The Lost Swordsman

    บทที่ 29 เก้าฟ้าคืนวิญญาณ หนึ่งโคจรรวมฟ้าดิน

    ณ ใจกลางป่าสถานที่ซึ่งดินแดนสองอาณาจักรมาบรรจบ เหมาเว่ยได้มีโอกาสพบเห็นวิธีการปรุงยาโดยใช้เพลิงภูตเป็นครั้งแรก จากชายปริศนาผู้ซึ่งไม่ทราบที่มากระทั่งชื่อแซ่ก็มิได้หลุดออกจากปากให้ได้ยินแม้แต่น้อย
    ทว่ากลางป่าเงียบสงัด ชายดังกล่าวได้นำวัตถุดิบส่วนประกอบในการปรุงยาชนิดหนึ่ง ใส่ลงไปในเตาขนาดเล็กสีมรกตสามขาสองหูพลางอธิบายตลอดทุกขั้นตอนให้เหมาเว่ยได้เข้าใจ
    “ดูให้ดีล่ะ แก่นแท้ของการปรุงยา ไม่ว่าจะเป็นหลอม กลั่นและผสาน ล้วนต้องอาศัยความเข้าใจและทำความรู้จักกับวัตถุดิบที่นำมาใช้ให้ได้อย่างถ่องแท้ จากนั้นก็ให้ถ่ายเพลิงภูตจากฝ่ามือสู่เตาปรุงยาในระดับที่พอเหมาะ ไม่มากไม่น้อยเกินไป แต่ละขั้นตอนต่างใช้ความร้อนจากเพลิงภูตไม่เหมือนกัน ถ้าหากเกิดข้อผิดพลาดแม้เพียงน้อยนิด ผลที่ออกมาก็อาจจะทำให้เม็ดยาไม่บริสุทธิ์ หรือถึงขั้นล้มเหลวเลยก็เป็นได้”
    เมื่อชายดังกล่าวนำสมุนไพรและหัวใจสัตว์ปีศาจใส่ลงไปจนครบก็เริ่มปิดฝา และชูฝ่ามือขวาที่ปรากฏเปลวเพลิงสีม่วงลุกโชนให้เหมาเว่ยได้เห็น ก่อนจะทาบลงไปยังตำแหน่งต่างๆบนผนังด้านนอกของเตาอย่างช่ำชอง ซึ่งขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะทำการผสาน ก็ยังต้องนำเลือดของสัตว์ปีศาจเทลงไปเพื่อให้ของเหลวภายในเย็นลง และเกิดการจับตัวจนก่อเป็นเม็ดยากลมๆอีกด้วย
    แท้ที่จริงนั้นขั้นตอนการหลอมคือการทำให้วัตถุดิบหลอมละลายกลายเป็นของเหลว ถัดมาเป็นการกลั่น คือการแยกส่วนประกอบที่ไม่จำเป็นทิ้งไปโดยการทำให้ระเหยกลายเป็นไอควัน ขั้นตอนสุดท้ายหรือก็คือการผสาน เป็นการทำให้ของเหลวภายในผสานกันเป็นเนื้อเดียวโดยอาศัยเลือดสัตว์ปีศาจ และกลายมาเป็นเม็ดยาที่ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างได้จนสำเร็จ
    แน่นอนว่า ทุกขั้นตอนล้วนต้องอาศัยความเข้าใจอย่างแตกฉาน มิใช่มีเพียงเพลิงภูตในระดับสูงก็จะสามารถกระทำได้ การฝึกฝนควบคุมระดับความร้อนหรือกระทั่งสิ่งอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ย่อมต้องใช้เวลาในการฝึกปรือกว่าที่จะกลายมาเป็นนักปรุงยาที่แท้จริง
