ทางทิศเหนือของหมู่บ้านชิงซี ยิ่งก้าวลึกเข้าไปในป่าสนมากเท่าใด เสียงหัวเราะและความครึกครื้นจากลานหิมะท้ายหมู่บ้านก็ยิ่งเลือนหายไปมากเท่านั้น
เส้นทางที่พรานเฒ่าหลี่เลือกใช้นั้นหาใช่ทางราบเรียบสำหรับผู้คนทั่วไป หากแต่เลาะลดคดเคี้ยวไปตามไหล่เขาและซอกหินแคบ ๆ ที่ถูกหิมะปกคลุมอยู่ครึ่งหนึ่ง ต้นสนโบราณสูงใหญ่ขึ้นเบียดเสียดกันแน่นขนัด กิ่งก้านที่แผ่ขยายออกไปราวม่านสีเขียวเข้มบดบังแสงอาทิตย์ยามเช้าไว้เกือบทั้งหมด แสงสว่างที่ลอดลงมาถึงพื้นป่าจึงมีเพียงริ้วบาง ๆ เท่านั้น
ผืนหิมะใต้ร่มสนสะท้อนแสงสีหม่นเย็นะเื ขณะที่อากาศรอบกายเงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงหิมะยุบตัวใต้ฝ่าเท้า เพียงเดินออกจากหมู่บ้านมาได้ไม่นาน บรรยากาศรอบกายก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
หิมะในป่าทางเหนือนั้นหนากว่าบริเวณรอบหมู่บ้านมาก ทุกครั้งที่หลินเหยียนย่ำเท้าลงไป ขาของเขาจะจมหายลงในหิมะเกือบครึ่งน่อง ต้องออกแรงดึงขาขึ้นใหม่ทุกก้าวราวกับมีใครคอยฉุดรั้งเอาไว้จากเบื้องล่าง
ผ่านไปได้ไม่นาน ลมหายใจของเด็กหนุ่มก็เริ่มหนักขึ้นทีละน้อย ไอขาวพวยพุ่งออกจากปากเป็สายไม่ขาด
ทว่าเบื้องหน้า แผ่นหลังกว้างในเสื้อคลุมหนังแกะของพรานเฒ่าหลี่ยังคงเคลื่อนไปอย่างสม่ำเสมอ ชายชราย่ำผ่านผืนหิมะและน้ำแข็งด้วยจังหวะที่มั่นคง ราวกับเส้นทางสายนี้เป็ทางที่เขาเดินผ่านมานับร้อยนับพันครั้งแล้ว
ฝีเท้าทุกก้าวล้วนพอดี ไม่ลึกเกินไป ไม่เบาเกินไป ราวกับเขารู้ั้แ่แรกแล้วว่าหิมะบริเวณใดรับน้ำหนักได้ และบริเวณใดไม่ควรเหยียบย่าง
หลินเหยียนจดจำคำสอนของมารดาไว้ในใจเป็อย่างดี ตลอดทาง เด็กหนุ่มมิได้เอ่ยปากถามสิ่งใดออกมาแม้แต่คำเดียว
สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ฝีเท้าของพรานเฒ่าหลี่เบื้องหน้า คอยสังเกตว่าบุรุษผู้นั้นเลือกเหยียบตรงใด และหลีกเลี่ยงตรงใด
ไม่นานนัก หลินเหยียนก็เริ่มสังเกตเห็นความแตกต่างบางอย่าง บางก้าวของพรานหลี่ดูเหมือนจะเหยียบลงบนผืนหิมะธรรมดา ทว่ากลับจมลงไปเพียงเล็กน้อย ขณะที่บางบริเวณซึ่งมองดูไม่ต่างกันนัก กลับยุบตัวลึกลงไปจนเกือบถึงครึ่งแข้ง
เด็กหนุ่มจึงเริ่มลองก้าวตามรอยเท้าเดิมที่ถูกย่ำไว้ก่อนหน้า แม้ยังไม่เข้าใจเหตุผลทั้งหมด ทว่าการเดินกลับผ่อนแรงลงได้ไม่น้อย
รอบกายเงียบสงัด มีเพียงเสียง ซวบ... ซวบ... ของฝ่าเท้าที่จมหายลงในหิมะ และเสียงกิ่งสนเสียดสีกันเบา ๆ ท่ามกลางสายลมหนาวที่พัดผ่านยอดไม้สูง
ก้าวลึกเข้าสู่ป่าทางเหนือไปได้ราวครึ่งชั่วยาม พรานเฒ่าหลี่พลันหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน ชายชรายังคงหันหลังให้คนทั้งสอง ทว่ายกมือขึ้นชี้ไปยังพุ่มหนามแห้งริมทาง
