เยี่ยนชุยเสวี่ยถึงกับมึนงงฟังแล้วจับต้นชนปลายไม่ถูก
"ผายปอด?"
"มันคืออะไรกัน? เป็เคล็ดวิชางั้นหรือ?"
"มิใช่!" ต้วนจื่อส่ายหน้าแสร้งทำเป็จริงจังแล้วพูดจาเหลวไหล "นี่คือวิชาต้องห้ามเมื่อใช้แล้วจะสามารถช่วยเหลือคนที่ใกล้ตายให้รอดพ้นจากความตายเปลี่ยนชะตาฟ้าลิขิต ข้าเคยใช้วิชานี้กับสาวน้อยผู้อาภัพนางหนึ่งแข้งขาของนางกลับมาแข็งแรงถึงขนาดไล่ตามข้าตั้งสามวันสามคืนแต่ต่อมานางกลับเหยียบเปลือกกล้วยจนลื่นล้มหัวกระแทกพื้นเกือบจะสิ้นชีพข้าจึงใช้วิชานี้อีกครั้ง พละกำลังของนางก็ฟื้นคืนมาและไล่ตามข้าต่อไปอีกสามวันสามคืน"
【ติ๊ง!ยินดีด้วย ผู้ใช้พูดจาหลอกลวงสำเร็จ ค่าเทียนซิ่ว +66!】
เยี่ยนชุยเสวี่ยถึงกับตกตะลึง
หากเป็จริงอย่างที่ต้วนจื่อพูดการผายปอดนี้ไม่เพียงแต่มีพลังในการตัดสินความเป็ความตายแต่ยังมีผลวิเศษในการกระตุ้นพลังแฝงในร่างกายอีกด้วย หากได้รับการช่วยเหลือละก็นางอาจจะสามารถยกระดับพร์และศักยภาพของตนเองได้อย่างมาก
เมื่อคิดได้ดังนั้นนางจึงยักคิ้วหลิ่วตาแสดงท่าทียั่วเย้า "ข้าไม่เชื่อว่าบนโลกนี้จะมีเคล็ดวิชาที่มหัศจรรย์เช่นนี้นอกเสียจากว่าเ้าจะพิสูจน์ให้ข้าเห็น"
"หึ สาวน้อย เ้ากำลังเล่นกับไฟ!"ต้วนจื่อแสร้งทำท่าทีไม่พอใจก่อนจะขยับนิ้วชี้ไปทางซ้ายและขวา
"เ้ากล้าดีดูิ่ข้าเช่นนี้รอดูเถอะ ข้าจะแสดงวิชาผายปอดให้เ้าดูประเดี๋ยวนี้!"
ในดวงตาของเยี่ยนชุยเสวี่ยเต็มไปด้วยความสำเร็จ
เพียงแค่ยั่วยุ เขาก็ติดกับนางเข้าแล้วสมแล้วที่เป็ไอ้หมูโรคจิตสติปัญญาต่ำ
"เหอะ เ้าก็แค่ผู้ชายไม่ได้เื่!"
