บทที่ สี่สิบเก้า
ภักดีต่อผู้เดียว
เสียงฝีเท้าม้าดังกุบกับบนถนนลูกรังยามรัตติกาลลมหนาวเย็นพัดกลิ่นดินหมอกราตรียามที่เข้าช่วงดึกขึ้นเรื่อยๆจ้าวจวิ้นหยางจับบังเหียนคุมม้าดวงตาคมมองไปยังเส้นทางข้างหน้าส่วนฟ่านหนิงนั่งม้าซ้อนอยู่ด้านหลัง ชุดผ้าฝ้ายสีหม่นเก่าคลุมทับร่างทำให้นางดูไม่เหมาะกับคนด้านหน้าสักนิดพอหลังออกมาจากเมืองแล้วสายตาชาวบ้านที่มองตามอย่างงงงวยก็หายไปเหลือแต่สายตาของนางเองที่จับจ้องไปยังแผ่นหลังกว้างข้างหน้า
ท่ามกลางความเงียบของทุ่งกว้างไม่นานจ้าวจวิ้นหยางก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน "ที่เจ้าบอกว่าจะต้องไปจัดการธุระต่อใช่เกี่ยวกับน้องสาวเจ้าหรือไม่?"
ฟ่านหนิงผงะตัวออกมาเล็กน้อย ‘ไม่ใช่ว่าจะรู้ไปเสียทุกอย่างหรอกกระมัง’ ก่อนที่นางเบนสายตาเอียงตัวไปด้านข้างเพื่อเงยขึ้นมองช่วงต้นคอและเสี้ยวหน้าบุรุษคนนี้อย่างพิจารณา"ซื่อจื่อรู้เรื่องคืนนี้ของข้ามากน้อยเพียงใดกันแน่?" น้ำเสียงเรียบแต่ดวงตาวาวลึกเหมือนจับผิด
จากที่ฟ่านหนิงสังเกตเห็นริมฝีปากโค้งเพียงยกขึ้นนิดหนึ่ง "เรื่องฟ่านลี่ข้าไม่สงสัยแต่เจ้ามักจะแกล้งถังหลันชิงไปเพื่ออะไร?เจ้าลองบอกข้าก่อนดีหรือไม่ แล้วข้าค่อยบอกว่ารู้อะไร?" อีกฝ่ายต่อรองกลับมา
หญิงสาวผู้แต่งให้ใบหน้าหมองคล้ำพลันเบ้ปากทันทีนางกลองตาขึ้นบนเมื่อได้ยินชื่อของถังหลันชิงเห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างของจ้าวจวิ้นหยางแนวกรามคมชัดจมูกเป็นสันที่เวลานี้ชวนให้น่าหมั่นไส้ขึ้นมาอย่างไรไม่รู้สาเหตุนางจึงเลือกที่จะเงียบไม่ตอบอะไรแม้แต่คำเดียว
"หรือว่าเจ้าไม่ชอบคุณหนูถังเพราะอะไรเล่า?" แต่เขาก็ยังเอ่ยถามเสียงเรียบต่อเนื่อง
ฟ่านหนิงหัวเราะหยัน ‘อยากจะรู้เสียให้ได้เลยสินะ’ นางจึงเอนตัวกลับหลัง เงยหน้าขึ้นมองฟ้าที่ดาวปรากฏชัดไร้แสงโคมรบกวนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสูงแหลมให้เหมาะกับประโยคที่จะตามมา "ต้องมีเหตุผลด้วยหรือ? ข้าก็แค่ไม่ถูกชะตา นางเก่งไปหมด เก่งจนน่าหมั่นไส้และข้าเองก็เป็นสตรีที่นิสัยไม่ดี เพราะอคติล้วนๆ"
"งั้นรึ?" แต่เขาตอบสั้นๆ เพียงสองคำ
ไม่รู้ทำไมท่าทีไม่ใส่ใจนั้นทำให้ฟ่านหนิงยิ่งกัดฟันแน่นนางคิดหงุดหงิดในใจ ‘กำลังพยายามปกป้องถังหลันชิงล่ะสิ’ ถึงได้ไม่ต่อความยาวกับนางแต่กลับตัดความเสียสั้นแบบนี้ ‘หึ อยากปกป้องไปก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี หานอี้เหอตัดหน้าท่านไปแล้ว’
นางสูดลมหายใจลึกแล้วทวงถามต่อ "แล้วซื่อจื่อจะบอกข้าได้หรือยังว่าท่านรู้มากน้อยแค่ไหน?"
