คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 164 แผนของทุกคน

            

            ประกาศิตของซูฉางอัน...

            เป็นดั่งปลายพู่กันของตุลาการสูงสุด ที่ขีดเส้นสุดท้ายเป็นเส้นแห่งความเป็นความตายทับชื่อของคนทั้งหลายในที่สุด

            จากนั้น บงกชแห่งพลังก็ฉายแสงสว่างไสวมากขึ้น

            เสียงกรีดร้องของฝูงคนดังสนั่นจนถึงขีดสุดก่อนความเงียบสงัดจะกลับมาปกคลุมอีกครั้ง

            วินาทีนั้น

            ชิ้นส่วนจากร่างกายมนุษย์เกลื่อนกลาดไปทั่วบริเวณ

            โลหิตสาดกระเซ็นราวห่าฝน

            บงกชเปลี่ยนไปเป็นสีแดงก่ำ

            แสงดาราส่องประกายเจิดจ้าราวกับดวงตะวัน

            เด็กหนุ่มผู้นั้นปล่อยผมสยาย ดวงตาเหี้ยมเกรียม

            ราวอสุรกายที่หลุดออกจากการคุมขัง ปานปีศาจแห่งความตายที่ออกอาละวาด

            ความหวาดผวาถูกฉายผ่านทางใบหน้าของยอดฝีมือทั้งสามในที่สุด

            แม้แต่พวกเขาที่มีพลังอยู่ในระดับปราบวิญญาณก็ยังสังหารนักรบระดับอรุณรุ่งจำนวนมากเพียงนี้จนสิ้นซากด้วยเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ เช่นที่ซูฉางอันทำในตอนนี้ไม่ได้เลย

            เมื่อมองพื้นดินที่เต็มไปด้วยชิ้นส่วนมนุษย์ และโลหิตที่ไหลนองราวสายธาร

            วินาทีนั้น ไม่ว่าจะเป็นดาบเก้าผจญ กระบี่สิบทิศ หรือตำราใดๆ...

            ทุกอย่างถูกสลัดออกไปจากสมองจนสิ้น

            ทั้งสามสะดุ้งตกใจ ตั้งท่าเตรียมพุ่งขึ้นเหนือสำนักเทียนหลาน

            ถูกต้อง...

            คนทั้งสาม ผู้เป็นมหาอำนาจอันเลื่องชื่อลือนามแห่งเมืองฉางอัน

            แม้อยู่ต่อหน้าคนที่พวกเขาเคยคิดว่าเป็นเพียงลูกแกะตัวน้อยที่จะฆ่าหรือรังแกอย่างไรก็ได้ในที่สุดพวกเขาก็วางความผยองและเย่อหยิ่งลง เลือกจะหนีออกไปราวสุนัขข้างถนนตัวหนึ่ง

            แต่เห็นได้ชัดว่าซูฉางอันไม่คิดจะปล่อยพวกเขาไป

            ตั้งแต่เริ่มสังหารศิษย์คนแรก ซูฉางอันก็ตัดสินใจแล้วว่าจะฆ่าจนไม่เหลือแม้แต่คนเดียวไม่เช่นนั้น คนที่รอดอาจนำความวุ่นวายมาสู่เขาในภายหลังได้!

            วินาทีที่คนทั้งสามพุ่งออกไป เขาก็กลายร่างเป็นลำแสง พุ่งตามไปเช่นกัน

            ในขณะเดียวกัน แดนอำนาจของเขาก็เริ่มกระจายออกไปรอบด้าน โดยมีเขาเป็นจุดศูนย์กลาง

            แดนอำนาจของซูฉางอัน ไม่ได้กว้างใหญ่อะไรนัก เขากระจายแดนอำนาจออกไปได้ในรัศมีไม่เกินห้าสิบจั้งเท่านั้น

            แดนอำนาจของเขามีเพียงความมืดมน ว่างเปล่าและดวงดาวทั้งเจ็ดที่ลอยเด่นอยู่กลางนภาเท่านั้น

