ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า

    ตอนที่ 37 : หรือว่านางจะหลงรักข้า ?

    “วันหยุดนี้ช่างดีจริง…ดีจริง”  ฉางกวงที่ตอนนี้กำลังเคลิ้มอยู่นั้นเอง พลันมีเสียงเคาะหน้าประตู ทำให้เขาสะดุ้งลุกพรวดขึ้นมาจากเตียงพลันเดินไปหน้าประตูด้วยอารมรณ์หงุดหงิด


    “ฉางกวง วันนี้เจ้าพอจะว่างไหม”  เสียงเล็กเเหลมที่มาพร้อมกับสีหน้าหญิงสาวคนหนึ่งกำลังมองลงพื้น ไม่กล้าสบตากับฉางกวง


    “ คุณหนูจินมีธุระอันใดกับข้ารึ”  ฉางกวงรีบปรับสีหน้าตนเองอย่างรวดเร็วน้ำเสียงเรียบเฉยเจือเเววอ่อนล้า 


    “ค…คือว่า วันนี้ข้าอยากไปเดินเที่ยวในเมืองหน่ะ เเล้วข้าไม่มีเพื่อนไปด้วย จึงคิดว่าเจ้าน่าจะว่างอยู่พอดี”  

    จินเยว่เเม้ว่าจะพยายามเก็บอารมณ์ความรู้สึกของตน เเต่ก็เผลอเอ่ยด้วยน้ำเสียงติด ๆ ขัด ๆ


    “ขออภัยด้วยคุณหนู วันนี้ข้าคงไปกับท่านไม่ได้ ท่านไปหาคนอื่นเถอะ”  ฉางกวงส่ายหน้า เอ่ยด้วยท่าทีงัวเงีย


    “เจ้าไม่ไปก็ช่างเถอะ”  คุณหนูจินสีหน้าผิดหวัง น้ำเสียงดูเหมือนจะร่ำไห้ กำลังจะเดินจากไปนั้นเอง


    “ช้าก่อน ถ้าคุณหนูเป็นหนักถึงขนาดนี้ ข้าจะไปกับท่านก็ได้”  ฉางกวงปรับท่าทีตนให้ดูสดชื่นขึ้น พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ

    ถึงเเม้ว่าข้าจะอ่อนเพลีย เเต่จะให้สตรีมาร่ำไห้โดยที่ข้าสามารถช่วยได้เเต่ไม่ช่วย มันจะดูโหดร้ายไป

    ข้าผู้เเซ่ฉางนั้นไม่อยากเห็นเหตการณ์เช่นนี้เลย 

    พอได้ยินเช่นนั้นสีหน้าจินเยว่ก็เปลี่ยนโดยฉับพลัน ยกยิ้มอย่างดีใจมาให้ฉางกวงดั่งสีหน้าเมื่อครู่เป็นเพียงเเค่ภาพลวงตา

    เห็นเช่นนั้นฉางกวงพลันผงะ ทำอะไรไม่ถูกอยู่ชั่วครู่ เเต่ก็จะทำอันใดได้ เอ่ยก็เอ่ยออกไปเเล้ว 


    “พวกเรารีบไปกันเถิด”  จินเยว่น้ำเสียงเร่งรีบ 


    “ขอเวลานอกให้ข้าชั่วครู่ ถ้าใส่ชุดนอนออกไป ข้าคงกลายเป็นขี้ปากของผู้คนเเน่ ๆ”  ฉางกวงเดินเข้าไปในเรือนของตน พอผ่านไปได้ชั่วจิบชาเขาก็ออกมาพร้อมกับชุดที่ดูดีขึ้นกว่าเมื่อครู่ พลันพยักหน้าให้กับจินเยว่ 


    พอเห็นเช่นนั้นคนทั้งคู่จึงเริ่มออกเดินทางโดยที่คุณหนูจินเดินนำทางด้วยสีหน้ายิ้มเเย้ม


    “คุณหนู ข้าลืมถามไปเลย ท่านจะไปทำอันใดในเมืองรึ”  ฉางกวงสีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย เขาไม่เชื่อหรอกว่านางเพียงเเค่อยากไปเดินเล่นเพียงเท่านั้น


    “ปิดเจ้าไม่ได้เลยสินะ เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่าสหายคนหนึ่งของข้าจัดงานอยู่งานหนึ่งเเล้วมันมีเงื่อนไขเข้าร่วมงานที่ออกจะพิเศษอยู่หน่อยๆหน่ะ”