จ้าวจวิ้นหยางยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนตอบอย่างไม่รีบร้อน "ก็รู้แทบทั้งหมดกระมัง เจ้าว่าอย่างไร? แต่ที่แน่ๆรู้ว่าเจ้าวางแผนตลบหลังน้องสาวเจ้าคืนนี้และเจ้ายังว่างไปแกล้งถังหลันชิงให้กลิ้งตกเนินด้วย"
"เอ๊ะอะไรนะ!" ฟ่านหนิงโพล่งขึ้นมาพลันชะโงกตัวไปข้างหน้าเกือบชนไหล่เขาดวงตาเรียวโตเบิกกว้าง "เรื่องฟ่านลี่เอาไว้ทีหลังแต่เรื่องถังหลันชิง ท่านรู้ได้อย่างไร!"
"ก็ข้าตามไปจึงเห็นเต็มสองตา"
"ท่านเห็น? แล้วเหตุใดถึงไม่ช่วยนางเล่า เห็นแน่หรือ? นางนอนอยู่ตรงนั้นใต้เนินนะหรือ?" ฟ่านหนิงตวาดถามละลักละล่ำสีหน้าแปลกประหลาดใจ ที่นางเพียรปกปิดยอมไปเดินงานเทศกาลกับเขาแต่ความจริงคือคนผู้นี้ก็รู้อยู่ก่อนแล้วหรือ... ‘ข้าทำไปเพื่ออะไร!’
อากัปกิริยาหลุดจากปกติของฟ่านทำเอาจ้าวจวิ้นหยางหัวเราะเสียงดังลั่นกลางทุ่ง"คุณหนูใหญ่นี่ช่างมีอารมณ์ขันนัก! เจ้าเป็นคนทำแท้ๆแล้วไม่แก้ไขเอง เหตุใดข้าจะต้องไปช่วยแก้สถานการณ์แทนเล่า”
เหมือนถูกลมแรงๆ ตีหน้าจนหน้าชาฟ่านหนิงเอนตัวกลับไปอย่างไม่สบอารมณ์แต่เหนือความหงุดหงิดนางไม่เข้าใจคนผู้นี้เลยหากว่าเขาชอบถังหลันชิงเหตุใดถึงปล่อยให้นางนอนอยู่อย่างนั้นนี่มันแปลกประหลาดสิ้นดี หรือว่าเขาเป็นคนเช่นนี้...แต่นี่มันออกจะคาดเดาไม่ได้เกินไปแล้วไม่ใช่หรือ? รักภาษาอะไรของเจ้า?“ก็เป็นเสียแบบนี้ กี่ชาติจะสมหวัง...” นางพึมพำสัพยอกใส่ต้นคอเขาเบาๆ
แต่คนด้านหน้าคงจะรู้สึกตัวจึงหันกลับมา “เจ้าว่าอะไร?”ฟ่านหนิงทำไม่รู้ไม่ชี้หันมองฟ้าทีมองท้องทุ่งที
ไม่นานนักทั้งสองก็มาถึงบริเวณหน้าบ้านร้างที่เหล่าคนของฟ่านหนิงกลับมารวมตัวรออยู่แสงตะเกียงส่องสลัวตามช่องหน้าต่างผุพังพอถึงตรงนี้จ้าวจวิ้นหยางหยุดม้าแล้วหันกลับมา ดวงตาคมฉายประกายกวนใจอยู่ในที ฟ่านหนิงไม่รอให้เขาช่วยลงจากม้านางก็รีบกระโดดลงเสียก่อนแล้วจะเดินจากไปในทันที
แต่เสียงของอีกฝ่ายก็ยังรั้งเอาไว้ "เดี๋ยว"หญิงสาวหันกลับไปมองคนบนหลังม้าทำนองว่ามีอะไรก็รีบๆพูดมา "เรื่องนี้ข้าได้ช่วยคิดบัญชีให้เจ้าไปบางส่วนแล้วที่เหลือก็แล้วแต่เจ้าจะตักตวงเพียงใด"
