อันที่จริงต่อให้เย่จื่อเฟิงไม่บอก พวกมันก็พร้อมจะแสดงอานุภาพหมาหมู่กันอยู่แล้ว แต่เมื่อเย่จื่อเฟิงท้าทายบอกให้พวกมันมัดรวมกันเข้ามาเลย ผลที่ได้กลับตรงข้าม
" มัดรวมกันเข้ามาเลย? เจ้าคิดจะรับมือกับเราแบบหนึ่งต่อห้าเช่นนั้นหรือ เย่จื่อเฟิง!!! เจ้ามันโอหังเกินไปแล้ว! "
" หยุดกล่าวไร้สาระกับมันได้แล้ว ถ้ามันอยากให้พวกเราทุกคนเข้าไปพร้อมกัน พวกเราก็สงเคราะห์มันสักหน่อย ดูซิว่ามันจะฝีปากกล้าได้อีกสักกี่น้ำ"
ท่าทีของเย่จื่อเฟิงยังคงสุขุมเยือกเย็น แผ่กลิ่นอายซึ่งเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน อันที่จริงเขาไม่ชอบรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าตนเอง แต่ในเมื่อคนอ่อนแอเช่นนี้อยากหลุมฝังศพตัวเอง เขาผู้มีจิตใจเมตตาย่อมไม่ขัดศรัทธาที่จะตอบสนอง ดังนั้นเย่จื่อเฟิงจึงไม่มีเหตุผลที่จะปล่อยพวกมันไป
" ถ้าพวกเจ้าไม่กลัว ก็เข้ามาลองสักหน่อยเป็นไง? "
" พี่หลิน..." ลูกน้องสองคนของหวางหลินสะดุ้งเฮือก มองไปทางเย่จื่อเฟิงแล้วหันกลับมามองหวางหลินรอคําสั่ง
หวางหลินสีหน้าหมองคล้ำถมึงทึง " อย่าโง่ไปหน่อยเลย เย่จื่อเฟิงมันตัวคนเดียว จะไปกลัวมันทำไม? รีบเอาอาวุธออกมา! "
หลังจากที่หวางหลินออกคําสั่ง พรรคพวกทั้งสี่ของมันก็หยิบพลองขึ้นมาชี้ไปที่เย่จื่อเฟิง พวกมันเคยรุมซ้อมคนมานักต่อนักแล้ว แต่เพราะพวกมันไม่ต้องการเอาชีวิตผู้ใด ดังนั้นพวกมันจึงใช้แค่ไม้พลองเป็นอาวุธเท่านั้น
เมื่อเย่จื่อเฟิงเช่นนี้ก็ส่ายหัวมิได้
"พวกเราต่างก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์เช่นเดียวกัน เช่นนั้นควรจะใช้ลมปราณตัดสิน ไม่เห็นต้องใช้อาวงอาวุธต่อสู้เสมือนต่างคนธรรมดาที่ไม่มีวรยุทธ์ด้วยเล่า? "
หวางหลินหัวเราะ " ฮ่าๆๆ เหลวไหลสิ้นดี สําหรับผู้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับกำเนิดปราณขั้นที่ห้า ลมปราณจะอ่อนกําลังไม่เสถียรมั่นคงเช่นเจ้า การใช้อาวุธย่อมต้องดีกว่าการใช้ลมปราณเป็นไหนๆ "
เย่จื่อเฟิงหัวเราะ " ถ้าเช่นนั้นก็แล้วแต่ ทว่าอย่ามาโทษข้าในภายหลัง ว่าเหตุใดพอสู้กับข้าแล้วลมปราณของพวกเจ้าถึงได้ดูไร้น้ำยา และในวันนี้ข้าจะสั่งสอนพวกเจ้าให้ได้รู้ว่าผู้มีฝีมือต่ำกว่ากำเนิดปราณขั้นที่ 5 เวลาโกรธเป็นเช่นไร "
" เจ้าปากสุนัขเย่จื่อเฟิง แกมันช่างรนหาที่ตายนัก!! " หวางหลินไม่อาจข่มความโทสะในใจของตนได้ เขาส่งสัญญาณให้คนทั้งห้าพุ่งโจมตีใส่เย่จื่อเฟิงทันที
