ภูตวิญญาณโอสถที่มีตบะอยู่ในระดับเดียวกันกับศาสดาโอสถจางเต้าหลิง!
ไม่ใช่เจินเซียน[1](เทพเซียน) ก็เป็นครึ่งเซียน!
“เป็นสิ่งมีชีวิตแบบไหนกันแน่ แล้วมาจากไหน?”
ครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ สวีหยางอี้ตัดสินใจไม่สนใจเรื่องนี้ชั่วคราวแต่สำหรับการหลอมยาโอสถครั้งต่อไป จำเป็นต้องมีสมาชิกผู้เชี่ยวชาญวิชาเวทป้องกันตัวสิ่งเดียวที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนในตอนนี้ก็คือตบะของภูตวิญญาณโอสถไม่มีทางเกินกว่าผู้ฝึกตนนักหลอมยาแน่นอน
แล้วเรื่องผู้เชี่ยวชาญวิชาเวทป้องกันล่ะ หายากไหม?
เขากล้าพนันเลยว่าหลังจากตัวเขาสะสางธุระหลายๆ อย่างเสร็จสิ้นเพียงเขาเอ่ยปากจะต้องมีผู้ฝึกตนที่เชี่ยวชาญวิชาเวทป้องกันแห่มาเป็นโขยงอย่างแน่นอน!
หลังจากสงบสติอารมณ์ตัวเองกลับเป็นปกติเขาก็เริ่มทำความเข้าใจกับภูตวิญญาณโอสถที่ได้รับมาเมื่อครู่!
พลังพิเศษของมัน... ไม่ธรรมดา แต่ก็ไม่ชวนตื่นเต้น
จดจำไม่ลืม!
เมื่อผ่านตา ไม่มีทางลืม!
ไม่ว่ามองดูอะไรสักอย่างนานแค่ไหน ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเพียงกวาดมองหนึ่งครั้งก็จำได้ไม่มีวันลืม ไม่ว่าจะเป็นบทสนทนายืดยาวแค่ไหนขอแค่เขานึกขึ้นก็จำได้เหมือนใหม่
นี่เป็นพลังพิเศษของภูตวิญญาณโอสถตัวเมื่อครู่!
“เหมือนจับฉลากชิงโชคเลย” เขาคลี่ยิ้มมองโอสถวิเศษในมือ
ยารองสามสายเส้นสีดำเม็ดกลมกลึงดูคล้ายก้อนไฟนอนสงบอยู่บนมือเขา
โอสถหลอมจิตช่วยให้ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่เลื่อนขั้นได้ไม่ดีเท่าไรแต่จะออกฤทธิ์ได้ดีกับขั้นจู้จี แต่ต่อให้รู้แบบนี้ ก็มีผู้ฝึกตนมากมายที่ติดแหงกอยู่กับการบรรลุระดับย่อยทะลวงผ่านทัณฑ์อุปสรรคไม่ได้สักทีดังนั้นโอสถหลอมจิตจึงเป็นยาที่ช่วยเสริมพลังจิตของพวกเขาให้กล้าแกร่งขึ้นเป็นยาสำคัญที่ใช้สำหรับการทะลวงทัณฑ์อุปสรรค
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ใช้โอสถเม็ดนี้ไม่ได้
ตอนนี้พลังปราณที่เขากักเก็บไว้ในร่างกายมีเพียงประมาณสามส่วนสิบของปริมาณการกักเก็บในขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางซึ่งยังอยู่ห่างจากการเลื่อนขั้นครั้งต่อไปของเขาอย่างน้อยเจ็ดถึงแปดปี
สวีหยางอี้นิ่งเงียบไปพักใหญ่ จากนั้นก็กำหนดพลังจิตเอ่ยขึ้นในใจ“หลี่จงหยวน เมาปาเอ้อ เข้ามานี่”
ไม่ถึงสิบนาที เมาปาเอ้อกับหลี่จงหยวนก็เดินเข้ามาพร้อมกันทั้งสองยังคงขึงตาใส่กันเหมือนเดิม เดินเข้ามาได้ไม่ทันไร เมาปาเอ้อก็ร้องเสียงหลง“OMG! !”
