ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]

    บทที่ 147 กระดิ่งเรียกวิญญาณ และสมุดบันทึกของท่านฮุย

    กระดิ่งในมือผมเรียกว่า“กระดิ่งเรียกวิญญาณ” เสียงที่เขย่าออกมานั้นแหลมใสและชัดเจนมาก

            เมื่อก่อนตอนอยู่บ้านเกิด ผมเคยเห็นซินแสทำพิธีใช้ของพวกนี้มาก่อน ตอนนั้นยังหัวเราะเยาะอยู่เลยคิดไม่ถึงว่าวันนี้ตัวเองจะกลายเป็นคนแบบที่เคยหัวเราะเยาะเสียเอง

            เสียง “กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง” ดังไม่ขาดสาย

            บรรดาวิญญาณที่อยู่รอบข้างต่างถูกเสียงกระดิ่งดึงดูดความสนใจไปหมด ร่างของพวกมันหันมาโดยอัตโนมัติ แล้วเริ่มเดินตามผมออกไปเหมือนกับหมดสติ

            ภายใต้เสียงกระดิ่งนี้ ผีพวกนั้นยังเดินเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบเรียงตรงไม่มีใครแตกแถว

            ตราบใดที่ผมถือกระดิ่งอยู่ในมือ ผีพวกนี้จะไม่ 'แตกตื่น' และไม่ 'หลงทาง'

            นี่แหละคือคุณสมบัติของกระดิ่งเรียกวิญญาณ

            เนื่องจากผีพวกนี้เป็นผีพรายทั้งหมดพอรวมตัวกันแล้วก็ทำให้ไอความชื้นอบอวลหนาแน่นขึ้น

            แม้จะได้รับควันธูปของพวกเราไปแล้วแต่ก็ยังมีไอหยินจากน้ำหนักแน่นอยู่ดี

            ทุกครั้งที่เดินผ่านจะมีรอยเปียกของฝ่าเท้าเหลืออยู่บนพื้น

            พวกเขาค่อยๆ เดินตามผมออกจากท่าเรือทีละก้าวด้วยสภาพเช่นนี้

            หวังเหมิ่งกับคนอื่นๆนอกจากจะเห็นรอยเท้าเปียกน้ำที่ปรากฏบนพื้นเป็นบางครั้งก็เห็นเพียงผมที่เดินเขย่ากระดิ่งออกไปข้างนอก

            ไม่มีใครกล้าตามมา ได้แต่ยืนมองอย่างเงียบๆ อยู่ที่เดิม

            ไม่นาน ผมก็นำวิญญาณเหล่านี้มาถึงตรงจุดที่ท่านฮุยจอดรถไว้

            แต่พอมาถึงกลับพบกับฝูงหนูเต็มไปหมด ทั้งเล็กทั้งใหญ่ล้อมรอบรถวิญญาณไว้แน่นหนา

            ใต้รถ บนรถ หลังคารถ ล้วนเต็มไปด้วยหนูที่วิ่งวุ่นไปมาไม่หยุด

            พวกมันส่งเสียง “จี๊ดๆๆ” พร้อมกัน

            นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นหนูจำนวนมากขนาดนี้มารวมตัวกัน

            ท่านฮุยยืนถือถุงข้าวสารอยู่หน้ารถ ยิ้มแย้มพลางพูดว่า “กินสิๆ กินให้เยอะๆ โตไวๆ นะ”

            พูดจบก็โปรยเมล็ดข้าวในมือออกไปกำหนึ่ง

            ขาไป ท่านฮุยโปรยข้าวเลี้ยงผี

            ขากลับ คราวนี้เล่นใหญ่ มาโปรยข้าวเลี้ยงหนูเสียแล้ว

            ฝูงหนูพวกนั้นไม่กลัวท่านฮุยเลยแม้แต่น้อย

            พวกมันวิ่งวนอยู่รอบตัวเขาบางตัวถึงกับปีนขึ้นไปอยู่บนบ่าและบนหัวของเขา

            ท่านฮุยก็ไม่ได้ไล่พวกมัน เพียงหัวเราะ “ฮ่าๆๆ” อย่างสบายใจเหมือนกำลังเพลิดเพลินกับเหตุการณ์นี้

            ถึงอาจารย์จะบอกแล้วว่าท่านฮุยตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นหนูเฒ่าที่กลายเป็นภูต บำเพ็ญตนจนมีรูปร่างเป็นมนุษย์

