จักรพรรดิเพลิงทะยานสวรรค์

    ตอนที่ 48 ปะทะเดือดศึกตัดสิน 1

    ครบกำหนดเวลาหนึ่งก้านธูปไม่ขาดไม่เกินชายวัยกลางคนก็ประกาศเรียกให้ทั้งสามขึ้นมาบนเวทีก่อนจะกล่าวขึ้นว่า


    "เอาล่ะ กฏการประลองในรอบนี้ก็เป็นเช่นเดียวกับการประลองรอบที่ผ่าน ๆ มา คือ ใครกล่าวคำว่า "ยอมแพ้" หรือหลุดออกจากเขตเวทีประลองก่อนคน ๆ นั้นจะถูกปรับแพ้ในทันที ข้อสองการประลองรอบนี้พวกเจ้าสามารถใช้อาวุธได้เช่นเดิมแต่หากมีการลงมือจนถึงแก่ชีวิตขึ้นมาจะไม่มีการสืบสาวเอาความใด ๆ เพราะถือว่าพวกเจ้าได้ยอมรับกฏกติกาก่อนเริ่มการประลองแล้วและหนึ่งในพวกเจ้าใครที่ยืนหยัดอยู่บนเวทีประลองได้เป็นคนสุดท้ายคนผู้นั้นจะกลายเป็นผู้ชนะและถูกรับเลือกเข้าเป็นศิษย์ของสำนักอัคคีสวรรค์ในทันที"


    ชายวัยกลางคนกล่าวเสียงดังก้องอย่างไม่ช้าไม่เร็วพลางกวาดตามองทั้งสามคนและผู้คนโดยรอบก่อนจะสูดลมหายใจเข้าครั้งและพูดขึ้นว่า 


    "เอาล่ะ..เริ่มการประลองได้!!!"


    สิ้นเสียงของเขาผู้ชมโดยรอบต่างเงียบเสียงลงและจ้องมองขึ้นไปบนเวทีประลองกันตาไม่กระพริบเนื่องจากว่าการประลองในรอบนี้จะเป็นศึกตัดสินว่าใครจะเป็นผู้ที่ได้เข้าเป็นศิษย์ของสำนักอัคคีสวรรค์และได้เปลี่ยนเเปลงโชคชะตาในฐานะผู้วิเศษและหลุดพ้นจากดินแดนดาราที่แล้งแค้นนับจากนี้


    ทั้งสามหลังจากที่ได้ยินเสียงประกาศของชายวัยกลางคนต่างก็ตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้ขึ้นมาทันที พวกเขาจ้องมองใบหน้ากันไปมาแต่ยังไม่มีใครคิดจะเคลื่อนไหวลงมือใด ๆ จนกระทั่งผ่านไปราวห้าลมหายใจมู่เฉินก็เป็นคนแรกที่ขยับเคลื่อนไหว


    เขาชักกระบี่ยาวที่เหน็บไว้ข้างเอวออกมาก่อนจะพุ่งตัวเข้าหาฉินหยางอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งฟาดฟันกระบี่ในมือปลดปล่อยคลื่นเปลวเพลิงอันร้อนระอุโจมตีใส่ฉินหยางอย่างไม่ทันตั้งตัวจนเขาถูกผ่าร่างออกเป็นสองซีกอย่างสยดสยอง


    ผู้คนที่ยืนดูอยู่โดยรอบต่างกรีดร้องด้วยความแตกตื่นบางคนที่ไม่เคยเจอเรื่องราวเช่นนี้มาก่อนต่างพากันเอามือปิดตาด้วยความหวาดกลัว


    หลางเยว่ที่มองเห็นเหตุการณ์อยู่ไม่ไกลเองก็ตกตะลึงกับภาพตรงหน้าไม่ต่างกัน เขาไม่คิดว่าฉินหยางที่สามารถจัดการคู่ต่อสู้ได้ด้วยกระบวนท่าเดียวจะมาถูกมู่เฉินจัดการลงง่ายดายเช่นนี้ แต่มู่เฉินที่เป็นคนลงมือโจมตีกลับแสยะยิ้มเยาะเย้ยและกำลังจะกล่าวคำถากถางดูถูกแต่จู่ ๆ ร่างกายที่ถูกฟันจนขาดครึ่งของฉินหยางก็ค่อย ๆ เลื่อนหายไปและปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งห่างออกไปจากจุดเดิมไม่ไกลราวกับภูติผี


    "อะ...อะไรกัน?"