            แน่นอน ทั้งสามไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นด้านนอก สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้คือรีบพุ่งออกไปจากสำนักเทียนหลานให้เร็วที่สุดเพราะพวกเขารู้ดี ว่าหากออกไปจากสำนักเทียนหลานได้ หากอยู่ท่ามกลางฝูงชนต่อให้ซูฉางอันจะบังอาจมากเพียงไหน เขาย่อมไม่กล้าสังหารพวกตนต่อหน้าประชาชนทั้งเมืองอยู่ดี

            เหมือนก่อนหน้านี้ ที่หากไม่มีอำนาจจากจางจื่อวู่พวกเขาก็ไม่กล้าแตะต้องกู่เซี่ยนจวินแม้แต่ปลายเล็บ

            แต่น่าสิ้นหวังเหลือเกิน เพราะไม่ว่าพวกเขาจะพยายามมากเพียงไร ก็ไม่อาจหนีจากแดนอำนาจนามว่าเทียนหลานของซูฉางอันได้และเพราะมีแดนอำนาจบดบัง พวกเขาจึงไม่รู้เสียที ว่าตนหนีออกจากสำนักเทียนหลานสำเร็จหรือยัง

            พวกเขารู้เพียงว่า เด็กหนุ่มผู้นั้นกำลังตามมาติดๆ ราวกับปีศาจร้ายตามอาฆาตไม่ว่าพวกเขาจะรวบรวมพลัง หรือกระจายพลังวิญญาณออกมามากแค่ไหนก็ไม่มีทางสลัดเด็กหนุ่มคนนั้นออกไปได้เลย

            “หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เราต้องแย่แน่ ไม่ว่าช้าหรือเร็ว พลังของเราต้องหมดลงและถูกเด็กนั่นฆ่าอยู่ดี เราแยกกันหนีดีกว่า แบบนั้นอาจยังมีทางรอดอยู่บ้าง”หม่าอันเยี่ยนเช็ดเหงื่อที่ซึมออกมาจากทางหน้าผาก แล้วเสนอขึ้น

            ทว่าอินซานโจ๋วกับจางจื่อวู่กลับมีสีหน้าเปลี่ยนไปในพริบตา

            แม้หม่าอันเยี่ยนจะบุกสำนักเทียนหลานพร้อมกับพวกเขาทั้งยังคิดจะแย่งสมบัติของสำนักเทียนหลานไปครอง แต่ที่ผ่านมาหม่าอันเยี่ยนไม่เคยมีความแค้นใดๆ กับซูฉางอันมาก่อน

            หากทั้งสามหนีไปด้วยกัน ซูฉางอันอาจเกรงกลัวในพลังของคนทั้งสามอยู่บ้างจึงอาจไม่ลงมือต่อพวกเขา แต่หากแยกกันไป ซูฉางอันต้องไล่สังหารพวกเขาทีละคนๆจนหมดแน่ ซึ่งคนแรกที่เขาจะกำจัดเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากจางจื่อวู่และอินซานโจ๋วที่เคยมีความแค้นกับซูฉางอัน

            ทั้งสองนึกด่าหม่าอันเยี่ยนในใจ แต่ก็หาเหตุผลโต้แย้งข้อเสนอของหม่าอันเยี่ยนไม่ได้

            ทว่าหม่าอันเยี่ยนที่อยู่ในเมืองฉางอันมานาน ก็หาใช่คนใสซื่ออะไร เพียงมองคราแรกเขาก็รู้แล้วว่าทั้งสองกำลังคิดอะไรอยู่เช่นนั้น เขาไม่รอช้า รีบยกมือขึ้นประสานกันเป็นเชิงคารวะ จากนั้นกล่าวขึ้น“เราควรตัดสินใจให้เด็ดขาดในยามที่จำเป็น ไม่ควรลังเลราวกับหญิงใจโลเล”

            หลังพูดจบ เขาก็พุ่งหลบไปอีกทาง ไม่สนว่าคนทั้งสองจะคิดอย่างไร

            คนทั้งสองสบถด่าขึ้นในใจ แต่ก็พบว่า หลังจากที่หม่าอันเยี่ยนพุ่งหลบออกไปซูฉางอันที่ตามมาก็เพิ่มความเร็วขึ้นทันที

            “อินซานโจ๋ว เจ้าสุนัขเฒ่า! ตายเสียเถอะ!” เขาตวาดเสียงดังสนั่นพลันกระบี่สิบทิศที่ลอยอยู่เหนือหัวกลายเป็นลำแสง พุ่งเข้าหาอินซานโจ๋วราวกับลูกศรถูกยิงออกไปขณะที่ดาบในมือก็ระเบิดแสงขึ้นอย่างเจิดจ้า ก่อนแสงเหล่านั้นจะก่อตัวขึ้นจนกลายเป็นดาบขนาดใหญ่ในที่สุด

            เมื่อได้ยินดังนั้น จางจื่อวู่ก็หัวใจกระตุกวูบ ซูฉางอันกำลังบอกกับเขาว่าเป้าหมายของซูฉางอันเป็นอินซานโจ๋วนั่นเอง

            แน่นอน เขารู้ดีว่าทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ ก็คือการร่วมมือกับอินซานโจ๋วและหม่าอันเยี่ยนเพื่อต่อสู้กับซูฉางอันแบบสามรุมหนึ่งแต่หม่าอันเยี่ยนกลับวางแผนทุกอย่างเอาไว้แล้วเขารู้ดีว่าแม้การร่วมมือสู้จะมีทางรอดอยู่บ้าง แต่ดูจากพลังที่ซูฉางอันแสดงออกมาอย่างไรเสีย พวกเขาก็ต้องมีคนบาดเจ็บล้มตายสักคนสองคนเป็นอย่างน้อยอยู่ดีแต่ในทางกลับกัน หากแยกตัวออกไป ซูฉางอันต้องพุ่งเป้าไปที่อินซานโจ๋วกับจางจื่อวู่ที่เคยมีความแค้นต่อกันแน่เหตุนี้ หม่าอันเยี่ยนจึงเลือกหนีไปอีกทางซึ่งเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยมากกว่านั่นเอง

            เมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อให้เขากับอินซานโจ๋วจะร่วมมือกันก็มีโอกาสชนะซูฉางอันเพียงน้อยนิด

            เหตุนี้ หลังลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้แล้ว

            “ผู้อาวุโสอิน ข้าจะช่วยล่อเจ้าชั่วนั่นออกไปเอง แบบนั้นท่านต้องหนีไปได้แน่ เมื่อถึงตอนนั้น อย่าลืมแก้แค้นแทนข้าด้วย” หลังพูดจบจางจื่อวู่หัวใจกระตุกวูบ พุ่งหลบออกไปอีกทาง โดยไม่สนว่าอินซานโจ๋วจะคิดอย่างไรอีก

            เขารู้ดี ว่าเมื่ออินซานโจ๋วตาย เป้าหมายต่อไปของซูฉางอันย่อมเป็นตนแน่เหตุนี้ หลังตัดสินใจดังนั้น เขาก็ไม่ให้ความสนใจ หรือหันไปมองอินซานโจ๋วอีกเพียงรวบรวมพลังวิญญาณทั้งหมดเอาไว้ แล้วพุ่งหนีออกไปอย่างสุดความสามารถทันที

            ในขณะเดียวกัน จู่ๆ ซูฉางอันก็เผยประกายรอยยิ้มออกมา

            จริงอยู่ ที่เขาบรรลุพลังแห่งแดนอำนาจด้วยความบังเอิญตั้งแต่ครั้งเพิ่งก้าวขึ้นมาเป็นนักรบระดับไท่ยีแล้ว

            แต่แดนอำนาจของเขายังไม่สมบูรณ์แบบ แม้แต่ในตอนนี้ การกระจายแดนอำนาจออกมาก็ยังเป็นเรื่องที่ยากลำบากและหนักหนาเหลือเกิน อีกอย่าง ความจริงแล้วการรับมือกับนักรบระดับอรุณรุ่งหลายร้อยคนเมื่อครู่ ก็ทำให้พลังวิญญาณของเขาลดลงไปกว่าครึ่งทีเดียวเหตุนี้ เขาย่อมรู้ดีแก่ใจว่าตนไม่มีทางเอาชนะยอดฝีมือระดับปราบวิญญาณถึงสามคนพร้อมกันได้

            ดังนั้น เขาจึงไล่ตามคนทั้งสามอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พวกเขารู้สึกกดดัน

            สิ่งที่ซูฉางอันคิดอยู่ก็คือ คนทั้งสามล้วนเป็นคนเจ้าเล่ห์กันทั้งสิ้นหากยังไม่มั่นใจว่าซูฉางอันแข็งแกร่งเพียงใด พวกเขาไม่มีทางสู้ตายกับซูฉางอันแน่เพราะมันเสี่ยงเกินไป อีกอย่าง คนทั้งสามต่างมีแผนการและความเจ้าเล่ห์ของตนทั้งสิ้นหากเขาเพิ่มแรงกดดันเข้าไปเรื่อยๆ ไม่แน่ พวกเขาอาจแยกกันออกไปก็ได้

            และผลก็เป็นไปตามที่เขาคาดเอาไว้ ทั้งสามมีแผนของตน และแยกกันออกไปจริงๆ

            คนเหล่านี้คิดว่าตัวเองฉลาดที่สุด แต่สุดท้ายต้องมาตายเพราะความทะนงตน...ซูฉางอันคิดขึ้นในใจ

            และในตอนนั้น บัดนี้ กระบี่สิบทิศพุ่งไปประชิดร่างของอินซานโจ๋วแล้ว

            เมื่อรู้ว่าหนีไม่พ้น อินซานโจ๋วจึงระเบิดรังสีอำมหิตขึ้นในใจ

            เขาคำรามดังลั่นก่อนแขนเพียงข้างเดียวที่ยังเหลืออยู่จะเปลี่ยนมาเป็นกรงเล็บ ตุ้บ...กรงเล็บที่แหลมคมปัดกระบี่ที่พุ่งเข้ามาหาพร้อมกับพลังที่น่าสะพรึงออกไปแล้ว

            สิ่งที่เกิดขึ้นช่างง่ายดายเหลือเกิน เดิมที เขาคิดว่า ด้วยพลังกระบี่แสนมหาศาลที่เข้าโจมตีหากเขาต้องการต้านเอาไว้ คงต้องทุ่มพลังทั้งหมด หรืออาจต้องทุ่มชีวิตลงเลยทีเดียวแต่คิดไม่ถึงว่ากระบี่นี้จะมีดีแต่รูป ดูคล้ายทรงพลัง ทว่าแท้จริงแล้วกลับมีพลังโจมตีต่ำเหลือเกิน

            เขาที่เดิมทีเคยทำใจรอรับความตายมาแล้ว เริ่มประกายความหวังขึ้นอีกครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่าการต่อสู้ก่อนหน้านี้อาจทำให้ซูฉางอันหมดแรงไปแล้วก็ได้แต่ที่เขายังระเบิดพลังออกมาราวีไม่เลิก ก็เพราะต้องการจะสร้างภาพลวงตาข่มขู่ให้พวกเขาหวาดกลัวเท่านั้น

            หากลองทบทวนอีกที ด้วยพลังระดับคุมพิภพแค่สังหารนักรบระดับอรุณรุ่งหลายร้อยคนได้ ก็นับเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อพอแล้วยิ่งไปกว่านั้น เหตุใดก่อนหน้านี้ เขาถึงเอาแต่ไล่ตามคนทั้งสามแต่กลับไม่ยอมลงมือเสียที...

            เมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้ เขาก็มั่นใจในสิ่งที่คิดมากขึ้น...ซูฉางอันหมดแรงแล้ว

            ความปีติยินดีประกายขึ้นบนใบหน้าชรา

            “เจ้าหนุ่มตระกูลซู มาตายเสียดีๆ !”อาจเป็นเพราะความหวังในการเอาชีวิตรอด เขาระเบิดความกล้าหาญขึ้นในพริบตาพลังวิญญาณในร่างถูกกระจายออกไปอย่างบ้าคลั่ง เขาพุ่งกรงเล็บขวาไปที่ซูฉางอันทันที

            ที่น่ายินดีก็คือ ในวินาทีนั้น จู่ๆ ซูฉางอันก็ผุดรังสีแห่งความตื่นตระหนกขึ้นทางใบหน้าจากนั้นรีบหมุนตัว แล้วทำท่าราวกำลังจะหนีไป

            อินซานโจ๋วมั่นใจมากขึ้นหลายเท่าตัว เขาเร่งความเร็วขึ้น พุ่งโจมตีซูฉางอันอย่างทรงพลังทันที

            ซูฉางอันหยุดนิ่งอยู่กับที่ด้วยท่าทางตกตะลึง ราวหวาดกลัวอินซานโจ๋วจนทำอะไรไม่ถูก

            กระทั่งกรงเล็บพุ่งเข้าไปใกล้จนอยู่ห่างจากใบหน้าอ่อนเยาว์เพียงไม่ถึงหนึ่งคืบเท่านั้น

            ความตื่นเต้นหลังหนีเอาชีวิตรอดมาได้ ทำให้ใบหน้าของอินซานโจ๋วบิดเบี้ยวไปหมดเขารู้สึกราวได้เห็นภาพของซูฉางอันร้องขอชีวิตอย่างน่าเวทนาอยู่ตรงหน้าแล้ว

            แต่ภาพจินตนาการเช่นนี้ก็อยู่ได้เพียงไม่นานเท่านั้น

            เพราะจู่ๆ ความตกตะลึงและหวาดกลัวก็สลายหายไปจากใบหน้าของซูฉางอัน โดยมีรอยยิ้มที่เย็นยะเยือกเข้ามาแทนที่

            อินซานโจ๋วสะดุ้งตกใจ ยังไม่ทันได้ตั้งสติ กระบี่คมกริบก็แทงเข้าที่แผ่นหลังและทะลุออกมาทางหน้าอกเสียแล้ว

            กรงเล็บของเขาหยุดลงในจุดที่อยู่ห่างจากใบหน้าของซูฉางอันเพียงไม่ถึงคืบภายใต้ความตื่นตะลึงและค้างคาใจ

            “เจ้า...”

            ยังไม่ทันที่ได้พูดอะไรออกมา กระบี่ที่เคยถูกเขากระแทกจนลอยกระเด็นก็พุ่งอ้อมไปทางด้านหลังภายใต้การควบคุมของซูฉางอัน และเมื่อเสียงคำรามแห่งกระบี่ดังขึ้นปลายกระบี่ก็แทงทะลุออกมาจากร่างของอินซานโจ๋วเสียแล้ว

            วินาทีนั้น หัวใจแหลกกระจาย อินซานโจ๋วกลายเป็นศพที่ล้มลงตลอดกาลในเสี้ยววินาที

            ซูฉางอันจับกระบี่เอาไว้อีกครั้ง ก่อนจะกระตุกมือสลัดหยดเลือดที่เปื้อนอยู่บนนั้นออกไปจนหมด

            จากนั้น แววตาอ่อนเยาว์ก็เปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกอีกครั้ง คนหนุ่มหันไปมองทิศที่จางจื่อวู่พุ่งหนีไปพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ

            “ถึงตาเจ้าแล้ว... ใต้เท้าจางจื่อวู่ที่เคารพ”

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน