ตอนที่46 ทักษะการฝังเข็ม
ฟู่เซินถูกอารองวิ่งไล่จนทันและในที่สุดเขาก็ต้องถูกตีแต่ทว่าฟู่ต้าจวงกลับค้นพบความแข็งแรงของหลานชายคนนี้ได้โดยบังเอิญดังนั้นเขาจึงได้วางแผนที่จะแนะนำวิธีออกกำลังกายในตอนเช้าให้กับฟู่เซิน
ในเวลาเดียวกันนั้นหวังซู่เหมยและคนอื่นก็ได้เริ่มเข้าครัวเพื่อทำอาหารกันแล้วเนื่องจากวันนี้มีคนช่วยทำกับข้าวเยอะแล้วดังนั้นฟู่เหมี่ยวและฟู่เยี่ยนจึงไม่จำเป็นต้องเข้าไปช่วยในครัวส่านทางด้านฟู่ต้านีและฉือหมิ่นก็ได้ช่วยกันล้างและหั่นผักอยู่
ขณะที่หวังซู่เหมยกำลังทำอาหารอยู่นั้นเธอก็ได้พูดกับฉือหมิ่นเกี่ยวกับการไปที่บ้านของฟู่เหล่าชวน
“เสี่ยวหมิ่นฉันคิดว่าเธอกับต้าจวงควรจะออกไปเดินเล่นสักหน่อยนะจะได้เอาของฝากไปเยี่ยมพ่อสามีของเธอด้วยเพราะถึงอย่างไรต้าจวงก็กลับมาเยี่ยมบ้านทั้งทีก็ควรจะไปเยี่ยมเขาสักหน่อยฉันกับพี่ใหญ่ของเธอไม่ได้ไปที่บ้านของเขานานมากแล้วล่ะแต่นั่นก็เป็นเพราะเขาทำไม่ดีต่อพี่ใหญ่ของเธอมาโดยตลอด”
“แต่กับต้าจวงนั้นไม่เหมือนกันหากเขากลับมาแล้ว แต่ไม่ได้เยี่ยมพ่อของตัวเองเลยฉันคิดว่ามันจะส่งผลเสียตัวตัวเขาเองมากกว่านะ”
“พี่สะใภ้แต่ว่าพ่อสามีของพวกเรา เอ่อ... เขาไม่ใช่คนฉลาดเลยจริง ๆ นั่นแหละค่ะ”ฉือหมิ่นหันไปมองซ้ายมองขวา ก่อนจะพูดถึงพ่อสามีของเธอออกไปตามตรงแต่ทว่าฟู่ต้าจวงนั้นยังต้องทำงานในกองทัพ แม้ว่าชื่อเสียงดี ๆที่เขาสร้างในบ้านเกิดของตัวเองนั้นอาจดูไม่มีประโยชน์อะไรแต่หากชื่อเสียงที่ไม่ดีของเขาหลุดออกไป มันจะต้องส่งผลกระทบต่อเขาอย่างแน่นอน
แม้ว่าเธอเองก็รู้สึกไม่ค่อยชอบพ่อสามีที่คอยบงการชีวิตของลูกๆ แบบนี้เท่าไหร่นักก็ตาม แต่เมื่อมองอีกมุมหนึ่งแล้วเขาก็เป็นผู้อาวุโสที่สุดในครอบครัวของพวกเธอตอนนี้แล้วดังนั้นพวกเธอก็ควรจะแสดงความกตัญญูต่อเขา และนั่นก็เป็นสิ่งที่ควรจะทำที่สุด
ในยุคนี้แม้ว่าจะเป็นแค่ชาวไร่ชาวนาธรรมดาคนหนึ่งแต่ตราบใดที่ไม่ได้ไปขโมยหรือปล้นของคนอื่นแค่นี้ก็สามารถใช้ชีวิตโดยที่ไม่มีใครมาดูถูกได้แล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงลูกชายคนหนึ่งที่เป็นทหาร และอีกคนหนึ่งเป็นพนักงานโรงงานเลย
หลังจากที่คุยกันอยู่ครู่หนึ่งฉือหมิ่นก็ได้ล้างมือก่อนจะเดินออกไปคุยกับฟู่ต้าจวงที่อยู่ข้างนอก
ขณะที่หวังซู่เหมยและฉือหมิ่นคุยกันอยู่นั้นฟู่ต้านีก็อยู่ด้วยเช่นกัน แต่เธอก็ไม่ได้พูดหรือมีท่าทีที่โกรธเคืองใด ๆ เลยซึ่งโดยปกตินั้นเธอมักจะเป็นคนที่พูดน้อยเวลาอยู่ต่อหน้าเหล่าพี่ชายของเธออยู่แล้วแต่เธอนั้นก็เข้ากับพี่สะใภ้ได้เป็นอย่างดี และเธอเองก็ไม่อยากอยู่ใกล้ ๆกับพ่อของตัวเองด้วยเช่นกัน