"เ้า..." ต้วนจื่อแสร้งทำเป็โกรธเคืองก่อนหันหลังเดินจากไป "เ้าดูถูกศักดิ์ศรีอันสูงส่ง และดูิ่จิติญญาอันบริสุทธิ์ของข้าเ้ามันล้ำเส้นเกินไปแล้ว ข้าจะไม่ช่วยหญิงใจร้ายไส้พุงเน่าเฟะอย่างเ้าอีก ลาก่อน"
กล่าวจบเขาก็ทำท่าจะจากไป
"ไม่... ไม่ใช่อย่างนั้น ข้า...ข้าแค่..." เยี่ยนชุยเสวี่ยรีบร้อนรั้งเขาไว้ทว่านางกลับไม่รู้จะพูดอะไรดี ได้แต่พูดตะกุกตะกัก
นางอดไม่ได้ที่จะด่าตัวเองในใจว่าโง่เขลาต้วนจื่อผู้นี้เห็นได้ชัดว่าเป็ชายหนุ่มเืร้อนที่ซื่อตรงเป็ที่สุดหากยั่วยุมากเกินไปก็จะได้ผลตรงกันข้าม
"เ้าไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ววิชานี้จะทำร้ายตนเอง ไม่สามารถใช้ได้โดยง่าย นอกจากว่าจะถึงคราวคับขันจริงๆข้ายินดีสละทุกสิ่งเพื่อเ้า แต่เ้ากลับมองทุกอย่างที่ข้าทำให้เป็เื่ตลกเ้าทำร้ายจิตใจข้าอย่างสาหัสราวกับราตรีทำร้ายทิวา จันทราทรยศสุริยัน"ต้วนจื่อเอ่ยด้วยท่าทางเศร้าสร้อย
ดวงตาที่ราวกับจะแตกสลายคู่นั้นเผยเสน่ห์ดึงดูดอย่างล้นเหลือทำให้เยี่ยนชุยเสวี่ยตกอยู่ในวังวนแห่งความรู้สึกผิดในชั่วพริบตา
ที่แท้... เขาจริงใจกับข้าถึงเพียงนี้
แต่ข้า... กลับคิดหลอกใช้เขา
ความละอาย ความรู้สึกผิด ความเสียใจ...อารมณ์เหล่านี้วนเวียนอยู่ในใจของเยี่ยนชุยเสวี่ย ทำให้นางต้องก้มหน้าลงไม่กล้าสบตาต้วนจื่อผู้สูงส่ง
"ขอโทษ ข้าไม่ควรทำกับเ้าแบบนั้น..."
【ติ๊ง!ยินดีด้วย ผู้ใช้พลิกสถานการณ์เลวร้าย ให้กลายเป็ดีได้สำเร็จ ค่าเทียนซิ่ว +99!】
"ไม่ต้องขอโทษหรอก อย่างไรเสียข้าก็เป็เพียงคนโง่เขลาที่มอบความจริงใจแต่กลับไม่ได้รับการปฏิบัติด้วยความจริงใจ" ต้วนจื่อแหงนหน้ามองท้องฟ้าเผยให้เห็นดวงตาที่เศร้าหมอง ท่าทางราวกับคนชราที่กำลังหวนรำลึกถึงอดีต
เมื่อได้ยินดังนั้นเยี่ยนชุยเสวี่ยก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็คนเลวร้ายเต็มประดา
ต้วนจื่อช่วยนางจากเงื้อมมือของเยี่ยนชุยเฟิงช่วยให้นางรอดพ้นจากความสกปรกทั้งปวงทั้งยังไม่ลังเลที่จะใช้วิชาต้องห้ามเพื่อช่วยเหลือนางความจริงใจเ่าั้ล้วนเป็ที่ประจักษ์ต่อฟ้าดิน
แล้วนางเล่า?
นางทำอะไรลงไป?
คิดจะหลอกใช้เขาแถมยังหวังจะได้รับผลประโยชน์จากเขาความอัปลักษณ์ในใจของนางปรากฏออกมาอย่างชัดเจน!
ยิ่งคิดเช่นนั้นเยี่ยนชุยเสวี่ยก็ยิ่งชิงชังหัวใจที่เน่าเหม็นของตนเองมากขึ้นดวงตาเริ่มเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาแห่งความเสียใจ
【ติ๊ง!ยินดีด้วย ผู้ใช้ทำให้ฝ่ายตรงข้ามร้องไห้เรียกคะแนนสงสารสำเร็จ ค่าเทียนซิ่ว +99!】
ต้วนจื่อถึงกับยื่นอึ้งไปเลย
เขามองไปยังเยี่ยนชุยเสวี่ยและพบว่าอีกฝ่ายกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น น้ำตาไหลอาบแก้ม
ว้อท!
