King of world ราชันแห่งพิภพ

    บุก!

    แกร่ก! เสียงกิ่งไม้แห้งที่ตกอยู่บนพื้นถูกรองเท้าเหล็กหนักอึ้งเหยียบจนหักดังขึ้น มอนเตอร์กระรอกที่กำลังแทะลูกไม้อยู่พลันชูหูขึ้นหันขวับไปมองที่ต้นเสียง จากนั้นมันก็ร้องเสียงแหลมวิ่งงุดๆหนีหายเข้าไปในโพรง ทหารกล้านายหนึ่งโผล่มายืนอยู่ที่กลางป่าโปร่ง เขากวาดตามองซ้ายขวาด้วยท่าทางระแวดระวัง อย่างไรก็ตามต่อให้รอบข้างดูเงียบสงบเพียงใด แต่นายทหารผู้นี้กลับไม่กล้าลดการระวังลง เขาโก่งตัวลงทำท่าราวกับจะอ้วก “โอ๊กกกก!”ก้อนกลมๆสีขาวนับร้อยทะลักออกมาจากปากของเขาหล่นไปกองอยู่บนพื้น ทั้งน้ำย่อยและน้ำลายที่ติดอยู่ทำให้กองวัตถุกลมปริศนาดูน่ารังเกียจ ในวินาทีถัดมาก้อนกลมๆสีขาวที่กองทับถมกันอยู่ก็เกิดการเคลื่อนไหว พวกมันพากันลอยตัวขึ้นมาและกระพริบปริบๆ ใช่แล้ว! พวกมันก็คือลูกตานั่นเอง ลูกตานับร้อยลอนล่องรอบตัวนายทหารช้าๆพลางกระพริบตาไม่หยุด เขายกมือเช็ดน้ำลายที่มุมปาก จากนั้นเขาจึงสั่งการให้ลูกตาเหล่านั้นพุ่งกระจัดกระจายไปรอบๆด้วยความเร็วสูง
    ลูกตาเหล่านั้นพุ่งทะยานผ่านผืนป่า เคลื่อนที่หลบหลีกต้นไม้ใบหญ้าที่ขวางกั้นอยู่อย่างคล่องแคล่วโดยเน้นให้เกิดเสียงน้อยที่สุด เพียงไม่กี่วินาทีลูกตาเหล่านั้นก็เดินทางไปได้ไกลกว่า 100 กิโลเมตร นายทหารหลับตาลง ภาพจากทุกสิ่งอย่างที่ดวงตานับร้อยนั้นมองเห็นพลันถูกส่งเข้ามาในห้วงความคิดเขา โฮกกก! หนึ่งในภาพที่เขาเห็นนั้นก็คือภาพมอนเตอร์ที่มีลักษณะเหมือนเสือผสมหมาป่ากำลังวิ่งไล่กวดหนึ่งในดวงตาที่เขาส่งไปอย่างสนุกสนาน นายทหารที่ยืนหลับตาอยู่ขมวดคิ้ว เท้าที่เคยอยู่เฉยๆเตะก้อนหินก้อนใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆให้ลอยขึ้นระดับศีรษะ ก่อนที่เจ้าตัวจะยกมือขึ้นดีดนิ้วเข้าใส่หินก้อนนั้นทั้งที่หลับตาอยู่ ปัง! หินก้อนใหญ่หายไปในบัดดล! มันลอยข้ามผ่านระยะทางร่วม 100 กิโลเมตรราวกับดาวตกก่อนจะพุ่งเข้ากระแทกศีรษะของมอนเตอร์ตัวนั้นเต็มเหนี่ยวส่งผลให้ศีรษะของมันแตกกระจายออกเลือดสาดกระจายไปรอบๆ จากพลังที่แสดงออกบ่งบอกว่าเขานั้นเป็นนักรบกลายพันธุ์ และไม่ใช่นักรบกลายพันธุ์ธรรมดาแต่เป็นถึงนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2! นายทหารนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 ยืนหลับตานิ่งอีกพักหนึ่งก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาหันหลังไปมองที่ประตูวาร์ปที่เปิดทิ้งไว้แล้วส่งเสียงเข้าไปข้างในว่า “ไม่มีศัตรูซุ่มโจมตี! ออกมาได้!”สิ้นคำก็มีขาข้างหนึ่งก้าวออกมาจากประตูวาร์ปนับร้อยบานที่ตั้งเรียงราย เสียงกิ่งไม้แห้งที่ตกอยู่แตกหักดังกร๊อบแกร๊บไม่ขาดสาย ต่อจากนั้นไม่นานจากเสียงเหยียบกิ่งไม้เบาๆก็แปรเปลี่ยนเป็นเสียงตบเท้าอย่างพ้อมเพรียงของทหารหลายแสน! ผืนแผ่นดินสั่นสะเทือน ใบไม้ร่วงหล่นลงมาเกรียวกราว มอนเตอร์จำนวนมากพากันวิ่งหนีตายฉุกละหุกเร่งหนีออกจากกองทัพที่น่าหวาดกลัวให้เร็วที่สุด และผู้ที่ออกมาจากประตูวาร์ปคนสุดท้ายก็คือเมดิส หนึ่งผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งกองทัพกวางล้างเผ่าพันธุ์มูนควีน!
    ที่ข้างประตูวาร์ปแต่ละบานนั้นจะมีคนประจำอยู่ เมื่อเห็นว่าเมดิสเดินออกมาแล้วพวกเขาก็โค้งตัวลงพูดด้วยความนอบน้อมว่า
    “หมดหน้าที่ของพวกข้าแล้ว พวกข้าขอตัวก่อนขอรับ”กล่าวจบพวกเขาก็หันหลังเดินเข้าประตูบานใครบานมันพร้อมกับประตูวาร์ปที่เลือนหายไป
    เมดิสเหล่ตามองหน่วยผู้ใช้มิติที่พากันกลับไปเงียบๆ
    หน่วยผู้ใช้มิติคือหน่วยที่เผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนจัดตั้งขึ้นโดยการรวบรวมผู้ใช้มิติจากทั่วสารทิศ
    หน้าที่ของหน่วยผู้ใช้มิติก็ได้แก่ ย่นระยะเวลาการเดินทัพ ขนส่งเสบียงรวมถึงยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นต่อส่งคราม
    การมีอยู่ของหน่วยผู้ใช้มิติทำให้กองทัพของเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนถูกขนานนามว่าเป็นกองทัพอันดับหนึ่งของโลก มีหลายเผ่าพันธุ์ที่พ่ายแพ้ให้กับเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนด้วยผลงานของหน่วยผู้ใช้มิติ
    การโจมตีสายฟ้าแลบ ทิศทางการโจมตีที่ยากคาดเดา กองทัพศัตรูที่โผล่กลางเมือง เสบียงและอาวุธที่ไร้ขีดจำกัด...
    ตัวแปรที่สำคัญในสงครามหลายอย่างไร้ผลเมื่ออยู่ต่อหน้าหน่วยผู้ใช้มิติ
    เผ่าพันธุ์อื่นๆพยายามลอกเลียนแบบเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนโดยการสร้างหน่วยผู้ใช้มิติของเผ่าพันธุ์ตนขึ้น แต่ก็ไม่มีหน่วยผู้ใช้มิติของเผ่าพันธุ์ใดที่จะทรงพลังเทียบเท่ากับหน่วยผู้ใช้มิติของเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียน
    ทรัพยากรจำนวนมหาศาลที่เผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนใช้ล่อลวงเหล่าผู้ใช้มิติ ทำให้ไม่มีใครอยากไปที่อื่น
    อีกอย่างใช่ว่าผู้ใช้มิติจะสามารถหาได้ง่ายๆดังผักตามท้องตลาด ถึงอย่างไรผู้ใช้มิติก็เป็นถึงอาชีพขั้นสูงที่จะมีเฉพาะผู้ที่แข็งแกร่งมากพอเท่านั้นถึงจะผ่านบททดสอบได้
    แต่พวกเขาเหล่านั้นจะมีสักกี่คนที่อยากจะเลือกอาชีพผู้ใช้มิติ?
