บทที่33 เปิดเทอม
ตลอดเกือบ1 สัปดาห์ในโลกจริงที่มีนฝึกฝนพัฒนางานฝีมืออยู่ภายในวิหารแห่งปัญญา จนทักษะทั้ง 3ที่ต้องการเลื่อนขึ้นมาอยู่ในระดับเชี่ยวชาญแล้ว มีนได้ลองเอาไอเทมป้องกันชนิดต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากมายในคลังสมบัติเคลื่อนที่มาทดสอบลงอักขระเสริมประสิทธิภาพให้แก่พวกมันอย่างต่อเนื่องโดยคุณภาพของไอเทมหลังจากได้ลงอักขระก็มีมากมายหลายระดับแตกต่างกันไป
แม้ว่าตัวของหญิงสาวจะมีความเชี่ยวชาญในงานแกะสลักแล้ว แต่ในบางครั้งชิ้นงานฯ ก็ไม่ได้ออกมาในระดับที่น่าพอใจนักในไอเทมจำนวน 1 พันชิ้นที่ได้ลงอักขระให้แก่พวกมัน ส่วนใหญ่ค่าความวิจิตรของชิ้นงานจะอยู่ที่ระดับ“งดงาม-เลิศเลอ” ส่วนระดับความวิจิตรที่อยู่ในระดับสูงสุดและต่ำสุดนั้น พวกมันจะอยู่ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันคือประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์จากชิ้นงานทั้งหมด
มีนบริหารจัดการไอเทมที่ลงอักขระแล้วอย่างเป็นระบบถ้าหากมันเป็นไอเทมที่อยู่ในระดับ “กักขฬะ” หญิงสาวจะจับพวกมันโยนลงไปในขายร้านขายไอเทมของระบบอย่างไม่แยแสส่วนไอเทมที่ออกมาอยู่ในระดับกลาง มีนจะนำมันไปตั้งขายในตลาดร้านค้าออนไลน์เพื่อหารายได้เล็กๆ น้อย ๆ เข้ากระเป๋า เพียงแต่ปิดชื่อผู้ขายเอาไว้ และหากไอเทมชิ้นนั้นบังเอิญออกมาเป็นระดับ“พิศวง” พวกมันทั้งหมดก็จะถูกเก็บเอาไว้ก่อน เพื่อทยอยนำออกประมูลอีกครั้งในภายหลัง
ถึงแม้ว่าไอเทมที่มีนนำไปวางขายในร้านค้าออนไลน์จะไม่ใช่ไอเทมในระดับสูงหรือเป็นไอเทมที่มีเงื่อนไขในการสวมใส่สูงนัก แต่เนื่องด้วยอักขระวงเวทชั้นสูงที่เสริมความสามารถด้านการป้องกันให้แก่ไอเทมฯและเพิ่มประสิทธิภาพในด้านคุณสมบัติพื้นฐานให้สูงขึ้นกว่าไอเทมที่มีชนิดและระดับเดียวกันอย่างเห็นได้ชัดด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ไอเทมที่หญิงสาวนำไปวางขายในตลาดฯ ได้รับความนิยมจากผู้เล่นมือใหม่และผู้เล่นทั่วไปเป็นอย่างมากจนทำให้ผู้เล่นหัวหมอบางรายถึงกับเฝ้ารออยู่ที่หน้าจอแสดงผลของตลาดร้านค้าฯ เพื่อเตรียมกว้านซื้อไอเทมเหล่านั้นในทันที...ที่มันถูกนำมาวางขายก่อนที่ผู้เล่นดังกล่าวจะนำไปประมูลฯ ในตลาดประมูลอีกทอดหนึ่ง…
เกิดเสียงร่ำลือต่างๆ นานา เกี่ยวกับอาชีพของผู้สร้างไอเทมเหล่านี้ ผู้เล่นจำนวนมากต่างก็อยากรู้ว่า ใครคือผู้ที่สร้างไอเทมเหล่านี้ขึ้นมา?