นี่เขาทำให้หญิงงามต้องเสียน้ำตาจริงดิ?
เด็กสาวในโลกเทพยุทธ์มีจิตใจเปราะบางเช่นนี้เลยหรือ?
"คือว่า... ข้าแค่ล้อเล่นเท่านั้นที่จริงแล้วการผายปอดมันแค่..."
เยี่ยนชุยเสวี่ยพูดขัดขึ้น"เ้าไม่ต้องปลอบใจข้าอีกแล้ว ทำผิดก็ต้องรับโทษเชิญเ้าลงโทษข้าเถิด อย่างไรเสียข้าก็ขยับเขยื้อนไม่ได้เชิญจัดการข้าได้ตามแต่ใจเ้าปรารถนาเถิด"
ต้วนจื่อ "..."
สาวน้อย คำว่าตามแต่ใจปรารถนามันไม่ได้เอามาใช้แบบนี้สิ
"เื่ลงโทษเอาไว้ก่อนตอนนี้ข้าจะช่วยเ้าก่อน"
กล่าวจบเขาก็จูบเยี่ยนชุยเสวี่ยพร้อมกับเป่าลมปราณจากตันเถียนเข้าไปในปากของนางขณะเดียวกันก็แตะที่ท้องของนาง เพื่อช่วยขับพิษร้ายออกไป
หกนาทีต่อมาต้วนจื่อก็ช่วยเยี่ยนชุยเสวี่ยให้รอดพ้นจากสถานการณ์ที่ยากลำบากได้สำเร็จ
【ติ๊ง!ยินดีด้วย ผู้ใช้ทำการฉกฉวยผลประโยชน์อย่างเต็มที่สำเร็จ ค่าเทียนซิ่ว +71!】
【ติ๊ง!ขอแจ้งเตือน ภารกิจเทียนซิ่ว (เร่งเครื่องเลื่อนระดับ) เหลือเวลาอีกเพียงสิบนาทีขอให้ผู้ใช้รีบทำให้สำเร็จ】
ต้วนจื่อดูยอดรวมค่าเทียนซิ่วและพบว่ายังขาดค่าเทียนซิ่ว 233 แต้มถึงจะสามารถรวบรวมค่าเทียนซิ่วครบ 5,000 แต้มและเลื่อนระดับไปสู่ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับหกได้
"ต้องรีบลงมือแล้วไม่งั้นจะไม่ทันเวลา!"
เมื่อตระหนักได้ดังนั้นเขาจึงโบกมือให้เยี่ยนชุยเสวี่ย "ข้าช่วยเ้าแก้ไขปัญหาแล้วเ้าก็เอาเงินห้าพันเหรียญทองมาให้ข้าเสียที"
"ข้าไม่มีเหรียญทองติดตัวมีแต่ตั๋วทอง ภายในนั้นมีอยู่สองพันเหรียญทอง หากท่านรอข้ากลับไปข้าจะส่งเงินที่เหลืออีกสามพันเหรียญทองให้ท่านภายหลัง" เยี่ยนชุยเสวี่ยหยิบตั๋วทองออกมาจากถุงเก็บของส่งให้ต้วนจื่อ"โปรดวางใจเถิด ข้าไม่ใช่คนตระบัดสัตย์"
เมื่อมองไปยังดวงตาที่ใสซื่อและจริงใจของนางต้วนจื่อก็ไม่ได้พูดอะไร เขาพยักหน้าก่อนจะรับตั๋วทองมา
ไม่ว่าในตั๋วจะมีเงินอยู่จริงหรือไม่การที่เขาจูบสาวงามไปถึงหกนาทีเต็มๆ ฉกฉวยผลประโยชน์ไปมากมายก็คุ้มค่ากับค่าตอบแทนแล้ว
"ข้าไปก่อนนะถ้ามีโอกาสคงได้เจอกันอีก"
"เดี๋ยว!" เยี่ยนชุยเสวี่ยเรียกต้วนจื่อไว้ แล้วถามอย่างลังเลว่า "ท่านชื่ออะไรหรือ?"