    มู่เฉินที่กำลังจะยกยิ้มดีใจที่จัดการฉินหยางได้สำเร็จจู่ ๆ ก็ต้องยิ้มค้างและถามขึ้นด้วยความสงสัย


    "ยอดเยี่ยม เป็นท่าร่างเพลิงสงัดที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก "


    ชายชรานามเฉินเทียนกล่าวชมออกมาอย่างไม่คิดปิดบังและแมเว่าเสียงของเขาจะไม่ดังมากนักแต่ผู้คนโดยรอบต่างก็ได้ยินกันอย่างชัดเจน


    "ท่าร่างเพลิงสงัด!? เจ้าได้ยินหรือไม่ เมื่อครู่ผู้อาวุโสผู้แทนกล่าวว่าท่าที่เด็กหนุ่มชื่อฉินหยางนั่นใช้เป็นท่าร่างเพลิงสงัดล่ะ"


    "แล้วท่าร่างเพลิงสงัดมันคือสิ่งใดข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน"


    "เอ่อ...ข้าก็ไม่รู้แต่ถึงขนาดทำให้อาวุโสท่านผู้แทนกล่าวชมเช่นนี้ได้ต้องไม่ใช้เคล็ดวิชาธรรมดา ๆ แน่นอน"


    เสียงผู้คนกล่าวสนทนาเริ่มค่อย ๆ ดังขึ้นทีละน้อยและต่างจ้องมองไปยังฉินหยางที่ยืนอยู่บนเวทีด้วยความอยากรู้ถึงตัวตนของเขา


    "ผู้อาวุโส ท่าร่างเพลิงสงัดนั่นมิใช่ว่าเป็นเคล็ดวิชาการเคลื่อนไหวที่มีความยากระดับ 6 ขั้น สูง เช่นนั้นหรอกรึ? แล้วเด็กหนุ่มบ้านนอกที่ดูเหมือนจะมีพลังอยู่แค่ระดับหลอมรวมขั้นที่หนึ่งเช่นนี้จะสามารถใช้ได้อย่างไร เพราะแม้แต่ข้าเองก็ยังสามารถใช้ได้เพียงผิวเผินเท่านั้น"


    เป็นเจียงเฉินศิษย์นอกอันดับหนึ่งที่เป็นคนเอ่ยปากถามชายชราขึ้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่มาถึงที่นี่


    "เจ้าใช้ไม่ได้ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะใช้ไม่ได้เช่นเดียวกับเจ้าบนโลกใบนี้ถึงมีการแบ่งระดับของผู้มีพรสวรรค์ที่แตกต่างกันออกไปยังไงล่ะ"


    ชายชรากล่าวตอบเสียงเรียบเขาไม่แม้แต่จะหันหน้าไปหาเจียงเฉินเสียด้วยซ้ำ


    "อีกอย่างเด็กคนนั้นไม่ใช่แค่ใช้ได้แต่ยังใช้ได้ถึงขั้นที่เรียกว่า "สมบูรณ์แบบ" เลยเชียวล่ะ"


    ชายชรากล่าวพลางใช้สายตาชื่นชมมองไปยังฉินหยาง 


    "สมบูรณ์แบบนั่นมันจะเป็นไปได้อย่างไร"


    เจียงเฉินกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ


    "หืมม!? หรือเจ้าคิดว่าข้าจะตาถั่วจนมองผิดเช่นนั้นงั้นรึ?"