    ซึ่งการที่เหมาเว่ยครอบครองเพลิงภูตระดับเจ็ดหรือเพลิงนิรันดร์นั้น ก็เป็นเพียงสิ่งที่จะทำให้เขาสามารถปรุงยาในระดับที่สูงขึ้นไปได้เท่านั้น ท้ายที่สุดไม่ว่าจะเป็นสูตรยา เทคนิคหรือกระทั่งรายละเอียดยิบย่อยของสมุนไพรต่างๆ ล้วนต้องเรียนรู้จากผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ไม่ต่างอันใดกับวิชาอื่นๆ
    สิบวันให้หลัง
    “ผู้อาวุโส เมื่อไหร่ท่านจะให้ข้าปรุงยา วันๆเอาแต่ให้ข้าท่องตำรายาและสมุนไพรพวกนี้กับฝึกควบคุมเพลิงภูต ไม่ยอมให้ข้าลองลงมือปรุงยาดูสักครั้งบ้าง ข้าบอกว่าจำทุกตัวอักษรในตำราได้แล้วท่านก็ไม่เชื่อ ไหนจะเรื่องเทคนิคต่างๆและการควบคุมเพลิงภูต ข้าก็สามารถทำมันได้แล้วทั้งหมด”เหมาเว่ยนั่งเบื่อหน่ายอยู่ข้างกองตำราที่สูงท่วมเป็นภูเขา’เป็นเรื่องที่แปลกจริงๆ ตั้งแต่ที่ข้ามาถึงโลกนี้ รู้สึกเหมือนสมองจะปราดเปรื่องและมีความจำที่ดีกว่าปกติ อ่านอะไรก็เข้าใจไปเสียหมด แล้วยังจำทุกตัวอักษรที่ผ่านตาได้แม้จะอ่านแค่เพียงรอบเดียว’
    กว่าสิบวันแล้วที่เหมาเว่ยถูกสั่งให้ท่องตำราสมุนไพรและส่วนประกอบอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเป็นสิ่งที่ชายปริศนาได้รวบรวมเอาไว้มาตลอดทั้งชีวิต พร้อมกับต้องฝึกสมาธิควบคุมเพลิงภูตตลอดทั้งวัน เวลาพักก็มีแต่ช่วงกินอาหารมื้อต่างๆ ปลดทุกข์และนอนหลับเท่านั้น
    “อย่ามาโกหกข้า อย่างเก่งเจ้าก็ท่องตำราผ่านไปได้รอบเดียว จะสามารถจดจำมันทั้งหมดได้อย่างไร ขนาดนักปรุงยาที่มีความจำดีเลิศยังอาจจะต้องใช้เวลาเป็นปีๆกว่าจะจำได้ทั้งหมด ไหนเลยผู้ที่เพิ่งจะเริ่มเรียนรู้การปรุงยาแค่สิบวันอย่างเจ้าจะจดจำได้ทุกตัวอักษรทุกภาพวาด หรือต่อให้จำได้จริงๆ ก็อาจจะไม่ยังไม่เข้าใจทั้งหมดที่ข้าเขียนลงไป ทั้งรูป รส กลิ่น สีของวัตถุดิบต่างๆที่จะแปรเปลี่ยนตามความร้อนในเตา ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้ด้วยเวลาอันสั้น”
    “แล้วเหตุใดท่านถึงไม่ยอมทดสอบข้าดูล่ะ จะได้รู้กันไปเลยว่าข้าโกหกหรือไม่ ทั้งการควบคุมเพลิงภูตของข้า ก็สามารถทำมันได้ดั่งใจแล้วด้วย”เหมาเว่ยยิ้มกว้างแววตาที่แสดงออกมาราวกับมีความมั่นใจเป็นอย่างมาก’ถ้าหากต้องเสียเวลาเป็นปีๆกับการที่ยังไม่ได้สัมผัสเตาปรุงยาเลยสักครั้ง กว่าที่ข้าจะกลับไปยังสำนัก ทุกคนคงแก่ตายกันพอดี’
    “คุยโว หึ! เอาเป็นว่าหลังจากนี้ครึ่งปี ข้าถึงจะให้เจ้าลองใช้เตาก็แล้วกัน รีบๆทำหน้าที่ของเจ้าต่อไป อย่ามัวแต่พล่าม”ชายปริศนาส่ายหัวเล็กๆ