"ต้วนฉื่อจื่อ!"
"สกุลต้วน? หรือจะเป็คนของตระกูลต้วนแห่งเมืองจื่อหราน?แต่ตระกูลต้วนดูเหมือนจะไม่มีคนชื่อต้วนฉื่อจื่อนี่!" เยี่ยนชุยเสวี่ยพึมพำกับตัวเอง ขณะที่กำลังจะถามชายหนุ่มอีกครั้งนางกลับพบว่าต้วนจื่อเดินจากไปเสียแล้ว
"ท่านพักอยู่ที่ไหนหรือ? ข้ายังมีโอกาสได้รับวิชาผายปอดของท่านอีกหรือไม่?"
สิ้นคำถามนางก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของต้วนจื่อเสียแล้ว
"เหตุใดคนผู้นี้ถึงหนีไปเร็วนักคนเขายังไม่ได้ถามที่อยู่ น่าหงุดหงิดเสียจริง!" เยี่ยนชุยเสวี่ยปากคว่ำกำหมัดแน่นแสดงสีหน้าไม่พอใจ
กล้าทิ้งแม้กระทั่งสาวงามอย่างข้าไปช่างเป็คนเ็าไร้ความรู้สึกยิ่งนัก คนแบบนี้สมควรอยู่คนเดียวไปชั่วชีวิต!
"ช่างเถอะหากมีวาสนาก็คงได้พบกันใหม่"
หลังจากผ่านไปพักใหญ่เยี่ยนชุยเสวี่ยจึงสลัดความคิดในหัวออก แล้วจากเทือกเขาจื่อหรานไปด้วยความผิดหวัง
.........
ยามเช้า ณ บริเวณทางออกของเทือกเขาจื่อหราน
ผู้คนที่เข้ามาฝึกฝนต่างพากันชะเง้อมองชายหนุ่มที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเืของสัตว์อสูรด้วยความหวั่นเกรง
แค่เขายืนอยู่ตรงนั้นก็เผยกลิ่นอายแห่งอำนาจของผู้แข็งแกร่งราวกับผ่านการต่อสู้กับสัตว์อสูรมานับไม่ถ้วน
"ไม่คิดเลยว่าใน่ห้านาทีสุดท้ายจะได้เจอกับการโจมตีของสัตว์อสูรขั้นเนื้อหนังระดับหกสองตัวพร้อมกันโชคดีที่ข้ารอดมาได้" ต้วนจื่อเช็ดเืบนใบหน้าออกอย่างลวกๆแล้วตรวจสอบยอดรวมค่าเทียนซิ่วเงียบๆ
มียอดรวม 7,000 แต้ม มากพอที่จะเลื่อนขั้นไปสู่ขอบเขตนักรบเนื้อหนังระดับหก
เขารีบดึงค่าเทียนซิ่ว 5,000แต้มออกมาเพื่อเลื่อนระดับอย่างไม่ลังเล
【ติ๊ง!ยินดีด้วย ท่านใช้ค่าเทียนซิ่ว 5,000 แต้มเพื่อเลื่อนระดับไปสู่ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับหก คงเหลือค่าเทียนซิ่ว 2,000แต้ม】
【ติ๊ง!ยินดีด้วย ท่านทำภารกิจเทียนซิ่วสำเร็จ (เร่งเครื่องเลื่อนระดับ)กล่องสมบัติถูกส่งมอบแล้ว】
ต้วนจื่อรีบเปิดกล่องสมบัติโดยไม่รอช้า
【ติ๊ง!ยินดีด้วย ท่านได้รับไอเทม "การยกระดับเคล็ดวิชา"ระบบจะทำการใช้งานโดยอัตโนมัติรายละเอียดสามารถตรวจสอบได้ในรายการคุณสมบัติ】
ต้วนจื่ออึ้งไปเล็กน้อยแล้วรีบตรวจสอบคุณสมบัติ
ผู้ใช้: ต้วนจื่อ
พลังฝีมือ: ขอบเขตนักรบเนื้อหนังระดับหก
เคล็ดวิชาการต่อสู้: เนตร์(วิเคราะห์ข้อมูลของเป้าหมายอย่างละเอียด) วิ่งให้ไว(เคล็ดวิชาขั้นเนื้อหนังระดับเก้า ระดับสุดยอดสามารถเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ได้สามเท่า) ต่อยให้เจ็บ(เคล็ดวิชาขั้นเนื้อหนังระดับเก้า ระดับสุดยอด สามารถเพิ่มพละกำลังได้สามเท่า)