"ฮ่าๆๆ … ยอดเยี่ยมมาก! "
เย่จื่อเฟิงประสานมือในท่ามุทรา ขณะคํารามกึกก้องปลดปล่อยเพลงหมัดออกไป กระโจนเข้าใส่ชายผู้โชคร้ายตรงเบื้องหน้า เพียงแค่ปล่อยเพลงหมัดก็สามารถทำให้ไม้พลองของอริศัตรูแตกหักได้อย่างง่ายดาย หมัดลุ่นๆ ของเขากระแทกเข้าใส่หน้าอกของมันอย่างจัง ฉับพลันนั้นเอง อั่ค! พรวดดด!!! ความรุนแรงของเพลงหมัดทำให้มันกระอักโลหิตออกมาในทันทีทันใด โดยไม่อาจหายใจเข้าออกได้สะดวกนัก ทำได้เพียงพ่นโลหิตออกมา ใช้ฝ่ามือกุมไปที่ทรวงอกที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด อวัยวะภายในของมันบอบช้ำอย่างหนัก
"ยังไม่จบ" หลังจากปลดปล่อยเพลงหมัดออกไปแล้ว ทันใดนั้นเขาก็ใช้เท้าเหยียบขยี้ไปที่แขนของมัน ต่อจากนั้นก็รัวเพลงหมัดอัดเข้าใส่หน้าอกมันอีก 2-3 ครั้ง ฉับพลันเจ้าหวางหลินก็ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนราวกับสุกรถูกเชือด ก่อนหน้านี้หวางหลินกับพรรคพวกร่วมก๊วนมาดหมายระบายความโกรธแค้น ชนิดแค้นนี้ต้องได้รับการชำระ ทว่าเย่จื่อเฟิงได้เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์มาเป็นอย่างดี ฉะนั้นยามที่เขาถูกปิดล้อมจึงสามารถหลบหลีกออกมาจากวงล้อมได้อย่างง่ายดาย
ในเวลานี้หนึ่งในห้าของพวกมัน ได้วิ่งหนีกระเจิดกระเจิงวิ่งหางจุกตูดหายไปด้วยความหวาดกลัว ความจริงแล้วพื้นฐานฝึกตนของพวกมันก็อยู่ในระดับเดียวกับหวางหลินผู้เป็นหัวโจก เย่จื่อเฟิงได้งัดยุทธ์วิธีแบบดั้งเดิมของตนเองออกมาใช้ ด้วยการข่มขวัญคู่ต่อสู้ด้วยการจัดการผู้ที่มีฝีมือแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มให้สิ้นซาก หลังจากเข้าโจมตีรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาดก็สามารถสยบศัตรูได้อย่างง่ายดาย! เขาได้ใช้พลังอำนาจที่เด็ดขาดเหนือกว่าสยบศัตรูผู้ซึ่งเป็นหัวโจก ทำให้เหล่าสมุนอีกอีก 4 คน พากันหวาดกลัวจนขี้หดตดหายเลยทีเดียว
"เหลืออีกสี่..." เย่จื่อเฟิงยิ้ม
" เดี๋ยวนะถ้าจำไม่ผิดเส้นลมปราณของมันพิการจนใช้ลมปราณมิได้ไม่ใช่หรือ แล้วมันใช้เพลงยุทธ์กระบวนท่านั้นได้อย่างไร? ตั้งแต่เริ่มการต่อสู้มันก็โจมตีด้วยท่วงท่าเด็ดขาด ราวกับมือสังหารผู้เจนศึก" เมื่อได้เห็นเย่จื่อเฟิงลงมือ พวกมันก็เริ่มหวาดกลัวจับจิตจับใจ
" อย่างพวกเจ้าหาได้ใช่คู่ต่อสู้ของข้า ดังนั้นข้าขอรับรองได้เลยว่าคนต่อไปที่เข้ามาโจมตีข้า มันผู้นั้นจะต้องบาดเจ็บสาหัสแบบที่เรียกว่าไม่ตายก็คางเหลือง! "
เย่จื่อเฟิงกำหมัดแน่นอยู่ในท่าตั้งรับ ยืนประจันหน้ากับพวกมันทั้ง 4 อย่างเด็ดเดี่ยวอาจหาญ โดยไม่ลืมที่จะปลดปล่อยแรงกดดันออกไป เช่นเดียวกับที่ใช้กับหวางหลินใส่พวกมันทั้ง 4
หวางหลินหันไปมองพรรคพวกทางซ้ายและขวา ก่อนจะพบว่าสีหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว กระอักกระอ่วนไม่กล้าเคลื่อนไหว จุดเด่นของพวกมันคือความสามารถข่มเหงรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าไม่ว่าจะเป็น สุนัข , สตรี , คนชรา , คนป่วยขี้โรคสำหรับพวกมันแล้วถือเป็นเรื่องที่ถนัดนักแล แต่แล้วเมื่อพวกมันต้องพบเจอกับเย่จื่อเฟิง ผู้แข็งแกร่งทั้งภายนอกภายใน จึงทำให้พวกมันรู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง
" เจ้าไปสิ! "
" ไฉนต้องเป็นข้าด้วย? เหตุใดเจ้าไม่เข้าไปเองเล่า!? " พวกมันต่างโต้เถียงกันไปมา และไม่มีผู้ใดยอมเสนอหน้าอาสาโจมตี
" เจ้าไป! " หวางหลินผลักพรรคพวกในกลุ่มออกไปด้านหน้า หนึ่งคน มันผู้นั้นถูกสายตาของเย่จื่อเฟิงสะกดข่มจนไม่กล้าขยับขาก้าวไปข้างหน้า ทำได้เพียงหันกลับมามองหวางหลินด้วยสายตาวิงวอน
" ไอ้พวกขยะไร้ประโยชน์ ไม่เอาไหนกันสักคน ในเมื่อไม่กล้าไปคนเดียวก็ไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ? "
หวางหลินโยนไม้พลองทิ้งไว้ด้านข้าง แล้วใช้หมัดสะบั้นวายุพุ่งเข้าโจมตีฝ่ายตรงข้าม ส่วนผู้อื่นหาได้สนใจว่าเย่จื่อเฟิงจะเป็นหรือตาย พวกมันพยายามงัดกระบวนท่าที่คิดว่าแข็งแกร่งที่สุดโจมตีเข้าใส่เย่จื่อเฟิงในเวลาเดียวกัน
"ข้าก็บอกไปตั้งนานแล้วว่าให้เข้ามาพร้อมกันเลย มัวแต่ลีลายึกยักกันอยู่ได้ ... เข้ามาเลยไอ้พวกหมาหมู่! "
เย่จื่อเฟิงชูกําปั้นขึ้นมาอย่างช้าๆ โคจรลมปราณมาไว้ที่ต้นแขนเรากับมังกรกำลังโอบรัดแขนของเขา ทันใดนั้นก็ปรากฏเป็นแสงสีทองเรืองๆ ออกมา
" ลมปราณหลอมรวมจนบังเกิดเป็นแสงสีทอง? จะ... เจ้า ไม่ได้อยู่ระดับกำเนิดปราณขั้นที่สามหรอกรึ? เจ้ายกระดับมาถึงขั้นที่สี่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? " หวางหลินตื่นตระหนกตกใจเป็นอย่างมาก คราวที่แล้วมันถูกเย่จื่อเฟิงที่อยู่ขั้นที่สามเล่นซะน่วมมาแล้วครั้งหนึ่ง ในครั้งนี้มันได้พาสมุนขั้นที่สี่กับขั้นที่ห้าติดตามมาด้วยกลุ่มหนึ่ง แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าเย่จื่อเฟิง กลับยกระดับขึ้นสู่ขั้นที่สี่เช่นเดียวกัน!
