นิกายภูเขากระบี่
ท่ามกลางความมืดของเวลากลางคืน ร่างหนึ่งในชุดสีขาวได้ก้าวเท้าผ่านอากาศอย่างรวดเร็วมุ่งหน้าไปทิศทางหนึ่ง ซึ่งเขาไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากเฉินต้วนหมิง เขากำลังมุ่งหน้าไปยังตระกูลเมิ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
เขาจะไปค้นหาเฉินต้าว ถ้าเกิดว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเฉินต้าว เขาแน่นอนว่าจะลบตระกูลเมิ่งให้หายไป
ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาแน่นอนว่าไม่กล้าที่จะทำเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในตอนนี้แตกต่างออกไป ตระกูลเมิ่งไม่มีผู้ฝึกตนระดับเหนือสวรรค์อยู่แล้ว ไม่มีอะไรให้เขาต้องกังวลกับการลงมือลบให้ตระกูลเมิ่งหายไป
เฉินต้วนหมิงที่กำลังมุ่งหน้าไปที่ตระกูลเมิ่ง เขาพลันหยุดชะงักเท้าลงกลางอากาศ เมื่อสัมผัสได้ถึงบางอย่าง บางอย่างที่ว่าก็คือกลิ่นอายพลังที่แข็งแกร่งของระดับเหนือสวรรค์ ซึ่งไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลยแม้แต่น้อย ไม่สิ อาจจะเหนือกว่าเขาเล็กน้อยด้วยซ้ำ
“กลิ่นอายนี้ เจี้ยนหู่?” ราวกับว่าเฉินต้วนหมิงจะรู้จักกับกลิ่นอายนี้ เขาจึงได้พึมพำออกมา
“เฉินต้วนหมิง?” มีเสียงดังขึ้นมาจากระยะไกล ไม่นานก็ปรากฏให้เห็นคนสองคนกำลังทะยานร่างเข้ามา หนึ่งเป็นชายหนุ่มและอีกหนึ่งเป็นชายชรา
ทั้งสองคนอยู่ในชุดจีนโบราณแบบเดียวกัน มีเครื่องหมายกระบี่สลักอยู่ที่ชุด ระดับพื้นฐานฝึกตนของชายชราอยู่ในระดับเหนือสวรรค์ขั้นปลายอย่างไม่ต้องสงสัย
ส่วนชายหนุ่มนั้นเป็นเพียงระดับเทียบนภาขั้นกลาง ใต้เท้าของเขาที่ทะยานเข้ามามีกระบี่หยกเล่มหนึ่งอยู่
ทั้งสองคนหยุดลงห่างจากเฉินต้วนหมิงไม่มาก เพียงสิบกว่าก้าวเท่านั้น
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่?” เฉินต้วนหมิงถามออกไป เขากับเจี้ยนหู่นับว่าเป็นสหายกัน
“ข้าพานายน้อยออกมาเปิดหูเปิดตา หลังจากที่เขาบรรลุระดับเทียบนภาขั้นกลางได้สำเร็จ” เจี้ยนหู่ตอบออกไป
“นายน้อย?” เฉินต้วนหมิงมองไปที่ชายหนุ่มผู้ยืนข้างๆ เจี้ยนหู่ เขาอดพยักหน้าไม่ได้ อายุของอีกฝ่ายน่าจะเกือบสามสิบปี แต่ก็มาถึงระดับเทียบนภาขั้นกลาง ถือได้ว่าเป็นอัจฉริยะผู้มากความสามารถคนหนึ่ง
แต่ทันใดนั้น เขาก็ชะงัก คิดทบทวนถึงคำพูดของเจี้ยนหู่เมื่อครู่
‘นายน้อย!’ ฉับพลันนั้นดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง สีหน้าปรากฏความเหลือเชื่อ “เจ้าจะบอกว่าคนที่อยู่ข้างเจ้าคือนายน้อยแห่งนิกายภูเขากระบี่ เจี้ยนเติ้งหรือ?”