ภายในห้องฝึกตนเต็มไปด้วยรอยร่องลึกบนกำแพงหินซับเสียงทั่วห้อง!
และ... ค่ายกลหลอมปราณระดับสูงก็ถูกฝ่ากลางแหวกตาเวทไปเป็นที่เรียบร้อยทำให้เสื่อมอิทธิฤทธิ์ไปทันที หากจะให้เชื่อมอักขระอาคมใหม่ก็ต้องเสียเงินอีกจำนวนมาก
“ที่รัก! ตอนที่นายตกอยู่อันตรายนึกถึงฉันบ้างก็ดี! นึกถึงฉันผู้ที่จงรักภักดีและพร้อมเสียสละชีวิตเพื่อนาย!”เมาปาเอ้อยืนสองขาทาบอุ้งเท้าไว้บนเนินอกสวีหยางอี้ “นายทำอะไรลงไป?! ไหนบอกฉันมาซิ?! บอกฉันมาว่าใครหน้าไหนมาหาเรื่องนาย!เดี๋ยวเจินเหรินอย่างฉันไปจัดการเอง!”
“เจินเหริน?!” หลี่จงหยวนเอ่ยขึ้นน้ำเสียงดูถูก“ฝันกลางวันอยู่รึไง?”
“ต่อให้ตอนนี้ไม่ใช่ ในอนาคตเตรียมเรียกฉันว่าเจินเหรินได้เลย!”เมาปาเอ้อพูดอย่างไม่พอใจ “ใครจะไปเหมือนนาย... ไม่มุ่งไขว่คว้าไร้ซึ่งปณิธานเป็นบุคคลไร้รายได้ ไร้พลังและไร้ความสามารถ...ใครใช้ให้นายริอาจมาต่อปากต่อคำกับฉัน? นายที่อยู่อยู่ข้างๆฉันตอนนี้ยังไม่อาจส่งเสริมบารมีของเจินเหรินอย่างฉันให้สมเกียรติได้เลย...มิสู้ถอยไป?”
เห็นได้ชัดว่าฝีมือการประชันฝีปากของหลี่จงหยวนเทียบกับเจ้าสุขุมจอมเหล่เหลี่ยมตัวนี้ไม่ได้เขากรอกตาใส่เมาปาเอ้อก่อนเดินมาด้านหน้าสวีหยางอี้ ครั้นกำลังเอ่ยปากพูดเมาปาเอ้อก็เดินสองขามาขวางหน้า
“ริอาจมาแย่งบัลลังก์สัตว์เลี้ยงยอดรักกับฉันรึ...นับวันสนมน้อยอย่างนายยิ่งเหิมเกริมใหญ่แล้วนะ”
ใคร! ใครเป็นสนมน้อยกันวะ!
หลี่จงหยวนโมโหเดือดดาล กัดฟันกรอดจนฟันแทบหัก
แต่ว่า... ตัวเองก็กำลังแย่งบัลลังก์สัตว์เลี้ยงอยู่จริงๆ ...
“พอได้แล้ว” สวีหยางอี้ที่อารมณ์เป็นปกติคลี่ยิ้มเอ่ย “เมาปาเอ้อตอนนี้ตบะของนายอยู่ขั้นไหน?”
“ขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้น” เมาปาเอ้อกรอกตาให้เขา “ไม่สนใจฉันบ้างเลยเป็นห่วงฉันบ้างก็ได้ เด็กน้อยน่ารักคนก่อนหน้านี้หายไปไหนแล้ว”
สวีหยางอี้แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน เขาพยักหน้าและหันไปหาหลี่จงหยวน “นายล่ะ?”