เมื่อหมัดของเย่จื่อเฟิงอัดกระแทกลงผืนพสุธาอย่างรุนแรง แสงสีทองประกายก็พวยพุ่งเข้าใส่พื้นดิน บังเกิดเป็นสุรเสียงดังสนั่นเลือนลั่น ผืนแผ่นดินใต้เท้าเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างฉับพลัน ลุกลามเป็นรอยแตกร้าวยาวกว่าหนึ่งจั้งตรงด้านหน้าของเย่จื่อเฟิง และเมื่อเขาแหงนหน้าขึ้นก็พบว่าแผ่นหินขนาดยักษ์ตั้งตระหง่านขึ้นมา ขณะที่หวางหลินกับพรรคพวกของมันมุ่งตรงเข้ามา
" ไอหย๋าาา∼ แย่หน่อยนะสหาย ดูเหมือนพวกเจ้าจะรู้ตัวช้าเกินไป " เย่จื่อเฟิงส่ายศีรษะ พลังทั่วร่างที่ถูกรวบรวมไว้ที่จุดเดียว แล้วอัดกระแทกพลังทั้งหมดเข้าไปที่หินยักษ์ ส่งผลให้ก้อนหินขนาดยักษ์ระเบิดออกทันที เศษหินที่แตกกวาดกระเด็นไปทั่วทุกทิศทาง
สิ่งที่เกิดขึ้นทําให้หวางหลินกับพรรคพวก ตกอยู่ไหนอาการงุนงงเป็นไก่ตาแตก ก่อนหน้านี้พลังหมาหมู่ของพวกมันคว้าชัยชนะทุกครั้ง แต่สถานการณ์ตอนนี้ดันพลิกกลับตาลปัตร แน่นอนว่าพวกมันไม่อาจไหวตัวได้ทัน ส่งผลให้เศษหินน้อยใหญ่อัดกระแทกเข้าใส่พวกมันในทันที สิ่งที่แย่ไปกว่านั้นก็คือบางส่วนของแผ่นหินก้อนยักษ์ดันกดทับลงบนล่างของพวกมันจนยากจะขยับเขยื้อน อาการบาดเจ็บที่พวกมันได้รับคงต้องเรียกว่า หากไม่ตายก็คางเหลือง! ยิ่งกลุ่มของพวกที่ล้วนเป็นคุณหนูฐานะร่ำรวยแต่สันดานเสีย ไม่เคยต้องแบกหามหรือรับอะไรที่หนักหน่วง เมื่อประสบพบเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้นับเป็นหายนะอย่างใหญ่หลวงในชีวิตของพวกมัน!