หลายคนต่างพยายามทำตัวเป็นนักสืบโซเชียลคอยสืบหาต้นตอที่มาของไอเทมฯ เพื่อควานหาตัวผู้สร้างให้พบ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าไอเทมที่มีคุณสมบัติ “เหนือกว่า” ไอเทมพื้นฐานทั่วไป...ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะสามารถสร้างขึ้นมาก็ได้“การหาตัวผู้สร้างฯ ให้พบและดึงมาเป็นพวก ย่อมเป็นสิ่งที่จะทำให้พวกตนหรือกองกำลังฝ่ายตนแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างแน่นอน…”และนี่...คือสิ่งที่บรรดาผู้เล่นชั้นนำ และกิลด์ใหญ่ ๆ ของโลกให้ความสนใจไม่น้อยไปกว่าการหาตำแหน่งของบอสตัวใหม่ๆ เลยทีเดียว
แม้ว่าไอเทมที่หญิงสาวเพิ่มคุณสมบัติให้มันนั้นจะมีคำลงท้ายที่มีคำว่า “of…” ซึ่งแสดงความเป็นเจ้าของของผู้สร้าง/พัฒนาติดมาด้วย
แต่คำว่า “of…” ที่มีนได้ตั้งไว้นั้น มันกลับเขียนไว้เป็นเพียงแค่ชื่อย่อเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรหญิงสาวก็ไม่ต้องการให้ใครสืบสาวต้นตอของไอเทมจนมาถึงตัวเองได้ และทุกไอเทมทุกชิ้นที่มีนได้พัฒนาฯมันจะถูกแสดงด้วยข้อความว่า “of BRJ.” ซึ่งย่อมาจากคำว่า“โบราณจัง” นั่นเอง
แม้ว่าตลอด 1สัปดาห์ที่ผ่านมา มีนจะไม่ได้ออกไปเก็บระดับที่ไหนเลย แต่ทว่าระดับของตัวเองก็ยังเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องทีละน้อยอีกทั้งจำนวนเงินรายได้ที่ถูกโอนเข้าบัญชีของตนก็ไหลเข้ามาเป็นระยะ ๆ ด้วยเช่นกันมันจะเป็นเพราะอะไรได้อีกเล่า หากไม่ได้มาจาก “ส่วนแบ่ง” ของเจ้าเมืองปะการังสีรุ้ง
“1 สัปดาห์ แค่นั่งอยู่เฉยๆ ระดับก็เพิ่มขึ้นมาถึง 3 ระดับ แถมยังมีเงินเพิ่มขึ้นในบัญชีอีกหลายแสน...ก็ไม่เลวเลยนะ”มีนพึมพำอย่างพอใจอยู่ในห้องฝึกของวิหารฯ หลังจากออนไลน์กลับเข้ามาในเกมฯ พร้อมเปิดดูค่าสถานะตัวละครของตนอีกครั้ง
ในขณะที่หญิงสาวกำลังจะเรียกเจ้าปลาตีนน้อยออกมาจากคลังฯพร้อมกับเตรียมลงมือทำงานต่อ จู่ ๆ ก็มีเสียงขึ้นมาว่า “นี่เจ้า...ยังจะทำเรื่องไร้สาระแบบนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่?”
“สวัสดีเจ้าค่ะท่านอาจารย์กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ?” มีนกล่าวทักทายอเล็กซ์
“กลับ??ข้าไม่ได้ไปไหนเลย ข้าอยู่ดูเจ้าตลอด เพียงแต่...ข้าขี้เกียจออกมาเจอก็เท่านั้น”อเล็กซ์ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะถามอีกฝ่ายว่า “ในตอนนี้ เจ้าก็ได้ลองทำในสิ่งที่เจ้าอยากลองสำเร็จแล้วข้าอยากรู้ว่า เมื่อไหร่เจ้าจะออกไปเก็บระดับเสียที?”
“เอ่อ...หนู...”มีนอึกอักไร้คำกล่าว ก่อนที่อเล็กซ์จะแทรกขึ้นโดยไม่สนใจคำตอบของหญิงสาว “ที่ข้าเห็นเจ้าลองทำนู่นทำนี่อยู่นั้นข้าคิดว่า มันเป็นเรื่องที่ดีต่อตัวเจ้าในอนาคต ดังนั้นข้าก็เลยไม่คิดที่จะห้ามปรามหรือต่อว่าเจ้า”
“เพียงแต่...สิ่งสำคัญสำหรับเจ้าในตอนนี้หาใช่เรื่องพวกนี้ไม่ แต่มันคือการเพิ่มระดับความแข็งแกร่งให้แก่ตัวเจ้าเองยิ่งระดับของเจ้าสูงขึ้นเร็วเท่าไหร่ ข้าก็จะยิ่งเบาใจมากขึ้นเท่านั้น”
“ก็อย่างที่บอกไป ตอนนี้เผ่าพันธุ์มนุษย์เริ่มถูกจับตามองจากสิ่งมีชีวิตชั้นสูงมากขึ้นเพียงแต่ตอนนี้พวกมันยังไม่สามารถเข้ามาสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายกับพวกมนุษย์อย่างพวกเจ้าได้ง่ายนักแต่หากเมื่อใดที่พวกมันสอดมือเข้ามา หรือกระทำสิ่งอื่นใดที่มากไปกว่านั้นแล้วข้าเกรงว่า โอกาสที่เจ้าจะได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบ...คงไม่มีอีกแล้ว”
“หากระดับของเจ้ายังต่ำเตี้ยเรี่ยดินอยู่เช่นนี้ตัวเจ้าคงไม่มีทางที่จะรับมือพวกมันได้ อย่าว่าแต่รับมือพวกมันเลย...แม้แต่โอกาสที่จะหลบหนีก็คงจะริบหรี่ไปด้วยเช่นกัน”
“และข้าก็เชื่อว่าเจ้าคงไม่อยากจะหลบหนีไปตลอดชีวิตหรอกใช่ไหม?” อเล็กซ์ร่ายยาวออกมาเป็นฉาก ๆก่อนจะเอ่ยปากถามชวนให้หญิงสาวได้คิด
