“เจ้าหนูคนหนึ่งมันชื่อว่าตู้เซ่าฝู่ คิดไม่ถึงว่ามันจะมาอยู่ที่บ้านของแม่นางโยวรั่วข้าจะไว้หน้าเจ้า ข้าแค่ขอลากตัวมันออกไปสั่งสอนก็พอแล้ว” กัวคุนบอกกับมู่หรงโยวรั่วทันใดนั้นเขาก็ดูมีมารยาทขึ้นมาทันทีท่าทางดูร้อนรนขึ้นมาบ้างเล็กน้อย
มู่หรงโยวรั่วขมวดคิ้วนางรู้ฐานะตำแหน่งของกลุ่มคนเหล่านี้และอำนาจอิทธิพลของพวกเขาดี มณฑลหลันหลิงที่กว้างใหญ่เช่นนี้พวกเขายังสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างสบายไม่ต้องเกรงกลัวใคร
“คุณชายน้อยกัวที่จวนของข้าขณะนี้มีเพียงพวกข้าสองคน ไม่ได้มีใครอื่น” มู่หรงโยวรั่วกล่าว
กัวคุนตะลึงจากนั้นเห็นว่ามู่หรงโยวรั่วมีแววตาที่เคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย กล่าวต่อไปว่า “ไม่เป็นไร งั้นให้ข้าค้นให้ทั่วเองก็ได้”
“คุณชายน้อยกัวทำเช่นนี้ไม่ค่อยดีสักเท่าไร” มู่หรงโยวรั่วกล่าว
เมื่อได้ยินสีหน้าของกัวคุนก็ดูเคร่งเครียดขึ้น เขาเดินขึ้นไปด้านหน้าช้าๆ สองก้าวจากนั้นจ้องหน้ามู่หรงโยวรั่วตาเขม็ง กล่าวว่า “มู่หรงโยวรั่วเจ้าคิดว่าหน้าตาของข้าเหมือนคนโง่มากนักหรือ?”
มู่หรงโยวรั่วตะลึง ในใจนางเองก็รู้ดีว่ากัวคุนไม่ใช่คนโง่จึงรีบพูดต่อไปว่า “คุณชายน้อยกัวจะเป็นคนโง่ได้อย่างไรหากเจ้าเป็นคนโง่จริง อย่างนั้นคนในมณฑลหลันหลิงก็ไม่มีใครฉลาดแล้วล่ะ”
“ในเมื่อเจ้าคิดว่าข้าไม่ได้โง่ทำไมยังมาหลอกลวงข้าอีก อย่าคิดว่าเจ้ามีคนให้ท้ายเจ้าอยู่เบื้องหลังแล้วข้าจะไม่กล้าทำอะไรเจ้าล่ะเจ้าต้องเข้าใจให้ชัดเจนนะว่า ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็เป็นคนในบ้านเกิด ข้าไว้หน้าเจ้าเพราะข้าเห็นแก่เกียรติของคนนั้น ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าข้าจะไว้หน้าเจ้าหรืออย่าคิดว่าข้าโง่ไปหน่อยเลย”
กัวคุนเริ่มโมโหแล้ว หากไม่ได้เพราะนางมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับคนคนนั้นเขาก็คงลงมือกับนางนานแล้ว ทว่าเมื่อมีคนคนนั้นมาเป็นบุคคลที่สามกันไว้ทำให้เขาก็คับแค้นใจอย่างมาก
มู่หรงโยวรั่วแอบถอนหายใจคิดว่าบางครั้งตัวเองช่างไร้กำลังยิ่งนัก หากไม่ได้เพราะเรื่องที่ตระกูลตอนนั้น และที่นี่คือมณฑลหลันหลิงที่นี่มีหลายเรื่องที่ตนไม่อาจทำตามอำเภอได้ หากเป็นเมื่อก่อนแม้ว่าบางคนมีเบื้องหลังอำนาจที่แข็งแกร่ง ทว่าเขาก็ไม่ต้องคิดมากแต่ตอนนี้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมแล้ว
“ท่าทางตอนนี้ของเจ้าดูเหมือนคนโง่อยู่นะเจ้าเป็นคนโง่หรือไม่ ตัวเองไม่รู้เองหรือไง?”