ส่วนบางคนก็ลอยละลิ่วปลิวละล่องไปพร้อมก้อนหินตามแรงอัดกระแทก ก่อนจะตกลงสู่ผืนปฐพีดัง แอ๊ก!!! เมื่อเห็นเย่จื่อเฟิงชะโงกหน้ามาจากหลังโขดหิน มันผู้นั้นก็ส่งเสียงกรีดร้องราวกับเจอภูตผี เตรียมจะสับขาวิ่งหนีใส่เกียร์สุนัขเต็มกำลัง ทว่าเย่จื่อเฟิงก็คว้าหมับมาที่คอเสื้อ กระชากร่างของมันเหวี่ยงลงไปที่พื้นอีกครั้ง โชคร้ายที่ส่วนหัวของมันอัดกระแทกใส่เศษก้อนหิน ทำให้เลือดอาบศีรษะไปตามระเบียบ ส่งผลให้มันเริ่มมีอาการวิงเวียนคล้ายจะเป็นลม
"เหลืออีกสาม..." เย่จื่อเฟิงจ้องไปที่หวางหลินอย่างเฉยชา ราวกับว่าเขาไม่ใช่คนที่กำลังถูกแก๊งหมาหมู่ของพวกมันรุมล้อม
หวางหลินส่ายศีรษะแล้วตะโกนออกไปด้วยโทสะอันพลุ่งพล่าน "เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางที่เจ้าจะอยู่ในระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 4 กระทั่งพวกเราก็อยู่ในขั้น 4 ขั้น 5 แล้วไอ้เศษสวะอย่างเจ้า จะทะลวงจุดตีบตันไล่หลังพวกเรามาอย่างรวดเร็วเช่นนี้ได้อย่างไร? "
เย่จื่อเฟิงหัวเราะอย่างเย็นชา " หึหึ เรื่องขี้ปะติ๋วน่ะสหาย เพราะพวกเจ้าบางคนไม่คิดที่จะฝึกฝนอย่างจริงจัง หลงระเริงลำพองใจกับพื้นฐานฝึกตนในปัจจุบันที่ตนเองมี อีกทั้งยังเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระอย่างจับกลุ่มไปรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า ในเมื่อวันนี้เจ้ากลายเป็นผู้อ่อนแอเป็นหมาขี้แพ้ เจ้าจะมาตีอกชกตัว โทษฝ่ายตรงข้ามได้อย่างไร? "
แววตาของหวางหลินเต็มไปด้วยความประหลาดใจ " ถึงพวกเราจะอ่อนแอ แต่ก็แข็งแกร่งกว่าไอ้ขยะไร้ค่าอย่างเจ้า..."
เย่จื่อเฟิงมองมันด้วยสายตาลึกลับแล้วยิ้ม
" ข้าจะบอกอะไรให้เจ้าฟังไว้อย่าง แล้วจำใส่กะโหลกเอาไว้ให้ดีๆ ว่า เย่จื่อเฟิงในอดีตกับคนปัจจุบันนั้นต่างกัน! "
หวางหลินอึ้งจนตัวเกร็ง ได้แต่กัดริมฝีปากเพราะกล่าวอันใดไม่ออก
ในมุมมองของเย่จื่อเฟิง ต่อให้พวกมันคิดกลยุทธ์์การต่อสู้แบบห้ารุมหนึ่งก็เปล่าประโยชน์ เพราะพวกมันไม่ศึกษาทำความเข้าใจกับฝ่ายศัตรูเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังไร้ซึ่งแบบแผน การต่อสู้ของพวกมันจึงไม่ต่างจากมวยวัดมวยตลาด ไร้ซึ่งความน่ากลัวใดๆ ทั้งสิ้น
" พี่หลินยังจะสู้ต่ออีกเหรอ? เกรงว่าพวกเราคงไม่ใช่คู่มือของมัน "
" ใช่แล้วพี่หลิน แค่เริ่มต้นเจ้าเย่จื่อเฟิงก็จัดการเราจนล้มคว่ำไม่เป็นท่าเช่นนี้ นอกจากนี้พี่น้องทั้งสองของเราก็หมดสภาพที่จะต่อสู้ได้อีก! "
หวางหลินจ้องไปที่พวกมันด้วยสายตาเกรี้ยวกราด " ไอ้พวกขี้ขลาด!!! พวกเจ้าทั้งสองรับเหรียญทองค่าจ้างจากข้าไปแล้ว ตอนนี้พวกเจ้ายังไม่สามารถเอาชนะมันได้ตามที่ตกลงกันไว้ แล้วจะวิ่งหนีหางจุกตูดไปได้อย่างไร? "
เย่จื่อเฟิงยิ้มแล้วมองคนทั้งสองที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าหวางหลิน
" พวกเจ้าอยากจะหนีเช่นนั้นหรือ? ก็เอาเลย...ในเมื่อเจ้ากับมันหาได้มีความแค้นใดๆ ต่อกัน ถ้าอยากจะไปก็เชิญ แต่สำหรับข้าหวางหลินยังมีบัญชีแค้นต้องสะสาง! " หลังจากที่มันกล่าวประโยคนี้เย่จื่อเฟิงก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารอย่างรุนแรงของมัน
ยามนี้พวกมันทั้งสองสีหน้าหมองคล้ำหดหู่ หันมามองหน้ากันและกันจากนั้นก็กัดฟันกล่าวว่า
ความแข็งแกร่งของเย่จื่อเฟิงมันราวกับปีศาจ แต่เพียงแค่คำพูดไม่กี่คำกลับสามารถปลุกสัญชาติสัญญาณดิบของพวกมัน ให้กลับมาฮึกเหิมต่อสู้อีกครั้ง ในเวลานี้จิตใจของพวกมันสงบลงมาก ช่างเป็นคำพูดที่เหมาะเจาะเสียจริงๆ นับว่าจ่าฝูงพวกหมาหมู่มีวาทศิลป์ไม่เบา เพียงแค่นี้ก็สามารถแบ่งมิตรศัตรูได้อย่างชัดเจน แต่ท้ายที่สุดทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เมื่อพรรคพวกของมันพูดออกมาว่า
" ก็ได้ พี่หลินถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวก่อน! "
" ท่านพี่หลินให้อภัยพวกเราด้วย เอาไว้วันหน้าถ้ามีเรื่องอะไรพวกเราจะช่วยเหลือท่านอย่างเต็มที่"
สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวมากที่สุดหาใช้ศัตรูที่ทรงพลัง แต่เป็นการถูกพวกเดียวกันเองหักหลังทรยศ ความรู้สึกของหวางหลินยามนี้ท้อแท้สิ้นหวังเป็นอย่างยิ่ง
" ถ้าวันนี้พวกเจ้าทั้งสองหันหลังให้ข้า ต่อจากนี้อย่าหวังว่าพวกเจ้าจะได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลหวางของข้าอีก! นับแต่นี้ไปพวกเจ้าไม่ต้องมาเรียกข้าว่าพี่อีก! "
" หากเจ้าต้องการจะตัดขาดความสัมพันธ์ก็ตามใจ ในเมืองเหลยโจวนี้ไม่ได้มีตระกูลหวางเพียงตระกูลเดียว ยังมีตระกูลเซียวที่กำลังรุ่งโรจน์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งดีกว่าคนหลงตัวเองอย่างเจ้า! " ทั้งสองคนย่อมตระหนักดีว่าไม่มีทางที่จะได้ร่วมมือกับหวางหลินอีก จึงกล่าวความในใจทั้งหมดที่มีออกไป
" จะ เจ้า! " หวางหลินโกรธจนแทบลมจับ
เย่จื่อเฟิง ได้ฟังพวกมันกล่าวว่าร้ายหวางหลินอีกสองสามประโยคในที่สุดเขาก็เหลืออดและกล่าวขึ้นว่า
"หุบปาก แล้วรีบไสหัวไป! " เย่จื่อเฟิงไม่ต้องการให้มือตัวเองแปดเปื้อนด้วยการลดตัวมาจัดการกับสุนัขสองตัวนี้ แต่ถ้าพวกมันยังคงกล่าววาจาเหลวไหลไม่เลิก เขาก็คงต้องจัดการพวกมันด้วยตัวเอง
"ไปเร็ว รีบไปกันเร็วพวกเรา" ทั้งสองเห็นเย่จื่อเฟิง มองพวกมันด้วยสายตาเย็นยะเยียบ ก็รีบสับเกียร์สุนัขวิ่งหนีทันที
"เหลืออีกหนึ่ง..."
เมื่อหวางหลินเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี พลิกจากหน้าเป็นหลัง มันก็เตรียมตัวจะวิ่งหลบหนีเช่นกัน ทว่าเย่จื่อเฟิงก็คว้าตัวมันไว้
"หวางหลิน เรื่องของเรายังสะสางยังไม่จบ เจ้าจะรีบหนีไปไหน? "
จบตอน