            ถึงอย่างนั้น เมื่อผมเห็นภาพตรงหน้าก็ยังรู้สึกขนลุกแขยงแขนไปหมด

            หลังจากท่านฮุยโปรยข้าวไปอีกกำหนึ่งก็เหมือนจะสังเกตเห็นว่าผมพาวิญญาณมาถึงแล้ว

            เขาหันไปพูดกับฝูงหนูรอบตัวว่า “พวกตัวน้อยทั้งหลายรีบกินเร็ว กินเสร็จก็ไปได้แล้ว”

            พอหนูพวกนั้นได้ยินก็พากันเชิดหัวร้อง “จี๊ดๆๆ” ตอบรับท่านฮุย

            ท่านฮุยลูบไปที่หนูตัวใหญ่ตัวหนึ่งข้างๆตัวที่ขนเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาขาวแล้ว

            “ดีมาก พาทุกตัวกลับรังไปได้แล้ว”

            หนูตัวใหญ่นั้นร้อง “จี๊ดๆ” แล้วกระโดดลงพื้นจากนั้นฝูงหนูทั้งหมดก็เริ่มแยกย้าย

            พวกมันพากันมุดเข้าไปในท่อระบายน้ำ รอยแตกของพื้น หรือช่องเล็กๆแล้วหายลับไปหมด

            ก่อนจากไป ท่านฮุยยังพูดกำชับอีกว่า “อย่าไปกัดของใครมั่วซั่วล่ะ อย่ากัดสายไฟอย่าแอบกินอาหารที่มนุษย์ยังไม่ได้ทิ้ง ตอนกลางวันก็อย่าออกมาด้วย”

            ฝูงหนูพากันร้อง “จี๊ดๆ” เหมือนกับกำลังตอบรับคำสั่ง แล้วหายไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว

            เมื่อเห็นหนูทั้งฝูงกลับไปหมด ท่านฮุยก็หันกลับมาเผยสีหน้ายิ้มเยาะแบบคนเจ้าเล่ห์

            “เจ้าหนุ่ม กลับมาเร็วเหมือนกันนี่พาวิญญาณกลับมาแล้วล่ะสิ มาๆ พามาทางนี้”

            พูดจบ ท่านฮุยรีบเดินไปท้ายรถ แล้วเปิดประตูบานเลื่อนออก

            “กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง”

            เห็นดังนั้น ผมก็เขย่ากระดิ่งในมือ เดินนำวิญญาณไปยังรถวิญญาณต่อไป

            พอมาถึงด้านหน้า ผมกล่าวกับท่านฮุยว่า “ท่านฮุย พาวิญญาณแปดตนนี้ขึ้นรถไปก่อน จากนั้นก็ไปเก็บศพข้างล่างญาติของพวกเขาจะไปรับที่ฌาปนสถานทีหลัง”

            ท่านฮุยยังคงยิ้มเจ้าเล่ห์พลางหยิบสมุดโน้ตปกดำที่มีขนสีดำติดอยู่ออกมาจากอกเสื้อเปิดดูอยู่สองสามหน้า แล้วพูดว่า “ฉันร่วมงานกับอาจารย์นายมานานเรื่องพวกนี้รู้ดีอยู่แล้ว พวกนายเหนื่อยกันมามาก เรื่องขนศพน่ะ ปล่อยให้ฉันจัดการเถอะ”

            ขณะพูดอยู่นั้น ท่านฮุยก็ถือสมุดโน้ตปกดำที่มีขนไว้ในมือข้างหนึ่งอีกมือยื่นนิ้วชี้ออกมา แล้วใช้ลิ้นเลียปลายนิ้วนั้นเบาๆ จากนั้นหันไปพูดกับเหล่าวิญญาณที่ตามกันมา

            “ชื่อ อายุ ที่อยู่”

            วิญญาณชายชราวัยราวหกสิบกว่าเป็นคนแรกที่ตอบคำถามด้วยความสัตย์จริง

            “เจิ้งอ้ายกั๋ว หกสิบแปด เขตหนานอัน เมืองเจียงเฉิง...”