หลังจากได้ฟังผู้เป็นอาจารย์กล่าวมีนก็รู้สึกว่า ตัวเองชะล่าใจเกินไปหน่อย เพราะสิ่งสำคัญที่ตนต้องทำในตอนนี้ก็คือ “เร่งเก็บระดับ”ให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ตามที่อีกฝ่ายกระตุ้นเตือนจริง ๆ เนื่องจากในตอนนี้ ตนอาจจะถูกจับตาจากสิ่งมีชีวิตชั้นสูงอยู่ก็เป็นได้ถึงแม้จะยังไม่มีผู้ใดทราบว่า ตนเป็นผู้ถือครองเบาะแสของหนึ่งในไอเทมระดับสุดยอดที่ทุกฝ่ายกำลังตามหาอยู่แต่ความลับดังกล่าวมันก็ใช่ว่าจะอยู่ได้นาน หากวันใดเกิดมีใครรู้ว่าตนเป็นผู้ครอบครองไอเทมชิ้นนั้นอยู่...ตนก็ไม่อาจจะเลี่ยง “ตกเป็นเป้าหมาย” การตามล่าจากทุกฝ่ายได้พ้น
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะหนูขอโทษนะเจ้าคะที่ทำให้ท่านอาจารย์เป็นห่วง” มีนตอบด้วยท่าทีสำนึกผิด
“ข้าไม่ได้กล่าวเพื่อตำหนิในการกระทำของเจ้าการที่เจ้าคิดเสริมพลังให้แก่ไอเทม มันเป็นสิ่งที่ดี เพราะการมีไอเทมดี ถือเป็นพลังอย่างหนึ่งเพียงแต่...สิ่งที่เจ้าควรเร่งทำในตอนนี้ คือ การเพิ่มระดับและค่าสถานะสูงขึ้นโดยเร็วอื่น ๆ ล้วนแต่เป็นเป้าหมายที่รองลงไป ซึ่งทุกอย่างที่ข้าพูดมามันก็เพื่อตัวเจ้าเองข้าไม่ได้ห้ามที่เจ้าเอาเวลามาทำเรื่องพวกนี้ แต่ข้าอยากจะกระตุ้นเตือนในบางสิ่งที่เจ้าอาจหลงลืมหรือละเลยไป...ในฐานะของอาจารย์ที่ดีเท่านั้น”อเล็กซกล่าวทิ้งท้ายอย่างเรียบ ๆ
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์ช่วยเตือนสติเจ้าค่ะ”มีนกล่าวพร้อมกับยกมือไหว้ขอบคุณ
“หากเข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ไปได้แล้ว...”อเล็กซ์กล่าวพร้อมกับโบกมือไล่
หลังจากออกจากวิหารฯร่างของหญิงสาวก็มาปรากฏอยู่ตรงลานน้ำพุฯ ของเมืองอควาเรียสอีกครั้ง ก่อนจะเรียกใช้งาน{เหรียญตราเจ้าเมืองปะการังสีรุ้ง} อย่างรวดเร็ว
วาบ!
มีนมาปรากฏตัวอยู่ในห้องห้องหนึ่งในปราสาทปะการังสีรุ้งซึ่งตนได้ตั้งค่าจุดเกิดเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เสียงอึกทึกครึกโครมที่ดังแว่วมาจากด้านนอกของตัวปราสาทได้แสดงถึงว่า ในขณะนี้มีบรรดาผู้เล่นจำนวนมากกำลังต่อสู้กับเจ้าราชาหมึกยักษ์ซึ่งเปรียบเสมือนบอสประจำดันเจี้ยนอยู่นั่นเอง
เมื่อมีนได้ลองตรวจสอบข้อมูลคร่าวๆ ก็พบว่า นับตั้งแต่ผู้เล่นเข้ามาในดันเจี้ยนแห่งนี้ เจ้าราชาหมึกยักษ์ถูกสังหารไปแล้วไม่ต่ำกว่า10 ครั้ง เพียงแต่...มันดรอปเซตไอเทมเครื่องประดับอันเป็นเอกลักษณ์ออกไปเพียงชิ้นเดียวเท่านั้นซึ่งไอเทมดรอปที่ว่า ก็คือ {สร้อยคอปะการังสีรุ้ง}
มีนคาดเดาว่ากลุ่มผู้เล่นที่กำลังต่อสู้กับเจ้าราชาหมึกยักษ์อยู่ในนี้ หนึ่งในนั้นน่าจะมีรายชื่อของ“เพกาซัส” อยู่ด้วยอย่างแน่นอน อีกทั้งยังคาดการณ์ว่า จนกว่าผู้เล่นเพกาซัสจะได้รับ{แหวนปะการังสีรุ้ง} จากเจ้าหมึกยักษ์ไป อีกฝ่ายคงไม่ยอมรามือและจากไปโดยง่ายอีกทั้งมันคงไม่ยอมเปิดโอกาสให้ผู้เล่นกลุ่มอื่นได้แย่งชิงสังหารบอสตัวนี้อย่างแน่นอน
หญิงสาวมุ่งหน้าออกจากปราสาทด้วยทางลับใต้ดินที่เชื่อมต่อออกไปนอกเมืองก่อนจะย้อนกลับออกไปยังด้านบนของเกาะ ซึ่งเป็นปากทางเข้าดันเจี้ยนตุ่นปากเป็ดอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่โผล่ขึ้นมาด้านบนได้แล้วหญิงสาวจึงรีบจ้ำอ้าวเดินลงไปในทะเล เพื่อไปเก็บระดับยังเมืองต่าง ๆ ใต้ทะเลอีกครั้งซึ่งเป้าหมายของการเก็บระดับในครั้งนี้ก็อยู่ที่เมืองระดับ Cนั่นเอง
“ท่านแม่ ๆท่านปู่อเล็กซ์ดุจังเลยเนอะ” ซาจีสกล่าวขึ้นขอเสียงสนับสนุนจากหญิงสาว หลังจากมีนได้เรียกพวกมันออกมาในขณะที่แหวกว่ายน้ำทะเลอยู่ในร่างของปลาตีนสีชมพู
“ช่าย ๆ ๆ ๆท่านปู่ดุมาก แค่คิดก็ซาหยองละ...” หลายเสียงมีความเห็นไม่ต่างกัน
‘แหม ๆ เจ้าเด็กพวกนี้ถึงกับนับญาติกับท่านอาจารย์เลยรึ...’ มีนคิดในใจก่อนจะกล่าวตอบตามน้ำเนียน ๆ ไป “ท่านปู่...ท่านคงหวังดีอ่ะจ้ะ”
“ท่านแม่...หนูหิวๆ ๆ ๆ” เอรีสโพล่งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แสดงเจตจำนงของมันออกมา
“ช่าย ๆ ๆ ๆหนูก็หิว” หลายเสียงสอดรับอย่างเห็นด้วย
‘แหม ๆเราก็ตั้งค่าการเข้าถึง {อาหารสัตว์เลี้ยง} ให้พวกมันแล้วนี่นา ยังจะหิวอะไรอีก...’ มีนคิดพร้อมกับส่ายหัวอย่างเหนื่อยอ่อนเพราะคำว่า “หิว” ของพวกมัน ย่อมไม่ได้หมายถึง “หิวข้าว” อย่างแน่นอนเมื่อเป็นเช่นนั้น มีนจึงเรียกขนมหวานหลากสีชนิดต่าง ๆออกมาลอยอยู่ตรงหน้าของแต่ละตัวตามคำร้องขอของพวกมันอย่างช่วยไม่ได้
งั่ม!
