เชียงยืนฟื้นฮัก

    ตอนที่ 41 ราวี

         สิ่งต่อชะตาทารก มาจากคำปดเท็จที่ร่วมหัว


    เพื่อหันมาโค่นล้มมังคลา ปุโรหิตผู้พลิกบทบาทขึ้นมายืนคุมอำนาจ


    อสูรอชาตะเป็นแค่หุ่นเชิด กิจบ้านเมืองทุกอย่างกำกับเอง


    สุภาษิตกล่าวไว้ ไม่มีมิตรและศัตรูถาวร ช่างจริงในถ้อยคำ


    เนื่องปรับเปลี่ยนได้ตามสภาวะ คราวของจามรเทวีกับท้าวรณชัยบ้าง


    ไม่คิดชีวิตบุตรจะสามารถสร้างความสั่นคลอนแก่ฝั่งตรงข้าม


    จึงพยายามฟูมฟัก ให้สมกับมีอิทธิพลไว้ในมือ


    แต่หารู้ไม่ ภายในตำหนักของพระนางถูกบุกรุก


    กุมารทองได้รับคำสั่งจากพ่อของมัน ให้มาตรวจตราลาดเลา 


    โดยลอบวางสินบนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มวลปกปักตำหนัก


    นำบายศรีของเซ่นไหว้ มังคลาพราหมณ์จัดแต่งประเคนขออนุญาตเจ้าที่


    ปล่อยวิญญาณผีเด็กเข้าไปในเคหะสถาน อย่างลุล่วง


    อันอยากทราบความแน่ชัด ในตัวทารกเพิ่งจะคลอดใหม่


    งานนี้บักโผนโดนหลอก เพราะความรัดกุมของผู้ใหญ่


    ซึ่งพากันระวังไว้แต่เนิ่น ๆ นับตั้งแต่บ่าวไพร่อีกคำพูดคำจาเวลาเรียกขาน


    ของใช้สอย*จะปิ้ง บ่งบอกสัญลักษณ์เด็กผู้หญิง


    ผืนอ้อมสีชมพูละมุนตาหุ้มกาย มุ้งคลุมเปลล้วนงดงาม อ่อนหวาน


    เมื่อยามเอ่ยต้องลงท้ายด้วยราชธิดา นามอริยะอาศัยว่าเหมาะสำหรับทั้งชายและหญิง


    ได้เรื่องมันกลับมารายงานมังคลา วิสาสะแอบฟังคำสนทนา


    ผ่านปากของบรรดานาง ขณะปรนนิบัติพัดวีรอบอู่นอนทารก


    ทั้งยังยืนจ้องมองร่างน้อย สังเกตว่าไม่ใช่เตี่ยวสีแดงเหมือนมันนุ่ง


    เท่านี้มังคลาก็พอเบาใจ เพราะเชื่อในคำบอกเล่าจากกุมารทองที่ส่งไปสืบ


    คลายประเด็นสงสัยลงได้เปราะหนึ่ง จากนั้นมาเน้นเรื่องแก้ปัญหาบ้านเมืองช่วงนี้


    จำเป็นพึ่งพาท้าวเทศ เชื้อพระวงศ์บุคคลซึ่งมักถูกใช้งาน


    ให้ออกเยี่ยมเยียนราษฎรแถวท้องถิ่นห่างไกล สมัยองค์เลอสรวงปกครอง


    กิจตรงนี้ท้าวเทศรับผิดชอบ ด้วยความเต็มใจ


    ครั้งมีอะไรหนักหนา กิจบางอย่างอันอชาตะทำไม่ได้


    เลยมาตกตรงมีคนอาศัยไหว้วาน งานส่วนด่านนอกเมือง


    จังหวะให้วางผังเส้นสายขยายสัมพันธ์ นำเอาบักลายสือติดตามไปด้วย


    เพื่อปูทางข้างหน้าสำหรับอนาคต หากเกิดการเปลี่ยนแปลง


    เว้นช่วงให้กลุ่มจามรเทวีและท้าวรณชัย ได้ต่อกรราวีกับมังคลา


    อำนาจสองฝ่ายค้านกัน แต่ต้องทำชนิดเงียบที่สุด


    ท้าวรณชัยเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในมุมมืด ใช้คนของตนสะสมพลพรรค