            ขณะที่พูดอยู่นั้นผมเห็นท่านฮุยใช้ปลายนิ้วที่เพิ่งเลียเมื่อครู่เขียนลงไปในสมุดโน้ตปกดำเล่มนั้น

            แม้จะเป็นเพียงนิ้วมือแต่กลับเขียนตัวอักษรสีดำลงบนสมุดได้ราวกับเป็นพู่กัน

            ลายมือของเขาไม่สวยนัก บิดเบี้ยวผิดรูป ดูแล้วยังสู้หลานสาวผมที่อยู่ป.1 ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

            หลังจากเขียนข้อมูลเสร็จแล้ว ท่านฮุยเติมคำว่า “ฌาปนสถานไป๋สือ”ลงท้ายบรรทัด

            จากนั้นก็ฉีกหน้านั้นออกมาทั้งหน้า แล้วยื่นให้กับวิญญาณชายชราคนนั้น

            “ถือไว้ นี่คือบัตรประจำตัวของเจ้าจะต้องใช้ตอนเผาศพหรือญาติมารับดวงวิญญาณ”

            “อ่อ!”

            ผีชายชราตอบเบาๆ แล้วรับกระดาษใบนั้นขึ้นรถไป

            เมื่อผมหันกลับไปมองสมุดเล่มนั้นอีกครั้ง กลับพบว่าหน้ากระดาษที่ท่านฮุยเพิ่งฉีกออกเมื่อครู่ยังอยู่ในสมุดเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน

            ผีตนต่อมาก็เข้ามา กระบวนการเช่นเดียวกันทุกประการ

            เมื่อกล่าวชื่อเสร็จ ท่านฮุยก็ฉีกหน้ากระดาษให้พวกเขาถือไว้ แต่ต้นฉบับกลับยังคงอยู่ในสมุดปกดำเล่มนั้นเหมือนเดิม

            วิญญาณทั้งแปดถูกบันทึกข้อมูลอย่างรวดเร็ว แล้วขึ้นรถไปครบถ้วน

            ท่านฮุยปิดสมุดโน้ต

            “เรียบร้อยแล้วตราบใดที่วิญญาณเหล่านี้ถูกจดลงในสมุดของฉันก็หนีไปไหนไม่ได้อีกตอนนี้ไปเก็บศพกันเถอะ”

            พูดจบก็หยิบกล่องใบหนึ่งจากในรถออกมา

            ไม่รู้ว่าด้านในมีอะไร และเขาก็ไม่ได้ขอให้ผมช่วยถือ เพียงใช้มือข้างเดียวหิ้วกล่องนั้นแล้วเดินตามผมไปที่ท่าเรือ

            การมาของท่านฮุยทำให้จั่วต้าเหนียนกับพวกต่างหันมามองกันเป็นตาเดียว

            “อาจารย์ซ่ง ท่านผู้นี้คือใครหรือครับ”

            อาจารย์ตอบว่า “คนจากฌาปนสถานไป๋สือ พวกคุณทั้งหมดหลับตาแล้วหันหลังไปซะ ห้ามมอง”

            ทุกคนต่างเคารพในฝีมือของอาจารย์อยู่แล้ว

            เมื่อได้ยินคำสั่งก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบพยักหน้าทำตามอย่างรวดเร็ว

            “ครับๆๆ!”

            “หัวหน้าหวัง เราหันหลังกันเถอะ”

            “...”

            ทั้งสามคนพูดคุยกันเบาๆ อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันหลังกลับแล้วหลับตาลง

            เมื่อเห็นว่าทั้งสามหันหลังไปแล้ว ท่านฮุยก็หันมายิ้มให้อาจารย์

            “ซ่งซือโถว งั้นฉันขอเริ่มงานเลยแล้วกัน”

            อาจารย์ไม่พูดอะไร เพียงพยักหน้ารับ

            ท่านฮุยมองไปยังศพที่นอนเกลื่อนพื้น ก่อนจะลูบหนวดเลขแปดของตัวเองเบาๆ

            ทันใดนั้น ร่างของเขาสั่นสะท้านเล็กน้อย ก่อนมีหมอกสีเขียวจางๆแผ่ออกมาจากร่าง

            กลิ่นอายนี้แตกต่างจากพลังอาฆาตอย่างสิ้นเชิงแต่กลับให้ความรู้สึกดิบเถื่อนดุดันไม่น้อย

            พร้อมกับที่หมอกเขียวนี้เริ่มปกคลุมไปทั่ว ด้านหลังของท่านฮุยก็มีเสียง“ฟึ่บ” ดังขึ้นเบาๆ

            หางหนูยาวเรียวไร้ขนเส้นหนึ่งพุ่งพรวดออกมา หางนั้นตั้งชูขึ้นอยู่ข้างหลังของเขายาวไม่น้อยกว่าสามสี่เมตร

            มันแกว่งไปแกว่งมาอย่างน่าหวาดหวั่นจนทำให้ใจคนที่มองรู้สึกกระสับกระส่าย...


             

    คล้ายกับเรื่องขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน