บทที่ 92 ลงสู่คลื่น
หลังจากชายหนุ่มเข้ามายังประตูทำความเข้าใจมรรควิถี ร่างของชายหนุ่มก็ถูกส่งมายังห้องโถงแห่งหนึ่ง เมื่อชายหนุ่มเดินออกมาปรากฏว่าที่นี่นั้นคือตำหนักลอยฟ้าเหนือมหาสมุทรสีฟ้าคราม
เมื่อสังเกตดูดีๆ ในมหาสมุทรนั้น ไหลวนไปด้วยกฎสวรรค์และมรรควิถีต่างๆ นับไม่ถ้วน และบางพื้นที่นั้นผิวน้ำราบเรียบไร้คลื่นใดๆ แต่ในบางพื้นที่กลับมีคลื่นน้ำเชี่ยวกราก
เมื่อมองไกลออกไป จะเห็นเหล่าศิษย์ทั้งสองสำนักนั่งหลับตาทำความเข้าใจมรรควิถีอยู่บนผิวน้ำทะเลที่ราบเรียบตามจุดต่างๆ เมื่อมองไปยังผู้ที่อยู่ไกลที่สุด ชายหนุ่มก็ยกยิ้มขึ้นมาทันที
ผู้ที่อยู่ไกลที่สุดนั้นนั่นก็คือเจียงเป่านั่นเอง
ในระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังสังเกตสิ่งต่างๆ อยู่นี่เอง
เสียงอันแก่ชราที่เขาเคยได้ยินในประตูฝึกฝนพลังธาตุ ก็ได้ดังขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า
“โอ้...เจ้าหนุ่มที่มีกายกำเนิดเต๋านี่หน่า เหตุใดเจ้าจึงมาที่นี่เร็วนักละ ไม่ใช่ว่าเฒ่าหยินหยางบอกว่าเจ้าไปฝึกฝนที่ประตูฝึกฝนกายหยาบของเจ้ามังกรเฒ่าไม่ใช่รึ เจ้าไม่น่าจะผ่านสายฟ้าของเจ้ามังกรเฒ่านั่นได้เร็วขนาดนี้นี่หน่า”
“ผู้อาวุโส ท่านไม่ได้อยู่ในประตูฝึกฝนพลังธาตุหรอกรึ”
“เฮ้อ ข้าก็ไปได้ทุกที่ในมุกฟ้านิรันดร์นั่นแหละ เจ้าตอบคำถามข้ามาก่อนเถอะเจ้าหนุ่ม”
ชายหนุ่มที่กำลังจะถามต่อ เมื่อได้ยินคำพูดนั้นจึงเลือกที่จะตอบไปก่อน อย่างไรอีกฝ่ายก็น่าจะอาวุโสกว่าเขาไม่น้อย
“ข้าพ่ายแพ้ให้กับจอมยุทธ์ระดับเดียวกันในด่านอเวจีไร้ชีวามาน่ะขอรับ”
“ห๊า!!! เหตุใดผู้ที่มีกายเซียนบรรพกาลถึงได้แพ้กับคู่ต่อสู้ระดับเดียวกันได้ล่ะ”
“ข้ายังพูดไม่จบ ผู้อาวุโส”
“เฮ้อ”
“หลังจากแพ้มาข้าจึงได้รู้ว่าที่ข้าแพ้นั้นสาเหตุหลักคือวิชามรรคที่ข้าสร้างมันยังไม่สมบูรณ์ ข้าจึงคิดจะมาทำความเข้าใจที่นี่เพื่อที่จะทำให้วิชามรรคของข้านั้นสมบูรณ์”
ชายหนุ่มเอ่ยตอบด้วยสีหน้าราบเรียบ
“ห๊า!!!!!”