“พี่สะใภ้ใหญ่ทำไมพ่อถึงต้องทำแบบนั้นด้วยล่ะคะ ? ทั้งที่เขาดีกับพวกฉันทุกคนแต่ทำไมเขาถึงต้องทำแบบนั้นกับพี่ใหญ่อยู่คนเดียวด้วยล่ะ ? ” ฟู่ต้านีรู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อยเพราะก่อนที่พี่ใหญ่ของเธอจะบอกว่าเขาได้เข้าร่วมกับกองทัพตอนนี้นั้นพ่อของเธอยังชอบเขามาก ๆ อยู่เลย
หวังซู่เหมยรู้ถึงเหตุผลทุกอย่างเป็นอย่างดีแต่เธอก็ไม่สามารถพูดมันออกไปได้ แม้ว่าเหตุผลของฟู่เหล่าชวนจะดูไร้สาระมากก็ตามแต่ก็เป็นเพราะสิ่งนั้นคือปมที่อยู่ภายในใจของเขา
ทว่าหวังซู่เหมยเองก็ไม่คิดว่าเธอจะสามารถปกปิดเรื่องนี้ไปตลอดแต่อย่างใดและฟู่ต้าหย่งก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกันซึ่งสักวันหนึ่งเรื่องนี้ก็จะต้องถูกเปิดเผยอยู่แล้วแต่เพียงแค่พวกเขารู้สึกว่าการพูดถึงเรื่องนี้มันไม่ได้มีประโยชน์อะไรก็เท่านั้น
อย่างไรก็ตามฟู่ต้าหย่งได้หมดความอดทนกับฟู่เหล่าชวนไปแล้วจริง ๆเพราะตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาพ่อของเขาได้ใช้ข้อแก้ตัวที่ไร้เหตุผลมาคอยขัดขวางความก้าวหน้าของเขาอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะทำอะไรเขาก็มักจะถูกขวางหรือรั้งให้เกิดความล่าช้า ซึ่งนี่ถือว่าเป็นโชคร้ายของเขาที่ต้องมีพ่อแบบนี้แต่สำหรับเสี่ยวจินและลูกทุกคนของเขานั้นไม่ได้มีความผิดพวกเขาจะต้องเป็นนกอินทรีที่โบยบินได้อย่างอิสระซึ่งฟู่ต้าหย่งยังคงคาดหวังเป็นอย่างมากว่าลูก ๆของเขาทุกคนนั้นจะต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุด และได้ทำในสิ่งที่ชอบอย่างที่ใจต้องการ
นับตั้งแต่ที่ฟู่เยี่ยนได้เปิดเผยความสามารถของเธอฟู่ต้าหย่งก็รู้ได้ทันทีว่าวันนั้นอยู่ไม่ไกลแล้ว
ในตอนนี้ฟู่ต้าจวงได้ออกไปกับฉือหมิ่น ส่วยฟู่เจี๋ยฟ่างไม่ได้ตามไปและตอนนี้เขาก็กำลังไปดูโสมกับเสี่ยวฮั่วอยู่โดยมีเสี่ยวฉุ่ยตามทั้งสองไปด้วยเช่นกัน
ฟู่เหมี่ยวนั้นให้ความสนใจกับการปลูกโสมในสวนหลังบ้านเป็นอย่างมากเธอกลัวว่ามันจะโดนฝนและแสงแดดมากจนเกินไปจึงได้ขอให้พ่อของเธอสร้างโรงเรือนขึ้นมาสำหรับโสมโดยเฉพาะ เมื่อเห็นเช่นนั้น หวังซู่เหมยจึงได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่าเธอควรจะดูแลโสมทั้งหมดนี้เพื่อตอบแทนที่พ่อของเธอสร้างโรงเรือนให้