    ชายชราตอบกลับพรางหันไปมองเจียงเฉินด้วยสีหน้ามืดทะมึนพลังปราณระดับเหนือมนุษย์ขั้นที่ 3 ถูกปลดปล่อยกดทับลงบนร่างของเจียงเฉินจนหน้าของเขาบิดเบี้ยวโดยความเจ็บปวด


    " ผะ..ผู้อาวุโสโปรดใจเย็นลงก่อน ขะ..ข้าไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น.."


    เจียงเฉินทรุดเข่าลงจากที่นั่งและกล่าวออกมาอย่างยากลำบาก ชายชราเห็นดังนั้นจึงดึงพลังปราณกลับก่อนจะแค่นเสียงออกมาครั้งหนึ่งและไม่สนใจเจียงเฉินอีก เขาหันหน้ากลับไปยังเวทีประลองและจ้องมองฉินหยางด้วยสีหน้าครุ่นคิดบางอย่าง


    "หรือว่าท่านผู้นั้นจะเป็นคนถ่ายทอดเคล็ดวิชาท่าร่างเพลิงสงัดให้เด็กคนนี้งั้นรึ? แต่ว่าถ้าเป็นเด็กคนนี้ล่ะก็..อาจจะเป็นไปได้ก็ได้!!"


    ชายชราคิดขึ้นมาในใจก่อนจะกลับไปให้ความสนใจกับการประลองบนเวทีอีกครั้ง


    ตู้ม !!   ตู้ม !!   ตู้ม !!


    บนเวทีประลองในตอนนี้มู่เฉินกำลังฟาดฟันกระบี่ที่ปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงในมือโจมตีใส่ฉินหยางอย่างต่อเนื่อง แต่ฉินหยางเองก็ยังคงใช้ท่าร่างเพลิงสงัดหลบหลีกการโจมตีได้อย่างง่ายดาย


    "ไอ้เด็กเวร!!!  เจ้าคิดจะวิ่งหนีไปถึงเมื่อไหร่กัน"


    มู่เฉินสบถด่าออกมาอย่างฉุนเฉียวและฟาดฟันกระบี่ในมืออย่างไม่หยุดพักแต่ก็ยังไม่สามารถทำอะไรฉินหยางได้


    "อะไรกัน คุณชายมู่ไม่ชอบเล่นไล่จับหรอกรึ?"


    ฉินหยางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ


    มู่เฉินได้ยินที่ฉินหยางพูดก็ยิ่งเดือดดานนี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ฉินหยางกล่าวฉีกหน้าเขาต่อหน้าคนจำนวนมากเช่นนี้


    "เด็กเวร!! รับนี่ไปซะ!!!"


    "กระบี่เพลิงตัดเมฆา"


    มู่เฉินตะโกนก้องปลดปล่อยคลื่นกระบี่อันร้อนระอุพุ่งไปทางฉินหยาง ส่วนตัวเขากลับเคลื่อนตัวออกมาทางด้านข้างหวังจะสร้างการโจมตีสองทางสร้างความลำบากแกเขา


    ทั้งมู่เฉินและคลื่นกระบี่พุ่งไปหาฉินหยางอย่างรวดเร็วแต่ฉินหยางกลับยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่


    ในช่วงที่การโจมตีทั้งสองทางพุ่งเข้ามาใกล้เขาก็ชูมือขึ้นเหนือศีรษะสร้างเปลวเพลิงขนาดเล็กขึ้นมาบนฝ่ามือก่อนที่เขาจะเริ่มบีบอัดและแปรเปลี่ยนรูปร่างให้เป็นกระบี่เพลิงที่มีความยาวราว 15 ชุ่น ออกมาก่อนจะตวัดกระบี่เพลิงในมือฟาดฟันใส่คลื่นกระบี่อันร้อนระอุให้สลายหายไปได้อย่างง่ายดายก่อนที่จะพลิกตัวหันกลับมารับคมกระบี่จากมู่เฉินอย่างพอดิบพบดีราวกับถูกคำนวณเอาไว้แล้ว


    เคร๊ง!!!


    เสียงกระบี่ของมู่เฉินและกระบี่เพลิงที่เกิดการการบีบอัดเปลวเพลิงของฉินหยางเกิดเสียงดังกังวานราวกับเป็นการปะทะกันของเหล็กกล้า


    มู่เฉินรู้สึกตื่นตะลึงในใจแม้ว่าจะรู้ว่าฉินหยางมีฝีมือที่เก่งกาจทั้งยังมีพรสวรรค์ที่เหนือล้ำ แต่ก็ไม่คิดว่าตนที่เป็นผู้วิเศษระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 4 แม้จะใช้กลยุทธ์มากมายเช่นนี้แล้วก็ยังคงไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนใด ๆ ให้เด็กหนุ่มตรงหน้าได้


    ฉินหยางรับกระบี่ของมําเฉินตัวใบหน้านิ่งเรียบก่อนจะพลิกฝ่ามือตวัดกระบี่เพลิงอีกครั้งส่งให้มู่เฉินถึงกับต้องถอยหลังไปไกลหลายจั้งจนเกือบตกลงจากเวทีประลองแต่โชคยังดีที่เขาสามารถพลิกตัวต้านทานไว้ได้


    แม้จะสามารถต้านทานไว้ได้แต่ใบหน้าของเขาก็เริ่มมีเหงื่อผุดซึมขึ้นมาและเริ่มหายใจถี่รัวด้วยความเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด


    "บัดซบ!! มันเป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร"


    มู่เฉินสบถออกมาและกำลังคิดที่จะใช้เม็ดยาระงับปราณอีกครั้ง แต่ในตอนนี้เม็ดยาของเขาเหลืออีกเพียงแค่เม็ดเดียวเท่านั้นเขาจึงคิดให้รอบคอบก่อนที่จะนำออกมาใช้


    เขาใช้จังหวะที่กระโดดหลีกตัวออกห่างจากฉินหยางและพยายามปรับลมหายใจพร้อมทั้งคิดแผนการณที่จะจัดการฉินหยางอย่างรวดเร็ว เมื่อเขาหันมองไปที่บริเวณก็พบว่าหลางเยว่ยังคงยืนนิ่งมองการต่อสู้อยู่มุมหนึ่งของเวทีจึงหันหน้าไปกล่าวกับหลางเยว่ว่า


    "เจ้าชื่อหลางเยว่งั้นสินะ ข้ามีข้อเสนอบางอย่างเจ้าสนใจหรือไม่?"


    หลังจากปรับลมหายใจจนเกือบจะกลับมาเป็นปกติแล้วมู่เฉินก็เปิดปากเอ่ยกับหลางเยว่ที่กำลังกำดาบมองการต่อสู้เมื่อครู่อย่างไม่วางตา


    "ข้อเสนอ? ข้อเสนออันใด?"


    หลางเยว่ถามกลับด้วยสีหน้าสงสัย


    "ข้าอยากให้เจ้าร่วมมือกับข้าช่วยจัดการกับเด็กเหลือขอนั่น"


    มู่เฉินกล่าวพร้อมปรายตาหันมองไปยังฉินหยางที่ยังคงยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยใบหน้าสงบไม่คิดจะกล่าวขัดสิ่งที่มู่เฉินจะทำแต่อย่างใด


    "สู้ไม่ได้ก็คิดจะหาคนมารุมงั้นรึ? เหอะ!!"


    เสวี่ยอวี๋ที่อยู่ในไข่มุกจิตวิญญาณเอ่ยออกมาอย่างเหยียดหยาม ฉินหยางทำเพียงยกยิ้มมุมปากบาง ๆ มองการกระทำของมู่เฉินต่อโดยไม่เอ่ยปากพูดสิ่งใด


    "ร่วมมือกันจัดการเขา?"