ครั้งนี้เสียงอันแก่ชรานั้น ประหลาดใจมากกว่าเดิมเสียอีก
“เจ้าบอกว่าเจ้าแพ้ให้กับคู่ต่อสู้ระดับเดียวกัน ตอนนี้เจ้าเป็นราชันย์ยุทธ์ระดับสูงแสดงว่าคู่ต่อสู้ที่เจ้าแพ้คือสตรีลำดับที่สิบใช่หรือไม่”
ได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มจึงพยักหน้ารับ
“ขอรับ มีอันใดที่ท่านต้องตกใจงั้นรึ”
“เจ้าบอกว่าวิชามรรคที่เจ้าสร้างยังไม่สมบูรณ์ใช่หรือไม่ การต่อสู้ที่ผ่านๆ มาเจ้าผ่านมันไปได้อย่างยากเย็นหรือไม่ แล้วเจ้าได้ใช้วิชามรรคอื่นระดับสูงวิชาอื่นด้วยหรือไม่”
“เอาอย่างนี้ เจ้าเล่าประสบการณ์ของเจ้าในด่านอเวจีไร้ชีวาตั้งแต่ต้นจนจบให้ข้าฟังที”
ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็ตอบกลับไปด้วยสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย
“ผู้อาวุโส คือข้ากำลังรีบอยู่นะขอรับ ข้าอยากสร้างวิชามรรคของข้าให้สมบูรณ์โดยเร็ว ข้าค่อยมาเล่าให้ท่านฟังได้หรือไม่”
“หึ้ย...เจ้าเล่ามาเถอะ ไม่ต้องกลัวว่าเจ้าจะเสียเวลา เดี๋ยวข้าผู้นี้จะคอยชี้แนะให้เจ้าเป็นการส่วนตัวเอง”
“อย่าว่าข้าเลยนะผู้อาวุโส ข้าจะเชื่อคำพูดท่านได้เช่นไร ว่าท่านจะคอยชี้แนะข้าและจะชี้แนะข้าได้จริง นอกจากเสียงของท่านข้าก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับท่านเลย”
สิ้นเสียงของชายหนุ่ม เสียงอันฉุนเฉียวของอาวุโสผู้นั้นก็ดังขึ้นมาทันที
“เจ้านี่มันมีตาหามีแววไม่ ในยุคที่สำนักวิถีสวรรค์ยังรุ่งเรืองต่อให้เป็นเซียนจำแลงข้ายังคร้านจะสนใจ พวกเซียนแท้จริงต้องเอาใจข้าตั้งเท่าไหร่เพื่อจะได้รับคำชี้แนะจากข้า แต่นี่ข้าให้เจ้าเล่าเรื่องง่ายๆ เพื่อแลกกับการชี้แนะของข้าเชียวนะ หากเป็นสมัยนั้นเจ้าพวกระดับเซียนจำแลงเซียนแท้จริงคงจะอิจฉาเจ้าจนคลั่งไปแล้ว”
“หากท่านสุดยอดเช่นนั้นจริงๆ เหตุใดท่านยังติดอยู่ในสถานที่แห่งนี้เล่า แล้วสรุปผู้อาวุโสท่านคือใครกันแน่”
ชายหนุ่มเอ่ยออกมาพร้อมกับเงยหน้ามองหมู่เมฆเหนือตำหนัก
“เจ้าเองก็ต้องเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับข้ามาบ้างแล้ว ข้าผู้นี้ก็คือส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณอาวุธที่สามารถควบคุมทุกอย่างในมุกฟ้านิรันดร์ได้ยังไงล่ะ”
“ข้าเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณนั่น ข้าถูกส่งมาดูแลตำหนักแห่งนี้และควบคุมทุกอย่างในที่นี้”
“เฮอะๆ ทีนี้เจ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร”