ทักษะของระบบ: อ่อนแอ (เมื่อเปิดใช้งานสามารถลดความเสียหายของคู่ต่อสู้ลง 50% เป็เวลา5 วินาที ระยะเวลาคูลดาวน์ 24 ชั่วโมง)
อาวุธเวท: กระบี่เทียนซิ่ว(อาวุธขั้นเนื้อหนัง ระดับกลาง)
ค่าเทียนซิ่ว: 2,000
.........
"ไม่เลวๆรางวัลจากกล่องสมบัติครั้งนี้ก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไร" หลังจากอ่านจนจบ ต้วนจื่อก็ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
เคล็ดวิชาทั้งหมดได้รับการยกระดับเมื่อรวมกับขอบเขตนักรบเนื้อหนังระดับหก ทำให้ตอนนี้ เขาก็ไม่มีอะไรต้องกังวลนอกเสียจากว่าจะมีผู้ที่อยู่ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเก้าปรากฏตัว
ไม่คิดว่าการเดินทางมายังโลกต่างมิติในวันที่สองจะทำให้เขามีความสามารถในการเอาตัวรอดได้ขนาดนี้ สมแล้วที่เขาเป็พระเอก!
ต้วนจื่อนำวิชายุทธ์ทั้งสามอย่างมาทดลองด้วยความอารมณ์ดีจากนั้นก็กลับไปยังโรงเตี๊ยม ไปชำระร่างกายในห้องของตนเอง
หลังจากเปลี่ยนเป็เสื้อผ้าที่สะอาดแล้วเขาก็ไปที่ห้องของต้วนเยว่เอ๋อร์ แล้วเคาะประตู
"ท่านพี่ ท่านกินข้าวเช้าหรือยัง?"
ไม่มีเสียงตอบกลับมา
"หรือว่าจะยังไม่ตื่นกันนะ?"ต้วนจื่อขมวดคิ้วก่อนจะเคาะประตูอีกครั้งทว่าก็ยังไม่มีเสียงตอบกลับ
เขาจึงเปิดประตูเข้าไปแต่กลับไม่พบร่างของต้วนเยว่เอ๋อร์ มีเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ
【เสี่ยวจื่อข้าไปจวนโอวหยางก่อน จะรีบกลับมา】
เมื่ออ่านจบ ดวงตาของต้วนจื่อก็หรี่ลงทันที
จวนตระกูลโอวหยางคือบ้านเดิมของมารดาเขาเป็ตระกูลเล็กๆ ที่ไม่ติดอันดับในเมืองจื่อหราน แต่ในภายหลังบิดาของเขาตกหลุมรักมารดา และแต่งงานกับนางทำให้ตระกูลโอวหยางได้รับผลประโยชน์จนสามารถไต่เต้าขึ้นมาเป็ตระกูลขนาดกลางของเมืองจื่อหรานได้ในเวลาอันสั้น
ก่อนที่ตระกูลต้วนจะถูกครอบงำตระกูลโอวหยางดีต่อต้วนจื่ออย่างมากจนแทบจะยกให้เขาเป็ผู้นำตระกูลเขาได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด
แต่หลังจากที่ตระกูลต้วนถูกเปลี่ยนมือตระกูลโอวหยางก็เปลี่ยนท่าทีทำเป็ไม่รู้จักต้วนจื่อทิ้งขว้างไม่เหลียวแลมานานหลายปี
"นางไปทำอะไรที่จวนตระกูลโอวหยางกัน?หรือว่านาง้าประกาศว่าข้ากลับมาเป็ปกติแล้ว?" ต้วนจื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็รีบออกจากห้องมุ่งหน้าไปยังจวนตระกูลโอวหยาง
เขาไม่้าเปิดเผยพลังฝีมือของตนเองเร็วๆนี้นัก อย่างแรกก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีใครคิดร้ายอย่างที่สองคือการซุ่มเก็บตัวเพื่อหลอกล่อศัตรูในที่มืด รอจนกว่าจะมีพลังมากพอแล้วก็จะสามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องกังวล
หากต้วนเยว่เอ๋อร์พูดเื่นี้ออกไปละก็แผนการของเขาคงพังทลาย!
