ประกาศิตของซูฉางอัน...
เป็นดั่งปลายพู่กันของตุลาการสูงสุด ที่ขีดเส้นสุดท้ายเป็นเส้นแห่งความเป็นความตายทับชื่อของคนทั้งหลายในที่สุด
จากนั้น บงกชแห่งพลังก็ฉายแสงสว่างไสวมากขึ้น
เสียงกรีดร้องของฝูงคนดังสนั่นจนถึงขีดสุดก่อนความเงียบสงัดจะกลับมาปกคลุมอีกครั้ง
วินาทีนั้น
ชิ้นส่วนจากร่างกายมนุษย์เกลื่อนกลาดไปทั่วบริเวณ
โลหิตสาดกระเซ็นราวห่าฝน
บงกชเปลี่ยนไปเป็นสีแดงก่ำ
แสงดาราส่องประกายเจิดจ้าราวกับดวงตะวัน
เด็กหนุ่มผู้นั้นปล่อยผมสยาย ดวงตาเหี้ยมเกรียม
ราวอสุรกายที่หลุดออกจากการคุมขัง ปานปีศาจแห่งความตายที่ออกอาละวาด
ความหวาดผวาถูกฉายผ่านทางใบหน้าของยอดฝีมือทั้งสามในที่สุด
แม้แต่พวกเขาที่มีพลังอยู่ในระดับปราบวิญญาณก็ยังสังหารนักรบระดับอรุณรุ่งจำนวนมากเพียงนี้จนสิ้นซากด้วยเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ เช่นที่ซูฉางอันทำในตอนนี้ไม่ได้เลย
เมื่อมองพื้นดินที่เต็มไปด้วยชิ้นส่วนมนุษย์ และโลหิตที่ไหลนองราวสายธาร
วินาทีนั้น ไม่ว่าจะเป็นดาบเก้าผจญ กระบี่สิบทิศ หรือตำราใดๆ...
ทุกอย่างถูกสลัดออกไปจากสมองจนสิ้น
ทั้งสามสะดุ้งตกใจ ตั้งท่าเตรียมพุ่งขึ้นเหนือสำนักเทียนหลาน
ถูกต้อง...
คนทั้งสาม ผู้เป็นมหาอำนาจอันเลื่องชื่อลือนามแห่งเมืองฉางอัน
แม้อยู่ต่อหน้าคนที่พวกเขาเคยคิดว่าเป็นเพียงลูกแกะตัวน้อยที่จะฆ่าหรือรังแกอย่างไรก็ได้ในที่สุดพวกเขาก็วางความผยองและเย่อหยิ่งลง เลือกจะหนีออกไปราวสุนัขข้างถนนตัวหนึ่ง
แต่เห็นได้ชัดว่าซูฉางอันไม่คิดจะปล่อยพวกเขาไป
ตั้งแต่เริ่มสังหารศิษย์คนแรก ซูฉางอันก็ตัดสินใจแล้วว่าจะฆ่าจนไม่เหลือแม้แต่คนเดียวไม่เช่นนั้น คนที่รอดอาจนำความวุ่นวายมาสู่เขาในภายหลังได้!