    “ท…ท่านอย่าบอกนะว่า เงื่อนไขนั้นหน่ะ”  ฉางกวงคิดตามก็เผลอยกมือชี้มาที่ตนเองโดยไม่รู้ตัว


    “ใช่เเล้ว ฉะนั้นเลยขอความช่วยเหลือจากเจ้าไง”  

    พอได้ยินดังนั้นฉางกวงก็เเทบจะร้องไห้โฮ ท่านจะเอาข้าไปต้มยำทำเเกงกับเพื่อนท่านสินะ


    “ค…คุณหนู ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย ข้าเป็นเพียงชายหนุ่มผู้บริสุทธิ์เท่านั้น 

    ไม่มีความชอบพิสดารเช่นนั้นหรอก ถ้าข้าไปงานเยี่ยงนั้นข้าคงตรอมใจตายเป็นเเน่”

    ฉางกวงน้ำเสียงขอร้อง อ้อนวอน เเววตาดูน่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง


    “หา”  คุณหนูจินมองไปยังฉางกวงด้วยเเววตาเเปลกประหลาด พลันเอ่ยอธิบายออกมาด้วยความปลงอนิจจา


    “เจ้าคิดไปไกลถึงไหนกัน งานนี้เป็นเพียงเเค่นำคู่บำเพ็ญไปด้วยกันเท่านั้นเอง”

    ฉางกวงได้ยินเช่นนั้นจึงรู้สึกตัวว่าตนเองนั้นคิดมากเกินไป จึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก


    “เจ้าไม่ต้องห่วงหรอกรูปร่างหน้าตาเยี่ยงเจ้าไม่มีผู้ใดสนใจหรอก เจ้าเเค่ปลอมเป็นคู่บำเพ็ญข้าเข้างานเพียงเท่านั้นก็พอ”  คุณหนูจินน้ำเสียงเรียบเฉย


    ได้ยินเช่นนั้นฉางกวงก็ไม่ติดใจอันใดอีก เดินมาจนถึงหน้าโรงบ้านเเห่งหนึ่งที่มีคนเดินพลุกพล่าน เเต่จะ

    สังเกตได้ว่าคนที่เดินเข้าไปยังโรงบ้านนี้ทุกคนจะมากันเป็นคู่ ตามที่วาง

    เเผนกันไว้คุณหนูจินจึงเดินจับมือกับฉางกวงเดินไปยื่นบัตรเชิญใบหนึ่งยื่นให้คนที่ยืนประจำอยู่ตรงทางเข้า ตรวจดูบัตรอยู่ชั่วครู่พลางหันมาเห็นทั้งสอง เจ้าหน้าที่พลันพยักหัวให้ เชิญเข้าไปยังด้านใน  พอเดินมาถึงยังด้านในฉางกวงก็เห็นเป็นซุ้มขนาดใหญ่หลากหลายซุ้มเป็นอย่างมาก เเต่ละซุ้มก็จะมีคู่บำเพ็ญเเต่ละคู่นั่งคุยกันอย่างสนุกสนาน 


    ดูไปก็คล้าย ๆ ตลาดกลางคืนขนาดย่อม ๆ เลยทีเดียว


    “สหายที่เชิญเจ้าอยู่ที่ใด”  ฉางกวงสีหน้าเป็นปกติ เเต่ในใจรู้สึกว่าไม่อยากอยู่ที่นี่นานเลย อยู่นานไปก็รังเเต่จะทำให้คนอย่างเขารู้สึกอิจฉาตาร้อนไปเสียเปล่า ๆ


    “เรานัดกันตรงเวทีการแสดง”  จินเยว่เดินควงเเขนไปพร้อมกับฉางกวง ถ้าตอนนี้กลุ่มสหายของฉางกวงมาเห็นเข้าเกรงว่าจะคิดเป็นจริงเป็นจังเลยทีเดียว เดินมาได้ซักพักก็พลันเห็นเป็นเวทีขนาดใหญ่ ที่ด้านล่างมีคู่บำเพ็ญมากมายคล้ายกับนั่งรออะไรบางอย่าง


    “ที่นี่พวกเขาเเสดงอันใดกันรึ” ฉางกวงหันไปมองยังจินเยว่ 


    “เวทีนี้มีการเเสดงหลากหลายเป็นอย่างมาก เเต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นการ้องเพลงกับเต้นรำ”  จินเยว่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น