“ขอแสดงความยินดีกับนายท่านด้วยครับ” หลี่จงหยวนไม่สนใจรอบข้างแม้แต่น้อยเขาโค้งคำนับเอ่ย “ผมกำลังประสบกับทัณฑ์อุปสรรคของระดับต้นอยู่ครับหากบรรลุได้ก็เข้าสู่ระดับกลาง”
สวีหยางอี้อือออตอบรับ หลังจากหลี่จงหยวนบรรลุระดับต้นก็ไม่มีการเปลี่ยนอะไรมากนัก ก็แค่พื้นที่มิติในช่องท้องกว้างขึ้นเท่าตัว
“รับไปซะ” เขาโยนวัตถุสีดำเม็ดหนึ่งออกจากมือ “กินมันที่นี่แล้วทะลวงขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้นสู่ระดับกลางให้ได้”
“ครับ” หลี่จงหยวนตอบรับอย่างเคยชิน คลี่ยิ้มโค้งอย่างลืมตัว“ขอบพระคุณนาย...”
ยังพูดไม่ทันจบ เขาก็หยุดชะงัก
ไม่ใช่สิ! ไม่ใช่
วัตถุสีดำเมื่อครู่ดูคุ้นตายิ่งนัก!ดูเหมือนจะเคยเห็นในวิดีโอเกี่ยวกับผู้ฝึกตนยุคโบราณ และเคยเห็นตามสารคดีบนโลกอินเทอร์เน็ตมาหลายครั้งแล้ว!
คำว่านายท่านยังพูดไม่ทันจบทั้งร่างกายเขาประหนึ่งถูกร่ายมนตร์สะกดแช่แข็ง ศีรษะเกร็งค้างและค่อยๆหันมากึกกักคล้ายหุ่นยนต์ มือคว้าสิ่งนั้นมา ก้มหน้ามองอย่างไม่ละสายตา
รูปทรงแบบนี้...
คลื่นพลังชีวิตแบบนี้...
กลิ่นหอมสมุนไพรแบบนี้...
หรือว่า...
ไม่ใช่ เป็นไปไม่ได้... นายท่านกับล้อฉันเล่นอยู่แน่ๆ อ่อ จริงสิเขาเคยบอกว่าจะหลอมยา แต่ไม่มีทางหลอมยาแบบนี้อย่างแน่นอน... นี่มันลูกกวาดสินะ!ช็อกโกแลตเอ็มแอนด์เอ็มแน่ๆ .... เหอะๆๆ ฉันนี่ช่วงฉลาดเหลือเกินไม่มีทางเดาพลาดหรอก... แหะๆ
แต่ว่า... ไม่น่าใช่...ช็อกโกแลตเอ็มแอนด์เอ็มมีกลิ่นหอมสมุนไพรได้อย่างไร มันเป็นช็อกโกแลตไม่ใช่เหรอ...
“นาย นาย นายท่าน...” เมื่อหลี่จงหยวนเงยหน้าขึ้นมาสีหน้าเขาก็ซีดเผือดลงทันที มือสั่นอย่างรุนแรง น้ำเสียงตะกุกตะกักสายตาจ้องมองสวีหยางอี้อย่างตกตะลึงเป็นไก่ตาแตก เขารู้สึกเหมือนลิ้นพันกัน
เมาปาเอ้อกลับนิ่งเงียบไม่พูดอะไร ได้แต่มองในมือหลี่จงหยวนอย่างอึ้งงันและหันไปมองสวีหยางอี้ สลับมามองวัตถุสีดำ พลันหันไปมองสวีหยางอี้อีกที...สลับไปสลับมา
“นี่มัน... นี่ นี่มัน... โอสถ...” สีหน้าของหลี่จงหยวนประเดี๋ยวแดงเรื่อประเดี๋ยวขาวซีด อยู่ๆ บุญวาสนาอันยิ่งใหญ่ก็หล่นทับเขาแต่ว่าเขาไม่กล้าดีใจอย่างออกนอกหน้า เพราะกลัวว่าความผิดหวังจะตามมา
“ฉันเพิ่งหลอมเสร็จเมื่อครู่ โอสถหลอมจิต... พอดีเลยนายลองใช้มันทะลวงทัณฑ์อุปสรรคดูสิ” สวีหยางอี้ยิ้มอย่างไม่เสียดาย
กินไปแล้ว ไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ ตัวเขาเองก็หลอมใหม่ได้... ทำไมต้องเสียดาย
ทุกๆ การเรียนรู้มักยากตอนเริ่มต้นหลังจากเขาเรียนรู้ทำความเข้าใจคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ทีละขั้นฝึกฝนผ่านน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง... ทุกขั้นตอนและเนื้อหาสำคัญได้สลักลงสมองเขาอย่างฝักแน่นไปแล้ว
โอสถหลอมจิต!
