ทั้งคู่เดินทางมาค่อนวัน จนในที่สุดก็เข้าสู่พื้นที่หมู่บ้านแห่งใหม่ ที่นี่ล้วนจอแจและแออัด ไม่รู้ว่าเป็ส่วนไหนในโลกใบนี้ แต่ค่อนข้างครึกครื้นและน่าเที่ยวเล่นอย่างมาก จะว่าออกแนวจีนโบราณก็ไม่เชิง เพราะยังมีบางคนแต่งตัวไม่เข้าพวกอยู่ด้วย บ้างก็คล้ายกับนักรบที่สวมชุดเกราะเหล็ก บ้างก็สวมชุดคล้ายห่มผ้าเก่า ๆ ขาด ๆ แต่กลับหิ้วเงินถุงเบ้อเริ่มมาด้วย
ตื่นเต้นกับฉากตรงหน้าได้ไม่นาน สิงเทียนก็หันมากล่าวกับเขา
“เ้าไปหาที่พักแรมไว้รอข้า เราจะพักที่นี่กันในคืนแรก”
“ขอรับ ข้าน้อยรับทราบ”
ซิ่วอิงรับเงินมาถุงหนึ่งพร้อมจูงม้าเดินเตร่ไปตามบ้านเรือน สอบถามหาห้องพักก็ไม่มีที่ใดว่างเลย กระทั่งมาถึงเรือนหลังสุดท้ายในละแวกนี้ แม้มีห้องว่างแต่มันกลับเหลือเพียงห้องเดียวและเป็ห้องพิเศษราคาสูงอีกต่างหาก
เขาล้วงเงินในถุงออกมานับก็พบว่ายังขาดอยู่อีกจำนวนหนึ่ง สุดท้ายจึงขอเก็บไว้ก่อนและรุดหน้ากลับไปถามคุณชายของตนว่าจะเอาเช่นไร
“ได้ที่พักแล้วรึ”
เขายิ้มแหย ๆ ทีหนึ่งก่อนจะรีบรายงาน “ข้าน้อยสอบถามมาหมดแล้วขอรับ แถวนี้เหลือห้องราคาแพงอยู่ห้องเดียว ไม่ทราบว่าคุณชายสนใจหรือไม่”
“กลับไปบอกเ้าของห้องว่าข้าเอา”
“ได้ขอรับ”
ว่าพลางแบมือไปตรงหน้าอีกฝ่ายพร้อมกระดิกนิ้วเป็การขอเงินเพิ่ม สิงเทียนถอนหายใจเหนื่อยหน่ายก่อนเขวี้ยงถุงเงินใบใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมมาให้
เมื่อได้ของตามที่้าเขาก็รีบวิ่งอย่างเร็วเพื่อไปจองห้องสุดหรูนี้ แต่เมื่อเดินทางไปถึงเ้าของห้องพักกลับปฏิเสธและบอกว่าหลังจากที่เขาเดินหายไปก็มีคนมาขอเข้าพักก่อนแล้ว หนำซ้ำยังให้ราคาเพิ่มเป็สองเท่าอีก
ซิ่วอิงได้แต่ถอนหายใจห่อเหี่ยว เขาใช้เวลาเดินไปกลับไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ บุคคลผู้นั้นทำไมรวดเร็วถึงเพียงนี้นะ เมื่อไม่ได้ห้องพักตามที่เ้านาย้าซิ่วอิงจึงเดินก้มหน้าอมทุกข์กลับไป
“ได้เื่ว่าอย่างไร”
เขาตอบอย่างกังวล “เอ่อ..มีคนตัดหน้าข้าน่ะขอรับ”
“…”
ซิ่วอิงเหลือบมองอีกฝ่ายก็เห็นสายตาพิโรธนั่นจ้องมาอย่างกับจะฆ่าแกงกัน เขารีบก้มหน้ากลืนน้ำลายลงคอและไม่รู้จะเอายังไงต่อ เมื่อต่างคนต่างเงียบอยู่นานเขาจึงเอ่ยเสนอ
“คุณชาย ที่นี่ห้องพักเต็มหมดแล้ว เช่นนั้นเราควรเดินทางไปอีกที่ก่อนไหมขอรับ”
สิงเทียนตอบอย่างคนเอาแต่ใจ “ข้าอยากพักที่นี่”
“ตะ แต่ว่ามันเต็มหมดแล้วนะขอรับ”
“ไปหาให้ได้ หากภายในคืนนี้เ้าหาไม่ได้ข้าจะสั่งสอนเ้าต่อหน้าผู้คนในตลาดนี่!”
“อัยย๋า! ขอรับข้าน้อยจะพยายาม”
ซิ่วอิงเดินเกาหัวงก ๆ เพื่อเตรียมจะไปสอบถามหาที่พักต่อ แต่เพียงเขาเดินห่างจากจุดเดิมได้ไม่ถึงสิบก้าว ก็ถูกสตรีผู้หนึ่งวิ่งมาชนเข้าเสียก่อน ทั้งคู่ล้มกลิ้งลงพื้นไปพร้อมกัน ก่อนที่ซิ่วอิงจะเป็ฝ่ายรีบลุกมาประคองนางขึ้นยืน
“ข้าขอโทษที พอดีไม่ได้มองทางน่ะ”
สตรีตรงหน้าหาได้สนใจในคำพูดของเขา เพียงปัดเศษฝุ่นออกจากชุดกระโปรงสีเขียวสว่างและจัดแต่งทรงผมก็เท่านั้น นางว่า “ช่างเถอะ มาขอโทษตอนนี้คงไม่มีประโยชน์แล้วล่ะ ข้าถูกตามทันจนได้”
“ตามทัน? มีใครตามเ้าอยู่หรือ”
ยังไม่ทันที่นางจะเอ่ยตอบก็มีกลุ่มชายร่างกำยำสี่คนวิ่งโร่มาทางนี้พอดี พวกเขาเ่าั้ล้วนตัวสูงใหญ่คล้ายกับั์เลยทีเดียว ซิ่วอิงแหงนคอมองอย่างตกตะลึง ลอบกระซิบถามแม่นางข้างกาย
“นี่อย่าบอกนะว่าเ้าถูกพวกนี้ไล่ตามน่ะ”
นางไม่กล่าวสิ่งใดเพียงพยักหน้าน้อย ๆ สองทีให้เขารับรู้
เบื้องหน้านั้นเป็กลุ่มผู้มาใหม่ แม้ผู้ที่พวกเขาไล่ล่าตามมาจะเป็เพียงสตรีตัวเล็กบอบบาง ทว่าในมือกลับถืออาวุธพร้อมสู้สุด ๆ สีหน้าเหมือนพร้อมหาเื่ฆ่าฟันอย่างเต็มที่
ชายผู้เป็หัวหน้าใหญ่ชี้นิ้วมาทางเขา “หากเ้าไม่อยากเดือดร้อนก็รีบส่งตัวแม่นั่นมาให้เรา ไม่เช่นนั้น..อย่าหาว่าข้าไม่เตือน
ซิ่วอิงยืนมองด้วยสีหน้างุนงง เขายังไม่ทันทำอะไรก็ถูกลากไปเอี่ยวด้วยซะแล้ว เมื่อไม่มีทางเลือกเขาจึงตัดสินใจยืนประจันหน้ากับทางนั้นเพื่อปกป้องสาวน้อยข้างกายให้ปลอดภัย
“ข้าไม่ส่ง! พวกเ้ามันหมาหมู่ เป็บุรุษแท้ ๆ แต่กลับมารังแกสตรีอ่อนแอ หน้าตัวเมีย!”
“หา!”
ชายผู้นั้นสีหน้าบึ้งตึงยิ่งกว่าเก่า เขาตวาดดังลั่น “เ้าปกป้องผิดคนแล้วพ่อหนุ่ม! แม่นางนั่นแอบอ้างว่าเป็หมอยา เป็นักปรุงยาระดับเซียน ทั้งที่ความเป็จริงนางแค่หลอกเอาเงินพวกข้า!”
ซิ่วอิงตวาดกลับ “ข้าไม่รู้ด้วยหรอกว่าใครหลอกใคร แต่ข้าทนเห็นสตรีถูกรังแกไม่ได้!”
“นี่เ้าพูดเพ้อเจ้ออะไรออกมา คิดจะปกป้องคนผิดงั้นรึ!”
สถานการณ์หลายอย่างเริ่มเข้าสู่ขั้นวิกฤต ชาวบ้านต่างหอบข้าวหอบของเก็บเข้าหลุมหลบภัยเพราะไม่อยากเสี่ยงถูกทำร้ายหรือข้าวของเสียหาย และเพื่อยืนยันว่าแม่นางตรงนี้มิใช่ผู้กระทำผิดจริง ซิ่วอิงจึงต้องรีบกระซิบถามความเป็มา
“เ้าหลอกพวกเขาจริงรึ?”
นางถอนหายใจกล่าว “ข้าไม่เคยหลอกใคร แต่ครั้งนี้มีเื่เข้าใจผิดกับพวกเขาน่ะ ยังไงเ้าช่วยเจรจาให้ทีสิ แล้วข้าจะตอบแทนคืนให้”
“…”
เมื่อหันกลับไปสบตากับคู่ต่อสู้ตัวใหญ่เขาก็ต้องกลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อกทันที เทียบจากจำนวนคนแล้วยังไงเขาก็เสียเปรียบกว่า เมื่อไม่มีทางเลือกจึงทำใจหันไปหาพระเอกที่อยู่ด้านหลังเพื่อส่งสายตาขอความช่วยเหลือ
สิงเทียนยังคงนั่งดูพวกเขาปะทะฝีปากกันอย่างเงียบเชียบโดยไม่ออกความเห็นมาั้แ่แรก แม้ไม่อยากข้องเกี่ยวกับเื่ผู้อื่น แต่ในขณะนี้กลุ่มคนพวกนั้นกำลังยืนขวางทางสัญจรของเขา เช่นนั้นจึงจำเป็ต้องลงจากหลังม้าและเดินขึ้นหน้าไปในท่าทีสุขุมเยือกเย็น ซึ่งการแสดงออกเ่าั้ดูต่างจากยามปกติที่พูดคุยกับคนรับใช้อย่างซิ่วอิงสิ้นเชิง
“ข้าจะไปหาที่พัก ได้โปรดหลีกทางด้วย”
กลุ่มชายฉกรรจ์ “หือ?”
ซิ่วอิง “เอ๋!”
เขาตะลึงจนหลุดใออกมา ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเ็าได้เพียงนี้ ทีแรกนึกว่าจะซัดพลังใส่กันตู้มต้ามและยืนเชิดหน้ารอรับคำชื่นชมจากชาวบ้านเสียอีก แต่ทำไมถึงกลับตาลปัตรแบบนี้ได้เนี่ย!
กลุ่มคนเ่าั้แม้สับสนอยู่บ้าง แต่เพราะเห็นว่าเขาดูไม่ค่อยสนใจกับเื่นี้ สุดท้ายจึงยอมหลีกทางให้แต่โดยดี สิงเทียนไม่พูดไม่จาเดินกลับไปขึ้นขี่ม้าและมุ่งหน้าเดินทางต่อ
ซิ่วอิงอึ้งจนในหัวมีเสียงดังวิ้ง ๆ วนไปมา เขาไม่คิดว่าสิงเทียนจะเมินจริง ๆ ที่ว่าออกมาเที่ยวเล่นแก้เบื่อนี่คือเื่จริงเรอะ!
“คุณชาย!”
เขาะโเรียกอีกฝ่ายซึ่งนำหน้าไปไกลแล้ว ในขณะเดียวกันก็มีเงาดำขนาดใหญ่เคลื่อนมาบดบังแสงสว่างเหนือหัวเรียบร้อย ซิ่วอิงกัดฟันแน่นรีบคว้ามือแม่นางผู้นั้นวิ่งทันที
“จับตัวมัน!”
“อย่านะ! ช่วยด้วย!”
ชิ้งงงงง
เสียงดาบฟันถูกของแข็งบางอย่าง หนึ่งในลูกน้องของทางนั้นถึงกับยืนงง อาวุธที่อริคว้ามาป้องกันตัวดันเป็ฝาหม้อหรือนี่?