    ซ่องสุมกำลังตามซุ้มสำนักบริเวณลับตา ปิดบังไว้ไม่ให้เอิกเกริก


    ถ้าวันหนึ่งวันใดต้องลงมือ เหล่าสมุนพร้อมรวมตัวได้ทุกเมื่อ


    บริวารเหลือแต่รอคำจากเจ้านายเท่านั้น เพราะขณะนี้ทหารในวังจำนวนร่อยหรอ


    ตัวสายนำข่าว บักสากเข้าออกคุ้มวังหน้าเป็นว่าเล่นช่วงนี้


    มันขยันหาเรื่องราวใหม่ ๆ มาป้อนแลกกับเบี้ยอัฐ


    ทั้งมันได้ใจท้าวรณชัยไปเต็ม ๆ ตอนลำบากยากจะหาคนมาเป็นฝ่ายข้าง


    วันนี้บักสากเอาสิ่งที่อุตส่าห์ไปด้อม ๆ มอง ๆ แถวคุ้มพราหมณ์พรต


    เล่าถ่ายทอดให้นาย ซึ่งมันจะอยู่ในสังกัดได้ฟัง 


         “ยามหนิ บ่มีไผอยู่เฮือน ขอรับท่าน”


    บักสากพูดถึงบ้านของมังคลา ไม่มีบ่าวเฝ้าเรือน


    จะมีก็พวกที่ขึ้นมาทำความสะอาด เช็ดถูบ้างเป็นครั้งคราว


    ในเมื่อหนทางสะดวกปลอดผู้คน ท้าวรณชัยทำข้อแลกเปลี่ยนกับอสูร


    ด้วยการจะเอาเล่มคัมภีร์ปีศาจมามอบให้แก่อชาตะ เพื่อความอุ่นใจไม่มีใครบงการได้


    แม้ว่ารู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของอชาตะ ตอนตัวเองโดนสิง


    เกือบแทบไม่รอด ดีที่มังคลาพาอสูรย้ายมาสวมทับร่างองค์เลอสรวงเสียก่อน


    ไม่เช่นนั้นคงจบชีวิตจากการถูกปรสิตอย่างอชาตะกัดกิน


    แต่ท้าวรณชัยคิดในแง่ผลประโยชน์ระหว่างกัน 


    อันได้จามรเทวีคืนมาอยู่ในอ้อมกอดสมปรารถนา 


    โดยอชาตะอยู่ในคราบองค์เลอสรวง ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น


    สัญญาจึงเกิดขึ้น สำหรับตนถือคุ้มค่าพอเลือกเอาตามนี้


    ต่อจากนั้นก็ไม่แน่ เพราะยังมีแผนสำรองอีกขั้นเพื่อความเป็นใหญ่


         “กูสิปล้นมัน คืนนี่หละ”


    หมายไว้ด้วยวิธีอุกอาจ ท้าวรณชัยตระเตรียมไพร่พลนัดแนะสมุน


    เสร็จงานบักสากรับห่อทองคำ ก่อนจะก้าวลงเรือน


    นึกได้ควรเตือนกัน มันหันมาพูดในความลึกลับ


         “ให้แวดวังเฮืองอาถรรพ์ไว้แหน่เด้อท่าน”


    ด้านท้าวรณชัยไม่ประมาท เคยเสียท่าโดนมังคลาลวงมาแล้ว


         “เอ้อ! กูฮู้ดี บักสาก”