“ถูกต้อง” เจี้ยนหู่พยักหน้ารับ เขากับเจี้ยนเติ้งไม่ได้มีฐานะธรรมดาในโลกของผู้ฝึกตน พวกเขาล้วนมาจากขุมอำนาจที่ทรงพลังอย่างนิกายภูเขากระบี่
ในโลกของผู้ฝึกตน ไม่มีใครจะไม่รู้จักสามนิกายสี่ตระกูลโบราณอยู่แล้ว นี่ถือเป็นเจ็ดขุมอำนาจที่สิบสำนักระดับกลาง ไม่มีทางเทียบติด
เฉินต้วนหมิงต้องสูดลมหายใจเข้าลึก เขาเคยได้ยินมาว่าเทพกระบี่เจี้ยนติงเทียน มีลูกชายคนเดียว มีชื่อว่าเจี้ยนเติ้ง ถ้าใครกล้าแตะต้องลูกชายของเขา มันผู้นั้นจะถูกกระบี่เทพของเทพกระบี่เจี้ยนติงเทียนสังหารจนตาย
เทพกระบี่เจี้ยนติงเทียน เป็นหนึ่งในสิบบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกผู้ฝึกตนประเทศจีน ไม่ว่าใครได้ยินชื่อของเขา ไม่มีทางที่จะไม่รู้สึกเกรงขาม
เห็นสีหน้าของเฉินต้วนหมิงที่มองมายังตัวเอง เจี้ยนเติ้งก็แสดงรอยยิ้มหยันออกมา เขามีความเย่อหยิ่งเป็นอย่างมาก เพราะพ่อของเขาแข็งแกร่ง เขาจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น
“เฉินต้วนหมิง ยินดีที่ได้พบนายน้อยเจี้ยนเติ้ง” เฉินต้วนหมิงรีบทักทาย
เจี้ยนเติ้งพยักหน้าให้ จากนั้นถามออกมาอย่างไม่ใส่ใจ “เจ้ากำลังจะไปที่ใด?”
“ข้ากำลังจะไปยังตระกูลเมิ่ง” เฉินต้วนหมิงเล่าเรื่องที่เขาต้องไปจัดการให้ฟังเที่ยวหนึ่ง
“น่าสนใจ” เจี้ยนเติ้งรู้สึกสนใจขึ้นมาอย่างกะทันหัน “ลุงหู่ พวกเราก็ไปด้วยเถอะ”
“ถ้านายน้อยต้องการไป มันย่อมไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว” เจี้ยนหู่ไหนเลยกล้าขัดใจเจี้ยนเติ้ง แม่ใช้แซ่เดียวกัน แต่สถานะของเขาต่ำกว่าเจี้ยนเติ้งขั้นหนึ่ง เนื่องเพราะว่าอีกฝ่ายเป็นลูกชายของเทพกระบี่เจี้ยนติงเทียน ผู้เป็นผู้นำนิกายภูเขากระบี่คนปัจจุบัน
“จะว่าไปแล้ว ข้าเคยได้ยินมาว่าตระกูลเมิ่งมีสาวงามติดอันดับหนึ่งในสองสาวที่สวยที่สุดของปักกิ่งจริงหรือไม่?” เจี้ยนเติ้งพลันนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ ดวงตาต้องเป็นประกาย
“มีเรื่องเช่นนี้อยู่จริง” เฉินต้วนหมิงตอบอย่างสุภาพ ไม่กล้าเสียมารยาทใดๆ
“ดีมาก ถ้านางสวยถูกใจข้า ข้าจะพานางกลับไปเป็นนางบำเรอ” เจี้ยนเติ้งฉีกยิ้ม “รีบไปที่ตระกูลเมิ่งกันเถอะ ข้าชักรอไม่ไหวแล้ว”
เฉินต้วนหมิงกับเจี้ยนหู่พยักหน้า จากนั้นคนทั้งสามก็มุ่งหน้าไปที่ตระกูลเมิ่งด้วยกัน
ด้วยความเร็วของพวกเขา ใช้เวลาไม่มาก พวกเขาก็มาถึงที่คฤหาสน์ตระกูลเมิ่งแล้ว
“ที่นี่สินะตระกูลเมิ่ง” เจี้ยนเติ้งเหยียบอยู่บนกระบี่หยกบนท้องฟ้า สายตามองลงไปยังคฤหาสน์ของตระกูลเมิ่ง
“ใช่ที่นี่ไม่ผิดแน่” เฉินต้วนหมิงพูด ดวงตาของเขาสาดประกายแสงเย็นชาออกมา
มีเพียงเจี้ยนหู่ที่ไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ทันใดนั้น เขาก็ร้องออกมาอย่างประหลาดใจ “ดูนั่น มีคนกำลังมองมาที่พวกเรา!”
