เทพีน้ำค้างเหมันต์ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 2)

    ตอนที่ 46 เทพฟ้าดิน ปรมาจารย์ผู้เสียสละ

    รุ่งอรุณทาบฟ้า เทพฟ้าดิน ก้าวเข้าสู่กระท่อมชมพนา นางนั่งเข้าฌาน ปล่อยปราณหลอมรวมกับหมอกบางที่โอบล้อมป่า ดวงตาอันเปี่ยมด้วยปัญญายังเปล่งประกายเยาว์วัย แม้ผ่านกาลเนิ่นนานมากว่าสามพันปี

    ไม่ช้า เทพีเอวา ศิษย์สาวผู้แสนซุกซนก็แอบย่องเข้ามา เสียงบานประตูไม้แง้มออกพร้อมสายลมอันหอมหวานที่พัดพากลิ่นดอกไม้นานาพันธุ์เข้ามา

    อาจารย์กับศิษย์สบตากันในบรรยากาศอบอุ่น เทพฟ้าดินทอดสายตาเอ็นดูพร้อมเอ่ย “เอวา… เจ้าทั้งฉลาด งดงาม และแกล้วกล้ายิ่งนัก กลิ่นอายความเด็ดเดี่ยวของเจ้าไม่ต่างจากข้าเมื่อครั้งวัยเยาว์เลย” เอวาเอียงอาย แต่หัวใจพองโตด้วยความภาคภูมิ

    “พลังฟ้าดินที่เจ้าได้รับจากเทพีเซเลน่า มิใช่เพื่อทำลาย หากเพื่อผสานรวมกับสรรพสิ่ง เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะฟังเสียงสายลม การสั่นไหวของใบไม้ สายน้ำที่รินไหล และแสงจันทรากระซิบ เมื่อเจ้าเข้าถึงสัมผัสอันละเอียดอ่อนนี้ เจ้าจะสามารถยืมพลังฟ้าดินมาใช้ในยามจำเป็นได้” คำสอนนั้นสั่นสะเทือนหัวใจยิ่งนัก เอวาพยักหน้ารับด้วยใจศรัทธา

    “อาจารย์เจ้าคะ เหตุใดท่านเป็นสตรี แต่ผู้คนเรียกท่านว่าเทพฟ้าดินล่ะเจ้าคะ”

    เทพฟ้าดินหัวเราะเบาๆ "ในสมัยโบราณ ผู้ที่มีฝีมือในระดับสูงจะถูกเรียกเป็นเทพทั้งหมดไม่แบ่งชายหญิง แต่ในบัดนี้ไม่นิยมแล้ว มักเรียกชายว่าเทพเรียกหญิงว่าเทพีมากกว่า” เทพฟ้าดินขยับตัวเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อไป “หากวันใดข้าต้องจากไปแบบเดียวกับเซเลน่า เมื่อถึงวันนั้น เจ้าจงมารับแก่นวิญญาณข้าไปเถิด อย่าให้ข้าจากไปอย่างไร้ค่า บางทีข้าอาจฝากความรู้และพลังอันยิ่งใหญ่ไว้ให้แก่เจ้าเป็นครั้งสุดท้าย พลังและความรู้นี้จะนำพาเจ้าไปสู่การเป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต"

    ขณะทั้งสองสนทนาถ้อยคำอันลึกซึ้งอยู่นั้น ภายนอกกระท่อมชมพนา ภูติไร้เงาผู้มีลมหายใจอันร้อนรน ลอบซ่อนเร้นอยู่ไม่ไกลภายในหมู่แมกไม้ เขาพยายามรั้งสติและกลืนว่านภูติสมานกายเพื่อรักษาตนเอง จากพิษที่แทรกซึมภายในกายจากเข็มพิษดอกภูติศิลา เพียงไม่ถึงอึดใจ ร่างกายและพลังของมันก็พลันกลับคืน มันยืนสงบนิ่ง เฝ้ารอคอยโอกาสเหมาะที่จะจู่โจมเข้าไปลักพาตัวเทพีเอวาไปให้องค์ชายใหญ่

    เทพีเอวาคำนับลาผู้เป็นอาจารย์ และกำลังจะหันกายเปิดประตูออกไป จู่ๆ ก็ปรากฏเงามืดภายนอกประตูเบื้องหน้า ภูติไร้เงาจอมเจ้าเล่ห์ผู้ซุ่มรออยู่ก็พลันสลัดเข็มพิษจากดอกภูติศิลาออกมาเป็นกลุ่ม ประดุจฝูงผึ้งที่รุมเข้าจู่โจมในระยะประชิดด้วยความเร็วอันยากเกินจะหลบเลี่ยง

    “เอวา!”