    “ชิ..! เอ่อ..ว่าแต่ท่านมีชื่อแซ่ว่าอันใดหรือผู้อาวุโส เหมาเว่ยถามท่านทีไรก็เอาแต่เงียบอยู่เรื่อย พลังยุทธระดับจักรพรรดิเยี่ยงท่าน คงไม่ใช่ชาวยุทธทั่วไปสินะ”เหมาเว่ยเอ่ยถามถึงชื่อชายผู้นี้อยู่หลายหน แต่ตลอดมาก็ยังไม่ได้รับคำตอบเลยสักครั้ง
    “ไม่สำคัญว่าข้ามีชื่อแซ่ว่าอันใด เจ้ารู้ไปก็ไม่มีประโยชน์”
    “ข้าก็จะได้เรียกท่านได้ถูกยังไงล่ะ ให้เรียกแต่ผู้อาวุโสตลอดมันฟังดูแปลกๆ แต่ที่ผ่านท่านก็สอนอะไรให้ข้าตั้งมากมาย มันไม่เท่ากับว่าท่านเป็นอาจารย์ของข้าหรอกหรือ ต่อไปข้าจะเรียกท่านว่าท่านอาจารย์ก็แล้วกัน”
    “ไม่ ข้าไม่รับลูกศิษย์ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงข้อแลกเปลี่ยนเท่านั้น ข้าสอนเจ้าปรุงยา เจ้าก็ใช้เพลิงนิรันดร์ปรุงยาให้ข้าก็พอ”
    “ท่านนี่แปลกคนจริงๆ นี่ก็ไม่ได้ นั่นก็ไม่บอก ว่าแต่ยาที่ท่านต้องการให้ข้าปรุงคือสิ่งใด พอจะบอกข้าได้หรือไม่?”
    “พล่ามไม่เลิกจริงๆ ก็ได้ ก็ได้ ข้าจะบอกให้ก็ได้ มันเป็นยาระดับลี้ลับขั้นกลาง ชื่อว่าโอสถเก้าฟ้าคืนวิญญาณ”
    “โอสถเก้าฟ้าคืนวิญญาณ เป็นยารักษาคน ไม่ได้ช่วยในการบ่มเพาะใช่หรือไม่!”
    “ถูกต้อง”
    แต่หลังจากนั้นเมื่อทั้งคู่ได้มีโอกาสสนทนากันมากขึ้น เหมาเว่ยก็เปลี่ยนวิธีเป็นการแสดงความสามารถออกไปตรงๆโดยการท่องสิ่งที่มีในตำราทุกตัวอักษา เพื่อให้ชายดังกล่าวยอมเข้าใจและเชื่อว่าเขาสามารถจำจดได้ทั้งหมดอย่างแท้จริง
    ในช่วงเย็นของวันนี้เหมาเว่ยก็ถูกยอมรับซึ่งก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปรุงยาเป็นครั้งแรก เขาถูกทดสอบโดยให้ใช้จมูกดมกลิ่นส่วนประกอบภายในเตาปรุงยา ที่ชายปริศนาผู้เป็นดั่งอาจารย์ใส่ลงในเตา และหลอมละลายจนกลายเป็นของเหลว จนส่งกลิ่นควันคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
    แน่นอน ขั้นตอนการปรุงยาก่อนที่จะเข้าสู่การผสานนั้น การเปิดฝาเตาถือเป็นข้อห้าม สิ่งเดียวที่จะทำให้รับรู้ว่าภายในถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้วหรือยัง ก็ต้องอาศัยการดมกลิ่นจากไอควันที่เล็ดลอดลอยออกมาตามช่องเล็กๆบนฝาเตาเพียงอย่างเดียว
    “สิ่งที่อยู่ภายในคืออันใด ถูกหลอมจนได้ที่แล้วรึไม่?”
