบตอบออกมา
“อ๋อ...เผ่าพันธุ์แวมไพร์เป็นเผ่าพันธุ์ที่ต้องใช้ค่าประสบการณ์สูงน่ะครับ อีกอย่างข้ารู้สึกว่าจะได้รับค่าประสบการณ์จากการแบ่งของนายท่านน้อยมากเลยไม่รู้จะใช่ประเด็นหรือเปล่า” เซฟพูดจบแทซอนก็ยืนคิดหนักทันที เขากำลังค้นหาข้อมูลในสมองอยู่ว่า มีตอนไหนที่เขาทำให้เซฟได้รับค่าประสบการณ์น้อยหรือเปล่า
“ใช่แล้ว”
ในที่สุดแทซอนก็พูดเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ ก่อนจะรีบเปิดหน้าต่างตั้งค่าขึ้นมา แล้วไล่สายตามไปตามฟังก์ชันต่าง ๆ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ฟังก์ชันหนึ่ง ซึ่งมันก็คือส่วนแบ่งค่าประสบการณ์ให้ผู้ติดตาม
“เออ....เซฟผมตั้งค่ามอบค่าประสบการณ์ให้นายแค่5% น่ะ” แทซอนพูดพร้อมกับมองหน้าเซฟด้วยสีหน้าเหยเก ซึ่งคนเป็นผู้ติดตามก็ได้แค่ถอนหายใจอย่างปลงตกเท่านั้น
ติ๊ด!
แทซอนเลื่อนปรับตั้งค่าใหม่ให้เป็น 50% ก่อนจะกดตกลงแล้วหน้าจอนั่นก็ดับ เป็นผลให้ผู้ติดตามที่ยืนมองดูอยู่ข้าง ๆ เห็นแล้วถึงกับตกใจทันที เพราะมันเป็นการมอบค่าประสบการณ์ให้เยอะเอาการ
“ทำไม” เซฟถามอย่างสังสัย
“ก็เดี๋ยวผมกะว่าจะพานายไปเก็บเลเวลน่ะ อย่างน้อยรอบหน้าคงได้ช่วยกันมั่ง” เซฟมองดูเจ้านายตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่แทซอนพูด
“ตามใจนายท่านครับ” ดูเหมือนเซฟผู้เงียบขรึมคนเดิมจะกลับมาแล้ว
“โอเคตามนี้...เดี๋ยวจะพานายไปทัวร์ตะลุมบอนมอนเตอร์กัน”
“แล้วนายท่านไม่ไปหาคนอื่นเหรอครับ” จู่ ๆ เซฟก็ถามขึ้นมาระหว่างที่เขากำลังจะก้าวเดินอีกครั้งเพื่อออกจากเมืองเกรย์
“ผมอยากมีโลกส่วนตัวบ้างน่ะ...” แทซอนหันกลับมาตอบก่อนจะยิ้มน้อยๆ ให้เซฟทีหนึ่ง “แต่ถ้าพวกเขาเหล่านั้นจัดปาร์ตี้ชุดนอนเมื่อไหร่ก็ค่อยไปร่วมแล้วกัน”
แล้วแทซอนก็ผ่านประตูบานใหญ่ซึ่งเป็นทางเข้าเมืองเกรย์ออกไป ส่วนเซฟนั้นก็ได้แต่มองดูเจ้านายตัวเองที่ดูเหมือนจะชอบทำตัวเล่น ๆ ไปซะส่วนใหญ่ จนบางครั้งมันเองก็นึกอยู่ว่าคิดดีหรือเปล่าที่มาเป็นผู้ติดตามของคน ๆ นี้
“ประโยคหลังนี่...นายท่านประชดสินะ”
++++++++++++++++++++++++
ดวงตะวันเคลื่อนคล้อยมาอยู่ตรงกลางศีรษะพอดี เป็นสัญญาณว่าเวลาเที่ยงวันได้มาถึงแล้ว และผมก็กำลังยืนนิ่ง ๆ เป็นหุ่นขี้ผึ้งมองดูผู้เล่นหลากหลายอาชีพกำลังเดินเยี่ยมชมเมือง และหาซื้อของที่ผู้เล่นด้วยกันเอามาตั้งขายที่หน้าโดมการแข่งขันอยู่มาได้สักพัก โดยยังไม่คิดขยับไปไหน
“นายท่านค่ะเราจะไปไหนต่อ”
เสียงของเวียร่าดังผ่านกำไลออกมา หลังจากที่ผมกลับมาอยู่ข้างนอกโดมการแข่งขันสัก 10 นาทีเห็นจะได้ ส่วนไคน์นั้นก็ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยร่างที่ยังคงเป็นสุนัขขนสีเทาอยู่
“ไคน์คืนร่างได้แล้วล่ะ”
สิ้นคำพูดผมเจ้าสุนัขที่ทำตาเหมือนเบื่อโลกที่อยู่ข้างๆ ก็ค่อย ๆ ขยายร่างตัวเองให้ใหญ่ขึ้น ขนสีเทาที่อยู่ตามตัวก็หดหายไปที่ละนิด ปากที่ยื่นออกมาก็ค่อย ๆ ยุบลงไปเผยให้เห็นใบหน้าที่คมคายแบบมนุษย์ผู้ชายอีกครั้ง ส่วนเสื้อที่ผมซื้อให้มันใส่นั้นก็ค่อย ๆ ปรากฏออกมา กระทั่งไคน์ในร่างมนุษย์ก็กลับคืนมาดังเดิม ในขณะที่ผมก็ยกกำไลสีฟ้าขึ้นมาเหนืออกแล้วพูดเบาๆ กับเวียร่า