ว่าจบเขาก็ยกมือส่งสิ่งเล็กๆ มาให้ฟ่านหนิงรับแล้วยกขึ้นดูใกล้ๆ นางก็รู้ในทันทีว่าคือต่างหูเงินประดับอัญมณีเล็กๆหนึ่งข้าง ซึ่งมันเป็นของฟ่านลี่
"...นี่ท่านได้มา..." นางเงยหน้าขึ้นยังไม่ทันถามจบ เขาก็พูดชิงตัดบทเสียก่อน
"ไม่ต้องขอบคุณ" ร่างสูงยกมือห้ามคล้ายไม่ต้องการให้นางพูดต่อ "หลายครั้งเห็นวิธีการของเจ้า แล้วรู้สึกว่ามีคนเช่นเดียวกันแล้วน่าอภิรมย์ขึ้นเรื่องนี้ข้าจึงทำให้เองไม่คิดตอบแทนส่วนของที่เหลือข้าเอาไปแจกจ่ายหมดแล้วเหลือแต่ชิ้นนี้ที่เก็บให้เจ้าแต่เรื่องอื่นๆ ยังไม่นับ ข้าจะมัดรวมบัญชีเรียกคืนจากคุณหนูใหญ่ครั้งเดียวทีหลัง"
"หะ?" ฟ่านหนิงอุทานออกมาแทบไม่ทัน
แต่ยังไม่ทันได้ซักถามอะไรต่อ ร่างสูงก็บังคับม้าควบออกไปอย่างรวดเร็วทิ้งเพียงเสียงฝีเท้าม้าที่หายลับในความมืดฟ่านหนิงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นพลางกัดฟันเค้นเสียงเบา "เดี๋ยว! แล้วบัญชีอะไรกัน ข้า... จ้าวจวิ้นหยาง!"
หลังจ้าวจวิ้นหยางควบม้าหายลับไปแล้ว ฟ่านหนิงยืนมองตามเงาหลังเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจออกมาอย่างไม่สบอารมณ์นางกำต่างหูข้างนั้นไว้แน่นแล้วก้าวเดินเข้าสู่บริเวณบ้านร้างแต่ยังไม่ได้ก้าวเข้าไปด้านในห้องที่หวังจิ้งหยูและหวังจิ้งเหมยถูกกักตัวไว้กู้อวิ้นและพรรคพวกออกมาอย่างพร้อมหน้า สีหน้าของบางคนเต็มไปด้วยความหนักใจและเคร่งเครียดสิ่งนี้ทำให้นางเริ่มคาดเดาได้รางๆ ว่าภารกิจบางส่วนไม่เป็นไปตามที่วางแผนเอาไว้
แต่หลังฟ่านหนิงเหลือบตามองสำรวจสภาพทุกคนอย่างละเอียดนางสังเกตได้ว่าไม่มีใครมีบาดแผลหรือร่องรอยการต่อสู้เลยแม้แต่น้อยเสื้อผ้าอาภรณ์ของแต่ละคนยังสะอาดสะอ้านเหมือนก่อนออกไปจึงคิดว่าอย่างน้อยก็ไม่มีอะไรร้ายแรง
เป็นกู้อวิ้นคนแรกที่ก้าวออกมาข้างหน้าเขาโค้งตัวลงอย่างนอบน้อม "...เรื่องภารกิจข้าต้องขออภัยคุณหนูใหญ่แล้วงานที่ได้รับมอบไม่สำเร็จทั้งหมด"