หลินเหยียนหยุดตามทันที ตลอดทางที่ผ่านมา เขาจดจำคำกำชับเื่ระยะห่างเอาไว้ไม่ลืม ดังนั้นเวลานี้จึงยืนอยู่ห่างจากพรานเฒ่าหลี่ราวสี่ก้าวพอดี
เด็กหนุ่มกวาดสายตามองตามปลายนิ้วของผู้าุโ ใต้พุ่มหนามที่ถูกหิมะปกคลุมอยู่บางส่วน ปรากฏรอยเล็ก ๆ รูปทรงรีเรียงต่อกันเป็แนวสั้น ๆ ก่อนจะทอดหายเข้าไปใต้เงาของต้นสนใหญ่
ร่องรอยเ่าั้จางเสียจนแทบกลืนหายไปกับผืนหิมะ หากมิใช่คนช่างสังเกต ย่อมยากจะมองเห็นความแตกต่างระหว่างมันกับรอยยุบตัวตามธรรมชาติของผืนหิมะ
“เห็นอะไร?” พรานเฒ่าหลี่เอ่ยถามขึ้นเรียบ ๆ โดยไม่ละสายตาจากรอยบนพื้นหิมะ
หลินเหยียนก้มมองอยู่ครู่หนึ่ง “รอยเท้าขอรับ... น่าจะเป็สัตว์ตัวเล็ก”
“อืม” พรานเฒ่าหลี่พยักหน้าเล็กน้อย “เเล้วเห็นสิ่งใดอีก?”
หลินเหยียนชะงักไป สายตาของเขากวาดมองรอยเท้าเ่าั้อีกครั้ง รอยเล็ก ๆ เรียงตัวเป็แนวสั้น ๆ ก่อนหายเข้าไปใต้เงาสน เขามองอยู่พักหนึ่ง ทว่าก็ยังมองไม่ออกว่ามีสิ่งใดซ่อนอยู่ในร่องรอยเ่าั้ สุดท้ายจึงได้แต่ส่ายหน้า
“ข้าดูไม่ออกแล้วขอรับ รู้เพียงว่าเป็รอยของสัตว์ตัวเล็กเท่านั้น”
พรานเฒ่าหลี่ค่อย ๆ หมุนกายกลับมา บนใบหน้าของเขาไม่มีความผิดหวังหรือความตำหนิแม้แต่น้อย
ชายชราก้มลง ใช้ปลายลิ่มไม้เขี่ยขอบรอยบนพื้นหิมะเบา ๆ
“นี่คือรอยกระต่ายป่าหางสั้น” เขายิ้มพลางชี้ให้ดูทีละจุด “รอยคู่หน้าอยู่ชิดกัน ส่วนคู่หลังจะกว้างกว่าเล็กน้อย”
หลินเหยียนก้มลงมองตาม
พรานเฒ่าหลี่จึงใช้ปลายกิ่งไม้ลากเป็วงเล็ก ๆ รอบรอยเท้า
“ดูขอบรอยนี่ ยังไม่ยุบ เเละหิมะก็ยังไม่กลบ”เขาหยุดเล็กน้อย “เ้าตัวนี้เพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน”
จากนั้นปลายกิ่งไม้จึงเลื่อนไปตามแนวรอยเท้า ก่อนหยุดอยู่ตรงโคนต้นสนใหญ่
“ส่วนทางนั้น...”ชายชราหรี่ตาลงเล็กน้อย “น่าจะเป็รังของมัน”
ชายชราลุกขึ้นช้า ๆ ก่อนทอดสายตามองเข้าไปในแนวสนเบื้องหน้า
“เ้าดูออกว่านี่คือรอยสัตว์” พรานเฒ่าหลี่ยิ้มบาง ๆ “นั่นก็ถือว่าใช้ได้แล้ว”
เขาชี้ไปยังรอยกระต่ายบนพื้นหิมะ
“แต่สำหรับคนเดินป่า รอยพวกนี้ยังบอกอะไรได้อีกหลายอย่าง
“มันบอกว่าสัตว์อะไรเพิ่งผ่านไป ผ่านไปนานเท่าใด กำลังหาอาหาร หรือกำลังหนีเอาชีวิตรอด”
ชายชราเว้นจังหวะเล็กน้อย
“สิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ตรงหน้าเราทั้งนั้น เพียงแต่คนที่คุ้นเคยกับูเา มักมองเห็นมากกว่าอีกหน่อย
“ส่วนคนที่มองไม่ออก ก็ย่อมเดินผ่านมันไปเฉย ๆ”
หลินเหยียนก้มมองรอยเท้าบนพื้นหิมะอีกครั้ง มันยังเป็รอยเดิม เป็เพียงรอยกระต่ายป่าธรรมดา ทว่าเมื่อได้ฟังคำอธิบายของพรานเฒ่าหลี่ เด็กหนุ่มกลับรู้สึกว่าตนกำลังมองเห็นสิ่งที่แตกต่างออกไป ผืนป่ารอบกายยังคงเงียบงันเช่นเดิม แต่ความเงียบนั้น ดูคล้ายซ่อนเื่ราวเอาไว้มากกว่าที่เขาเคยคิด