เสี่ยวเจี๋ยฟ่างเองก็เป็นเด็กที่ฉลาดและกระตือรือร้นมากๆ เมื่อเห็นโสม เขาก็อยากที่จะจับใบของมันแต่ไม่คาดคิดเลยว่าเสี่ยวฉุ่ยพี่สาวผู้น่ารักอยู่เสมอกลับจ้องเขม็งมาที่เขาด้วยสายตาที่เฉียบคม
ฟู่เจี๋ยฟ่างที่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมากจึงรีบวิ่งไปไปหลบอยู่ข้างหลังฟู่เซินทันที
เมื่อเห็นเช่นนั้นฟู่เซินจึงได้จับไปที่ไหล่ของเขา ก่อนจะพูดอธิบายไปว่า
“เสี่ยวเจี๋ยฟ่างนายจะไปแตะต้องโสมของพี่เสี่ยวฉุ่ยแบบนั้นไม่ได้หรอกนะ หากนายแตะต้องมันล่ะก็เธอจะต้องตีนายแน่ ๆ ! ”
เขาต้องปกป้องลูกพี่ลูกน้องของเขาเอาไว้ให้ดีมิเช่นนั้นอารองจะต้องตีเขาอย่างแน่นอน เขาไม่อยากทนทรมานกับความเจ็บปวดอีก !
ในตอนนี้ลี่ลี่และเฟินเฟินมีท่าทีที่ดูร่าเริงขึ้นมามากแล้วเมื่อเห็นว่าลูกพี่ลูกน้องของตนเองกำลังถูกดุพวกเธอจึงรีบเดินเข้ามาพร้อมกับช่วยพูดไกล่เกลี่ยทันที
“พี่เสี่ยวฉุ่ยอย่าโกรธเสี่ยวเจี๋ยฟ่างเลยนะเขาไม่ได้ตั้งใจทำลายโสมของพี่หรอก เสี่ยวเจี๋ยฟ่างพวกเรามาช่วยกันรดน้ำโสมกันเถอะ”
เสี่ยวเจี๋ยฟ่างไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพยักหน้ารับเท่านั้นก่อนที่เขาจะตักน้ำขึ้นมาในปริมาณที่เหมาะสม และรดมันลงไปอย่างระมัดระวัง
ฟู่เยี่ยนมองยังภาพนี้ด้วยความขบขันใครจะโกรธเด็กที่น่ารักขนาดนี้ได้ลงคอกัน ?
อีกด้านหนึ่งฟู่ต้าจวงและฉือหมิ่นก็ได้มาถึงบ้านของฟู่เหล่าชวนแล้ว
ทันทีที่ฟู่ต้าจวงเดินผ่านประตูบ้านเข้าไปภาพความทรงจำเก่า ๆ ของเขาก็ได้ปรากฏขึ้นมาทันที
ภาพของแม่ผู้สง่างามได้ปรากฏขึ้นมาในทันทีเธอเป็นคนที่ชอบปลูกดอกไม้เล็ก ๆและยังได้ปลูกมันเอาไว้ใต้ขอบหน้าต่างของห้องหลักอีกด้วยแม้ว่ามันจะไม่ได้มีราคาที่แพงมากนักก็ตาม แม่ของเขาเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีทั้งยังดูมีชีวิตชีวาและร่าเริงอยู่เสมออีกด้วย
แต่ตอนนี้กระถางดอกไม้ที่แม่ของเขาเคยปลูกได้ถูกโยนทิ้งเอาไว้ที่มุม ๆหนึ่งของบ้านไปเสียแล้วทั้งยังมีฝุ่นและใบไม้ที่ร่วงหล่นทับถมอยู่เต็มลานบ้านไปหมดอีกด้วย
ฟู่ต้าจวงยังจำตอนที่เขาเป็นเด็กได้ดีในตอนนั้นเขาชอบวิ่งเล่นไปรอบ ๆ หมู่บ้านอยู่เสมอซึ่งแม่ของเขาก็ไม่เคยดุเลยสักครั้งทั้งยังคอยเอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเหงื่อให้กับเขา พร้อมกับพูดชมเขาอีกว่า “ต้าจวงลูกวิ่งเร็วมากเลย แม่ตามลูกไม่ทันแล้วนะ”
ซึ่งตั้งแต่ที่แม่ของเขาได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับสถานที่แห่งนี้ก็ไม่ใช่บ้านของเขาอีกต่อไปแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนั้นฟู่ต้าจวงได้ดึงสติของตัวเองกลับมาได้ในทันที และฟู่เหล่าชวนก็ไม่อยู่บ้านอีกด้วยวันนี้เขาเข้าทำงานกะเย็น และจะกลับบ้านอีกทีก็คือเช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้
แต่ยังคงมีหนิวชุ่ยฮวาที่ต้อนรับฟู่ต้าจวงและภรรยาของเขาด้วยความอบอุ่นตอนนี้ลูกชายคนรองของสามีเธอได้กลับมาแล้ว ในตอนนี้เธอจึงรู้สึกมีความสุขมาก ๆ ! หลังจากนี้เธอก็แค่รอให้ลูกชายคนโตและลูกชายคนรองของสามีทะเลาะกันเท่านั้น
หนิวชุ่ยฮวาเอ่ยถามถึงครอบครัวของฉือหมิ่นอยู่ครู่หนึ่งและฉือหมิ่นเองก็ตอบคำถามของเธอไปด้วยท่าทีที่สุภาพจนในที่สุดหนิวชุ่ยฮวาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปก่อนที่จะเริ่มถามถึงเรื่องเกี่ยวกับเนื้อหาในจดหมายฉบับนั้น
“ต้าจวงพ่อของนายเป็นกังวลมากเลยนะ เขากลัวว่านายจะหมกมุ่นอยู่แต่กับการฝึกมากเกินไปจนไม่ใส่ใจในเรื่องสุขภาพของตัวเองก็เลยเขียนจดหมายถึงนายหลายฉบับเลยและขอให้จู่จื่อไปส่งมันนายได้รับจดหมายเหล่านั้นบ้างหรือเปล่า ? ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟู่ต้าจวงก็ได้แอบเย้ยหยันอยู่ภายในใจจดหมายทั้งหมดที่พ่อของเขาได้เขียนขึ้นมานั้นแท้จริงแล้วผู้หญิงคนนี้เป็นคนบงการทั้งหมดสินะ หากไม่มีเธอคอยยุยงมีหรือที่พ่อจะคิดถึงเขาจนเขียนจดหมายถึงเขาแบบนี้
ทันใดนั้นเองเขาก็ได้แสร้งทำเหมือนว่ารู้สึกประหลาดใจ ก่อนจะพูดออกไปว่า “โอ้พ่อเขียนจดหมายถึงผมด้วยอย่างนั้นเหรอ ? บางทีผมอาจจะยุ่งอยู่กับการฝึกมากเกินไปจริงๆ จนไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย เอาไว้หากกลับไป ผมจะลองไปหาดูนะครับ”
เมื่อได้ยินว่าเขายังไม่ได้รับจดหมายหนิวชุ่ยฮวาก็ได้สาปแช่งบุรุษไปรษณีย์ในใจทันทีเพราะนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เรื่องนี้ล่าช้า ! แต่เธอก็ไม่กล้าพูดอะไรออกไปในตอนนี้จึงทำได้เพียงแค่รอให้ชายชรากลับมาเท่านั้น
“ในเมื่อพ่อของผมไม่อยู่ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนก็แล้วกันครับ เอาไว้รอให้พ่อกลับมาผมค่อยมาเยี่ยมเขาใหม่”
ขณะที่พูดนั้นฟู่ต้าจวงและฉือหมิ่นก็ได้นำของฝากที่เตรียมมาให้กับหนิวชุ่ยฮวาก่อนจะเดินกลับออกมาในที่สุด
หลังจากที่พวกเขากลับไปแล้วหนิวชุ่ยฮวาก็ได้มองไปยังเห็ดป่าตากแห้ง และของตากแห้งอื่น ๆด้วยแววตาที่ดูถูกเหยียดหยาม คนรวยจริงเขาไม่เอาของแบบนี้มาเป็นของฝากหรอกนะ !