    มวลอาคมและคาถาร่ำเรียนมาไม่ใช่น้อย ที่พลาดคือชะล่าใจเกินกับศัตรู


    ...ประเมินภัยมาใกล้ครอบครัว ท้าวเทศจัดแจงส่งบรรดาเมีย


    คืนกลับถิ่นลำเนา ซึ่งทุกคนเข้าใจในสถานการณ์


    จากเคยประสบครั้งฝูงเปรต ยกโขยงมาพังบ้านจนเสียหาย


    จึงแบ่งทรัพย์สินให้ติดตัวถ้วนหน้า เพื่อโยกย้ายหาที่ไป


    สิ่งสำคัญคือสารจดหมาย เขียนอธิบายความจำเป็น


    ต่อทางครอบครัวของภรรยาแต่ละนาง สำหรับทุกฝ่ายจะได้สบายใจ


    ด้วยเหตุผลของท้าวเทศ ตรงห่วงใยในความปลอดภัย 


    ทั้งไม่อยากให้ลูกเล็ก เด็กแดง มาลำบากกับตน ในเส้นทางทุรกันดาร


    เมียทุกนางต่างไม่ขัดเคือง เนื่องง่ายต่อผัวที่กำลังเผชิญหน้าฝั่งตรงข้าม


    ปักหลักคือภรรยาเอก ที่ติดตามเคียงข้างท้าวเทศ 


    มาลาและรจนาลูกสาว รวมทั้งสาโรจน์ลูกชาย


    ส่วนอุทัยวรรณอนุ เสนออาสาพาไปหาบิดาที่นครตักศิลาแหล่งพึ่งพิง


    ไม่เว้นองค์หญิงขันทอง พระนางอพยพลี้ภัยข้ามโขง 


    คืนไปตั้งหลักยังบ้านเกิดเมืองนอน เพื่อให้ท้าวเทศไม่ต้องพะวง


    ฝูงวัวเทียมเกวียน เรียงขบวนมุ่งแสวงหาพันธมิตร


    ใช้ภารกิจมอบหมายบังหน้า ท้าวเทศไหวตัวชิงออกห่างรัศมีอันตราย


    เดิมเจตนาบักลายสือจะช่วยฉุดองค์บิดา ให้พ้นสภาพอสูรสวมรอย


    ต้องระงับไว้ชั่วคราว เพราะมังคลาบีบจนท้าวเทศอึดอัด


    จากขอให้ช่วยเรื่องเสบียงอาหาร ติดต่อเครื่องบรรณาการ


    บรรทุกมาแจกจ่ายราษฎรที่เดือดร้อนภัยแล้ง จนเสร็จเรียบร้อย


    ถัดมาชักจะหนักขึ้นทุกวัน อันเจตนาฮุบสมบัติเข้าหลวง


    ขนาดองค์เลอสรวง ซึ่งเป็นดั่งเสมือนเบี้ยล่างของมังคลา


    เคยทรงเอ่ยตรัสตรง ๆ กับท้าวเทศ กรณีเลี่ยงไม่ได้จึงประวิงเวลา 


    กราบทูลยื่นขอให้กลับจากธุระ ตามหัวเมืองเสียก่อน 


    รู้ตัวชีวิตยืนใกล้หลักประหาร ขืนทนอยู่ต่อไป 


    สักวันคงโดนลงโทษข้อหากระด้างกระเดื่องเป็นแน่


    คราวต้องหาพิกัดไกล ๆ พอที่จะปกป้องลูกเมีย ไม่ให้ถูกเล่นงานง่าย ๆ


    การเคลื่อนไหวทยอยขน ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป 


    ไม่ลืมนัดแนะเรื่องข่าวสาร ต้องติดต่อกันตลอด


    ...ปล่อยให้มังคลาเปรมปรีกับอำนาจวาสนาที่รอคอยกระทั่งสมหวัง


    ผ่านไปสักระยะมีวาระการเรียกประชุม ขุนนางพากันรวมตัว


    ความประสงค์องค์กษัตรา ออกกฎหมายกะเกณฑ์ไพร่พล


    โองการหลวงบังคับให้ชายอายุยี่สิบบริบูรณ์ เข้ามาเสริมกำลังทหาร


    หรือไม่เช่นนั้นก็จ่ายค่าไถ่ตัวเป็นไท ด้วยอัฐมากโขแลกกับอิสระ


    ข้อกำหนดสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนส่วนมาก เนื่องฐานะยากจน


    สำหรับมวลมีอันจะกิน บรรดาค้าขายก็เรียกเก็บค่า*จังกอบ


    มาตรการอันเกิดการต่อต้าน ขั้นมีบัญญัติผู้ใดขัดขืนให้จับมาขัง


    รอความตายอีกทาง ด้วยกรรมวิธีนำมาให้อสูรดูดเลือด


    อาณาจักรศรีจนาศะ หมู่นี้ชาวบ้านมีการขนย้ายกันหนี


    จากนโยบายรัฐเชิงเข้มงวด ที่ก่อผลกระทบทั่วหน้า


    ...ตรงกันข้ามทางด้านลัทธิ กลับสวนกระแส


    ความเชื่อที่ว่าพึ่งเทวดา ย่อมนำพาปากท้องรอด


    มังคลาพาบวงสรวง ฝังรากคติศาสนายึดเหนี่ยวแก่ปวงชน


    ตั้งตนเป็นผู้คู่ควรสักการะ แม้จะอดยากเพียงใด ยังยัดเยียดความหวังลม ๆ แล้ง ๆ


    สำนักบูชาเทพเจ้า ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดทุกทั่วหัวระแหง