ไต้ซิงอวี่มองกัวคุนด้วยสีหน้าแววตาไร้เดียงสากล่าวว่า “ก็ใช่ หากเจ้าเป็นคนโง่ ตัวเองอาจจะไม่รู้แต่ที่แน่ๆ เจ้าเป็นคนเลวแน่นอน”
หลังจากที่ไต้ซิงอวี่พูด มู่หรงโยวรั่วก็ตกใจสีหน้าเปลี่ยน
“ฮ่าๆน่าสนใจ กัวคุน เจ้าคงไม่ได้โง่จริงๆ หรอกเนอะ” เฮ่อจวินหัวเราะเมื่อเห็นกัวคุนถูกนางหนูน้อยคนหนึ่งพูดเสียดสีใส่เขาไม่มีเหตุผลอะไรที่จะหัวเราะไม่ได้ เหตุการณ์นี้ทำให้เขาอารมณ์ดี
“นางหนูน้อย มาหาข้าเดี๋ยวนี้” กัวคุนสีหน้าเคร่งเครียด นางทำให้คนอื่นหัวเราะเยาะเขา ใครหัวเราะเยาะเขาเขาก็จะจัดการคนนั้น แต่นี่คือเฮ่อจวินที่หัวเราะเยาะเขาเขาเลยทำได้แต่ระเบิดความแค้นกับไต้ซิงอวี่
“คุณชายน้อยกัวซิงอวี่ไม่ได้หมายความแบบนั้น” มู่หรงโยวรั่วพยายามอธิบายนางคิดไม่ถึงว่านางหนูซิงอวี่จะพูดไม่คิดเช่นนี้ นางรีบก้าวออกไปบังด้านหน้าไต้ซิงอวี่เอาไว้
“เจ้าคิดว่าเจ้าคือใครตอนที่ไม่มีคนคอยหนุนเจ้า เจ้ามันก็แค่ผู้หญิงไร้ค่า หลีกไปซะ!”
เมื่อเห็นมู่หรงโยวรั่วออกมาบังข้างหน้า กัวคุนก็ยิ่งโมโหกว่าเดิมเขาเหวี่ยงมือข้างหนึ่งไปข้างหน้าจะทำร้ายมู่หรงโยวรั่ว
กัวคุนใช้มือซ้ายเพราะมือขวาของเขายังไม่หายได้ และไม่น่าจะหายดีในช่วงเร็วๆ นี้
“ปึง!”
มีเสียงทุ้มต่ำดังของแรงกระแทกดังขึ้นพร้อมกับแสงสีทองอร่ามจางๆ สาดมาหา จากนั้นทุกคนก็เห็นเพียงร่างของกัวคุนกระเด็นลอยไปไกล
ขณะนั้น นัยน์ตาของเฮ่อจวินก็สั่นไหว แววตาเปี่ยมด้วยความประหลาดใจกับภาพที่เห็น
“ตุบ!”