ทั้งสามออกเดินทางต่อ ยิ่งก้าวลึกเข้าไปในป่าทางเหนือ เส้นทางก็ยิ่งทุรกันดาร และความเงียบของผืนป่าก็ยิ่งชัดเจนขึ้น แสงแดดยามสายที่สาดจับยอดเขาไกลลิบไม่อาจส่งผ่านความอบอุ่นลงมาถึงซอกเขาเบื้องล่างสายลมหนาวพัดผ่านเป็ระยะ หอบเอาเกล็ดน้ำแข็งละเอียดปลิวมากระทบใบหน้าจนชาเย็น
หลินเหยียนรู้สึกได้ถึงเหงื่อบาง ๆ ที่ซึมอยู่ตามแผ่นหลังจากการเดินฝ่าหิมะตลอดครึ่งชั่วยามที่ผ่านมา ทว่าทุกครั้งที่ลมพัดผ่าน ความอุ่นเพียงน้อยนิดนั้นกลับถูกกวาดหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความเย็นเยียบที่ซึมลึกถึงกระดูก
ครั้นเดินมาถึงบริเวณลาดหินใต้หน้าผาเตี้ยแห่งหนึ่ง พรานเฒ่าหลี่พลันชะลอฝีเท้าลง จากนั้นจึงหยุดนิ่ง
หลี่เสี่ยวอวี่ก้าวขึ้นมาด้านข้างโดยไม่ต้องรอคำสั่ง เด็กหนุ่มก้มมองพื้นหิมะใต้ชะง่อนผาด้วยแววตาจริงจัง ส่วนหลินเหยียนก็ขยับเข้าไปในระยะที่เหมาะสม ก่อนทอดสายตามองตามร่องรอยเบื้องหน้า
มันคือรอยอุ้งเท้าชนิดเดียวกับที่หลี่เสี่ยวอวี่พบตรงเนินหิมะหน้าหมู่บ้านเมื่อวาน ทว่าเมื่อเทียบกับรอยที่พบก่อนหน้า ร่องรอยเบื้องหน้ากลับชัดเจนกว่าเดิมหลายเท่า
รอยอุ้งเท้าขนาดใหญ่ประทับลึกลงไปในผืนหิมะ จนเห็นเนื้อน้ำแข็งสีหม่นอยู่ด้านล่าง.ใกล้กันนั้นมีขนสีเทาเข้มหล่นติดอยู่บนหิมะสองสามเส้น ราวกับเ้าของรอยเพิ่งผ่านจากไปได้ไม่นาน
หลินเหยียนกวาดสายตามองตามแนวร่องรอยเ่าั้ พวกมันมิได้มุ่งตรงไปทางใดทางหนึ่ง หากวนเวียนอยู่รอบบริเวณหน้าผาอยู่พักใหญ่ คล้ายกำลังค้นหาบางสิ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ทอดยาวลงไปตามไหล่เขาและมุ่งตรงไปยังทิศที่หมู่บ้านชิงซีตั้งอยู่
“รอยเก่าของเมื่อวาน” หลี่เสี่ยวอวี่เอ่ยขึ้นเบา ๆ มือยังวางอยู่บนด้ามมีดสั้นข้างเอว “มันลงมาใกล้หมู่บ้านกว่าที่ข้าคิดไว้มาก ท่านพ่อ”
พรานเฒ่าหลี่ไม่ได้ตอบในทันที ชายชรายกมือขึ้นลูบรอยแผลเป็บนโหนกแก้มตามความเคยชิน พลางทอดสายตามองรอยอุ้งเท้าบนพื้นหิมะเงียบ ๆ แววตาคู่นั้นสงบนิ่ง ไร้ทั้งความหวาดหวั่นและความโกรธแค้น
ครู่ต่อมา เขาจึงทรุดกายนั่งลงบนก้อนหินข้างทาง หยิบเศษขนสีเทาเข้มขึ้นมาดู ก่อนปล่อยให้มันปลิวหายไปกับสายลม
“เมื่อยี่สิบปีก่อน...” ชายชราเอ่ยขึ้นช้า ๆ “ฤดูหนาวปีนั้นหนักกว่าปีนี้มาก”
“หิมะตกไม่หยุดอยู่หลายเดือน ทั้งูเามีแต่สีขาว”
หลินเหยียนและหลี่เสี่ยวอวี่ต่างเงียบฟัง พรานเฒ่าหลี่มองไปยังแนวเขาไกลลิบเบื้องหน้า
“กระต่ายหายไป กวางก็หายไป แม้แต่เก้งยังแทบไม่เหลือให้เห็น” ชายชราหัวเราะหึ ๆ ในลำคอ “พอถึงตอนนั้น... หมาป่าก็เริ่มลงเขา”
“ตอนกลางคืนได้ยินแต่เสียงหอนอยู่รอบหมู่บ้าน แพะหาย สุนัขหาย บางคืนพวกมันถึงกับมาวนอยู่หน้าเล้าสัตว์”
หลินเหยียนตั้งใจฟังเงียบ ๆ
สายตาของเด็กหนุ่มจับอยู่บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของพรานเฒ่าหลี่
“ยามนั้น... ชาวบ้านคงโกรธมากกระมังขอรับ?”