    “คุณหนูจินวันนี้ช่างทำให้พวกเราเเปลกใจกันนัก”  สายตากรุ้มกริ่มของสตรีรูปร่างอรชรอ้อนเเอ้นที่งามพอ ๆ กับจินเยว่จ้องมองมาอย่างครุ่นคิด หลังจากนั้นพลันเดินเข้ามาทักทายฉางกวงพร้อมกับคู่บำเพ็ญของตน 

    ได้ยินเช่นนั้น ฉางกวงก็เอ่ยทักทายพอเป็นพิธี ตรงข้ามกับอีกฝั่งหนึ่งนั้นเอง

    จินเยว่เอ่ยคุยสัพยอกกันอย่างครึ้นเครง สหายของจินเยว่เริ่มมากันเยอะขึ้นเรื่อย ๆ

    ฉางกวงได้เเต่ถอนหายใจภายในความคิดของตนอย่างเบื่อหน่าย อยากให้งานนี้รีบจบ ๆ ไปเสียที


    “สนใจมาเเข่งคู่บำเพ็ญกันไหม”


    ได้ ข้าเองก็ไม่เคยหวั่นอยู่เเล้ว”  คุณหนูจินเอ่ยด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว


    “ไม่นะ อย่างนี้ข้าก็ต้องลงเเข่งกับนางด้วยหน่ะสิ”  ฉางกวงรู้สึกปลงตกในชะตาตนเอง มีวันพักก็ไม่ได้พักเลย

    งั้นก็มาเเข่งกันอันนั้นละกัน สหายจินเยว่ผู้นี้ชี้ไปยังตรงสนามวิ่งวิ่งที่มีคนวิ่งกันเป็นคู่ โดยผูกเชือกมัดระหว่างขาของทั้งคู่


    “วิ่งเเข่ง 3 ขาสินะ”  จินเยว่พลันหันมามองยังฉางกวงอยู่ชัวครู่จึงหันไปตอบตกลงอย่างหนักเเน่น


    “เจ้าคงวิ่ง 3 ขาเป็นสินะ”  คุณหนูจินกระซิบฉางกวงอย่างเเผ่วเบา


    “เเน่นอนว่าไม่ เเต่ดูคู่อื่น ๆ ที่กำลังเเข่งอยู่ ก็ดูไม่ค่อยจะเท่าไหร่เลย”

    เด็กที่โตมาในป่าในเขาเเน่นอนว่าจะไปรู้จักกับกีฬาของเซียนได้เยี่ยงไร  เเม้เเต่กีฬาปกติบางทีก็อาจยังไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ


    “งั้นมาตัดสินกัน” สหายคุณหนูจินน้ำเสียงจริงจัง ทั้ง 2 คู่พลันไปลงทะเบียนพร้อมกันจึงได้เเข่งในรอบเดียวกัน

    รอมาได้ครึ่งชั่วยาม ก็พลันได้ยินเสียงประกาศเรียก ทั้งสองคู่จึงออกไปประจำที่ของตน


    “ท่านพี่ พิสูจน์ให้สหายข้ารับรู้ถึงความรักที่เเท้จริงด้วย”  สหายจินเยว่จ้องมองยังคู่ตนเอง ด้วยสีหน้าจริงจัง


    “กวงน้อย พวกเราเองก็อย่าน้อยหน้าพวกเขาไปนะ”  คุณหนูจินเพื่อไม่ให้น้อยหน้าจึงเอ่ยออกมาด้วยความมุ่งมั่น จริงจังเช่นกัน 


    “พวกเจ้าเป็นสหายกันมิใช่รึ ไฉนต้องมาเเข่งขันกันเยี่ยงนี้ด้วย”  ได้ยินเช่นนั้นฉางกวงจะร้องไห้ก็ไม่ได้ จะหัวเราะก็ไม่ออก 

    ในชั่วไม่กี่อึดใจนั้นเอง


    “คู่บำเพ็ญทุกท่าน เตรียมพร้อม จะปล่อยตัว ในอีก 3  2  1 เริ่มได้”

    สิ้นเสียงพิธีกรนั้นเอง เเต่ละคู่ก็เริ่มออกวิ่งสามขาไปอย่างรวดเร็ว บ้างก็ไปได้ไกล บ้างก็หกล้ม 