จากนั้นก็มีชายหนุ่มชุดม่วงพร้อมกับแมวป่าตัวหนึ่งปรากฏขึ้นมาในสายตาของทุกคนแววตาของเขาสุกใสและดูแน่วแน่ อายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดแววตานั้นของเขาทำให้คนที่เห็นรู้สึกสยองจนขนลุกและใจสั่น
มู่หรงโยวรั่วมองเด็กหนุ่มชุดม่วงที่จู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้นมาด้วยความสงสัย นางกะพริบตา ขนตางอนยาวของนางสั่นไหวตามดวงตาของนางสดใสดุจดั่งสายน้ำในลำธาร
นางรู้ว่ากัวคุนมีพละกำลังไม่ธรรมดา ฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับซึ่งถือว่ามีระดับที่สูงกว่านางอีก
แน่นอนว่าสามปีมานี้นางไม่เคยเผยเรื่องที่ตัวเองฝึกฌานให้กับคนอื่นรู้
และเด็กหนุ่มชุดม่วงคนนี้สามารถโจมตีกัวคุนกระเด็นได้ในกระบวนท่าเดียวแสดงว่าพละกำลังของเขาสูงมากระดับหนึ่ง
มู่หรงโยวรั่วพอมองออกเด็กหนุ่มชุดม่วงคนนี้ก็คือคนที่ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้กับนางแต่นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นใบหน้าของเขาเต็มๆ เด็กหนุ่มคนนี้อายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดอายุน้อยกว่านาง ทว่ามีใบหน้าที่คมคายดูตั้งมั่น แววตาสุขุมนุ่มลึกของเขาทำให้นางรู้สึกได้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่เหมือนกับกัวคุน และเด็กหนุ่มคนอื่นๆ
“พี่เซ่าฝู่”
เมื่อไต้ซิงอวี่เห็นตู้เซ่าฝู่ในเวลาแรกนางก็ดีใจก่อนจากนั้นนางก็ทำสีหน้ากังวลมองไปทาง ตู้เซ่าฝู่ กล่าวว่า “คนเลวพวกนั้นมาอีกแล้ว”
“ไม่เป็นไร ข้าเป็นอัศวินสยบคนเลวผู้ผดุงความยุติธรรม ไม่ต้องกลัวนะ” สีหน้าตู้เซ่าฝู่อ่อนโยนลงตบที่อก จากนั้นยิ้มและพูดกับไต้ซิงอวี่
“เจ้าไม่ใช่คนมณฑลหลันหลิง?” มู่หรงโยวรั่วจ้องหน้าตู้เซ่าฝู่ ขมวดคิ้วทำหน้าสงสัย
“ไม่ใช่”
ตู้เซ่าฝู่มองไปที่มู่หรงโยวรั่วแม้ว่าเขารู้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่าแม่นางคนนี้เป็นสตรีที่งามมากทว่านางที่ปรากฏต่อหน้าในตอนนี้ ให้ความรู้สึกไม่เหมือนเดิม ขนตายาวงอนของนางดวงตาที่สดใสเป็นประกายของนางทำให้ความสง่าที่ท่วมท้นผสมความอ่อนโยนอ่อนช้อยไปด้วย ดูแล้วสวยงามมาก
สตรีนางนี้งามประหนึ่งบุปผางามที่ไม่ได้ถูกจับใส่อยู่ในแจกันเมื่อตู้เซ่าฝู่จ้องมองหญิงสาวคนนี้ ทำให้เขารู้สึกถึงคลื่นหวิวๆ ภายในใจกระตุ้นต่อมความเป็นชายหนุ่มของเขามาก
“ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?” ตู้เซ่าฝู่เอ่ยกับสตรีที่ปรากฏอยู่ต่อหน้ากล่าวทักทายด้วยประโยคที่ควรถามไถ่ถึง
“ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ขอบคุณนะ”
มู่หรงโยวรั่วมองตู้เซ่าฝู่ แสดงแววตาซาบซึ้งขอบคุณจากนั้นแก้มของนางก็เริ่มรู้สึกร้อนผ่าวมีสีแดงจางๆ บนใบหน้านางคิดถึงตอนที่เด็กหนุ่มคนนี้ใช้ฝ่ามือสองข้างของเขาสัมผัสบนเรือนร่างนางต่อให้เขาจะเป็นคนซื่อตรงไม่ทำเกินเลย ทว่านางไม่เคยถูกชายที่ไหนสัมผัสมากก่อนแม้จะสัมผัสโดยมีเสื้อผ้ากั้นก็ตามแต่
“ข้าคิดอะไรของข้าทำไมข้าถึงคิดเช่นนี้เนี่ย เด็กคนนี้โตกว่าซิงอวี่สองสามปีเองนะ” มู่หรงโยวรั่วพูดกับตัวเองในใจจากนั้นสีแดงฝาดของโลหิตที่ใบหน้าก็จางหายไป
“งั้นก็ดีแล้ว” ตู้เซ่าฝู่พยักหน้า รู้สึกว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าหญิงสาวคนนี้แล้วผ่อนคลายสบายใจมาก
กัวคุนถูกโจมตีกระเด็นอีกครั้งแหงนหน้ามองตู้เซ่าฝู่ที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมา เขาไม่ได้ตกใจอะไร เพียงแต่จากนั้นแววตาเขาก็เต็มไปด้วยความอาฆาตมองไปที่เฮ่อจวินชายหนุ่มร่างบึกบึน กล่าวว่า “เฮ่อจวิน เจ้าหนุ่มคนนี้แหละเกรงว่าเจ้าเองก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมันเช่นกัน!”