ฟ่านหนิงที่เตรียมใจไว้แล้วไม่ได้วางท่ากดดันแต่อย่างใดแค่อยากรู้เรื่องราวเท่านั้น "เกิดอะไรขึ้นเล่ามาเถอะ"
กู้อวิ้นสูดหายใจเข้า ก่อนเริ่มรายงานรายละเอียด "พวกเราสอบสวนคนร้ายที่จับตัวมาได้ พวกมันไม่ปากแข็งเท่าไรนักจึงยอมบอกสถานที่ทันที พวกเราตามไปดูแล้วก็พบว่าที่แห่งนั้นมีอยู่จริงไม่เป็นที่สังเกตและอยู่ห่างไกลผู้คน เหมาะจะกักตัวคน แต่สุดท้ายแล้วพวกมันก็ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้บงการตัวจริงพวกมันมีหน้าที่เพียงแค่ได้รับคำสั่งให้จับตัวคุณหนูใหญ่ที่งานเทศกาลโคมไฟแล้วนำไปขังไว้ที่บ้านหลังเนินหูเหลียง ให้อยู่เฝ้าจนกว่าจะมีคนมาช่วยจากนั้นถึงค่อยหนีไปพวกมันยังไม่คิดเลยว่าจะมีคนมาแทรกแซงตั้งแต่ขั้นตอนแรกเช่นนี้"
เขาหยุดไปครู่หนึ่งเพราะมาถึงตอนสรุปน้ำเสียงของกู้อวิ้นเต็มไปด้วยความผิดหวัง"ส่วนผู้บงการตัวจริงท้ายที่สุดก็ไม่โผล่มาเห็นทีจะรู้ตัวว่ามีสิ่งผิดปกติ จึงทิ้งงานนี้ไปแล้ว"
ด้านฟ่านหนิงที่ฟังรายงานมาตลอด กำหมัดแน่นอยู่ข้างลำตัวพยายามสะกดอารมณ์ไม่ให้ระเบิดออกมาเพราะสิ่งที่กู้อวิ้นเล่ามีสิ่งหนึ่งที่นางจับได้จากนั้นนางจึงเอ่ยถามเสียงเข้ม "แล้วพวกคนร้ายที่เหลือจัดการเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่?"
กู้อวิ้นพยักหน้า "ขอรับ พวกมันถูกทำลายเส้นเอ็นแล้วข้าส่งไปขายเป็นทาสแรงงาน ตอนนี้พวกมันอาจกลายเป็นอัมพาตอยู่หลายเดือนและถึงแม้หายได้แต่ก็ใช้ชีวิตเช่นเดิมไม่ได้แล้ว และใช้วรยุทธ์ไม่ได้อีก"
ฟ่านหนิงพยักหน้าช้าๆคลายมือที่กำไว้แล้วเบนสายตาไปทางต้วนอ๋าวกับอู่ปั๋ว ทั้งสองก้าวออกมาพร้อมกันรายงานเสียงหนักแน่น "ทางในด้านนี้ทุกอย่างเรียบร้อยดีขอรับหวังจิ้งหยูและหวังจิ้งเหมยได้ยินบทสนทนาที่เราสร้างขึ้นแน่นอนตอนนี้ทั้งคู่ยังถูกปิดตาปิดปากอยู่ด้านในกับจางไป๋ซิน"
นางจึงหันไปทางหลินเล่อยวนกับหลี่เหย่ซูต่อทั้งคู่ก็ตอบพร้อมกัน "ส่วนทางเราไม่เหลือหลักฐานที่ทางขึ้นเขาแล้วขอรับซากรถม้าถูกทำลายจนหมดสิ้น"
"อืม..."ฟ่านหนิงสูดลมพยักหน้าเบาๆ ‘อย่างน้อยสองในสามก็สำเร็จ ภารกิจของระบบก็สำเร็จด้วย’ นางปลอบใจตัวเองความจริงนางไม่แปลกใจนักที่เจิ้งเปาหย่งหลุดรอดการจับกุมของกู้อวิ้นไปได้เขาเป็นบุตรขุนนางกังฉินที่คบค้ากับพ่อค้าเถื่อน หากไร้ความระวังเรื่องง่ายๆเช่นนี้เขาคงไม่ลอยนวลมานานปีได้
หลังฟังคำรายงานจบฟ่านหนิงใช้ผ้าสะอาดเริ่มเช็ดใบหน้าตนเบาๆกวาดเอาคราบขี้เถ้าและฝุ่นละอองออก พลางหันหลังย่องเข้าไปด้านในแผนขั้นสุดท้ายกำลังจะเริ่มขึ้น ขณะเดียวกันเสียงต่อสู้ปลอมๆก็ดังขึ้นนอกเรือนเช่นกัน กู้อวิ้นกับพรรคพวกแบ่งกันเป็นสองฝ่ายพร้อมออกโรงฝั่งหนึ่งเป็นแสดงเป็นตัวเองแสร้งรับมือกับพวกคนร้ายเพื่อสร้างสถานการณ์สมจริง
ส่วนฟ่านหนิงเดินเข้าไปช้าๆ ส่งสัญญาณสายตาให้จางไป๋ซินที่นั่งเฝ้าหวังจิ้งหยูและหวังจิ้งเหมยอยู่จางไป๋ซินพยักหน้ารับเบาๆ แล้วทั้งสองจึงสลับบทบาททันทีฟ่านหนิงรีบถอดเสื้อคลุมเก่าๆ ขาดๆ ออกแล้วสวมชุดที่รับมาจากจางไป๋ซินกลับเข้าไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อแต่งกายเรียบร้อยพอประมาณ จางไป๋ซินก็หันไปแก้เชือกของหวังจิ้งหยูและหวังจิ้งเหมยโดยเริ่มจากพี่สาวก่อน พอผ้าปิดปากและผ้าปิดตาหลุดออก หวังจิ้งหยูเงยหน้าขึ้นทันทีใบหน้าซีดขาวตื่นตระหนก "เจ้าหายไปไหนมา! ทำไมเพิ่งจะมาพวกข้ากับคุณหนูใหญ่หวาดกลัวแทบตายอยู่แล้ว"
จางไป๋ซินก้มหน้าหลบสายตา ไม่ตอบคำถามนั้นแต่หันไปแก้มัดให้ด้านน้องสาวหวังจิ้งเหมยต่อ "ไว้ค่อยเล่าตอนนี้รีบหนีไปกันก่อน เฟิงซวนกำลังรับมืออยู่ข้างนอก"
เมื่อถูกแก้มัดออกเรียบร้อยสตรีทั้งสี่รีบปีนออกทางหน้าต่างอย่างทุลักทุเลฟ่านหนิงที่กำลังวิ่งตามหลังจางไป๋ซินพลันเหลือบไปเห็นกระดาษเซียมซีที่น่าจะหลุดออกมาตอนเปลี่ยนชุดสลับกลับมาและไม่รู้อะไรดลใจให้ตัวนางแสร้งสะดุดล้มคว้ากระดาษแผ่นนั้นขยำมาเก็บไว้ในมือหวังจิ้งเหมยที่อยู่ใกล้สุดเห็นนายหญิงสะดุดก็มาช่วยประคองแล้วทั้งสี่ก็มุ่งไปขึ้นรถม้าที่จอดรอไว้ด้านนอก ฟ่านหนิงก้าวขึ้นไปนั่งเรียบร้อยสบตากับจางไป๋ซินให้เรียกที่เหลือถอนกำลังมาได้แล้ว
จากนั้นจางไป๋ซินตะโกนเสียงดัง "เรียบร้อยแล้วรีบไปเถอะ!"