“เวียร่าเธอก็ด้วย”
แทบจะในทันทีที่ผมพูดจบ กำไลสีฟ้าใสก็เปล่งแสงประกายจ้า จากนั้นก็แตกละเอียดกลายเป็นละอองระยิบระยับ แล้วลอยอ้อยอิ่งไปอยู่ข้างหน้าของผม ก่อนมันจะเริ่มหมุนวนช้า ๆ และเปลี่ยนเป็นเร็วในที่สุด พร้อม ๆ กับรวมตัวกันเป็นร่างของหญิงสาวคนหนึ่งขึ้นมา
“กลับคืนร่างเดิมแล้วค่ะ” เวียร่ากล่าวเสียงใสก่อนจะยิ้มให้แล้วเดินไปหยุดยืนข้างๆ ผม
“คนอื่น ๆ ล่ะ” ไคน์ถาม ซึ่งมันคงจะหมายถึงเพื่อน ๆ ของผม และ 5 อันดับของปัจจุบัน
“ไม่รู้สิ อาจจะถูกสุ่มเกิดภายในเมืองนี้แหละ”
เป็นการคาดเดาจากผมที่ไม่ค่อยจะมีมูลความจริงนัก แต่อย่างน้อยมันก็ถูกในระดับหนึ่ง ว่าการที่ผมออกมาข้างนอกโดมการแข่งขันแล้วไม่เจอคนอื่นๆ นั้น อาจจะเป็นเพราะระบบสุ่มวาร์ปมาก็ได้ อีกอย่างผมมีบางอย่างที่ต้องไปทำก่อนจะเริ่มการแข่งขันรอบสอง เลยไม่คิดว่าจะต้องตามหา หรือรอคอยใคร ซึ่งหากมีธุระจริง ๆ ค่อยพูดกันผ่านทางหน้าต่างรายชื่อเพื่อนก็ได้
“พี่เควิน” เสียงของเจ้าลูกศิษย์จอมทึ่มดังขึ้นเบื้องหลัง ทำให้ผมต้องหันกลับไปมอง แล้วก็พบว่าเทลเลอร์กำลังโบกมือเร็ว ๆ ให้ 2-3ที
“ว่าไงผ่านเข้ารอบมั๊ย”
“ฝีมือชั้นนี้แล้ว” เทลเลอร์ยืดอกแล้วพูดเหมือนเด็กคุยโอ่เวลาผู้ใหญ่ชม ซึ่งผมก็ได้แต่แอบส่ายหน้าในใจ
“เห็นคนอื่น ๆ หรือเปล่า”
“ถ้าเป็นพี่วรรณภากับพี่เอกอนละก็ ผมเห็นเดินเข้าร้านขายการ์ดทางใต้ของเมืองนู้น ส่วนคนอื่น ๆ ไม่เห็นครับ อาจจะไปช้อปปิ้งแถวนี้ละมั่ง”
“ในเวลาแบบนี้เนี้ยนะ”
“แหม่พี่...การแข่งขันมันก็พึ่งเริ่มนะ อย่าซีเรียสสิ” แล้วเทลเลอร์ก็มองผมด้วยสายตาที่เหมือนกับกำลังมองคนแก่อายุปูน 60 ปีที่กำลังพูดเรื่องจริยธรรมให้เด็กฟัง
“เฮ้ย!...เอาเถอะ...นี่เจ้าจอมทึ่ม พอจะรู้ข้อมูลของเมืองเกรย์บ้างมั๊ย” เทลเลอร์มองผมอย่างสงสัย
“พอดีพี่ต้องการรู้ว่ามีบอสที่ไหนบ้างที่ตกค่าประสบการณ์เยอะๆ หน่อยน่ะ”
“แล้วพี่จะเอาไปทำอะไร”
“เก็บค่าประสบการณ์ให้ดาบมังกรพิโรธ เนื่องจากพี่เห็นมันเหลืออีกไม่มากก็จะเลื่อนระดับแล้ว เลยอยากจะอัพเกรดความแข็งแกร่งมันหน่อยเผื่อจะช่วยได้บ้างตอนรอบสอง” เทลเลอร์ทำท่านิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งเมื่อผมพูดจบ สักพักหนึ่งเจ้าตัวจึงเอากำปั้นทุกฝ่ามือตัวเองเหมือนคนที่คิดอะไรได้
“ถ้างั้นละก็ต้องเป็นที่นี่เลย...” เทลเลอร์เว้นวรรคพูดแล้วมองหน้าผม “สุสานผีดิบ แต่ว่าบอสมันจะออกเป็นเวลานิดหนึ่งนะครับ”
“ยังไง”
“คือแบบนี้...ที่สุสานผีดิบเนี้ยถือว่าเป็นที่เก็บค่าประสบการณ์ของพวกระดับ 60 ขึ้นไปครับหรือก็คือพวกชั้นซิลเวอร์นั่นแหละ แต่ในตอนเย็นประมาณ 17.00 น. จะมีบอสออกมาครับ และบอสตัวเนี้ยก็มีระดับ 13 ด้วยซึ่งคงพอจะให้มีค่าประสบการณ์ให้ดาบของพี่เควินได้เปลี่ยนระดับอยู่แหละ”
“อืม!” ผมครางในลำคออย่างพอใจหลังจากฟังเทลเลอร์พูดจบ
“งั้นเราก็ไปที่นั่นกันเลย”