ต้วนจื่อรีบเดินทางอย่างรวดเร็วและมาถึงหน้าจวนของตระกูลโอวหยาง
นี่คือจวนที่ใหญ่โตโอ่อ่าป้ายชื่อขนาดใหญ่หน้าประตูมีลวดลายสวยงาม สลักตัวอักษรอ่านว่า 'โอวหยาง' อย่างประณีตกรอบประตูประดับประดาด้วยทองคำดูหรูหรา
ขณะนั้นมีทหารยามสองนายกำลังยืนรักษาการณ์อยู่หน้าประตู
เมื่อเห็นต้วนจื่อเดินเข้ามาทหารยามทั้งสองก็หันมามอง และแสดงสีหน้าดูถูกเหยียดหยามอย่างปิดไม่มิด
"ใครกัน? จงเอ่ยนามมา!"
"ต้วนจื่อ!"
ทหารยามทั้งสองถึงกับอึ้งไปหลังจากมองสำรวจอยู่พักหนึ่ง ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความรังเกียจ
"ที่แท้ก็เป็ไอ้ปัญญาอ่อนจะมาเหยียบที่นี่อีกทำไม? หรือว่ามาดมขี้อีก?"
"ฮ่าๆๆ พูดถึงเื่นี้ข้าก็นึกขึ้นได้ว่าครั้งก่อนที่มันตกลงไปในบ่อขี้ของตระกูลโอวหยางมันเกือบโดนขี้อุดปากตาย"
คำพูดเสียดสีของคนทั้งสองดังขึ้นไม่หยุดเสียงหัวเราะดังไปทั่วบริเวณหน้าประตู ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเยาะเย้ยถากถาง
หากต้วนจื่อไม่ถูกขับไล่ออกจากตระกูลต้วนละก็แม้ผู้คนจะอยากดูถูกต้วนจื่อแค่ไหน พวกเขาก็ทำได้แค่คิดในใจเพื่อไว้หน้าตระกูลต้วน
แต่ตอนนี้ต้วนจื่อเป็เพียงเศษขยะตัวหนึ่งสถานะไม่ได้ต่างอะไรกับขอทานข้างถนน
ขยะแบบนี้ไม่มีค่าพอที่จะอยู่ในสายตาของพวกเขายิ่งไม่ต้องพูดถึงการให้ความเคารพเสียด้วยซ้ำ
ต้วนจื่อไม่ได้โกรธเพียงแต่เอ่ยออกมาอย่างเฉยเมย "พวกเ้าอย่าหาเื่ใส่ตัวหลีกไปซะ"
ในสายตาของเขาการโต้เถียงกับคนโง่เขลาพวกนี้เป็การเสียเวลาเปล่า
ทหารยามทั้งสองมองหน้ากันก่อนจะะเิหัวเราะเสียงดัง
"เป็แค่ตัวปัญญาอ่อนแท้ๆกล้าที่จะพูดแบบนี้กับพวกข้าเรอะ?"