งึบ ๆ!
“ท่านแม่ ๆ ๆข้าวเกรียบเปียก” เลโอกล่าวออกมา หลังจากที่มันได้กัดข้าวเกรียบกุ้งของโปรด ซึ่งอิ่มน้ำลอยอยู่ตรงหน้า
“ช่าย ๆ ๆลากมากินในน้ำ มันไม่อาหร่อยเลยอ่ะ ท่านแม่...” หลายเสียงโอดครวญ
‘เฮ้อ...ทีแบบนี้ล่ะสมจริงเชียวนะ...’ มีนบ่นให้แก่ความสมจริงของระบบเกมขึ้นมาในใจก่อนจะกล่าวกับเจ้าปลาตีนน้อยทั้งหลาย “ตกลงจ้า เอาไว้คราวหน้า พวกเราค่อยลากไปกินบนบก...ก็แล้วกันเนอะ”
“เย่ ๆ ๆกินใบบัวบก แต่เอ...ใบบัวบก คืออาไรหรอท่านแม่?” อควากล่าวพร้อมกับทำตาแป๋ว
“กินบนบกจ๊ะ”มีนแก้คำให้
“กินบก กินบก”หลายเสียงขานรับด้วยท่าทางกระดี๊กระด๊า
หลังจากเด็ก ๆ ได้กินขนมหวานแสนอร่อยที่ไม่ค่อยจะอร่อยมากนักเสร็จเรียบร้อยแล้วมีนจึงเรียกแผนที่โลกใต้ทะเลออกมา ก่อนทำการกำหนดจุดต่าง ๆ ในการเก็บระดับให้เรียบร้อยจากนั้นจึงมุ่งหน้าไปตามเป้าหมาย ซึ่งอยู่ในแผนการที่วางเอาไว้ในทันที
การเก็บระดับในเมืองระดับCนั้น ค่อนข้างยากลำบากกว่าเมืองในระดับ D อยู่ไม่น้อยในช่วงแรก ๆ หญิงสาวและพวกใช้เวลาไปค่อนข้างนาน กว่าจะสามารถกวาดล้างสัตว์อสูรและสังหารบอสประจำเมืองแต่ละตัวลงได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาบอสสายปราณ ซึ่งมีพลังชีวิตในระดับที่สูงมาก อีกทั้งพวกมันยังมีความอึดและมีพลังป้องกันสูงกว่าเจ้าหมึกยักษ์หลายเท่านัก...