เสียงนั้นเป็นสัญญาณให้เฟิงซวน กู้อวิ้นและหลินเล่อยวนรีบถอนตัวทันทีเฟิงซวนกระโดดขึ้นนั่งที่เฉลียงรถม้าชักบังเหียนม้าขึ้นรถม้าสั่นสะเทือนแล้วทะยานไปตามทางกลับสู่เมืองอย่างเร่งรีบทิ้งอีกพวกที่รับแสดงบทคนร้ายไว้เบื้องหลัง เพื่อปิดฉากแผนการในคืนนี้
โดยขณะที่รถม้ากำลังเร่งความเร็วไปตามถนนกรวดที่มุ่งสู่เมืองหลวงเสียงล้อกระทบพื้นดังเอี๊ยดอ๊าดสลับกับเสียงกีบม้าฟ่านหนิงที่นั่งอยู่ด้านในต้องทำทีเป็นกระวนกระวาย หญิงสาวแสร้งชะโงกตัวออกไปทางหน้าต่างพลางขมวดคิ้วส่องดูด้านหลังว่ากำลังถูกไล่ล่าอยู่หรือไม่พร้อมกับแอบเหลือบตาสังเกตสีหน้าสาวใช้ทั้งสองด้วย พวกนางยังดสีหน้าซีดเผือดแสดงว่าความกลัวที่ถูกสร้างขึ้นยังมีผล
“พวกมันตามมาไม่ได้เจ้าค่ะ” เป็นจางไป๋ซินรีบโพล่งตามบทที่เตรียมกันไว้พลางยกมือประสานแน่นเพื่อแสดงถึงว่ากำลังพยายามปลอบโยนและให้เชื่อมั่น “ก่อนที่บ่าวและศิษย์พี่ทั้งหลายจะเข้าช่วยคุณหนูใหญ่พวกบ่าวได้ตัดเส้นเอ็นขาม้าของพวกมันแล้ว มันคงวิ่งตามมาไม่ได้เร็วๆ นี้แน่เจ้าค่ะ”
คำพูดนั้นช่วยให้หวังจิ้งหยูและหวังจิ้งเหมยที่นั่งเบียดกันอยู่ฝั่งตรงข้ามพากันถอนหายใจโล่งอกสีหน้าเคร่งเครียดผ่อนคลายลงเล็กน้อยแต่เพียงอึดใจพวกนางก็หันกลับมาโพล่งคำถามที่ติดอยู่ในใจไม่หยุดราวกับกลัวว่าความจริงจะหายไปพร้อมคนร้ายที่ตามมาไม่ทัน
“ว่าแต่เจ้าหายไปไหนมา! ทำไมถึงทิ้งพวกเราไว้เล่า?” หวังจิ้งหยูถามเสียงสั่นตรงเข้ามาเขย่าแขนจางไป๋ซิน
“แล้วอีกอย่างเหตุใดคุณหนูรองถึงต้องทำถึงขนาดนี้ด้วยเจ้าคะ?” หวังจิ้งเหมยใบหน้ายุ่งเหยิงคิ้วขมวดแน่นหันมาหาคุณหนูใหญ่และกลับไปหาจางไป๋ซินช่วยพี่สาวถามต่อทันที“แล้วนี่เฟิงซวนที่โผล่มาเช่นนี้ เหตุใดเขาถึงรู้วรยุทธ์ได้แล้วคนอื่นๆ ที่ตามมาช่วยพวกเราเป็นใครกัน?”