    “กลิ่นแบบนี้คือ หญ้าละอองทิพย์ต้องหลอมอีกสามลมหายใจจึงจะได้ที่”
    ‘หืมม! เป็นไปได้อย่างไร เขาสามารถเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้แล้วจริงๆหรือนี่? ไม่ ต้องทดสอบต่อไป’ชายดังกล่าวนำสิ่งที่อยู่ในเตาออกมาจนหมด ก่อนจะใส่สมุนไพรอื่นและเริ่มทดสอบต่อ”แล้วกลิ่นนี้ล่ะ?”
    “โสมผาแดงอายุยี่สิบปี ต้องใช้เวลาอีกสิบลมหายใจจึงจะได้ที่”เหมาเว่ยตอบอย่างฉะฉานถึงกลิ่นที่ลอยเตะจมูก’ไม่เห็นจะยาก’
    “ถะ...ถูกต้อง แต่เพียงแค่สิบวัน เจ้าทำได้ยังไง?”ใบหน้าชายดังกล่าวเผยถึงความแปลกใจอย่างถึงที่สุด
    “ก็ข้าไม่ใช่คนธรรมดานิ่ผู้อาวุโส ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!”
    "เพ้อเจ้อ!"
    หลังจากนั้นก็เป็นการทดสอบควบคุมเพลิงภูตของเหมาเว่ย ซึ่งเขาก็สามารถผ่านไปได้อย่างราบรื่นจนชายดังกล่าวต้องออกปากชม ทว่า การทดสอบต่อมาเป็นการปรุงยาในระดับต่ำๆ เพื่อให้เหมาเว่ยคุ้นชินกับการใช้เทคนิคต่างๆให้มากที่สุด
    เขาถูกสั่งให้ปรุงยาในทุกๆวันตามวัตถุดิบที่ออกหาได้ในละแวกป่า จนเวลาก็ผ่านล่วงเลยไปอีกสิบวันเต็มๆที่เหมาเว่ยได้เพิ่มพูนความชำนาญให้กับตนเองและเพื่อให้ชายที่สอนสั่งแน่ใจ ว่าการปรุงยาระดับลี้ลับที่ต้องการจะไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น
    ซึ่งยาที่เหมาเว่ยเลือกที่จะปรุงส่วนใหญ่ล้วนมีคุณสมบัติช่วยในเรื่องการบ่มเพาะพลังยุทธ ทั้งระดับเม็ดยาก็จะถูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนถึงระดับเลิศล้ำก่อนจะข้ามระดับไปเป็นระดับมายา แต่แล้วในที่สุดเหมาเว่ยก็สามารถปรุงยาระดับมายาขั้นต่ำได้สำเร็จ โดยเป็นวัตถุดิบที่ได้จากผู้เป็นดั่งอาจารย์ และเขาก็คิดจะนำมันมาบ่มเพาะพลังยุทธในภายหลังเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของตนเองไปในตัว
    “ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ ไม่คิดว่าจะมีคนที่สามารถปรุงยาระดับมายาขั้นต่ำ ได้โดยใช้เวลาฝึกฝนเรียนรู้เพียงยี่สิบวันไม่ถึงหนึ่งเดือนเสียด้วยซ้ำ ทั้งยังเป็นเม็ดยาที่สมบูรณ์ไร้ที่ติ”
    “ข้าก็บอกท่านแล้วไง ข้าไม่ใช่คนธรรมดา แล้วไหนล่ะ ท่านจะให้ข้าปรุงโอสถเก้าฟ้าคืนวิญญาณมิใช่หรือ?”เหมาเว่ยถามหาวัตถุดิบที่ใช้และสูตรยาจากชายที่ไม่ยอมบอกชื่อแซ่ให้เขาได้ทราบเลยสักครั้ง’ไม่ว่ายังไงข้าก็จะถือว่าท่านคืออาจารย์ข้า’