บรรดาองครักษ์ร่างใหญ่ล่ำบึกที่อยู่รอบๆท่าทางดุดันราวกับหมาป่าและเสือ เมื่อเห็นว่านายน้อยสองคนไม่ได้กำชับสั่งอะไรและรู้ว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งมาก ก็ไม่ได้รุดหน้าออกไปโจมตีเพื่อหาเรื่องให้ตัวเองต้องเจ็บตัว
“แข็งแกร่งจริงๆเจ้าจงใจลากข้ามาเพื่อจัดการเขาแทนเจ้าใช่หรือไม่?”
เฮ่อจวินเอนหน้ามองกัวคุนที่ล้มกระเด็นด้วยหางตากล่าวว่า “อยากให้ข้าจัดการให้ก็ได้แต่อย่ามองว่าข้าเป็นไอ้โง่ไปหน่อยเลย ช่วงนี้ข้าเตรียมจะบรรลุขั้นใหม่แล้วเจ้าต้องหายาลูกกลอนดีๆ มาให้ข้าเป็นการตอบแทน”
“สำนักพยัคฆ์ขาวของเข้ายังจะขาดยาลูกกลอนสำหรับช่วยบรรลุฌานด้วยหรือ?” กัวคุนจ้องหน้าเฮ่อจวิน เขารู้ว่าเฮ่อจวินไม่ได้มียาลูกกลอนสำหรับช่วยบรรลุฌานไม่เพียงพอ
“ข้าชอบหารายได้เข้าตัว” เฮ่อจวินพูดกับกัวคุนอย่างจริงจัง
“เจ้าชอบแย่งชิงต่างหากเมิ่งไหลไฉต่างหากที่ชอบหาเงิน” กัวคุนพูดกับตัวเองในใจทว่าสุดท้ายก็พยักหน้าให้กับเฮ่อจวิน กล่าวว่า “ไม่มีปัญหา แล้วข้าจะหามาให้เจ้าจำนวนหนึ่ง”
“เยี่ยม” เฮ่อจวินยิ้มจากนั้นร่างกำยำของเขาก็ก้าวเข้าไปหาตู้เซ่าฝู่ในทันใด
เฮ่อจวินก้าวออกไปห้าก้าว ทุกๆก้าวที่ฝ่าเท้ากระแทกพื้นที่พื้นก็มีรอยร้าว พลังของเขาน่าตกใจมากร่างกำยำนั้นราวกับอสูรป่าตัวหนึ่ง เขาจ้องมองตู้เซ่าฝู่ตาเขม็ง กล่าวว่า “เจ้าหนู กัวคุนบอกว่าเจ้าแข็งแกร่งมาก บอกว่าข้ายากที่จะต่อกรกับเจ้า”
ตู้เซ่าฝู่มองเฮ่อจวินร่างเด็กหนุ่มร่างกำยำคนนั้นตู้เซ่าฝู่ต้องเงยหน้าขึ้นเพื่อมองหน้าเขา กล่าวว่า “เจ้าคือใคร?”
“เป็นหนึ่งในสี่คุณชายน้อยเหมือนกับกัวคุนในอาณาเขตมณฑลหลันหลิง สำนักที่ใหญ่ที่สุดคือสำนักพยัคฆ์ขาว เขาเป็นบุตรชายของเจ้าสำนักเฮ่อจวินสิ่งที่ชอบที่สุดคือ แย่งชิงของมีค่า” มู่หรงโยวรั่วที่อยู่ข้างๆตู้เซ่าฝู่กล่าว
“มู่หรงโยวรั่วแนะนำฐานะของข้าไปแล้วข้าชื่อเฮ่อจวิน” เฮ่อจวินบอกตู้เซ่าฝู่
ตู้เซ่าฝู่มองเฮ่อจวินอีกครั้งแสดงสีหน้าสงสาร ถอนหายใจ กล่าวว่า “เจ้าถูกกัวคุนหลอกใช้แล้วเขาแค่คิดจะยืมมือของเจ้ามาจัดการข้า คนแบบนี้ ไม่ควรคบเป็นสหาย”
“เหอะ!”