แต่หลังจากนั้นไม่นาน...เมื่อตนและพวกเริ่มมีระดับที่สูงขึ้นรวมถึงได้เข้าใจในรูปแบบการต่อสู้ของพวกมัน การกวาดล้างเมืองระดับ Cจึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป ด้วยความที่พวกมันเป็นบอสในระดับไม่สูงนัก จึงมักจะเกิดใหม่ในตำแหน่งเดิมซ้ำๆ เพราะฉะนั้นการสังหารบอสเหล่านี้ จึงยากลำบากเพียงแค่ครั้งแรกที่ได้เผชิญหน้าเท่านั้น
การกวาดล้างสังหารในเมืองระดับCทำให้ระดับความแข็งแกร่งของหญิงสาวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ถึงแม้ว่าตนจะมีตัวดูดค่าประสบการณ์อยู่ด้วยถึง12 ตัว แต่กระนั้นพวกมันกลับไม่ใช่ตัวถ่วงแต่อย่างใด ปลาตีนน้อยทั้งหมดต่างคอยช่วยเหลือและสนับสนุนจนทำให้การล้างบางสัตว์อสูรในเมืองระดับ C เหล่านี้เป็นไปด้วยความสะดวกราบรื่นอย่างยิ่งนอกจากนี้ ผลพลอยได้จากการเก็บระดับในเมืองใต้ทะเล ยังทำให้หญิงสาวได้รับเหรียญทองและไอเทมจำนวนมากเป็นของแถมอีกด้วยซึ่งไอเทมจากบอสเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะเป็นไอเทมที่มีระดับตั้งแต่ C-A เลยทีเดียว
จากเมืองระดับ Cจำนวนกว่า 20 เมืองนี้ กลับมีบอสประจำเมืองเพียง1 ตัวเท่านั้นที่หญิงสาวให้ความสนใจ นั่นก็เพราะว่า เจ้าบอสตัวนี้มันดรอป “เซตไอเทม”แถมมาให้ด้วย อีกทั้งไอเทมที่ว่า ยังเป็นเซตเครื่องประดับที่เพิ่มความสามารถของสายปราณอีกต่างหากเพียงแต่...ค่าสถานะของมันนั้น คุณสมบัติโดยรวมค่อนข้างต่ำกว่าเซตปะการังสีรุ้งอยู่ช่วงใหญ่แต่ถึงกระนั้น มันก็ยังเป็นไอเทมที่มีนคิดว่า น่าจะสร้างรายได้ให้ตัวเองได้อย่างงดงาม
และค่าโชคที่มีนมีอยู่ก็ไม่ได้ทำให้หญิงสาวผู้นี้ต้องผิดหวังเลยสักนิด เพราะที่ผ่านมา การล้างบางเมืองระดับCไปเป็นจำนวนกว่า 20 รอบ ก็ทำให้มัจจุราชสาวได้รับเซตไอเทมชุดนี้มาอยู่ในครอบครองจำนวน2 ชุดแล้ว ซึ่งมีนได้ประเมินเอาไว้อย่างคร่าว ๆ ว่า หากตนกวาดล้างเมืองเหล่านี้ จนมีระดับถึง250 ก็คงจะได้รับเซตไอเทมดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 10 ชุดเป็นแน่...
............
เช้าวันจันทร์อันแสนสดใสนับตั้งแต่มหาวิทยาลัยปิดเทอมไปได้สองเดือนกว่า ๆ วันนี้ ก็เป็นวันเปิดภาคเรียนวันแรกที่หญิงสาวจะต้องกลับมาสู่ชีวิตอันแสนวุ่นวายเฉกเช่นนักศึกษาคนอื่น ๆ อีกครั้ง
เมื่อออฟไลน์ออกจากเกมฯมีนก็ทำกิจวัตรประจำวันตามปกติด้วยความกระปรี้กระเปร่าเหมือนเช่นทุกครั้งหลังจากเสร็จภารกิจการออกกำลังกายตอนเช้าแล้ว หญิงสาวก็รีบขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว ก่อนจะลงมารับประทานอาหารเช้าเพียงลำพังด้วยความเร่งรีบนั่นก็เพราะทุกคนในบ้านได้ออกไปทำงานตั้งแต่ไก่โห่กันหมดแล้ว...คงไม่มีใครอยากเผชิญปัญหารถติดของเมืองหลวงฯในวันแรกของการเปิดภาคการศึกษาเช่นนี้เป็นแน่
แต่สำหรับสาวมีนถึงแม้ว่าตนจะออกจากบ้านสายกว่าทุกคน แต่นั่นกลับไม่ใช่ปัญหาสำคัญสำหรับลูกคนเล็กของบ้านแต่อย่างใดเพราะมหาวิทยาลัยที่มีนเรียนอยู่ ห่างจากบ้านแค่ 5 กิโลเมตรเท่านั้นดังนั้นคนที่ใช้เวลาเดินทางออกจากบ้านไปถึงที่หมายน้อยที่สุด...ก็ย่อมต้องเป็นคุณหนูโบจอมเปิ่นนั่นเอง
“ลุงหมายล่ะคะป้าสาย...” มีนถามแม่บ้านสูงวัยในระหว่างที่กำลังหั่นไส้กรอกเข้าปากอยู่
“เช็ดรถอยู่หน้าบ้านค่ะลุงหมายแกไม่ลืมหรอก ว่าวันนี้คุณหนูเปิดเทอม...” ป้าสายตอบคำของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว
“คร่าหนูแค่กลัวว่า ลุงแกจะลืมเฉย ๆ ไม่มีอะไรหรอกคร่า...” มีนตอบคำคุณป้าแม่บ้านอย่างเป็นกันเอง
“นี่ค่ะกระเป๋า” ป้าสายยื่นกระเป๋าสะพายของมีนมาให้ ระหว่างที่อีกฝ่ายสวมใส่รองเท้าเสร็จและมีทีท่าว่าจะเดินตรงไปที่รถอย่างรีบเร่ง
“แหะ ๆขอบคุณคร่า ไม่ได้ป้านี่หนูคงแย่” มีนกล่าวขอบคุณป้าสาย หลังจากรับกระเป๋ามาแล้ว
“คุณหนูก็อย่าเอาไปวางลืมทิ้งไว้ที่ไหนจนหาไม่เจออีกก็แล้วกันนะคะ เดี๋ยวต้องวุ่นวายทำบัตรใหม่เสียเวลาอีก” ป้าสายสัพยอกและเตือนหญิงสาวด้วยความเอ็นดูเพราะเหตุการณ์ที่ว่า มันเคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ครั้งหนึ่งแล้ว
“คร่าไม่ลืมแล้วเจ้าค่ะ หนูไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ” มีนรับคำพร้อมกับยกมือไหว้
“จ้ะเย็นนี้มีฉู่ฉี่ปลาบู่ของโปรดคุณหนู รีบกลับบ้านไว ๆ นะคะ” ป้าสายกล่าวไล่หลังก่อนที่ผู้ฟังจะหันมารับคำด้วยรอยยิ้ม “ทราบแล้วคร่า...”