ต้องบอกเลยว่าการที่ไม่ได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสมนั้นเป็นอะไรที่แย่มากจริง ๆ
อีกด้านหนึ่งที่บ้านของฟู่ต้าหย่ง เมื่อเห็นเห็ดป่าตากแห้งพวกที่ฟู่ต้าจวงเตรียมมาเป็นของฝากดวงตาของเขาก็ได้เปล่งประกายขึ้นมาทันทีก่อนจะขอให้หวังซู่เหมยเอาเนื้อไก่ตากแห้งตัวสุดท้ายในบ้านออกมาปรุงอาหาร
ทางด้านฟู่ต้าจวงมันนานมากแค่ไหนแล้วกว่าเขาจะได้กลับมาเยี่ยมบ้านเกิดแบบนี้ดังนั้นเขาเองก็ควรจะต้องมีความสุขมาก ๆ เช่นกัน แต่ทว่าตอนนี้เขากลับรู้สึกแย่มากความรู้สึกภายในใจของเขานั้นเต็มไปด้วยความโกรธและความเศร้าเท่านั้นและวินาทีต่อมา เขาก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าทักษะของเสี่ยวฮั่วนั้นยอดเยี่ยมมากจริง ๆ
ทันใดนั้นเองฟู่ต้าจวงก็ได้เดินเข้าไปหาฟู่เยี่ยน ก่อนจะสะกิดเธอเบา ๆ
“เสี่ยวฮั่วอามีเค้กกุหลาบแสนอร่อยมาฝากเธอด้วยนะ เธอชอบมันหรือเปล่า ? ”
ฟู่เยี่ยนจึงหันไปมองทันทีก่อนจะเห็นว่าอารองของเธอกำลังยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ราวกับว่าเขากำลังวางแผนอะไรสักอย่างอยู่ ?
การที่ฟู่ต้าจวงกลับมาเยี่ยมบ้านในครั้งนี้เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างที่ดูลึกลับเกี่ยวกับหลานสาวของเขามากมายเลยทีเดียว ! แล้วความสามารถพวกนั้นมาจากไหนที่ไหนกันล่ะ?
แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าสิ่งนี้ไม่ได้เป็นอันตรายต่อครอบครัวของพวกเขาเลยแล้วเขาจะกังวลไปทำไม ? เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูสบายใจของพี่ชายเขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา หากจะพูดถึงการวางแผนต่าง ๆ แล้วพี่ใหญ่ของเขาก็ไม่ได้เป็นผู้หยั่งรู้อนาคตและเขาเองก็ไม่ได้มีความสามารถนั้นด้วยเช่นกัน
แต่ในความทรงจำของเขาที่ถูกพี่ใหญ่ทำโทษในตอนเด็กนั้นยังคงชัดเจนอยู่ในใจของเขาไม่เคยลืมเลือน
“เสี่ยวฮั่วเธอช่วยแสดงความสามารถของเธอให้ฉันดูอีกสักครั้งได้หรือเปล่า ? ”
ตอนนี้ฟู่เยี่ยนกำลังทานเค้กกุหลาบอยู่โอ้ เขาสนใจเรื่องการฝังเข็มอยู่อย่างนั้นหรือ เธอรู้ถึงความคิดของเขาได้ในทันทีแต่เขาจะอยากรู้เรื่องนี้ไปทำไมกัน แล้วทำไมต้องแอบมาถามเธอแบบนี้ด้วย ?
แต่ฟู่เยี่ยนก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนักเพราะเธอคิดว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรที่อารองของเธอจะรู้เรื่องทุกอย่างถึงอย่างไรพวกเขาทั้งหมดก็เป็นครอบครัวเดียวกัน นอกจากนี้อารองก็เป็นคนที่มีเหตุผลและยังเป็นคนดีอีกด้วย
หากฟู่ต้าจวงรู้ถึงความคิดของเธอเขาคงจะต้องกระอักเลือดออกมาแล้วอย่างแน่นอน มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อย่างนั้นหรือ ! นั่นคือวิธีการฝังเข็มเชียวนะ! เธอมองว่ามันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยได้อย่างไรกัน !