วินาทีที่คนทั้งสามพุ่งออกไป เขาก็กลายร่างเป็นลำแสง พุ่งตามไปเช่นกัน
ในขณะเดียวกัน แดนอำนาจของเขาก็เริ่มกระจายออกไปรอบด้าน โดยมีเขาเป็นจุดศูนย์กลาง
แดนอำนาจของซูฉางอัน ไม่ได้กว้างใหญ่อะไรนัก เขากระจายแดนอำนาจออกไปได้ในรัศมีไม่เกินห้าสิบจั้งเท่านั้น
แดนอำนาจของเขามีเพียงความมืดมน ว่างเปล่าและดวงดาวทั้งเจ็ดที่ลอยเด่นอยู่กลางนภาเท่านั้น
แน่นอน ทั้งสามไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นด้านนอก สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้คือรีบพุ่งออกไปจากสำนักเทียนหลานให้เร็วที่สุดเพราะพวกเขารู้ดี ว่าหากออกไปจากสำนักเทียนหลานได้ หากอยู่ท่ามกลางฝูงชนต่อให้ซูฉางอันจะบังอาจมากเพียงไหน เขาย่อมไม่กล้าสังหารพวกตนต่อหน้าประชาชนทั้งเมืองอยู่ดี
เหมือนก่อนหน้านี้ ที่หากไม่มีอำนาจจากจางจื่อวู่พวกเขาก็ไม่กล้าแตะต้องกู่เซี่ยนจวินแม้แต่ปลายเล็บ
แต่น่าสิ้นหวังเหลือเกิน เพราะไม่ว่าพวกเขาจะพยายามมากเพียงไร ก็ไม่อาจหนีจากแดนอำนาจนามว่าเทียนหลานของซูฉางอันได้และเพราะมีแดนอำนาจบดบัง พวกเขาจึงไม่รู้เสียที ว่าตนหนีออกจากสำนักเทียนหลานสำเร็จหรือยัง
พวกเขารู้เพียงว่า เด็กหนุ่มผู้นั้นกำลังตามมาติดๆ ราวกับปีศาจร้ายตามอาฆาตไม่ว่าพวกเขาจะรวบรวมพลัง หรือกระจายพลังวิญญาณออกมามากแค่ไหนก็ไม่มีทางสลัดเด็กหนุ่มคนนั้นออกไปได้เลย
“หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เราต้องแย่แน่ ไม่ว่าช้าหรือเร็ว พลังของเราต้องหมดลงและถูกเด็กนั่นฆ่าอยู่ดี เราแยกกันหนีดีกว่า แบบนั้นอาจยังมีทางรอดอยู่บ้าง”หม่าอันเยี่ยนเช็ดเหงื่อที่ซึมออกมาจากทางหน้าผาก แล้วเสนอขึ้น
ทว่าอินซานโจ๋วกับจางจื่อวู่กลับมีสีหน้าเปลี่ยนไปในพริบตา
แม้หม่าอันเยี่ยนจะบุกสำนักเทียนหลานพร้อมกับพวกเขาทั้งยังคิดจะแย่งสมบัติของสำนักเทียนหลานไปครอง แต่ที่ผ่านมาหม่าอันเยี่ยนไม่เคยมีความแค้นใดๆ กับซูฉางอันมาก่อน
หากทั้งสามหนีไปด้วยกัน ซูฉางอันอาจเกรงกลัวในพลังของคนทั้งสามอยู่บ้างจึงอาจไม่ลงมือต่อพวกเขา แต่หากแยกกันไป ซูฉางอันต้องไล่สังหารพวกเขาทีละคนๆจนหมดแน่ ซึ่งคนแรกที่เขาจะกำจัดเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากจางจื่อวู่และอินซานโจ๋วที่เคยมีความแค้นกับซูฉางอัน
ทั้งสองนึกด่าหม่าอันเยี่ยนในใจ แต่ก็หาเหตุผลโต้แย้งข้อเสนอของหม่าอันเยี่ยนไม่ได้