เสียงนั้นเอ่ยออกมาอย่างภาคภูมิ
“ที่แท้ท่านก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิญญาณอาวุธที่ทุกคนร่ำลือกันนี่เอง”
“ข้าไม่รู้ว่าท่านพูดเรื่องจริงหรือไม่ แต่ความรู้สึกของข้าบอกว่าท่านไม่ได้คิดร้ายอะไรต่อข้า ข้าจะเล่าเรื่องของข้าในด่านอเวจีให้ท่านฟังเอง อย่าลืมที่ท่านสัญญาล่ะผู้อาวุโส”
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป ชายหนุ่มก็เล่าให้จิตวิญญาณอาวุธฟังจนหมด
“เป็นเช่นนี้เอง เป็นเช่นนี้เอง ฮ่าๆๆๆ”
“สหายของเจ้ากับเจ้าก็ช่างกล้าคิดเสียจริง ที่ลดระดับพลังของตนให้เท่ากับคู่ต่อสู้ของเจ้า”
“เจ้าคิดว่า เหล่าจอมยุทธ์ที่อยู่ในอเวจีไร้ชีวา ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบคนนั้นเป็นจอมยุทธ์อัจฉริยะทั่วๆ ไปงั้นรึ”
“สาเหตุที่เจ้ากับสหายของเจ้าแพ้ให้กับคู่ต่อสู้ระดับเดียวกับตัวเองนั้น สาเหตุจริงๆ คือพวกเจ้ายังไม่ได้เข้าถึงระดับสมบูรณ์ของระดับที่เจ้าอยู่อย่างไรล่ะ”
“คู่ต่อสู้ตั้งแต่ลำดับที่หนึ่งร้อย ลงไปทุกคนที่พวกเจ้าเจอสามารถต่อสู้ข้ามระดับได้ทุกคน ยกเว้นแต่ว่าจะไปเจอจอมยุทธ์ที่ต่อสู้ข้ามระดับได้เหมือนกันที่มีระดับพลังสูงกว่า”
“แต่การที่พวกเจ้าลดระดับพลังของตนเองให้เท่าเจ้าพวกนั้นแต่สามารถเอาชนะไปได้ ข้าคงไม่ต้องบอกนะว่ามันมีความหมายว่าอะไร”
“แต่จะว่าไป พวกเจ้าเป็นคนจากสำนักหรือขุมอำนาจใดกันเหตุใดจึงสามารถฝึกอัจฉริยะระดับนี้ได้ถึงสองคน ไม่สิเจ้านั้นมีกายกำเนิดเต๋า ชะตาชีวิตพรสวรรค์ย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว แต่สหายเจ้าผู้นั้นเนี่ยสิไม่ได้มีกายเซียนบรรพกาลแต่เหตุใดถึงได้มีความสามารถถึงเพียงนั้น”
“สมัยนี้ไม่น่าจะมีสำนักใดมีความสามารถขนาดสอนจอมยุทธ์ให้แข็งแกร่งได้ขนาดนี้โดยไม่มีกายเซียนบรรพกาล”
“เอาเถอะเดี๋ยวข้าชี้แนะเจ้าเสร็จข้าค่อยไปดูด้วยตนเองก็ได้”
“เอาล่ะเจ้าหนุ่ม เจ้าเข้าไปทำความเข้าใจได้แล้ว ข้ารีบ”
ชายชราเอ่ยคนเดียวออกมายาวเหยียดและตัดบทให้ชายหนุ่มรับการชี้แนะในทันที
ชายหนุ่มที่อยากจะถามคำถามจิตวิญญาณอาวุธนี้อยู่หลายคำถาม ถึงกับต้องถอนหายใจเมื่อเห็นท่าทีเร่งรีบของจิตวิญญาณอาวุธเฒ่าตนนี้
“เฮ้อ”
“แล้วข้าต้องทำเช่นไรบ้างล่ะผู้อาวุโส ให้ข้ากระโดดไปตรงไหนก็ได้งั้นรึ”
ชายหนุ่มนั้นไม่รู้อะไรในที่นี้เลยอย่างแท้จริง ตัวเขาเข้ามาได้ไม่นาน แค่ออกจากห้องโถงตำหนักมาสักเกตุภายนอกได้ไม่กี่ลมหายใจ จิตวิญญาณอาวุธก็ปรากฏตัวเสียก่อน