เมื่อได้ยินคำพูดของตู้เซ่าฝู่ กัวคุนก็อุทานเหอะออกมาสายตาจ้องตู้เซ่าฝู่อย่างขมึงทึง
“ไม่เป็นไรข้ากับเขาจะสนิทกันได้สักแค่ไหนเชียวล่ะแค่มีคนอื่นพูดเหมารวมดึงให้พวกข้าสี่คนต้องมาอยู่กลุ่มเดียวกันส่วนหลอกใช้หรือไม่ ก็ช่างมัน ข้าไม่เสียเปรียบก็พอแล้ว” เฮ่อจวินจ้องหน้าตู้เซ่าฝู่ขณะพูด
“ไม่……” ตู้เซ่าฝู่ส่ายหัว ยังคงมองเฮ่อจวินด้วยท่าทางสงสาร กล่าวว่า “กัวคุนจงใจเรียกเจ้ามา ไม่ได้คิดให้เจ้าจัดการข้า แต่อยากให้ข้าจัดการเจ้าที่จริงเมื่อเปรียบกับเจ้าแล้ว ข้ากับเขามีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าผูกพันยิ่งว่า”
“เจ้าผูกพันกับกัวคุน?” เฮ่อจวินสับสน เขามองไม่ออกเลยจริงๆ
“ไอ้สารเลวข้ากับเจ้าผูกพันกันมาตอนไหน!” กัวคุนที่อยู่ข้างหลังเฮ่อจวินทนฟังไม่ไหวตะโกนใส่ตู้เซ่าฝู่
ตู้เซ่าฝู่สีหน้านิ่งมองไปที่กัวคุน กล่าวว่า “ว่ากันว่าด่าเพราะรักไม่ด่าไม่ลงไม้ลงมือเพราะไม่สนิทจริง ข้าต่อยเจ้ามือหักสองข้างเมื่อวานยังด่าเจ้าอีก หรือว่านี่ยังแสดงความรักความผูกพันของพวกเรายังไม่พออีกหรือ?”
“เจ้า……”
กัวคุนได้ยิน ก็โมโหหน้าแดงจนแทบลมออกหู
“อุ๊บฮ่าๆ!”
ไต้ซิงอวี่อดไม่ได้เผลอหัวเราะออกมา มู่หรงโยวรั่วเอามือปิดปากแอบหัวเราะจากนั้นแววตาของพวกนางที่มองไปที่เด็กหนุ่มคนนั้นก็ดูกังวลเพิ่มขึ้นมา
“พูดเก่งลื่นไหวเชียวนะเหมือนเจ้าเมิ่งไหลไฉเลย ข้าไม่ค่อยชอบสักเท่าไร”
เฮ่อจวินส่ายหน้า แววตาดูดุดันก้าวร้าวขึ้นเขาจ้องหน้าตู้เซ่าฝู่ กล่าวว่า “แต่ข้าว่าเจ้าคงทำอะไรข้าไม่ได้เอาอย่างนี้ เจ้าส่งถุงหยินหยางของเจ้ามาให้ข้า ข้าก็จะไม่อัดเจ้าดีหรือไม่?” เมื่อพูดจบ พลังลมปราณบนตัวของเฮ่อจวินก็พลุ่งพล่านออกมาและโถมเข้าหาตู้เซ่าฝู่เขาระเบิดพลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวออกมาได้ในชั่วพริบตา
ตู้เซ่าฝู่สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นจากนั้นเงยหน้ามองเฮ่อจวินอีกครั้ง มองสำรวจเขาดูอย่างละเอียด