เพียงคำพูดง่ายๆ เหมือนไม่คิดอะไร แต่เปี่ยมด้วยความหมายสำหรับหลี่จงหยวน!
“นี่ นี่เป็น เป็นโอสถวิเศษจริงๆ เหรอครับ?” ในที่สุดหลี่จงหยวนก็พูดจนครบประโยคแต่ตอนที่ตัวเองพูดประโยคนี้ออกไป ตัวเขาก็ตาแดงก่ำขึ้นมาไม่รู้ตัว
“นายไม่ได้กลั่นยาเหลวหรอกเหรอ?!” เมาปาเอ้อไม่มีอารมณ์ยั่วยุหลี่จงหยวนเขาเอ่ยถามเสียงหลง
“นายคิดว่าไงล่ะ...” สวีหยางอี้บิดขี้เกียจอย่างสบายตัว“คิดว่ากัดไปแล้วจะแตกเป็นน้ำรึไง?”
“นายท่าน!!” วินาทีต่อมา หลี่จงหยวนนั่งคุกเข่าก้มหน้าลงไปที่พื้นทันที“ผม ผมพร้อมยอมตายเพื่อนายท่านตลอดไป!”
เขาไม่ต้องการเลือกเส้นทางอื่นอีกต่อไป
เขาพูดขึ้นอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ศาสตร์หลอมโอสถ... ปรากฏขึ้นบนโลกแล้ว!
ปรากฏขึ้นมาอย่างแท้จริง! ทั้งอยู่ในมือของเจ้านายตัวเองคนนี้!
หลี่จงหยวนเข้าใจทุกอย่าง... ปะติดปะต่อเรื่องทั้งหมดได้ในทันทีตอนแรกที่สวีหยางอี้ใช้เขาไปซื้อวัตถุดิบปรุงยาจริงอยู่ที่เจ้านายตัวเองต้องการหลอมยา! แต่ไม่ใช่ยาน้ำเหลวที่ใช้ทั่วไป แต่ว่ากลับเป็นโอสถวิเศษของจริง!โอสถวิเศษจากศาสตร์หลอมโอสถโบราณ!
ปีศาจสัตว์เลี้ยงหนึ่งตัวได้มีโอกาสยืนหยัดเคียงข้างปรมาจารย์โอสถเพียงหนึ่งเดียว...อนาคตอันสดใสสมบูรณ์แบบกำลังรอเขาอยู่!
ในช่วงพริบตา หลี่จงหยวนยอมสยบอย่างหมดใจ
ปราศจากความคิดทรยศหักหลังแม้แต่น้อย
“หยางอวี้!” ดวงตาของเมาปาเอ้อคล้ายมีเปลวไฟปะทุออกมา “เป็นโอสถวิเศษจริงๆด้วย! นายหลอมโอสถวิเศษของศาสตร์หลอมโอสถโบราณได้สำเร็จจริงๆ เหรอเนี่ย?!”
“แน่นอน” สวีหยางอี้คลี่ยิ้ม “หลังจากนี้ ฉันยังต้องใช้เงินอีกเยอะนายจงจำให้ขึ้นใจ”
“พูดอะไรออกมาวะ!!!” หลังจากเมาปาเอ้อได้ยินคำยืนยันอีกครั้งก็กระโดดโลดเต้นไปไปมาพร้อมส่งเสียงตะโกน “แม่งเอ๊ย! สุดยอด!! โคตรเจ๋ง!!เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่โคตรเจ๋งที่สุดในยุคสมัยนี้แล้ว!”