ซิ่วอิงไม่รอให้ตนเองเป็ฝ่ายถูกจู่โจม เขาดันฝาหม้อขึ้นสุดแขนแล้วกระแทกใส่คางอีกฝ่ายเต็ม ๆ เมื่อหลงระเริงดีใจกับอาวุธได้ไม่นานเขาก็ต้องหุบยิ้ม เพราะทั้งสี่คนได้พุ่งมาด้วยกันอย่างพร้อมเพรียงแล้ว
ซู้มมมม
ควันตลบไปทั่วท้องตลาด ซิ่วอิงใช้พลังครั้งแรกก็ถึงกับเหงื่อแตกเป็น้ำไหล ความจริงแม้จะเก่งเื่วิชาต่อสู้และการท่องจำคาถา แต่เขาไม่เคยนำมันมาใช้ในชีวิตจริงสักครั้ง หนนี้เพราะถูกบีบบังคับด้วยความจำเป็จึงต้องดึงพลังออกมาใช้สู้อย่างเต็มเหนี่ยว และแม้ว่าจะพยายามฟาดพลังออกไปมากแค่ไหน ผลของมันกลับดูไม่รุนแรงเท่าที่ควร ทั้งที่เขาบรรลุขั้น์แล้วแท้ ๆ แต่คล้ายกับว่าถูกลดระดับลงให้เหลือแค่ธรรมดาทั่วไป เขาโรมรันพันตูอยู่กับคนกลุ่มนี้เพียงไม่นานสุดท้ายก็รู้ผลแพ้ชนะในที่สุด
ซิ่วอิงเดินไปหาอีกคนที่กำลังยืนมองเขา ก่อนถามนางด้วยความห่วงใย
“เ้าไม่าเ็ใช่ไหม”
“ไม่เลย ข้าสบายดี ขอบใจเ้ามากนะ”
“อื้ม”
“เอ่อแล้ว..” นางชี้ไปยังเส้นทางตรงหน้า คล้ายกับกำลังถามถึงบุคคลก่อนหน้านั้น
ซิ่วอิงทำหน้าหงุดหงิด “ช่างเขาเถอะ”
ในจังหวะที่พวกเขาคิดว่าสามารถเอาชนะกลุ่มคนพวกนั้นได้แล้ว จู่ ๆ ด้านหลังกลับมีบุคคลหนึ่งลุกขึ้นแล้ววิ่งตรงมาทางนี้เสียได้ ในมืออีกฝ่ายกำมีดพกขนาดเล็กเตรียมจะแทงเต็มที่ แม่นางน้อยหันไปพบเข้าพอดี จึงรีบดึงตัวเขาให้กระเด็นลอยออกไป
แม่นางผู้นั้นช่วยชีวิตข้ารึ? ไม่นะ หากเป็เช่นนี้เ้าจะตายเอาได้นะ!
เพียงเสี้ยววินาทีที่พวกเขาคลาดจากกันและคมมีดกำลังจะปักเข้าท้องของนาง ฉับพลันนั้นเองก็ได้มีพลังรุนแรงสายหนึ่งฟาดลงมายังกลางลำตัวของชายผู้นั้น จนร่างกายไหม้เกรียมและล้มหมดสติไป
เปรี้ยงงง!
“แม่นาง!”
ซิ่วอิงรีบร้อนวิ่งกลับไปดูนางทันที เขาจับทางนั้นหมุนหน้าหมุนหลังเพื่อหาาแ แต่สุดท้ายก็ไม่พบร่องรอยใด ๆ ทั้งคู่ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะเหลือบดูคนที่นอนเกลื่อนถนน
นางยกมือข้างหนึ่งขึ้นทาบอกด้วยอาการตกตะลึงพลางกล่าว “มีคนมาช่วยข้าหรือ”
ซิ่วอิงพยักหน้า ตอบนางด้วยรอยยิ้มเจื่อน “อืม เ้านายข้าเองแหละ”
แม้จะยังไม่เห็นเ้าของพลังนั่น แต่เขาก็สามารถบอกได้ในทันทีว่าใครเป็คนช่วยนาง สายฟ้ารุนแรงเมื่อครู่จะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากพระเอกอย่างสิงเทียน
อัสนีบาตพิโรธ นั่นคือชื่อของมันอย่างไรล่ะ หากถามว่ารู้ได้อย่างไรนะหรือ ก็เ
พราะว่าหลายปีก่อนที่ร่วมฝึกวิชากับสิงเทียนเขาเป็ผู้สอนวิชานี้เองกับมือ และคนที่ตั้งชื่อให้มันก็คือเขาเองนี่แหละ!
เสียงกุบกับดังมาจากทางด้านหน้า สิงเทียนนั่งม้าย้อนกลับมาเส้นทางเดิมด้วยใบหน้านิ่งขรึม ยังไม่ทันที่ซิ่วอิงจะเอ่ยวาจาใด แม่นางข้างกายก็รีบวิ่งนำไปก่อนเสียแล้ว