    เทพฟ้าดินพุ่งคว้าแขนศิษย์ ม้วนตัวเข้าบังอย่างไม่ลังเล เข็มพิษนับร้อยปักลึกทั่วแผ่นหลัง นางกัดฟันรับพิษร้ายด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว

    เทพีเอวาชะงัก น้ำตาไหลพราก เมื่อเห็นแผ่นหลังที่ชุ่มไปด้วยเลือดของอาจารย์

    เสียงหัวเราะเย็นเยียบของภูติไร้เงาก้อง “ฮ่าๆๆ อาจารย์ย่อมยอมสละชีวิตเพื่อศิษย์ ข้าคิดถูกจริงๆ”

    “ข้าคิดไม่ถึงเลย….ว่าสิ่งที่เราเพิ่งจะคุยกัน….มันจะมาถึงรวดเร็วปานนี้" เทพฟ้าดินหายใจหอบกล่าวด้วยเสียงเหนื่อยอ่อน ทว่าแฝงด้วยความหนักแน่น "เอวา เจ้าจงทำตามคำที่อาจารย์เคยบอกไว้ เจ้าต้องรับแก่นวิญญาณนี้ของอาจารย์ไว้…เพื่อผนวกพลังและภูมิปัญญาที่ข้าสืบทอดให้กับเจ้า"

    เทพฟ้าดินดึงแก่นวิญญาณลักษณะเป็นดวงกลมสีเขียวลอยขึ้นจากร่างนางอย่างแผ่วเบา อัญมณีแห่งแก่นวิญญาณที่เปล่งประกายแห่งความรู้และพลัง ส่องแสงแห่งความรักครั้งสุดท้าย ก่อนลอยเข้าสู่ร่างของเทพีเอวา ขณะที่ร่างของนางสลายเป็นฝุ่นสีทองแล้วจางหายไปในอากาศ

    “อาจารย์!” เอวากรีดร้อง กำมือแนบอก น้ำตาหยาดริน นางรวบรวมพลังของแก่นวิญญาณอาจารย์เข้ามาผนึกไว้ในกาย ภูติไร้เงาจึงฉวยโอกาสนี้ พลันร่ายเวทย์ “ภูตินิทรา” บังเกิดควันสีม่วงราวม่านแห่งความฝันค่อยๆ ปกคลุมทั่วทั้งร่างของเทพีเอวา กลิ่นหอมละมุนคล้ายดอกลาเวนเดอร์แทรกซึมเข้าสู่ปอดของนาง มันทำให้นางรู้สึกง่วง งุนงง ท้ายที่สุด ร่างของนางอ่อนแรงทรุดกายลงกับพื้นหลับสนิทในทันที

    ภูติไร้เงาย่างก้าวเข้าหา พร้อมรอยยิ้มอันเหี้ยมเกรียม ภายใต้ประกายแสงสีเขียวเจิดจ้าที่ล้อมรอบร่างของเทพีเอวา ภูติไร้เงาพึมพำในใจ พลางมองดูมวลพลังอันสูงส่งของผู้ที่เพิ่งผนึกแก่นวิญญาณสำเร็จ “ดีนะที่ข้าใช้เวทย์ภูตินิทราสำเร็จทันเวลาพอดี มิเช่นนั้น ข้าอาจจะไม่สามารถจับเจ้าผู้มีพลังขั้นบรมเทพ ระดับ 20 ไปได้เป็นแน่”

    ภูติไร้เงาใช้เวทย์ล่องหน เพื่ออำพรางร่างของตนและเทพีเอวา ก่อนจะแบกร่างของนางที่หลับใหลในห้วงนิทราลึก ก้าวออกจากบริเวณกระท่อมชมพนา แววตาของเขาเย็นเยียบไร้เมตตา ทว่าก่อนที่เขาจะก้าวพ้นพงไพร เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นก้องกังวาน คล้ายพายุหิมะโหมกระหน่ำมาจากหุบเขาอันแสนไกล