คำถามมากมายรุมเร้าจางไป๋ซินจนสีหน้าซีดเผือดนางพยายามกลบเกลื่อนด้วยการก้มหน้าต่ำ เพราะรู้ว่าสิ่งต่อไปไม่ใช่บทของนางอีกแล้ว
และก่อนที่สถานการณ์จะย่ำแย่ ฟ่านหนิงก็ยกมือขึ้นห้ามเสียงเรียบแต่แฝงด้วยอำนาจ“พอเถิด!หยุดเซ้าซี้ไป๋ซินได้แล้ว” น้ำเสียงของนางทำให้บรรยากาศในรถสงบลงทันตา
“เรื่องนี้เป็นเพราะข้าเองข้ามีเรื่องปกปิดพวกเจ้า” คุณหนูใหญ่สบตาสองสาวใช้พี่น้องก่อนจะกล่าวต่อ“แต่บัดนี้คงปิดต่อไปไม่ได้แล้ว ข้าจะเล่าให้ฟังเองแต่ก่อนอื่น...พวกเจ้าต้องสัญญากับข้าก่อนว่าจะเก็บทั้งหมดเป็นความลับ ไม่แพร่งพรายแม้แต่กับท่านแม่ก็ตาม”
วาจานั้นทำเอาสองสาวใช้พี่น้องชะงักใบหน้าที่ยังไร้สีเลือดมองหน้ากันด้วยแววตาลังเล จนหวังจิ้งหยูเป็นฝ่ายพูดก่อนน้ำเสียงสั่นแต่หนักแน่น “คุณหนูใหญ่เจ้าคะแต่พวกเราก็ภักดีต่อท่านมาตลอด ท่านย่อมไว้วางใจพวกเราได้”
“ภักดีน่ะภักดี” ฟ่านหนิงรับคำพลางมองตาคู่นั้นทีละคน "ข้าเห็นพวกเจ้ามานับจะสิบปีตอนแรกเป็นสาวใช้นอกเรือน จนเลื่อนขั้นได้เข้ามาด้านในและมาเป็นสาวใช้ประจำกายข้าเมื่อห้าปีก่อน แต่นับแล้วพวกเจ้าขึ้นต่อท่านแม่ข้าไม่ได้ไม่ไว้ใจพวกเจ้า แต่จะปฏิเสธหรือหากที่มีสิ่งใด พวกเจ้าก็มักรายงานให้ท่านแม่ทราบข้าไม่ได้ว่าสิ่งนั้นไม่ดี เพียงแต่รู้ว่าท้ายที่สุดเรื่องใดๆ ย่อมไปถึงหูท่านแม่แล้วถ้าตอนนี้พวกเจ้าสัญญา ไม่ว่าเรื่องใดข้าจะไม่ปิดกั้นพวกเจ้าอีก"
ระหว่างทางที่รถม้าสั่นไหวไปตามเส้นทางขรุขระก่อให้เกิดความเงียบอึดอัดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่หวังจิ้งเหมยจะเป็นฝ่ายเอ่ยถามเสียงหนัก “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคุณหนูรองจริงๆใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
ฟ่านหนิงพยักหน้าเพียงเล็กน้อยหวังจิ้งเหมยพลันเม้มริมฝีปากแน่นก่อนตัดสินใจ “หากเป็นเช่นนั้นบ่าวจะภักดีต่อคุณหนูผู้เดียว ความลับใดๆ จะฝังไปพร้อมลมหายใจของบ่าว” แล้วนางหันไปทางพี่สาวหวังจิ้งหยูต่อ “พี่จิ้งหยูก็ได้ยินที่พวกมันพูดมิใช่หรือว่าพวกมันกำลังรอนายหน้ามารับที่จะขายพวกเราไปซ่องคณิกาชั้นต่ำเพราะได้รับคำสั่งจากคุณหนูรองหากถึงขั้นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแล้วนะ”