    หลางเยว่กล่าวทวนคำของมู่เฉินพร้อมหันหน้ามองไปยังฉินหยางที่ยังคงไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมาราวกับเรื่องที่กำบังสนทนาอยู่ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเขา


    "ถูกต้อง พูดตามตรงว่าเด็กคนนี้ฝีมือร้ายกาจเจ้าก็เห็นแล้วไม่ใช่รึ? การประลองรอบที่ผ่าน ๆ มามันก็สามารถจัดการคู่ต่อสู้ได้เพียงกระบวนท่าเดียว ดังนั้นเจ้ากับข้าจึงต้องร่วมมือกันถึงจะจัดการมันลงได้"


    มู่เฉินพยายามกล่าวเหตุผลเพื่อโน้มน้าวให้หลางเยว่เห็นด้วย


    "ขอปฏิเสธ"


    หลางเยว่กล่าวออกมาเสียงดังอย่างไม่ต้องขบคิดนาน เขาตวัดดาบขึ้นครั้งหนึ่งและปักลงพื้นก่อนจะยกยิ้มอย่างมั่นใจพูดขึ้นว่า


    "ข้าคนเดียวก็สามารถจัดการเขาลงได้แล้วไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือใด ๆ จากเจ้าทั้งนั้น"


    หลางเยว่กล่าวจบก็ยกดาบใหญ่ที่ปักไว้กับพื้นขึ้นมาก่อนจะหันหน้าไปกล่าวกับฉินหยางว่า


    "น้องชายเจ้าช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก ข้าอยากลองประดาบกับเจ้าดูสักครั้งได้หรือไม่"


    "ได้"


    ฉินหยางสบตากับหลางเยว่พร้อมกล่าวตอบสั้น ๆ เพียงคำเดียว


    "ดี!! วิเศษยิ่งนักถ้าเช่นนั้นน้องชายเตรียมรับมือ"


    "คลื่นดาบเพลิงทะลายพสุธา"


    หลางเยว่กระโดดฟาดดาบลงพื้นปลดปล่อยท่าโจมตีใส่ฉินหยางในทันที


    ตู้ม!!!


    เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นกึกก้องกลุ่มควันจากการระเบิดพัดโขมงปกคลุมพื้นที่ส่วนหนึ่งของเวทีประลองจนไม่สามารถมองเห็นสิ่งให้ได้ แต่หลังจากผ่านไปไม่นานเมื่อกลุ่มมควันเริ่มจางก็พบว่าฉินหยางยังคงยืนอยู่ที่เดิมโดยไร้รอยขีดข่วนใด ๆ 


    หลางเยว่ไม่ได้ประหลาดใจกับผลลัพธ์ตรงหน้าแต่อย่างใดเพราะเมื่อครู่เป็นการโจมตีเพื่อลองเชิงเพียงเท่านั้นหลังจากที่เขาเห็นฉินหยางปรากฏตัวออกมาจากกลุ่มควันก็ยกดาบใหญ่ขึ้นมาพุ่งเข้าจู่โจมใส่ฉินหยางอีกครั้งในทันที


    ทางด้านมู่เฉินที่เดิมทีกำลังจะเดือดดานกับคำปฏิเสธของหลางเยว่ แต่เมื่อเห็นว่าจู่ ๆ หลางเยว่ก็พุ่งเข้าปะทะกับฉินหยางก็รู้สึกยินดีขึ้นมาและไม่คิดจะกล่าวตำหนิสิ่งใดออกมา


    หลังจากมีเวลายืนคิดบางอย่างอยู่ครู่หนึ่งเขาก็แสยะยิ้มชั่วร้ายออกมาราวกับขบคิดแผนการณ์บางอย่างขึ้นมาได้....








    ....................................................




    ปล. เคล็ดวิชาที่ผู้วิเศษใช้ในการฝึกฝนมีการแบงระดับความยากง่ายตั้งแต่ 1-9 และแต่ละระดับจะสามารถแยกย่อยอีกเป็น ต้น-กลาง-สูง ตัวอย่างเช่นเคล็ดวิชาท่าร่างเพลิงสงัดที่ฉินหยางใช้เป็นเคล็ดวิชาที่มีความยากระดับ 6 ขั้นสูงซึ่งถือว่ามีความยากในการฝึกฝนที่ค่อนข้างมาก

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิเพลิงทะยานสวรรค์ ที่คุณอ่าน