“โอ้จริงด้วย ข้าลืมบอกรายละเอียดของที่นี่ให้เจ้าไปเสียได้”
เสียงนั้นเอ่ยออกมาอย่างไร้ความรับผิดชอบ
“ในมิตินี้นั้นนอกจากตำหนักลอยฟ้านี้แล้วก็มีแค่ผืนมหาสมุทรเบื้องหน้าเจ้านี่แหละ”
“เจ้าคงสังเกตแล้วใช่หรือไม่ว่าผืนมหาสมุทรนี้นั้นจะมีจุดที่มีคลื่นแรงและจุดที่ไร้คลื่นพื้นผิวราบเรียบเป็นระยะๆ”
“หากเจ้าสังเกตให้ดีกว่านี้ก็จะเห็นว่า เมื่อผ่านจุดมีคลื่นไปก็จะเป็นจุดราบเรียบต่อจากจุดนั้นก็จะเป็นจุดมีคลื่นอยู่ เป็นแบบนี้ซ้ำๆ กันจนถึงราบเรียบที่หนึ่งร้อย”
“เมื่อเจ้าเลือกจุดราบเรียบของเจ้าได้แล้ว เจ้าแค่นั่งโคจรพลังปราณของเจ้าเข้าไปบนผิวน้ำที่ราบเรียบนั้น”
“วิญญาณของเจ้าก็จะถูกส่งไปในมิติของจุดนั้นๆ อีกที”
“เจ้าคงจะเดาได้สินะ ว่าจุดราบเรียบที่ยิ่งออกไปไกลเท่าไหร่ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำความเข้าใจมรรควิถีก็จะได้ผลดีมากขึ้น”
“ดูอย่างคนผู้นั้นสิ เจ้านั่นฝ่าฟันคลื่นสมุทรไปได้ถึงจุดราบเรียบที่เก้าสิบแปดได้ ข้าเคยเข้าไปถามที่มาของคนผู้นั้นมาแล้ว เขามาจากครอบครัวจอมยุทธเล็กๆ แต่เขานั้นกลับมีพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา”
เมื่อชายหนุ่มมองไปยังทิศทางที่เสียงนั้นบอก ร่างอันคุ้นตาก็ได้ปรากฏขึ้นในสายตาของชายหนุ่ม
“อ๋อ เจียงเป่างั้นรึ นั่นก็เป็นสหายและพี่น้องร่วมสาบานของข้าอีกคนน่ะ”
“หึ้ย เจ้าจะพูดขัดข้าเพื่ออะไร ข้าคร้านจะเอ่ยกับเจ้าแล้วเจ้าลงไปซะ จงฝ่าคลื่นสมุทรให้ได้มากที่สุด”
“ในตอนที่เจ้าฝ่าคลื่นเสร็จข้าถึงจะเริ่มชี้แนะเจ้าได้”
สิ้นเสียงนั้นชายหนุ่มไม่ทันจะได้เอ่ยตอบอันใด พลังปราณในที่นั้นได้ก่อตัวเป็นขาข้างหนึ่งเตะชายหนุ่มลงไปจากตำหนักลอยฟ้า
“ข้าขอดูหน่อยเถอะ ว่าเจ้าผู้ที่มีสายเลือดตระกูลหลิน แถมยังมีกายกำเนิดเต๋าจะไปได้ถึงขั้นไหน”
สิ้นเสียงของจิตวิญญาณอาวุธ
ร่างของชายชราหน้าตาใจดีผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น
“เจ้าทำตัวไร้มารยาทกับเจ้าหนุ่มนั่นเช่นนี้ ไม่กลัวว่าในอนาคตเมื่อเขาแข็งแกร่งขึ้นจะมาเอาคืนเจ้างั้นรึ”
“เหอะ ตาแก่หยินหยางเจ้ากับข้ามีอายุกันตั้งเท่าไหร่แล้ว เหตุใดต้องมากลัวคนรุ่นหลังพวกนี้ด้วย”
“ที่สำคัญข้ามั่นใจว่าเจ้าคนที่ นายท่านทำนายไว้จะไม่มาคิดเล็กคิดน้อยกับอาวุโสอย่างพวกเราหรอกจริงไหม”
ชายชราที่ได้ยินคำพูดของสหายก็อดยกยิ้มขึ้นมาไม่ได้
“ก็จริงของเจ้า”
ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio