ยังพอมีเวลาอีกสองวันก่อนที่หนังสือแนะนำตัวจะหมดอายุวันนี้จางหมิงจึงรีบไปซื้อแสตมป์มาเพิ่มอีกหลายชุดเพื่อเอาไปขายในยุคปัจจุบัน
จากนั้นเขาก็ไปที่ตลาดมืดเพื่อขายสินค้าซึ่งวันนี้เขาเลือกที่จะนำเอาเนื้อหมูออกมาขายเพียงอย่างเดียวและลูกค้าก็เข้ามาอุดหนุนไม่ขาดสายเพราะเนื้อหมูของเขาสดใหม่และราคาไม่แพงมาก
มีบางครั้งที่เขาคิดว่าพี่ใหญ่เฟิงคนนั้นอาจจะส่งลูกน้องของเขามาสอบถามที่มาที่ไปของเนื้อหมูแต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวอะไรถ้าให้เขาเดาก็คงจะกำลังยุ่งอยู่กับสินค้าที่ได้ไปเมื่อคืนนี้เป็นแน่มันเยอะขนาดนั้นก็คงต้องใช้เวลาหลายวันอยู่แล้ว
วันนี้ท่านผู้เฒ่าก็ยังคงมานั่งขายข้างร้านของเขาดูจากสายตาของอีกฝ่ายคงกำลังคิดอยู่ว่าจะเอาอะไรมาแลกกับเนื้อหมูของเขา
“คุณตาเอาตะกร้ามาสิครับผมจะแบ่งเนื้อหมูให้” พูดพลางเขาก็ล้วงเข้าไปในกระสอบป่านที่ใส่เนื้อหมูเอาไว้ภายในนั้นซึ่งครั้งนี้มีหลายกระสอบวางซ้อนกันจนคนอิจฉา
“ฉันไม่มีอะไรมาแลกกับนายหรอกนะเด็กน้อย ที่เอามาเมื่อวานก็พลิกแผ่นดินหาจนเจอนอกนั้นก็มีแค่ก้อนกรวดล้วนๆ” พูดพลางก็ส่ายหน้าอย่างจนปัญญาเมื่อวานได้อาหารกระป๋อง ผลไม้กระป๋องและกุนเชียงไปจนเต็มตะกร้าแล้วแต่พอมาเห็นเนื้อหมูเขาก็เกิดความอยากได้ขึ้นมาอีก ทว่าคนเราควรรู้จักพอไม่ใช่เหรอไม่มีของแลกเปลี่ยนยังจะกล้ารับของมาอีกเหรอ นั่นเรียกว่าคนหน้าหนาแล้ว
จางหมิงได้แต่หัวเราะออกมาเสียงแผ่ว“สิ่งของเมื่อวานที่คุณตาเอามาให้ผมยังสามารถแลกเนื้อหมูได้อีกยี่สิบชั่งครับคุณตา อยากได้ส่วนไหนเลือกเอาได้เลยครับ”
“นะ นายพูดจริงเหรอไม่ได้หลอกคนแก่อย่างนั้นใช่ไหม”
“จริงสิครับมาเลือกเอาจากกระสอบพวกนี้ได้เลยครับคุณตา”
“ได้ๆๆ แต่เอาไว้ก่อนเถอะตอนนี้ให้ฉันได้ช่วยเธอขายดีกว่านะ ดูสิลูกค้ามารอเต็มหน้าร้านแล้ว”
“เอาอย่างนั้นเหรอครับคุณตา”
“อืม เอาตามนี้แหละขยับไปหน่อยฉันจะช่วยแล่เนื้อให้ลูกค้า”
จางหมิงหัวเราะเสียงแผ่วด้วยความอบอุ่นใจจากนั้นก็ขยับให้คุณตาเข้ามานั่งขายหมูช่วยเขาอีกแรง
กระทั่งเย็นหมูมากมายที่เขานำมาก็ขายหมดและก็ได้แบ่งให้คุณตาไปราวๆห้าสิบชั่ง ซึ่งรวมกับกระดูกและเครื่องในด้วยคราวนี้มีคนมารับคุณตากลับถึงสองคน พวกเขาเป็นผู้ชายหนึ่งคนผู้หญิงหนึ่งคน ซึ่งก็มีอายุพอสมควรแล้วทั้งสองฝ่ายเพียงทักทายกันเล็กน้อยแล้วก็แยกย้ายกัน
“ไม่รู้ว่าฉันกับนายจะมีโอกาสได้เจอกันอีกไหมนะเด็กน้อยพรุ่งนี้ก็จะเดินทางกลับหมู่บ้านแล้ว ขอให้นายโชคดีนะ” ท่านผู้เฒ่าพูดพลางก็ยัดของบางอย่างใส่มือจางหมิงแล้วก็รีบเดินจากไปพร้อมกับชายหญิงที่มารับเขา