    “ไม่ต้องรีบร้อน สิบวันให้หลังข้าถึงจะให้เจ้าลงมือ ส่วนนี่คือสูตรยาที่เจ้าต้องทำความเข้าใจ และนี่คือส่วนที่เจ้าสมควรจะได้รับ”ชายดังกล่าวส่งแผ่นกระดาษเล็กๆ และเม็ดยาสีทองอร่ามส่งกลิ่นหอมขนาดเท่าไข่นกให้แก่เหมาเว่ย”เม็ดยาหนึ่งโคจรรวมฟ้าดินเป็นสิ่งที่ล้ำค่ามากนะ มันจะช่วยเพิ่มพูนพลังยุทธทะลวงขั้นในการบ่มเพาะ หรือการตัดผ่านระดับก็ช่วยเพิ่มโอกาสสูงในการสำเร็จ ตัวเจ้าเองก็เป็นผู้ฝึกตน ถือซะว่าเป็นค่าตอบแทนก็แล้วกัน”
    “จะดีหรือผู้อาวุโส ถึงข้าจะเป็นปรุงมันขึ้นมาก็เถอะ แต่วัตถุดิบก็ได้มาจากท่าน ยาระดับมายาเม็ดนี้ข้าคงจะยังไว้มิได้”เหมาเว่ยเอ่ยปฏิเสธแต่ก็ไม่อาจละสายตาไปจากเม็ดยาดังกล่าวได้แม้แต่น้อย
    “รับไปเถอะ ถึงมันจะล้ำค่ามีเพียงไม่กี่เม็ดในแผ่นดินนี้ก็สมควรเป็นของเจ้า วัตถุดิบของเม็ดยาระดับนี้ข้าใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตก็ยังหาได้เพียงหนึ่งชุด จงใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุดเข้าใจไหม?”ชายดังกล่าวยืนยันที่จะมอบเม็ดยาให้แก่เหมาเว่ย พลางครุ่นคิดถึงความหวังที่ใกล้จะเป็นจริง'โปรดรอข้าอีกหน่อย ข้ากำลังจะนำเก้าฟ้าคืนวิญญาณกลับไปช่วยเจ้าแล้ว!'
    “หากท่านพูดถึงขนาดนี้ ข้าจะพูดอันใดได้อีก นี่ข้ารู้สึกเกรงใจท่านจริงๆนะจึงต้องกล้ํากลืนรับมันไว้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า! แต่ส่วนเรื่องการปรุงยาในอีกสิบวันที่จะถึงนี้ ข้าจะทำมันอย่างเต็มที่ไม่ให้มีข้อผิดพลาด ท่านไม่ต้องกังวล มันต้องสำเร็จแน่”
    “เจ้าไปพักผ่อนเถอะ”
    ‘หึ...! เม็ดยาหนึ่งโคจรรวมฟ้าดินระดับมายาขั้นต่ำก็มาอยู่ในมือข้าแล้ว ไหนจะเม็ดยาที่ปรุงขึ้นมาก่อนหน้านี้อีก เห็นทีพลังยุทธข้าต้องก้าวหน้าในการบ่มเพาะครั้งนี้มากเป็นแน่!’
    ท้ายที่สุดเหมาเว่ยก็ได้สิ่งสำคัญมาอยู่ในมือ ซึ่งเป็นหนึ่งในสองเม็ดยาที่เกิดจากวัตถุดิบปรุงยาที่ชายปริศนาได้ตามหามาทั้งชีวิตแต่กลับไม่ได้ใช้ และหากลองนำไปเปิดขายในราคามากกว่าล้านตำลึงทอง ก็ใช่ว่าจะมีผู้ใดกล้าเมินเฉยเห็นเป็นเรื่องขบขัน กับยาระดับมายาเม็ดนี้ได้เป็นแน่แท้

    คล้ายกับเรื่องThe Lost Swordsman ที่คุณอ่าน