    “เจ้าภูติจอมวายร้าย… เจ้ากล้าลอบเข้ามาในสำนักเทพอัสนีย์ ถึงขั้นพรากชีวิตเทพฟ้าดินไป! อภัยให้ไม่ได้! หนี้เลือดนี้ เจ้าต้องชดใช้!!” เทพีน้ำค้างเหมันต์เปล่งเสียงขณะก้าวออกมาจากม่านหมอก ใบหน้าอันงามสง่านั้นแฝงด้วยความโกรธ ประกายปราณเย็นยะเยือกพวยพุ่งปกคลุมรอบกาย ราวกับจะแช่แข็งทุกสรรพสิ่ง

    ภูติไร้เงาชะงัก หัวเราะแผ่วเบาในลำคอ วางร่างเทพีเอวาลงกับพื้น ดวงตาสีเลือดวาวโรจน์ “ข้าคือแม่ทัพแห่งพิภพวิญญาณ ผู้ที่แม้แต่ปรมาจารย์ขั้นสูงยังไม่อาจสยบได้ เจ้าจะต่างอะไรจากคนอื่นเล่า…”

    สิ้นคำ ม่านน้ำแข็งทะลักออกจากฝ่ามือของเทพีน้ำค้างเหมันต์ พื้นดินรอบตัวแข็งตัวเป็นผลึกใสสะท้อนแสง ราวกับโลกทั้งใบกำลังกลายเป็นแดนน้ำแข็งนิรันดร์

    ภูติไร้เงาตอบโต้ทันควัน ด้วยคลื่นพลังมืดที่พวยพุ่งออกจากร่างจน พื้นดินใต้เท้าแตกร้าวราวถูกเปลวเพลิงจากนรกแผดเผา พลังสองสายปะทะกันกลางอากาศ เสียงระเบิดก้องสะท้อนดั่งฟ้าถล่มดินทลาย ควันสีขาวเย็นยะเยือกกับหมอกดำร้อนแรงผสมปะปนกัน เกิดเป็นม่านหมอกประหลาดบดบังไปทั่วบริเวณ

    เมื่อหมอกควันจางลง เสียงฟ้าร้องก็พลันดังกึกก้องจนแผ่นดินสั่นสะเทือน เทพีน้ำค้างเหมันต์ยกมือขึ้นเรียกปราณอัสนี นางดึงสายฟ้าจากเบื้องบนนภาดิ่งตรงเข้าสู่ใจกลางฝ่ามือของนาง แสงเจิดจ้าก่อเกิดเป็น ดาบอัสนี เปล่งเสียงครืนๆดังสนองการเรียกขานของนาง

    “นี่คืออาวุธระดับเทพ ดาบอัสนี… พลังของมันสามารถกระชากผืนฟ้า ถาโถมแผ่นดิน” คำกล่าวสรรพคุณของดาบทำเอาภูติไร้เงาถึงกับสะดุ้ง

    เพียงก้าวแรกที่นางเหยียบพื้น แรงกดดันมหาศาลก็สั่นสะเทือนภูเขาโดยรอบ นางเงื้อดาบ ฟาดลงด้วยความเร็วเกินกว่าตามนุษย์จะทันเห็น

    ภูติไร้เงารีบสร้างม่านเงามืดเป็นโล่ปกป้อง แต่ดาบอัสนีฟาดทะลุม่านเงาแตกสลาย เสียงระเบิดจากสายฟ้าดังกึกก้อง ประกายไฟพวยพุ่งแผดเผาความมืดจนมลายหายไป เงาร่างของเขาถูกแรงกระแทกอันรุนแรงผลักถอยกรูด กระอักเลือดออกจากปาก

    ภูติไร้เงากัดฟันแน่น ใบหน้าหมองคล้ำเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวด้วยความเคียดแค้น แสงสายฟ้าที่อัดแน่นในดาบยังคงส่องสว่างกดดันทุกลมหายใจ

    เมื่อรู้ว่าพลังปรกติไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป ภูติไร้เงา จึงกัดฟันร่ายเวทมืดขั้นสูง หมอกดำขุ่นคลุ้งทะยานขึ้นจากกายของเขา ก่อนแผ่กระจายปกคลุมไปทั่วลาน เสมือนม่านแห่งความตายที่บดบังแสงสว่างทั้งหมด กลิ่นไอพยาบาทเย็นเยียบแผ่ซ่านออกไปโดยรอบ

    คล้ายกับเรื่องเทพีน้ำค้างเหมันต์ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 2) ที่คุณอ่าน