จางหมิงได้แต่ยืนงงพอเขาแบมือออกก็ได้เห็นว่ามีกระดาษที่ถูกขยำจนกลายเป็นก้อนเล็กๆแต่พอมองไปรอบๆและเห็นว่าทุกคนต่างก็ทยอยเก็บร้านแล้ว เขาจึงเก็บกระดาษก้อนนั้นเอาไว้ในกระเป๋ากางเกงจากนั้นก็เก็บร้านเหมือนคนอื่นๆ แล้วก็รีบออกจากตลาดมืดไปอย่างรวดเร็ว
วันนี้เขาตัดสินใจว่าจะไม่ไปพักโรงแรมเพราะภายในพื้นที่แหวนมิติของเขามีครบทุกอย่างแล้ว
พอเดินมาถึงตรอกเล็กๆร้างไร้ผู้คนเขาก็เข้ามาในแหวนมิติ
สิ่งแรกที่ทำก็คือ ล้วงเอากระดาษก้อนนั้นออกมาคลี่ออกอ่าน“หืม ภาพวาดอะไรล่ะเนี่ย ไม่มีแม้แต่ตัวอักษรมีแต่สัญลักษณ์ประหลาดๆ”
“น่าจะเป็นแผนที่นะครับโฮสต์”ผู้พิทักษ์ร่างสูงปรากฏเงาร่างออกมายืนอยู่ข้างกายโฮสต์ของเขา
“แผนที่อย่างนั้นเหรอแล้วมันคือแผนที่อะไรล่ะ หรือว่า!!”
“ไม่น่าจะใช่ลายแทงสมบัติหรอกครับโฮสต์”ผู้พิทักษ์หนุ่มดับฝันผู้เป็นนายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพูดต่อ “น่าจะเป็นสถานที่สักแห่งที่อยากให้โฮสต์ไปที่นั่นสักครั้งน่ะครับ”
“ไปสักครั้งอย่างนั้นเหรอ หึหึนายรู้ดีขนาดนี้ทำไมไม่บอกฉันออกมาตรงๆเลยล่ะ”
“ผมบอกได้เท่านี้จริงๆครับโฮสต์เพราะผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคือที่ไหนยิ่งโฮสต์เดินทางไปมาระหว่างมิติด้วยแล้วผมก็ยิ่งไม่รู้ว่ามันคือที่ไหนครับ”นั่นก็เพราะว่าแผนที่ที่เห็นอยู่นี้มันไม่มีอยู่จริงนั่นเองเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมคาดว่าแผนที่ที่แท้จริงจะเผยออกมา
จางหมิงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่ในเมื่ออีกฝ่ายบอกว่าไม่รู้เขาก็คงบังคับอะไรไม่ได้ “อืมถ้าอย่างนั้นเก็บเอาไว้ก่อนก็แล้วกันเผื่อจะมีความเชื่อมโยงกับเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นกับฉันในช่วงนี้”
“ครับโฮสต์”
เช้าของวันต่อมาจางหมิงก็เดินออกจากตรอกแห่งนั้นเขาซื้อของที่สหกรณ์ร้านค้าของเมืองมณฑลและก็เลือกซื้อข้าวของมาได้หลายอย่างจนเต็มตะกร้า แล้วจึงเดินไปที่สถานีขนส่ง
ซื้อตั๋วได้รอไม่นานรถก็ออกจากสถานีขนส่งผู้คนมากมายเบียดเสียดกันอยู่ในรถ โชคดีที่จางหมิงได้ที่นั่งโดยไม่มีใครมากดดันด้านศีลธรรมเพื่อขอให้เขาลุกขึ้น
ใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่บนรถในที่สุดก็เดินทางมาถึงอำเภอบ้านเกิด
จางหมิงเดินลงรถมาได้ก็เดินไปยังที่จอดเกวียนเขาก็เห็นว่าลุงหวังนั่งอยู่แถวนั้น จึงได้รีบเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย “ลุงหวังผมกลับมาแล้วครับ”
“มาแล้วเหรอเสี่ยวหมิง มาแล้วก็ไปกันเถอะทุกคนต่างก็บอกให้ฉันมารอเธอที่นี่โดยเฉพาะเลยนะ”ลุงหวังลุกขึ้นแล้วก็เดินไปด้วยคุยไปด้วยกับจางหมิง
“ตอนแรกก็ยังหวั่นใจอยู่ว่าจะต้องนอนพักที่โรงพยาบาลหลายวันแต่พอไปถึงที่นั่นหมอตรวจแล้วก็ให้กลับไปพักที่โรงแรมเพื่อรอดูอาการครับพอครบกำหนดแล้วอาการของผมดีขึ้นก็เลยไม่ต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีก”
“ดีแล้วๆไม่ต้องนอนที่โรงพยาบาลก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้วล่ะ”
จางหมิงเดินตามลุงหวังไปจนถึงเกวียนเทียมวัวของหมู่บ้านชิงสุ่ย
ทุกคนต่างก็มีสีหน้าโล่งอกที่ได้เห็นเขาอีกครั้งพอขึ้นไปนั่งบนเกวียนได้เขาก็เอ่ยทักทายทุกคนอย่างคุ้นเคยและเป็นกันเอง
“หน้าตาผ่องใสขึ้นมาก คงหายดีแล้วใช่ไหมเสี่ยวหมิง”
“ครับป้าหนิวทั้งกินทั้งฉีดอาการก็เลยดีขึ้นเร็วครับ” เฮ้อ!คำพูดโกหกพวกนี้นับว่าเขายิ่งพูดคล่องปาก
“ดีแล้วๆ แล้วซื้ออะไรมาบ้างล่ะไม่หนักเหรออย่าแบกของนักบ่อยนะ เดี๋ยวร่างกายก็ไม่สบายอีก”
จางหมิงรู้ว่าอีกฝ่ายเตือนด้วยความหวังดีแต่ความรู้สึกของคนเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนยากจะอธิบายดังนั้นเขาจึงหยิบเอาถุงลูกอมตรากระต่ายขาวออกมา “ผมเอาเงินที่ญาติให้ไปหาซื้ออาหารและข้าวของเตรียมเอาไว้สำหรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงนี้ครับมีลูกอมด้วยนะ คิดว่าจะเอาไปแจกเด็กๆที่หมู่บ้านแล้วก็คนที่ช่วยหาฟืนให้ผมด้วย”ว่าแล้วเขาก็แบ่งลูกอมให้กับเหล่าป้าๆไปคนละห้าเม็ด
ทุกคนพอได้รับลูกอมไปแล้วก็ยิ่งมีความรู้สึกที่ดีกับจางหมิงยิ่งขึ้นไปอีกทำให้ตลอดการเดินทางเขาได้รับการเอาใจใส่อย่างดี จนกระทั่งถึงประตูหน้าบ้าน
“อย่าลืมบอกเสี่ยวเฟิงกับน้องชายมาหาผมที่บ้านนะครับป้าหนิวผมจะแบ่งลูกอมให้เขา”
“ได้ๆๆพอกลับถึงบ้านป้าจะบอกให้พวกเขารีบมาที่บ้านของเธอเสี่ยวหมิง”
“ป้าด้วยนะครับป้าลี่”
“ได้ๆๆ ป้าจะบอกหลานชายที่บ้านให้รีบมาหาเธอที่บ้านเสี่ยวหมิงตอนนี้รีบเข้าบ้านก่อนนะอากาศข้างนอกเริ่มหนาวแล้ว เดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้”
“ครับป้า”จางหมิงทำตัวเป็นคนว่านอนสอนง่ายเขารีบเปิดประตูเข้าไปในบ้านตามคำกำชับของเหล่าป้าๆทั้งหลายไม่นานเกวียนเทียมวัวก็เคลื่อนออกไปจากหน้าบ้านของเขา
ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจออกมาไม่ใช่เพราะความรำคาญหรืออะไรทำนองนั้น แต่ระหว่างการเดินทางเขาพูดอะไรออกไปมากมายทั้งจริงบ้างเท็จบ้างก็เลยกลัวว่าจะลืมคำพูดของตัวเองแล้วเกิดความแตกขึ้นมาก็เท่านั้น
“ได้รับการเอาใจใส่มากเกินไปก็ทำให้เหนื่อยได้เหมือนกันนะเนี่ย”พูดออกไปแล้วก็ได้แต่โคลงศีรษะอย่างระอาตัวเอง แต่มุมปากนั้นยกยิ้มกว้างไปนานแล้ว
ไม่นานก็มีคนมาที่บ้านของจางหมิงซึ่งเขาก็ได้แบ่งลูกอมตรากระต่ายขาวออกไปให้คนละยี่สิบเม็ดทุกคนต่างก็พอใจและสัญญาว่าพรุ่งนี้พวกเขาจะไปหาฟืนมาให้จางหมิงคนละหลายมัด
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจางหมิงก็มองออกไปนอกหน้าต่างบ้าน “ใกล้จะค่ำแล้วเหรอเนี่ยยังไม่ได้ไปที่บ้านของคุณพ่อในวัยเยาว์เลย” ไวเท่าความคิดเขารีบนำเอาของออกมาจากมิติใส่ลงไปในตะกร้าไม้ไผ่มันก็คือแอปเปิลและองุ่นอย่างละสิบชั่ง และภายในถุงของแอปเปิลก็มีซองเงินและคูปองอีกจำนวนหนึ่งอยู่ในนั้นด้วย
เขาเดินไปเคาะประตูบ้านของคุณพ่อในวัยเยาว์ไม่นานก็มีคนมาเปิดประตูให้
“พี่หมิงกลับมาแล้วเหรอครับเข้าบ้านก่อนไหม แม่กับพี่สะใภ้ใหญ่กำลังทำอาหารอยู่ในครัว กินข้าวด้วยกันนะครับ”
จางหมิงมองคุณพ่อในวัยเยาว์อย่างตื้นตันใจก่อนจะตอบออกไปว่า “พี่กินมาแล้วล่ะเสี่ยวจาง ของในนี้พี่ซื้อมาฝากนายช่วงนี้หมอให้ยาตัวใหม่มา กินแล้วมักจะง่วงนอน ถึงอาการจะดีขึ้นมากแล้วแต่ก็ต้องกินยาต่อเนื่องอีกนานทีเดียวถ้าไม่เห็นพี่ออกจากบ้านก็แสดงว่าพี่นอนอยู่ในห้องนะถ้าจะพาเหล่าสหายไปหาฟืนมาให้พี่ก็เอาวางไว้ที่ลานบ้านได้เลยนะนี่เป็นค่าจ้างล่วงหน้านายช่วยจ่ายให้พวกเขาแทนพี่ได้ไหม”เขายื่นถุงผ้าให้คุณพ่อวัยเยาว์ของตัวเองด้วยความรู้สึกที่หลากหลายแต่ที่แน่ๆก็คือยังไม่อยากจะเดินทางกลับเลย
นัยน์ตาของจางฮั่นในวัยเยาว์ไหววูบเล็กน้อยแต่เพียงเสี้ยวอึดใจก็กลับมาเป็นปกติ แล้วก็ยิ้มให้พี่ชายจางหมิง“ได้สิครับพี่หมิงพี่ไม่ต้องห่วงนะรักษาตัวให้ดีผมจะช่วยจัดการเรื่องราวพวกนี้ให้เอง”พูดออกไปแล้วก็รีบรับถุงผ้ามาเก็บเอาไว้กับตัวเรื่องนี้เขาจะบอกพ่อกับแม่ให้รู้อีกที
“อืม นี่ก็มืดแล้วนายรีบกลับเข้าบ้านเถอะพี่เองก็รู้สึกง่วงนอนอีกแล้ว”
“ได้ครับผมจะรีบกลับเข้าบ้านเดี๋ยวนี้แหละ”
จางหมิงเดินกลับมาที่บ้านหลังเล็กแล้วก็รู้สึกใจหายเพราะเวลาของเขาในยุคสมัยนี้มันใกล้จะหมดแล้วรอแค่ว่าผู้พิทักษ์ของเขาจะแจ้งการเดินทางเมื่อไหร่ก็เท่านั้น
เมื่อมาถึงบ้านหลังเล็กเขาก็ปิดประตูหน้าลานบ้านเอาไว้แล้วก็เดินลงไปที่ห้องใต้ดินของบ้าน “ก่อนอื่นต้องเติมเสบียงให้เต็มจางหมิงในยุคนี้จะได้ไม่ลำบากในช่วงหน้าหนาวยังดีนะที่หลายวันมานี้ร่างกายนี้ได้กินแอปเปิลแห่งปัญญาและน้ำทิพย์แบบเจือจางไปไม่น้อยโรคเก่าที่เคยเป็นก็น่าจะถูกขจัดออกไปแล้ว”
เขาโบกมือไปหนึ่งครั้งก็มีอาหารมากมายปรากฏออกมาและด้วยความช่วยเหลือของผู้พิทักษ์พวกมันก็ถูกจัดเรียงเอาไว้บนชั้นวางและตู้เก็บของจนเต็ม
“เงินที่หามาได้หมื่นกว่าหยวนเอาไงดีนะ” ชายหนุ่มเริ่มลังเลเพราะไม่มั่นใจว่าตัวเองจะได้กลับมาที่ยุคนี้อีกตอนไหนทว่าในที่สุดเขาก็ตัดสินใจมอบเงินทั้งหมดเอาไว้ให้จางหมิงของยุคนี้“เก็บเอาไว้ในช่องลับนี้ก็แล้วกัน” เขาเอาเงินและคูปองทั้งหมดวางลงในช่องลับ
เมื่อจัดการเรื่องอาหารและเรื่องเงินเสร็จเขาก็ไปที่ห้องนอนแล้วก็นำเอาผ้าปูที่นอนผ้าห่มและหมอนออกมาซึ่งมันเป็นชุดเครื่องนอนสำหรับฤดูใบไม้ร่วงส่วนเครื่องนอนสำหรับฤดูหนาวนั้นเขาเดินไปที่ตู้แล้วก็นำออกมาเก็บไว้ในนั้น
“เหลืออะไรอีกนะ อ้อ เสื้อผ้าทั้งสี่ฤดูดีนะที่ฉันยังซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปมาบ้าง” แล้วเขาก็นำเอาเสื้อผ้าทั้งสี่ฤดูออกมาที่เก็บของเสื้อผ้าพวกนี้ก็คือหีบไม้ข้างตู้ตัวเตี้ย“ยังขาดอะไรไปนะ อ่า คิดออกแล้วยังมียารักษาโรค เอาเก็บไว้ในลิ้นชักนี่ก็แล้วกัน”
เมื่อเอายารักษาโรคออกมาแล้วจางหมิงก็ล้มตัวลงนอนไปบนที่นอน วันนี้เขาเดินทางมาทั้งวัน นั่งรถนานไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่หรอกแต่การที่เขาต้องมานั่งดมกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆมากมายนี่สิถ้ามีทางเลือกอื่นเขาไม่มีทางนั่งรถโดยสารเด็ดขาด
ในที่สุดวันที่เขารอก็มาถึงผู้พิทักษ์แจ้งวันเวลาที่จะต้องเดินทางกลับชายหนุ่มเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำและเขาก็หลับไปในทันที
ผู้พิทักษ์ร่างสูงมองโฮสต์ของเขาด้วยความพอใจก่อนจะหันไปถามร่างเล็กจ้อยที่เพิ่งจะตามมาถึงที่นี่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงแล้วก็ยังต้องเดินทางกลับพร้อมเขาอีก
“เมื่อกี้นี้นายบอกว่ามีคนสนใจผลึกพลังงานระดับจักรวาลอย่างนั้นเหรอ”
“อืม ฉันก็เลยมาถามนายนี่แหละว่ามีพวกมันสักก้อนสองก้อนหรือเปล่าจะได้เอาเข้าโรงประมูลให้ เฮ้อ!คนพวกนี้นี่มันยังไงกันเห็นว่าฉันเอาแอปเปิลแห่งปัญญาไปประมูลก็คงจะคิดว่าฉันมีผลึกผลังงานที่หายสาบสูญ นี่มันบ้าไปแล้วนะใครจะมีของแบบนั้นได้ล่ะ นายว่าไหม”
ผู้พิทักษ์ร่างสูงมองสหายตัวจ้อยแล้วก็เสมองไปทางอื่น“ของแบบนั้นใครจะไปมีกันเล่า เอาล่ะนายมาช่วยฉันหน่อยสิ จะได้เดินทางถึงยุคปัจจุบันเร็วๆ”
“นายนี่ยังไงกันขี้เกียจก็บอกว่าขี้เกียจสิ เอ้านี่!มีสินค้าเข้าใหม่หลายรายการเลยผลึกพลังงานจากการที่นายเอาแอปเปิลแห่งปัญญาไปประมูลก็น่าจะพอให้ซื้อของพวกนี้ได้หลายรายการเลยนะ”
“ไม่ต้องหรอกน่าฉันได้ใช้ผลึกพลังงานซื้อของบางอย่างไปแล้วล่ะรอแค่ให้เจ้าหน้าที่มาติดตั้งให้ก็เท่านั้น”
“นายซื้ออะไรทำไมไม่เล่าให้ฟังบ้างเลย”
“ไม่ใช่ความลับอะไรหรอกน่าก็อย่างที่เคยพูดไปนั่นแหละ”
“ธารน้ำตกแห่งอัญมณีน่ะเหรอนายซื้อมันแล้วใช่ไหม”
“อืมซื้อทั้งน้ำตกและธารน้ำตกมาพร้อมกันเลย ใช้ผลึกพลังงานไปเยอะทีเดียว”
“เยอะเท่าไหร่ก็คุ้มค่าต่อไปโฮสต์ของนายก็จะได้เลิกจนเสียที”
“ฉันก็อยากให้มันเป็นแบบนั้นนั่นแหละแต่ก็ไม่รู้ว่าพอติดตั้งแล้วมันจะเริ่มกระบวนการผลิตอัญมณีเมื่อไหร่นี่สิ”
“เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นนั่นแหละ เอาล่ะๆมีอะไรจะให้ฉันช่วยก็รีบบอกมา ดูโฮสต์ของนายสินอนหลับนานจนน้ำลายยืดแล้วนั่น”
ผู้พิทักษ์ร่างสูงได้แต่ยิ้มอ่อนให้กับสหายโฮสต์ของเขาน่ะเหรอจะนอนน้ำลายไหลยืด เป็นคนตัวเล็กตรงหน้าของเขาเสียมากกว่าแต่เขากำลังจะขอร้องให้อีกฝ่ายช่วยงาน ยังจะกล้าพูดคำเหล่านี้ออกไปได้เหรอ
คำตอบก็คือไม่ได้แน่นอน“นี่เป็นผลึกพลังงานระดับสวรรค์ที่หายาก การเดินทางครั้งนี้ก็ฝากนายด้วยนะสหายรัก”การเดินทางแต่ละรอบล้วนต้องจ่ายด้วยผลึกผลังงานระดับสวรรค์หนึ่งก้อนถ้าถามว่าทำไมไม่ใช้ผลึกพลังงานระดับต่ำก็คงต้องบอกว่าถ้าใช้ผลึกพวกนั้นความผันผวนระหว่างการเดินทางสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาเขาไม่ต้องการเสี่ยงกับเรื่องพวกนี้ จึงจำใจนำเอาผลึกพลังงานระดับสวรรค์ออกมาใช้
ร่างเล็กจ้อยรับเอาผลึกพลังงานไปถือเอาไว้ในมือแล้วก็ได้แต่จิ๊ปาก“น่าอิจฉาจริงๆ นายคงไม่รู้หรอกว่าระหว่างการเดินทางที่ตามนายมานี่ฉันต้องเจอกับอุปสรรคอะไรบ้าง ดีนะที่ฉันคนนี้ทั้งหล่อเหลาและเก่งกาจ”
“อืม นายทั้งหล่อเหลาและเก่งกาจจริงๆการเดินทางครั้งนี้คงต้องฝากนายด้วยนะ อ้อจริงสิอุปกรณ์ที่นายขายให้ฉันในตอนนั้นน่ะมันสามารถเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขอะไรได้ไหม” เขาไม่อยากได้ยินเสียงของสหายตลอดเวลาและยิ่งไม่อยากให้โฮสต์เข้าใจว่าเขาเป็นแค่เด็กน้อยด้วย นี่คือเรื่องของศักดิ์ศรีและเกียรติยศล้วนๆ
ร่างเล็กจ้อยที่กำลังเผาผลาญพลังของผลึกพลังงานระดับสวรรค์เข้าไปในวงแหวนอักขระได้แต่ส่ายหน้าแล้วก็พูดว่า “แก้ไขไม่ได้หรอก มันถูกสร้างมาเพื่อฉันโดยเฉพาะถ้านายอยากได้เป็นของตัวเองก็เร่งสร้างผลงานสิถึงตอนนั้นองค์กรก็จะส่งมันมาให้นายเองแหละ”
ผู้พิทักษ์ร่างสูงได้แต่นิ่งงันอยู่ตรงนั้นสรุปว่าเขาจะต้องทนกับเสียงที่ไม่ต่างจากเด็กสามขวบสี่ขวบไปตลอดใช่ไหมเขาอยากจะสบถคำหยาบออกมาสักคำเหลือเกิน!!