"เชื่อฟังข้าแล้วกลับไปผูกคอตายเสียเถอะจะได้ไม่ทำให้ตระกูลต้วนต้องขายหน้า"
ต้วนจื่อไม่ตอบโต้ทว่ากลับเดินเข้าไปในจวนตระกูลโอวหยางโดยไม่สนใจคำดูถูก
ทหารยามทั้งสองมีพลังแค่ขอบเขตนักรบครึ่งขั้นเนื้อหนังไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะตายด้วยมือของเขา
"หือ ยังอยากจะบุกเข้าไปอีกหรือเ้ามันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!" ทหารยามทางซ้ายหัวเราะเยาะพร้อมกับกำหมัดต่อยออกไป
หมัดยังไม่ถึงตัวของต้วนจื่อก็ถูกพลังบางอย่างกระแทกจนถอยหลัง
ในทันใดนั้นพลังกดดันที่น่าสะพรึงกลัวก็แผ่ซ่านทำให้ทหารยามทางซ้ายกระเด็นไปชนกับเสาใหญ่หน้าประตูจวน กระดูกแตกละเอียดเืไหลนองพื้น หมดสติไปทันที
【ติ๊ง!ยินดีด้วย ผู้ใช้ทำการสั่งสอนสำเร็จ ค่าเทียนซิ่ว +10!】
ทหารยามทางขวาเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้าก็ถึงกับเบิกตากว้างตกอยู่ในภวังค์แห่งความหวาดกลัว
นี่มันสถานการณ์แบบไหนกัน?
ต้วนจื่อไม่ใช่ขยะที่ไม่สามารถฝึกฝนวิชายุทธ์ได้หรอกหรือ?
เมื่อครู่มันเกิดอะไรขึ้น?
แค่ใช้พลังกดดันก็ทำให้ผู้มีพลังขอบเขตนักรบครึ่งขั้นเนื้อหนังหมดสติได้?
"ไม่... ไม่จริง เป็...เป็ไปไม่ได้ มันต้อง... ต้องเป็ภาพลวงตา!" ทหารยามทางขวาตบหน้าตนเองพยายามสลัดความคิดไร้สาระออกจากสมอง
แต่ต้วนจื่อกลับไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พักหายใจ
เขาเพียงยกเท้าขึ้นตวัดไปข้างหน้าพลังมหาศาลถาโถมเข้ามา ทำให้ทหารยามฝั่งขวากระเด็นออกไปถึงสามเมตร
"ปัง!"
ทหารยามฝั่งขวากระแทกลงกับพื้นอย่างแรงฝุ่นฟุ้งกระจาย
เืคำโตพุ่งออกจากปากของเขาย้อมพื้นให้เป็สีแดง
【ติ๊ง!ยินดีด้วย ผู้ใช้ทำการสั่งสอนสำเร็จ ค่าเทียนซิ่ว +10!】
"รวมกันแล้วได้แค่ 20 แต้ม ไม่คุ้มค่าที่จะเสียเวลาด้วย" ต้วนจื่อรำพึงรำพันเบาๆโดยไม่แม้แต่จะชายตามองพวกเขา แล้วเดินเข้าไปในจวนของตระกูลโอวหยาง
เมื่อมองตามแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวหัวใจและร่างกายของทหารยามฝั่งขวาก็สั่นสะท้านราวกับจมดิ่งสู่ห้วงทะเลอันหนาวเหน็บความหวาดกลัวแผ่ซ่านไปทุกอณู
แข็งแกร่งเกินไป!
ต้วนจื่อในตอนนี้ราวกับเปลี่ยนไปเป็คนละคน!
เด็กคนนี้... เปลี่ยนชะตาฟ้าลิขิตแล้ว!