“ศาสตร์หลอมโอสถโบราณเชียวนะ! หลอมโอสถวิเศษ! เป็นศาสตร์หลอมโอสถจริงๆด้วย! หายสาบสูญเกือบสองร้อยปี! สองร้อยปีเชียวนะ! นายทำมันสำเร็จจริงๆ ด้วย!”
“เงินงั้นเหรอ? มันแค่อะไร! ของหมูๆ !ได้ฉันจำได้ขึ้นใจ! นายต้องใช้เงิน! ใช้เยอะด้วยสิ! ขอแค่นายเอ่ยปากเงินจะลอยเข้ากระเป๋านายทันที!!!”
เมาปาเอ้อพูดซ้ำไปซ้ำมาด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน แสดงถึงความเต้นตื่นดีใจเหนือสิ่งอื่นใดเปรียบ!
“นายท่าน! ทั้งโลกนี้ มีคุณคนเดียวที่ครอบครองของสิ่งนี้!มีเพียงคุณคนเดียวเท่านั้น!” หลี่จงหยวนยืนขึ้นเสียงพร่าแหบเพราะเมื่อครู่ตื่นเต้นเกินไป “คุณคิดว่ามันมีมูลค่าเท่าไหร่!ผมกล้าพนันเลยว่าคุณจะมีอำนาจล้นพ้นอยู่ในมือ!และกลายเป็นผู้ฝึกตนระดับแถวหน้าของโลก!”
“เรื่องหลังจากนี้ค่อยว่ากันอีกที”สวีหยางอี้ชี้นิ้วไปที่โอสถหลอมจิตอีกครั้ง “ยังไม่กินมันลงไปอีก? นี่เป็นโอสถวิเศษเม็ดแรกในรอบสองร้อยปีเชียวนะ”
“ครับ! ครับ! ครับ! !” หลี่จงหยวนหยิบเม็ดโอสถขึ้นมาอย่างลนลานแววตาดูหลงใหลเหม่อลอย หยิบเข้ามาสูดดมใกล้ๆ แต่กลับยังไม่กล้ากลืนลงไป
“ทำไม?” สวีหยางอี้ขมวดคิ้ว
“นายท่านครับ...” เนินอกหลี่จงหยวนกระเพื่อมขึ้นลง “ของของสิ่งนี้ล้ำค่าเกินไป ผม ผม ผมทำใจกินไม่มีลง... นี่ นี่แกจะทำอะไร!ฉันยังไม่หมดธุระกับแก! วิชาดาบวายุ!!!!”
ดาบวายุยาวครึ้งเมตรเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นหลี่จงหยวนใช้พลังปราณทั้งหมดเสกดาบนี้ขึ้นมาภายในพริบตาจากนั้นก็ขว้างมันพุ่งเข้าใส่สุนัขที่ชอบทำท่าทางเหมือนคนตัวนั้นเจ้าสุนัขพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้สีขาวดำวิ่งด้วยสองขาหลัง ถือเม็ดโอสถด้วยสองขาหน้าสลับกับกระโดดโหยงๆอย่างรวดเร็ว
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!!” หลี่จงหยวนตาแดงก่ำ ลูกตาแทบถลนออกมาจากเบ้าเขาแผดเสียงตะโกนดังลั่นจนสวีหยางอี้ต้องยกมือปิดหูจากนั้นก็พุ่งเขาไปหาเมาปาเอ้ออย่างเป็นบ้าเป็นหลัง
เมื่อครู่ เจ้าหมาเจ้าเล่ห์ตัวนี้กระโดดแย่งโอสถวิเศษนี้ไปตอนเขาเผลอ!