ทว่าหม่าอันเยี่ยนที่อยู่ในเมืองฉางอันมานาน ก็หาใช่คนใสซื่ออะไร เพียงมองคราแรกเขาก็รู้แล้วว่าทั้งสองกำลังคิดอะไรอยู่เช่นนั้น เขาไม่รอช้า รีบยกมือขึ้นประสานกันเป็นเชิงคารวะ จากนั้นกล่าวขึ้น“เราควรตัดสินใจให้เด็ดขาดในยามที่จำเป็น ไม่ควรลังเลราวกับหญิงใจโลเล”
หลังพูดจบ เขาก็พุ่งหลบไปอีกทาง ไม่สนว่าคนทั้งสองจะคิดอย่างไร
คนทั้งสองสบถด่าขึ้นในใจ แต่ก็พบว่า หลังจากที่หม่าอันเยี่ยนพุ่งหลบออกไปซูฉางอันที่ตามมาก็เพิ่มความเร็วขึ้นทันที
“อินซานโจ๋ว เจ้าสุนัขเฒ่า! ตายเสียเถอะ!” เขาตวาดเสียงดังสนั่นพลันกระบี่สิบทิศที่ลอยอยู่เหนือหัวกลายเป็นลำแสง พุ่งเข้าหาอินซานโจ๋วราวกับลูกศรถูกยิงออกไปขณะที่ดาบในมือก็ระเบิดแสงขึ้นอย่างเจิดจ้า ก่อนแสงเหล่านั้นจะก่อตัวขึ้นจนกลายเป็นดาบขนาดใหญ่ในที่สุด
เมื่อได้ยินดังนั้น จางจื่อวู่ก็หัวใจกระตุกวูบ ซูฉางอันกำลังบอกกับเขาว่าเป้าหมายของซูฉางอันเป็นอินซานโจ๋วนั่นเอง
แน่นอน เขารู้ดีว่าทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ ก็คือการร่วมมือกับอินซานโจ๋วและหม่าอันเยี่ยนเพื่อต่อสู้กับซูฉางอันแบบสามรุมหนึ่งแต่หม่าอันเยี่ยนกลับวางแผนทุกอย่างเอาไว้แล้วเขารู้ดีว่าแม้การร่วมมือสู้จะมีทางรอดอยู่บ้าง แต่ดูจากพลังที่ซูฉางอันแสดงออกมาอย่างไรเสีย พวกเขาก็ต้องมีคนบาดเจ็บล้มตายสักคนสองคนเป็นอย่างน้อยอยู่ดีแต่ในทางกลับกัน หากแยกตัวออกไป ซูฉางอันต้องพุ่งเป้าไปที่อินซานโจ๋วกับจางจื่อวู่ที่เคยมีความแค้นต่อกันแน่เหตุนี้ หม่าอันเยี่ยนจึงเลือกหนีไปอีกทางซึ่งเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยมากกว่านั่นเอง
เมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อให้เขากับอินซานโจ๋วจะร่วมมือกันก็มีโอกาสชนะซูฉางอันเพียงน้อยนิด
เหตุนี้ หลังลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้แล้ว
“ผู้อาวุโสอิน ข้าจะช่วยล่อเจ้าชั่วนั่นออกไปเอง แบบนั้นท่านต้องหนีไปได้แน่ เมื่อถึงตอนนั้น อย่าลืมแก้แค้นแทนข้าด้วย” หลังพูดจบจางจื่อวู่หัวใจกระตุกวูบ พุ่งหลบออกไปอีกทาง โดยไม่สนว่าอินซานโจ๋วจะคิดอย่างไรอีก
เขารู้ดี ว่าเมื่ออินซานโจ๋วตาย เป้าหมายต่อไปของซูฉางอันย่อมเป็นตนแน่เหตุนี้ หลังตัดสินใจดังนั้น เขาก็ไม่ให้ความสนใจ หรือหันไปมองอินซานโจ๋วอีกเพียงรวบรวมพลังวิญญาณทั้งหมดเอาไว้ แล้วพุ่งหนีออกไปอย่างสุดความสามารถทันที
ในขณะเดียวกัน จู่ๆ ซูฉางอันก็เผยประกายรอยยิ้มออกมา
จริงอยู่ ที่เขาบรรลุพลังแห่งแดนอำนาจด้วยความบังเอิญตั้งแต่ครั้งเพิ่งก้าวขึ้นมาเป็นนักรบระดับไท่ยีแล้ว
แต่แดนอำนาจของเขายังไม่สมบูรณ์แบบ แม้แต่ในตอนนี้ การกระจายแดนอำนาจออกมาก็ยังเป็นเรื่องที่ยากลำบากและหนักหนาเหลือเกิน อีกอย่าง ความจริงแล้วการรับมือกับนักรบระดับอรุณรุ่งหลายร้อยคนเมื่อครู่ ก็ทำให้พลังวิญญาณของเขาลดลงไปกว่าครึ่งทีเดียวเหตุนี้ เขาย่อมรู้ดีแก่ใจว่าตนไม่มีทางเอาชนะยอดฝีมือระดับปราบวิญญาณถึงสามคนพร้อมกันได้
ดังนั้น เขาจึงไล่ตามคนทั้งสามอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พวกเขารู้สึกกดดัน
สิ่งที่ซูฉางอันคิดอยู่ก็คือ คนทั้งสามล้วนเป็นคนเจ้าเล่ห์กันทั้งสิ้นหากยังไม่มั่นใจว่าซูฉางอันแข็งแกร่งเพียงใด พวกเขาไม่มีทางสู้ตายกับซูฉางอันแน่เพราะมันเสี่ยงเกินไป อีกอย่าง คนทั้งสามต่างมีแผนการและความเจ้าเล่ห์ของตนทั้งสิ้นหากเขาเพิ่มแรงกดดันเข้าไปเรื่อยๆ ไม่แน่ พวกเขาอาจแยกกันออกไปก็ได้
และผลก็เป็นไปตามที่เขาคาดเอาไว้ ทั้งสามมีแผนของตน และแยกกันออกไปจริงๆ
คนเหล่านี้คิดว่าตัวเองฉลาดที่สุด แต่สุดท้ายต้องมาตายเพราะความทะนงตน...ซูฉางอันคิดขึ้นในใจ
และในตอนนั้น บัดนี้ กระบี่สิบทิศพุ่งไปประชิดร่างของอินซานโจ๋วแล้ว
เมื่อรู้ว่าหนีไม่พ้น อินซานโจ๋วจึงระเบิดรังสีอำมหิตขึ้นในใจ
เขาคำรามดังลั่นก่อนแขนเพียงข้างเดียวที่ยังเหลืออยู่จะเปลี่ยนมาเป็นกรงเล็บ ตุ้บ...กรงเล็บที่แหลมคมปัดกระบี่ที่พุ่งเข้ามาหาพร้อมกับพลังที่น่าสะพรึงออกไปแล้ว
สิ่งที่เกิดขึ้นช่างง่ายดายเหลือเกิน เดิมที เขาคิดว่า ด้วยพลังกระบี่แสนมหาศาลที่เข้าโจมตีหากเขาต้องการต้านเอาไว้ คงต้องทุ่มพลังทั้งหมด หรืออาจต้องทุ่มชีวิตลงเลยทีเดียวแต่คิดไม่ถึงว่ากระบี่นี้จะมีดีแต่รูป ดูคล้ายทรงพลัง ทว่าแท้จริงแล้วกลับมีพลังโจมตีต่ำเหลือเกิน
เขาที่เดิมทีเคยทำใจรอรับความตายมาแล้ว เริ่มประกายความหวังขึ้นอีกครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่าการต่อสู้ก่อนหน้านี้อาจทำให้ซูฉางอันหมดแรงไปแล้วก็ได้แต่ที่เขายังระเบิดพลังออกมาราวีไม่เลิก ก็เพราะต้องการจะสร้างภาพลวงตาข่มขู่ให้พวกเขาหวาดกลัวเท่านั้น
หากลองทบทวนอีกที ด้วยพลังระดับคุมพิภพแค่สังหารนักรบระดับอรุณรุ่งหลายร้อยคนได้ ก็นับเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อพอแล้วยิ่งไปกว่านั้น เหตุใดก่อนหน้านี้ เขาถึงเอาแต่ไล่ตามคนทั้งสามแต่กลับไม่ยอมลงมือเสียที...
เมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้ เขาก็มั่นใจในสิ่งที่คิดมากขึ้น...ซูฉางอันหมดแรงแล้ว
ความปีติยินดีประกายขึ้นบนใบหน้าชรา
“เจ้าหนุ่มตระกูลซู มาตายเสียดีๆ !”อาจเป็นเพราะความหวังในการเอาชีวิตรอด เขาระเบิดความกล้าหาญขึ้นในพริบตาพลังวิญญาณในร่างถูกกระจายออกไปอย่างบ้าคลั่ง เขาพุ่งกรงเล็บขวาไปที่ซูฉางอันทันที
ที่น่ายินดีก็คือ ในวินาทีนั้น จู่ๆ ซูฉางอันก็ผุดรังสีแห่งความตื่นตระหนกขึ้นทางใบหน้าจากนั้นรีบหมุนตัว แล้วทำท่าราวกำลังจะหนีไป
อินซานโจ๋วมั่นใจมากขึ้นหลายเท่าตัว เขาเร่งความเร็วขึ้น พุ่งโจมตีซูฉางอันอย่างทรงพลังทันที
ซูฉางอันหยุดนิ่งอยู่กับที่ด้วยท่าทางตกตะลึง ราวหวาดกลัวอินซานโจ๋วจนทำอะไรไม่ถูก
กระทั่งกรงเล็บพุ่งเข้าไปใกล้จนอยู่ห่างจากใบหน้าอ่อนเยาว์เพียงไม่ถึงหนึ่งคืบเท่านั้น
ความตื่นเต้นหลังหนีเอาชีวิตรอดมาได้ ทำให้ใบหน้าของอินซานโจ๋วบิดเบี้ยวไปหมดเขารู้สึกราวได้เห็นภาพของซูฉางอันร้องขอชีวิตอย่างน่าเวทนาอยู่ตรงหน้าแล้ว
แต่ภาพจินตนาการเช่นนี้ก็อยู่ได้เพียงไม่นานเท่านั้น
เพราะจู่ๆ ความตกตะลึงและหวาดกลัวก็สลายหายไปจากใบหน้าของซูฉางอัน โดยมีรอยยิ้มที่เย็นยะเยือกเข้ามาแทนที่
อินซานโจ๋วสะดุ้งตกใจ ยังไม่ทันได้ตั้งสติ กระบี่คมกริบก็แทงเข้าที่แผ่นหลังและทะลุออกมาทางหน้าอกเสียแล้ว
กรงเล็บของเขาหยุดลงในจุดที่อยู่ห่างจากใบหน้าของซูฉางอันเพียงไม่ถึงคืบภายใต้ความตื่นตะลึงและค้างคาใจ
“เจ้า...”
ยังไม่ทันที่ได้พูดอะไรออกมา กระบี่ที่เคยถูกเขากระแทกจนลอยกระเด็นก็พุ่งอ้อมไปทางด้านหลังภายใต้การควบคุมของซูฉางอัน และเมื่อเสียงคำรามแห่งกระบี่ดังขึ้นปลายกระบี่ก็แทงทะลุออกมาจากร่างของอินซานโจ๋วเสียแล้ว
วินาทีนั้น หัวใจแหลกกระจาย อินซานโจ๋วกลายเป็นศพที่ล้มลงตลอดกาลในเสี้ยววินาที
ซูฉางอันจับกระบี่เอาไว้อีกครั้ง ก่อนจะกระตุกมือสลัดหยดเลือดที่เปื้อนอยู่บนนั้นออกไปจนหมด
จากนั้น แววตาอ่อนเยาว์ก็เปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกอีกครั้ง คนหนุ่มหันไปมองทิศที่จางจื่อวู่พุ่งหนีไปพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
“ถึงตาเจ้าแล้ว... ใต้เท้าจางจื่อวู่ที่เคารพ”