“สวัสดีค่ะลุงหมาย”มีนยกมือไหว้ทักทาย
“สวัสดีครับคุณหนูวันนี้คุณหนูดูสดใสจังเลยนะครับ” ลุงหมายรับไหว้พร้อมกล่าวทักทาย
“ก็เปิดเรียนวันแรกนี่คะหนูนี่...อยากไปโรงเรียนที่ซู๊ดเลย” มีนตอบด้วยเสียงเนือย ๆ
“ฮ่า ๆ ๆ คุณหนูก็ยังคงตลกเหมือนเคยนะครับ”ลุงหมายกล่าว
เมื่อมาถึงมหาวิทยาลัยฯมีนจึงลงจากรถพร้อมกับนัดหมายเวลาให้อีกฝ่ายมารับ หลังจากที่หญิงสาวมาถึงคณะโบราณคดีฯซึ่งเป็นคณะที่ตัวเองเรียนอยู่ มีนก็ตรงมายังโต๊ะม้าหินอ่อน ซึ่งตนและเพื่อน ๆชอบมานั่งอยู่ตรงนี้เป็นประจำเมื่อว่างจากการเรียน โดยโต๊ะม้าหินอ่อนชุดนี้ เป็นโต๊ะ2 ตัวต่อกันและถูกวางอยู่ในซุ้มเฟื่องฟ้าอันเขียวขจีและมีกลีบดอกหลากสี
ถึงแม้โต๊ะม้าหินในซุ้มเฟื่องฟ้าจะสวยสะดุดตาผู้พบเห็นแต่มันก็ไม่อาจดึงดูดสายตาผู้คนที่เดินผ่านได้เท่าบรรดาสาว ๆ ผู้เป็นเสมือนเจ้าของซุ้มแห่งนี้แม้แต่น้อยจนผู้คนทั้งในและนอกคณะฯ ต่างขนานนามซุ้มเฟื่องฟ้านี้ว่า “ซุ้มนางฟ้า”
เนื่องจากแก๊งสาวๆ ที่ชอบมานั่งประจำ จนกลายเป็นเหมือนเจ้าของสถานที่ไปแล้วนั้น แต่ละคนต่างก็มีหน้าตาสวยสดงดงามไม่ธรรมดาแถมมีดีกรีระดับดาวคณะ ดาวมหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งดารานางแบบหน้าใหม่แห่งวงการบันเทิงไทยติดตัวมาอีกด้วย
แม้ว่าตัวของมีนจะไม่ได้มีดีกรีเป็นดาวคณะ/มหาลัยหรือนักแสดงนางแบบเช่นเดียวกับเพื่อนร่วมแก๊งคนอื่น ๆ แต่คนสวย...ก็มักจะคบคนสวยเหมือนกันนั่นแหละนะ
ส่วนสาเหตุที่หญิงสาวไม่ได้มีตำแหน่งอะไรมาประกันความสวยของตัวเองก็เพราะว่าตัวมีนเองไม่ชอบความวุ่นวาย และทำกิจกรรมต่าง ๆ มากนัก โดยมีนเลือกที่จะอยู่อย่างเงียบๆ กับตำราและเรื่องที่ตนเองสนใจมากกว่า แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า หญิงสาวผู้นี้จะไม่เข้าร่วมกิจกรรมอะไรเลยเพราะถึงอย่างไรเสีย กิจกรรมหลักซึ่งทำให้สาว ๆ แก๊งนี้โคจรมาพบกันได้ก็คือ“กิจกรรมเชียร์” นั่นเอง ซึ่งมีนเองก็เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้นำเชียร์ของคณะฯและมหาวิทยาลัยมาตั้งแต่ปี 1 แล้ว
มีหลายครั้งที่มีบรรดาแมวมองและโมเดลลิ่งจากค่ายต่างๆ แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนสาว ๆ เจ้าของซุ้มแห่งนี้ เพื่อชักชวนสมาชิกของแก๊งนางฟ้าไปแคสติ้งฯสำหรับงานต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ แต่ในส่วนของมีน แมวมองเหล่านั้นกลับได้รับแต่ความผิดหวังกลับไปทุกครั้งเมื่อหญิงสาวบอกปฏิเสธคำชักชวนของพวกมันอย่างไม่ไยดี...ในบรรดาสาว ๆ แก๊งนางฟ้าแก๊งนี้ก็คงจะมีแต่มีนเท่านั้นที่ยังไม่เคยไปแคสงานที่ไหนมาก่อนเลย
“ยัยมีน...แกมาสายนะ”สา ผู้มีชื่อจริงว่า “อริสา” นางแบบสาวสวยดีกรีดาวมหาวิทยาลัยฯ เอ่ยปากทักทาย