จากที่หวังจิ้งหยูยังมีแววลังเลเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็พยักหน้าหนักแน่น “เจ้าค่ะ ไม่ว่าอะไรพวกเราจะเก็บเป็นความลับ ไม่แพร่งพรายกับผู้ใดอีก”
ฟ่านหนิงได้รับคำมั่นสัญญาก็ยกมือทั้งสองขึ้นมาจับประสานบีบแน่นเป็นการผูกใจทั้งสอง “ได้! ข้ารู้ใจพวกเจ้าแล้ว” ริมฝีปากนางยกยิ้มจางๆ อย่างพอใจ
จากนั้นฟ่านหนิงจึงเริ่มเล่าต่อ สีหน้าเปลี่ยนกลับมาจริงจัง “เรื่องทั้งหมดเริ่มจากหลายเดือนก่อน ตอนที่ข้าสังเกตว่าเจ้ากรมคลังเจิ้งคล้ายพยายามตีสนิทท่านพ่ออย่างมากขณะเดียวกันก็มีข่าวร่ำลือว่าทรัพย์สินสกุลเจิ้งเพิ่มพูนผิดปกติข้าเกิดความรู้สึกไม่ไว้ใจนักอย่างไรระวังไว้ก่อนก็ไม่เสียหายจึงลองไปกล่าวเตือนท่านพ่อแต่ท่านกลับไม่ฟังข้าสักนิด”
“จริงด้วยเจ้าค่ะช่วงหลังมานี้เจ้ากรมเจิ้งแวะมาหานายท่านบ่อยครั้ง นับๆแล้วมาบ่อยกว่าขุนนางนายท่านคนอื่นๆ นัก ทั้งบางทีก็พาคุณชายเจิ้งมาด้วย” หวังจิ้งหยูเอ่ยเสียงแผ่ว
“ถูกแล้วยิ่งพูดถึงจุดนี้” ฟ่านหนิงหัวเราะเย็น “ตีสนิทท่านพ่อให้ไปมาหาสู่ไม่พอเจ้ากรมเจิ้งคล้ายจะคิดอยากให้ข้าเป็นสะใภ้สกุลเจิ้งด้วยแต่ข้าก็ทำได้แต่หลบเลี่ยง”
สองสาวใช้พยักหน้าพร้อมกันเพราะสิ่งนี้พวกนางเองก็จับสังเกตได้เช่นกัน
“และโดยต่อมาข้าได้รู้ว่าจางไป๋ซินมีพี่น้องในยุทธภพกระจายตัวอยู่หลายที่ข้าคิดว่าสิ่งนี้อาจมีประโยชน์ในอนาคต ที่สักวันอาจจะต้องพึ่งคนนอกทำงานสืบเรื่องสกุลเจิ้งจึงเรียกตัวพวกเขามาประจำสาขาใหม่ตั้งแต่หลายวันก่อน” ฟ่านหนิงเว้นวรรคเล็กน้อยเหลือบสายตาไปมองจางไป๋ซิน “ดังนั้นคนที่มาช่วยพวกเราก็คือเหล่าศิษย์พี่ของไป๋ซิน”
หวังจิ้งเหมยแววตามีประกายถอนหายใจโล่งรีบหันไปหาจางไป๋ซินส่งไปหาด้วยความซาบซึ้ง “ดีจริงๆที่คุณหนูใหญ่เผอิญได้กำลังคนมา และได้มาช่วยพวกเราไว้ได้ทัน มิฉะนั้นคง...”
จางไป๋ซินยกมือปฏิเสธเล็กน้อยสีหน้ากระดากเล็กๆที่ถูกกล่าวขอบคุณใหญ่โต “เพียงทำตามหน้าที่เท่านั้น”
หลังจากนั้นบรรยากาศในรถม้าคลายความกดดันลงอย่างเห็นได้ชัดฟ่านหนิงจึงเริ่มเอนหลังพิงเบาะสายตาลอบมองสาวใช้ทั้งสองที่บัดนี้เริ่มเกิดความภักดีต่อ ‘คุณหนูใหญ่’ อย่างแท้จริง