    ปลุกปั่นด้วยวาจาสร้างค่านิยม บุคคลใดเคารพต่อเบื้องบน


    ดุจเป็นคนวิเศษ ขนานนามหมู่พวกยกระดับเยี่ยงชนชั้นสูง


    ทุกอย่างล้วนเกิดจากชวนเชื่อในปาฏิหาริย์ของทวยเทพ


    ซึ่งนั่นก็ไม่ผิดเพราะผลแห่งศรัทธา ก่อปรากฏการณ์ต่อจิตใจ


    ต่างหลั่งไหลเปลี่ยนนับถือตาม ๆ กัน อันกึ่งชักจูง


    ยิ่งบริจาคทรัพย์มากเท่าไร ผลบุญยิ่งใหญ่มหาศาลหนุนให้ร่ำรวย


    บางประเภทไร้สติสัมปชัญญะ ทานจนหมดตัว กลัวจะน้อยหน้า


    หารู้ไม่สมบัติทั้งหลาย สะสมกระจุกอยู่ในท้องพระคลัง


    หลักบริหารของมังคลาพราหมณ์ ปุโรหิตซึ่งบงการองค์เลอสรวง


    กุศโลบายที่ยึด ถูกนำมาใช้พัฒนาความสุขแค่ลำพังหมู่คณะ


    ...หกเดือนที่ท้าวเทศตระเวนตามหัวเมืองต่าง ๆ  


    เพราะคำบัญชาให้ไปเร่งรัดข้าราชการ รีบเก็บส่วยเข้าส่วนกลาง ตอบสนองนโยบายรีดไถ


    หากการไปไม่ใช่เพื่อบีบคั้น สาระสำคัญคือเข้าหาผู้จะมาเป็นพรรคพวก


    ร่วมอุดมการณ์ต่อต้านภาษีโหด ใช้กิจที่ได้รับทำประโยชน์


    พอถึงแหล่งก็เจรจากับมวลถูกรังแก ปลุกสะดมให้คัดค้านระบบ


    โดยไม่คิดถึงหัวอกประชาชนตาดำ ๆ ซึ่งถูกจำกัดสถานะแค่ไพร่


    เป็นใครต้องดิ้นรน ไม่ให้ตกในสภาพสิ้นหวัง


    วิกฤตที่ผลักดัน มักพามาซึ่งความไม่สงบในยุคของนักบวชครองเมือง


    จิตวิทยาสร้างภาพพจน์ โฆษณาให้มวลชนสรรเสริญเยินยอ 


    แปรทัศนคติ อ้างศักยภาพเปรียบดั่งผู้นำด้านจิตวิญญาณ


    ใช้ความฟุ้งเฟ้อสนองจริตที่กักเก็บมานาน อวดยอดสานุศิษย์บริวารแข่งกัน


    เสียงคำประจาน ด่าทอจากประชาราษฎร์ที่ตาไม่บอด


    เทียบกันกับความเป็นอยู่ อาภรณ์นักพรตสุดจะวิจิตร เนื้อไหมทอละเอียดงดงาม


    ผิดกับชาวบ้านผ้าผืนเดียวติดตัว ใช้ได้สารพัดอย่าง แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว


    ที่มาของอาการคับแค้นใจในอัตภาพ ซึ่งแบ่งแยกอย่างชัดเจน


    คำสาปแช่งราชสำนัก จากชนชั้นรากหญ้าปะทุดังขึ้นเรื่อย ๆ 


    จุดด่างพร้อยตรงนี้ ท้าวเทศใช้โจมตีพวกไม่เห็นค่าความเป็นคน


    เส้นทางที่ผ่านตั้งกระโจมเล่าเรื่องมากมาย ถ่ายทอดด้านเสื่อมของพรต


    เอาลัทธิมาทำมาหากิน เก็บเงินเข้าสำนักบำรุงตนเอง


    ดูคล้ายกลยุทธ์ยุยงให้เกลียดชัง แต่นั่นคือเรื่องจริงทั้งหมด.


    *จะปิ้ง หรือจับปิ้ง (ปิ้ง, ตะปิ้ง, กระจับปิ้ง) เป็นเครื่องประดับสำหรับเด็กประเภทหนึ่ง


    ที่มีมาแต่โบราณ ใช้สำหรับสวมใส่เพื่อปกปิดอวัยวะเพศของเด็ก 


    โดยใช้ผูกไว้ที่บั้นเอว คำว่า จะปิ้ง หรือจับปิ้ง


    สันนิษฐานว่าแต่เดิมน่าจะมีรากศัพท์มาจากคำว่า Caping ในภาษามลายู 


    การสวมใส่จะปิ้งของเด็ก สามารถพบได้ทั่วไปในแถบประเทศอินเดียทางตอนใต้ ประเทศ


    และในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย


    ธรรมเนียมการใช้จะปิ้งเป็นเครื่องประดับสำหรับเด็ก 


    ระบุว่าน่าจะแพร่หลายเข้ามาในดินแดนบริเวณคาบสมุทรมลายู


    ตลอดจนในอาณาจักรศรีวิชัย ในยุครุ่งเรือง


    *ภาษีสมัยโบราณเรียกว่า จังกอบ หรือ ขนอน 


    เป็นภาษีผ่านด่าน ลักษณะการเก็บ คือ มีของผ่านด่าน 10 ชิ้น


    จะชักออก 1 ชิ้น (อัตราภาษี 10%) โดยเก็บจากการขายสัตว์


    หรือสินค้าที่นำไปขายที่ต่าง ๆ หรือนำเข้ามา 


    วิธีคำนวณการเก็บภาษีจะวัดขนาดพื้นที่ ตามความยาวเล่มเกวียนบรรทุก


    และการเก็บนั้น มิได้เก็บเป็นเงินตราเสมอไป อาจเปลี่ยนเป็นสิ่งของแทนตัวเงิน


    (อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)