เมาปาเอ้อวิ่งแจ้นไปที่ประตูอย่างรวดเร็วดูจากท่าทางส่ายหางไปมาของมันแล้ว รู้เลยว่ามันดีใจมากแค่ไหน
หลี่จงหยวนแทบอยากจะฆ่าเขาให้ตาย!
นี่มันโอสถวิเศษที่นายท่านมอบให้เขาเชียวนะ!
ไม่ใช่ยาเหลวที่ใช้กันทั่วไป!
เป็นโอสถวิเศษเม็ดแรกที่เพิ่งออกจากเตาในรอบสองร้อยปี!
และคู่ควรแก่การเลื่อนขั้นทะลายตบะของเขาในตอนนี้!เป็นสิ่งที่นายท่านมอบให้เขากับมือ!
แต่กลับถูกไอ้หมาหน้าโง่แย่งไปต่อหน้าต่อตา!
“แพลบ!” ลิ้นยาวเยียดตวัดออกจากปากหลี่จงหยวนทันทีพุ่งตรงไปที่เมาปาเอ้ออย่างรวดเร็ว ด้านเมาปาเอ้อได้ยินเสียงบางอย่างแหวกอากาศมาจึงหันไปดูจากนั้นก็ตกใจสะดุ้งโหยง “นี่แกเอาจริงเหรอ? !”
“หุบปาก!” หลี่จงหยวนกัดฟันกรอด “เอาคืนมา!! ไม่งั้นแกกับฉันต้องตายกันไปข้าง !!”
“พอได้แล้ว” ในที่สุดสวีหยางอี้ก็เอ่ยปากขึ้น เมาปาเอ้อหยุดฝีเท้าลงสีหน้าของหลี่จงหยวนดูลังเล แต่ก็หยุดการกระทำทุกอย่างลง
เขากำลังลังเลว่าจะฆ่าไอ้หมาตัวนี้ทิ้งดีหรือไม่
“เอาคืนให้เขาไป” สวีหยางอี้ขมวดคิ้ว “หลังจากนี้ยังมีอีก จะรีบร้อนทำไมนายยังไม่เจอกับทัณฑ์อุปสรรคสักหน่อย”
“ทำไมนายเย็นชาแบบนี้!” เมาปาเอ้อรู้สึกเหมือนถูกเผาขึ้นจนโล้นโกร๋น“ฉันอุตส่าห์เสี่ยงชีวิตแย่งมา! แต่นายกลับไม่เห็นใจฉัน!!”
“นายรู้ไหมว่านี่คืออะไร? นายรู้ไหมมูลค่าของมันมหาศาลแค่ไหน?! นายรู้...”
“แต่ที่นายแย่งไปมันเป็นของของฉัน” สวีหยางอี้คลี่ยิ้ม“ฉันให้เวลานายหนึ่งอาทิตย์สำหรับร่างแผนการตลาดค้าขายหลอมโอสถวิเศษ ถ้าทำไม่ได้ฉันจะเปลี่ยนคน ... ฉันต้องการเวลาสามเดือนเพื่อหลอมโอสถวิเศษสิบสองเม็ดหลังจากนั้นมอบหมายให้นายจัดการโฆษณาทั้งหมด”
“ไม่ได้!!” เมาปาเอ้อกับหลี่จงหยวนตะโกนเสียงสูงขึ้นพร้อมกัน“แผนการตลาดอะไรกัน!? ไม่จำเป็น!”
“ประมูล! เปิดประมูล! ต้องเปิดประมูลเท่านั้น! !”คล้ายมีเหรียญเงินกลิ้งกรอกอยู่ในดวงตาของเมาปาเอ้อ“ฉันกล้ารับประกันเลยว่าเรื่องนี้จะต้องสะเทือนทั่วทั้งโลกผู้ฝึกตน! !”
--------------------------------------------------------------------------------
[1] เจินเซียนคือคำสรรพนามกลุ่มเดียวกับคำว่า ‘เจินเหริน' หรือ‘จวินเหริน’ ใช้เรียกผู้ฝึกตนที่บรรลุเป็นเทพเซียนบนชั้นฟ้า