เฉินต้วนหมิงกับเจี้ยนเติ้งมองตามไปในทันที พวกเขาพลันได้เห็นชายหนุ่มในชุดสูทสีน้ำเงินยืนอยู่ใต้ต้นไม้ภายในบริเวณคฤหาสน์ตระกูลเมิ่ง
“จะเป็นไปได้อย่างไรที่มันจะมองเห็นพวกเรา?” เจี้ยนเติ้งแค่นเสียง เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เชื่อว่าชายหนุ่มที่กำลังมองมาทางพวกเขาสามคนอยู่นั้น ไม่ได้มองเห็นพวกเขา พวกเขาทั้งสามคนใช้ทักษะอำพรางกายอยู่ ไม่มีทางที่คนธรรมดาจะมองเห็น
“นายน้อยเจี้ยนเติ้งพูดมีเหตุผล” เฉินต้วนหมิงเห็นด้วย
เจี้ยนหู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาคิดว่าตัวเองมองไม่ผิดแน่ แต่คำพูดของเจี้ยนเติ้งก็มีเหตุผล
“ลองทดสอบดูก็รู้” เขาพลันสะบัดมือออกไปข้างหน้า สายลมเส้นหนึ่งได้ทะยานผ่านอากาศลงไปยังร่างของชายหนุ่มผู้ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ ซึ่งเขาก็คือหวังเฉิน
หวังเฉินรีบออกมาที่นี่ เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงการมาของพวกเจี้ยนหู่
“มาถึงก็ลงมือเลยรึ?” หวังเฉินอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าไปมา แค่มองปราดเดียวเขาก็รู้แล้วว่าคนสามคนนี้ไม่ได้มาดี โดยเฉพาะชายชราชุดขาว มีความต้องการฆ่ากระจายออกมาจากร่างอย่างชัดเจน
กับการลงมือของเจี้ยนหู่ เขาเพียงยกมือขึ้นมาคว้าจับ เมื่อจับสายลมเส้นที่พุ่งมาตกอยู่ในมือของหวังเฉิน เขาบีบมันให้สลายหายไปอย่างง่ายดาย
“อะไร?!” เจี้ยนหู่ เจี้ยนเติ้งและเฉินต้วนหมิงต่างก็ตกใจกับภาพที่ได้เห็น พวกเขาคิดไม่ถึงว่าชายหนุ่มธรรมดาๆ คนหนึ่ง จะสามารถคว้าจับการโจมตีของผู้ฝึกตนระดับเหนือสวรรค์ขั้นปลายได้ นอกจากนี้ยังทำลายมันไปอย่างง่ายดายอีก
“นี่เป็นไปได้อย่างไร?” เจี้ยนหู่รู้สึกไม่อยากจะเชื่อ แม้เมื่อครู่เขาจะใช้พลังไม่ถึงหนึ่งส่วน แต่มันก็มากพอที่จะทำให้คนธรรมดาเกือบตายได้ เมื่อเป็นแบบนี้จะให้เขาเชื่อได้ยังไงกับสิ่งที่ได้พบเห็น
หวังเฉินไม่สนใจว่าคนทั้งสามจะรู้สึกยังไง เขาก้าวเท้าก้าวหนึ่ง แต่ก้าวเดียวของเขาก็ทำให้เขามาปรากฏตัวขึ้นบนท้องฟ้า ห่างจากพวกเจี้ยนหู่สามคนราวสิบก้าวเห็นจะได้
มองไปยังคนทั้งสาม ริมฝีปากเปิดขึ้น พูดถามออกมา “พวกเจ้าต้องการอะไร ถึงได้มาที่ตระกูลเมิ่ง?”
จบบทที่ 51