พรานเฒ่าหลี่หัวเราะเบา ๆ ก่อนส่ายหน้า
“โกรธสิ คนหนุ่มในหมู่บ้านสมัยนั้นต่างถือคบไฟ ถือหอก ออกตามล่าพวกมันกันอยู่หลายคืน”
ชายชราหยุดไปครู่หนึ่ง
“แต่พวกพรานเฒ่าในยุคนั้นกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น”
หลินเหยียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย พรานเฒ่าหลี่มองไปยังรอยอุ้งเท้าบนพื้นหิมะ
“อาเหยียน... หมาป่าก็เป็เพียงหมาป่า”
ชายชราเอ่ยช้า ๆ
“หากบนูเายังมีอาหารอยู่ พวกมันก็คงไม่ลงมาถึงที่นี่ สัตว์ป่าไม่มีทางเลือกมากนักในฤดูหนาวเช่นนี้”
สายตาของเขาทอดมองไปยังแนวเขาอันเงียบงันเบื้องหน้า
“เมื่อหิมะตกหนักขึ้นทุกวัน อาหารก็น้อยลงทุกวัน
“หากยังไม่ลงเขา... พวกมันก็ตาย”
ชายชรายิ้มบาง ๆ
“ก็ไม่ต่างจากเวลาที่เ้าหิวแล้วต้องกินข้าว หรือเวลาที่แม่เ้าก่อไฟในคืนที่หิมะตกนั่นแหละ”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“สัตว์ป่าก็อยากมีชีวิต”
“มนุษย์ก็อยากมีชีวิต”
“หลายครั้ง เื่ราววุ่นวายทั้งหลาย... ก็เริ่มต้นจากเหตุผลง่าย ๆ เพียงเท่านี้เอง”
ชายชราลุกขึ้นยืน ก่อนปัดหิมะที่เกาะอยู่บนเสื้อคลุมหนังแกะออกเบา ๆ
“และเพราะเหตุนี้เอง คนที่อยู่กับูเามานานจึงไม่ค่อยเกลียดสัตว์ป่ากัน แต่ก็ไม่เคยประมาทมันเช่นกัน”
สายลมหนาวพัดผ่านแนวสนเบื้องบน ส่งเกล็ดหิมะปลิวร่อนลงมาเป็ระยะ
“ต่างฝ่ายต่างดิ้นรนอยู่ใต้ฤดูหนาวเหมือนกัน เพียงแต่เลือกเดินกันคนละทางเท่านั้น”
ลมหนาวพัดผ่านผืนป่าอีกระลอกหนึ่ง
“หากวันหนึ่งเ้าเข้าป่าแล้วเอาแต่โกรธหมาป่า เกลียดหมูป่า หรือดูแคลนสัตว์ตัวใดตัวหนึ่ง”
ชายชราส่ายหน้าเบา ๆ
“เมื่อนั้นเ้าก็จะเริ่มมองมันไม่ตรงตามความเป็จริง”
“หมาป่าก็ยังเป็หมาป่าตัวเดิม แต่คนที่เปลี่ยนไป กลับเป็ตัวเ้าเอง”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย
“และในูเาแห่งนี้ บางครั้งความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว ก็เพียงพอจะเปลี่ยนชะตาของคนผู้หนึ่งไปตลอดกาล”
หลินเหยียนก้มมองรอยอุ้งเท้าบนพื้นหิมะอีกครั้ง มันยังเป็รอยเดิม เป็เพียงรอยหมาป่าที่ประทับอยู่บนผืนหิมะสีขาว ทว่าคราวนี้ เด็กหนุ่มกลับไม่รู้สึกว่ามันเป็ร่องรอยของสัตว์ร้ายในเื่เล่าข้างกองไฟอีกต่อไป อย่างน้อยที่สุด มันก็เป็อีกหนึ่งชีวิตที่กำลังดิ้นรนอยู่ใต้ฤดูหนาวเดียวกันกับพวกเขา