“เปิดเรียนวันแรกก็สายเลยนะแก”พิมพ์ หรือ “พิมพ์ชนก” ดาราดาวรุ่งดวงใหม่แห่งวงการบันเทิงไทยแขวะเพื่อนสาวเบา ๆก่อนที่ ยัยโม หรือ “ณัฐมน” สาวสวยอีกคนผู้มีดีกรีเป็นดาวคณะฯ จะร่วมวงแซะด้วยอีกคนหนึ่ง“ใช่ ๆ เป็นรุ่นพี่ปี 4 แล้ว เธอก็ควรทำตัวเป็นแบบอย่างแก่รุ่นน้องนิดนึงสิ”
มีนได้ยินดังนั้นจึงตอบกลับกลุ่มเพื่อนๆ อย่างไม่ใส่ใจมากนัก “หนอย ๆ ๆ นี่...เรียกว่าสายหรือยะ? แค่แปดโมงนิด ๆ ยังไม่ถึงครึ่งเลยด้วยซ้ำของฉันกว่าจะเริ่มเรียนคาบแรกก็ตั้ง 9 โมงโน่น...แล้วฉันจะต้องรีบมาแต่เช้าทำไมมิทราบห๊ะ?” กล่าวจบ หญิงสาวเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงโพล่งขึ้นมาว่า “แล้วอีกอย่างนะคะ...คุณเพื่อนทั้งหลายโปรดดูก่อน อีชั้นไม่ได้มาเป็นคนสุดท้ายนะเจ้าคะ”
“ยัยหนิงกับยัยเมย์ยังไม่มาเลยเจ้าคร่า...จะว่าอีชั้นมาสายไม่ได้นะเจ้าคะ”มีนกล่าวขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะตรงเข้าไปหยิกแก้มสาวโมเบา ๆ ทีหนึ่ง
“อร๊าย!! อย่ามาจับเค้านะตัวเอง เค้าลูกมีพ่อมีแม่นะ” โม แกล้งโวยวายทำท่าทางสะดีดสะดิ้งชวนหมั่นไส้
เมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่ายมีนจึงทำเป็นเก๊กเสียงหล่อ พร้อมกับโผเข้าจู่โจมทำท่าทางเหมือนจะกอดปล้ำเพื่อนสาวในทันที“มา!! มาเป็นของพี่เถอะคนสวย...”
“โอ๊ะโอแสดงเก่งนะหล่อน...มาเล่นหนังกับชั้นมะ?” พิมพ์แซะถามอีกฝ่าย เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางที่มีนแสดงออกก่อนจะได้รับคำตอบที่พอจะรู้อยู่แล้วจากอีกฝ่าย “ไม่อ่ะ ขอบายค่ะ”
หลังจากปฏิเสธคำชวนจากเพื่อนสาวอย่างไม่ไยดีมีนจึงกล่าวขึ้นมาอย่างประชด ด้วยท่าทีทีเล่นทีจริงว่า “ฉันกลัวว่า หากฉันไปเล่นหนังกับแกแล้วเดี๋ยวแกจะตกกระป๋องเอาน่ะสิ”
“เชอะ!มาสิ ๆ กลัวที่ไหนกันเล่า...” พิมพ์หาได้สนใจในคำขู่ของอีกฝ่ายแต่อย่างใด
จากนั้นอริสาจึงขยิบตาให้แก่ยัยพิมพ์ก่อนทีหนึ่งจากนั้นจึงต่อด้วยการข่มขู่สาวมีนไปเบา ๆ “เดี๋ยวฉันจะโทรบอกพี่โก้ ให้พาแกไปลองเทสหน้ากล้องในตอนนี้เลยโอเครมะ?”
สุดท้ายสาวมีนก็จำต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้ก่อนจะยกมือแสดงท่าทางพร้อมกับกล่าวว่า “ม่าย...อีชั้นพูดเล่นนะเจ้าคะ อย่าทำแบบนี้กับบ่าวเลยนะเจ้าคะทูนหัวของบ่าว...”
“เหอะ ๆเอาเลยยัยสา...ปากดีแบบนี้ แม่ต้องจัดเสียให้เข็ด” พิมพ์พูดยุแยงเพื่อนสาวอีกรอบ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหญิงสาวจึงได้แต่ตัดบท ก่อนจะทำหน้าเคร่งขรึมด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “พอเถอะ ๆ พวกเราเปลี่ยนเรื่องกันเถอะไม่ต้องคุยเรื่องชวนเข้าวงการแล้ว แล้วก็ไม่ต้องโทรชวนใครมาด้วยฉันขี้เกียจหาข้ออ้างโน่นนี่ไปเรื่อย...”