    เเต่คู่ของฉางกวงกับจินเยว่นั้น ในช่วงแรก ๆ ก็วิ่งไปในสภาพทุลักทุเล 


    “พวกเจ้ามีความสัมพันธ์กันเพียงเท่านี้อย่าหวังจะเอาชนะความรักของพวกข้าได้ ข้าไปก่อนนะ”

    สหายของจินเยว่วิ่งสามขากับคู่ของตนอย่างเก่งกาจ เเปปเดียวก็เเซงไปยังด้านหน้าอย่างรวดเร็ว


    “กวงน้อย พวกเราก็อย่าไปน้อยหน้า ลุย”  สิ้นเสียงจินเยว่ความเร็วของทั้งคู่ก็พลันเพิ่มขึ้นไม่น้อยหน้าคู่สหายจินเยว่เลยเเม้เเต่น้อย

    ความเร็วของทั้ง 2 คู่พลันออกห่างจากคู่อื่น ๆ อย่างมาก ฉางกวงที่ยังไม่เคยชินก็เเทบจะทรงตัวไม่อยู่

    ทั้งคู่โอนเอนเป็นอย่างมาก วิ่งมาได้จนสิ้นสุดระยะทาง


    “หึ ๆ จินเยว่เจ้าเเพ้เเล้ว”  สหายจินเยว่น้ำเสียงหยอกเย้า


    “ถึงผลการเเข่งขันนี้พวกข้าจะเเพ้ เเต่เรื่องคู่บำเพ็ญข้าไม่ยอมรับ”  จินเยว่น้ำเสียงเด็ดเดี่ยว

    สหายจินเยว่อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว มองยังจินเยว่ที่ตอนนี้ดูเหมือนกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง


    “คู่ของเเต่ละคนไม่เหมือนกันหรอก ข้ารู้ดีว่าเขาไม่เคยชินการวิ่งในครั้งนี้ เเม้ว่าข้าจะฝืนจนเอาชนะหรือเสมอกับพวกเจ้าได้นั้น ถ้าต้องเเลกกับการที่เขาอาจจะบาดเจ็บข้าก็ยอมพับเก็บเรื่องเเข่งเอาไว้ ข้าไม่คิดว่าด้านความรักข้าจะเเพ้เจ้า”

    สิ้นเสียงคุณหนูจินผู้ชมที่ยืนอยู่รอบ ๆ ก็พลันปรบมือ ส่งเสียงดังเซ็งเเซ่ มีบางส่วนด้วยเช่นกันที่มองไปยังฉางกวงด้วยความอิจฉา


    “นี่ นางเล่นสมจริงไปหรือเปล่า”  ฉางกวงมองไปยังคุณหนูจินอย่างคิดไม่ตก ถ้าเกิดว่านางหลงรักเขาเเล้วเเค่คิดก็ปวดหัวเเล้ว


    พอได้ยินเช่นนั้นสหายคุณหนูจินก็พลันเปลี่ยนสีหน้าเป็นยกยิ้ม ปรบมือด้วยเช่นกัน เอ่ยออกมาด้วยความยินดี

    “ในที่สุดสหายข้าก็ได้พบกับความรักเสียที เจ้าต้องดูเเลนางให้ดี”  สหายคุณหนูจินจ้องมองยังฉางกวงอย่างพิจารณา


    “ข้าไม่ใช่คู่ของนาง จะมาดูลงดูเเลเยี่ยงไรกัน”  เเม้ในใจจะตอบไปก็ตาม เเต่ในความเป็นจริงฉางกวงก็เรียบเฉยไม่รู้ว่าจะเอ่ยวาจาอันใดได้  พอเเข่งขันเสร็จงานนี้ก็จบลงพอดี ทั้งสองจึงเดินออกมาดั่งคู่บำเพ็ญปกติ


    “วันนี้ขอบใจเจ้ามากนะ ที่ทำให้ข้าเข้าใจเรื่องความรัก”  คุณหนูจินเอ่ยจบก็รีบจากไปอย่างรวดเร็ว


    “เฮ้อ คนหล่อเท่ห์เช่นข้า เเม้ไม่ทำอันใดก็มีคนเข้าหา”  ฉางกวงกล่าวอย่างเหนื่อยใจ 

    เเต่ถ้าเจียงหวงหรืออาจารย์ของเขามาได้ยินเข้า เกรงว่าจะต้องสบถในใจถึงความหลงตัวเองของฉางกวงอย่างเเน่นอน

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า ที่คุณอ่าน