เมื่อกลุ่มเพื่อนๆ ได้ยินหญิงสาวกล่าวออกมาเช่นนั้น ก็เห็นทีจะต้องเลิกราแต่เพียงเท่านี้เพราะหากยังไม่หยุด มีหวังอีกฝ่ายคงต้องเดินหนีไม่เปิดโอกาสให้พวกตนได้แหย่เล่นเช่นนี้เป็นแน่... “จ้า ๆ พอก็พอแม่คุณหนูผู้สันโดษ”
“ว่าแต่...ปิดเทอมนี้แกไปทำอะไรมาป่าววะมีน? ทำไมดูสวยขึ้นเป็นกองเลย?” โมกล่าวเปิดประเด็นใหม่ขึ้นมาทันที
“ใช่ ๆ ผิวพรรณก็ดูกระจ่างใสดูดีมีออร่า แถมมีน้ำมีนวลขึ้นนะ...แอบไปมีผัวมาป่าวว้า” อริสาที่สังเกตเห็นเหมือนกันก็ส่งเสียงสนับสนุนฯ
เมื่อได้ยินดังนั้นสองสาวที่เหลือต่างก็หันมาจ้องมองคุณหนูร่างบาง ซึ่งอยู่ในชุดนักศึกษาไซซ์ Sที่สวมกระโปรงพลีทเหนือเข่า โชว์ท่อนแขนท่อนขาขาว ๆ ออกมาให้เห็น ดูน่ารักและเซ็กซี่นิดๆ อย่างตั้งใจ
“บ้าเหรอ!! มองไรกัน?...ฉันเขินนะพวกแก” มีนกล่าวพลางก้มมองสำรวจตัวเอง เพื่อดูว่าเป็นอย่างพวกเพื่อนๆ พูดหรือเปล่า
ทั้ง ๆ ที่หญิงสาวก็อาบน้ำส่องกระจกทุกวันกลับไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่ว่าเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งน้ำหนักที่ตนชั่งอยู่บ่อยๆ ตัวเลขที่วัดได้ก็ยังดูปกติเหมือนเช่นทุกครั้ง ไม่เห็นจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงแต่อย่างใด
เมื่อเห็นอีกฝ่ายสำรวจรูปร่างของตนพร้อมกับมีสีหน้ามึนงงสับสนสาวโมจึงกล่าวขึ้นพร้อมกับเตรียมตั้งท่าโผเข้ากอดหญิงสาวเพื่อเป็นการเอาคืน “แต่แกสวยขึ้นจริงๆ นะ มามะ...น้องสาว มาเป็นของพี่เสียดี ๆ เถอะ”
“ว้าย!บัดสีบัดเถลิง!!” เสียงจากสาวเมย์ สมาชิกอีกคนหนึ่งในแก๊งนางฟ้าฯซึ่งกำลังเดินตรงเข้ามาที่โต๊ะม้าหินอ่อนพร้อมกับสาวหนิง ได้ส่งเสียงอุทานขึ้น หลังจากได้เห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า
“มาสายนะยะหล่อน!!” สี่สาวผู้มาก่อน ต่างก็หยุดทุกกิจกรรมที่ทำอยู่ พร้อมกับหันไปมองผู้มาใหม่ทั้งสองและกล่าวขึ้นเป็นเสียงเดียว
“นี่แค่...แปดโมงครึ่งนิดๆ ยังไม่สี่สิบห้าเลย ฉันเริ่มเรียนคาบแรก 9 โมงโน่น จะรีบมาทำไม? ห๊ะ?!” หนิงพยายามกล่าวแก้ตัว
“บทเดียวกันเป๊ะ...”สาเอ่ยขึ้นมาลอย ๆ
“อะไร?บทเดียวอะไรหรา?” หนิงถามด้วยสีหน้าอันยียวนกวนประสาท
จากนั้นทั้งหกสาวต่างก็พูดคุยเรื่องสัพเพเหระตามประสาสาวๆ ขี้เมาท์ จนเมื่อถึงเวลาเรียน ทุกคนต่างก็แยกย้ายไปเข้าเรียนในวิชาที่ตัวเองได้ลงทะเบียนเอาไว้
หลังเลิกเรียนทุกคนจึงมารวมตัวกันที่ซุ้มนางฟ้าอีกครั้งเนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงกิจกรรมรับน้องใหม่ของมหาวิทยาลัยฯ ดังนั้นบรรดาพวกรุ่นพี่จึงจำเป็นต้องเตรียมตัวกันเป็นพิเศษ เพื่อให้น้อง ๆ ได้รับความประทับใจจากกิจกรรมที่พวกตนจัดให้อย่าง“ไม่รู้ลืม...”
ส่วนสาว ๆแก๊งนางฟ้าต่างก็มีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนกิจกรรม “การซ้อมเชียร์” เพราะถึงอย่างไรทุกคนต่างก็ถือว่าเป็นรุ่นใหญ่ในชมรมเชียร์ฯ ด้วยกันทั้งนั้น…
…………
ช่วงเวลาสองเดือนหลังจากมหาวิทยาลัยได้เปิดภาคการศึกษากว่าสาวมีนจะได้กลับบ้านก็เป็นเวลาไม่ต่ำกว่าสองทุ่ม...แทบจะทุกวัน
เมื่อเป็นเช่นนี้เวลาในการเล่นเกมของหญิงสาวจึงลดลงไปกว่าเดิมหลายเท่า ดังนั้นหลังจากออนไลน์เข้าเกมไปมีนก็ต้องทำงานให้หนักขึ้น ต้องเร่งเก็บระดับด้วยสปีดความเร็วที่มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อชดเชยเวลาออนไลน์ที่ขาดหายไปอีกทั้งบรรยากาศภายในเกมช่วงนี้ ยังดูเหมือนว่า เนื้อเรื่องของเกมคล้ายเดินไปเร็วขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก...จากข้อมูลของตัวเกมเองที่มีการอัปเดตแพชใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง และจากข้อมูลข่าวสารในกระดานข่าวของเกมฯ
แต่จะให้ทำอย่างไรได้...มีนไม่มีเวลาจริงๆ นะ
มีนลดเวลาออนไลน์ลงเหลือแค่วันละ8 ชั่วโมง ตั้งแต่ 4 ทุ่มถึง 6 โมงเช้า ซึ่งเวลาส่วนใหญ่ก็ใช้ไปกับการเก็บระดับถึง6 ชั่วโมง ส่วนอีก 2 ชั่วโมงที่เหลือ มีนเลือกกลับไปยังวิหารแห่งปัญญา เพื่อฝึกฝนการลงอักขระเสริมพลังให้แก่ไอเทมไปพร้อมๆ กับพัฒนาทักษะต่าง ๆ ที่ตนมีอยู่...เป็นประจำทุกวันมิได้ขาด
............