    ในเมื่อต่อให้เป็นผู้ใช้มิติได้ พวกเขาจะมีค่าอันใดมากกว่าการเป็นคนส่งของ
    สิ่งนี้ทำให้มีคนทั้งชื่นชมและดูถูกผู้ใช้มิติ
    กระทั่งเมดิสเองลึกๆในใจก็มีความรู้สึกเหยียดหยามต่อเหล่าผู้ใช้มิติเช่นกัน
    แต่เขาหารู้ไม่ว่า...ร่างในชุดคลุมข้างๆเขานั้นก็เป็นผู้ใช้มิติผู้หนึ่งเช่นกัน!
    ตั้งแต่ก้าวขาออกมาจากประตูวาร์ปของคนอื่นที่ไม่ใช่ของตนเอง วาสไม่ได้แสดงท่าทางอะไรทั้งสิ้น
    เขาไม่ได้สนใจหน่วยผู้ใช้มิติ ไม่ได้สนใจเมดิส ไม่ได้สนใจกองทัพนับแสน...
    สิ่งที่เขาสนใจก็คือพื้นที่ตรงหน้า
    “พวกมันอยู่ไหน...”วาสเอ่ยน้ำเสียงแผ่วที่เจือปนด้วยอารมณ์บางอย่าง
    ถึงเสียงจะเบาแต่ด้วยประสาทรับรู้ของเมดิสทำให้เขาได้ยินมันอย่างชัดเจน
    “ก็อยู่ตรงหน้าเจ้ายังไงละ”เมดิสตอบคำถามของวาส
    แววตาวาสมีความสับสนเกิดขึ้น เขาไม่แน่ใจว่าเมดิส เพราะทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขา ดูอย่างไรก็มีแต่ป่า
    ราวกับว่าเมดิสเข้าใจความสงสัยของวาส ดวงตาสีน้ำเงินของเขาเจิดจ้านัยน์ตาหมุนวนราวกับก่อนจะมีเกลียวคลื่นสีน้ำเงินพุ่งออกมาจากดวงตา
    เกลียวคลื่นที่คล้ายภาพลวงตากลับเปลี่ยนเป็นของจริงในชั่วพริบตา กลายเป็นสึนามิถาโถมเข้าใส่ผืนป่าด้านหน้า!
    ตูมมมม! เปรี๊ยะ!
    เสียงคล้ายกระจกแตกดังขึ้น สิ่งที่วาสเห็นตรงหน้าก็คือภาพอากาศที่เกิดรอยร้าวขึ้นก่อนที่จะขยายเป็นวงกว้างสุดลูกหูลูกตาไม่รู้ว่ากินระยะทางกี่กิโลเมตร
    แต่ไม่นานนักรอยแตกร้าวที่โผล่ขึ้นกลางอากาศก็เริ่มสมานตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเริ่มจางหายไปดุจดังไม่เคยมีอยู่จริง
    “ไม่ยอมพังอย่างงั้นหรอ!”ดวงตาสีน้ำเงินปรากฏความหงุดหงิดให้เห็น
    เมดิสคำรามเสียงก้องจนอากาศสะเทือน ดวงตาสีน้ำเงินส่องแสงเจิดจ้าไปที่สึนามิที่กำลังถาโถมอยู่
    ภายในเวลาไม่กี่วินาทีสึนามินั้นก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นผลึกสีน้ำเงินเข้มจนเกือบจะดำ กลายเป็นภูเขาน้ำแข็งที่สูงเสียดฟ้าพุ่งไปข้างหน้า
    เปรี๊ยะๆๆๆ!
    เสียงแตกร้าวดังขึ้นอีกครั้งแต่คราวนี้รอยแตกขยายไปด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว
    แล้วต่อมานั้นสิ่งมหัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้นต่อสายตากองทัพนับแสนที่จ้องมองอยู่ สิ่งที่พวกเขาเห็นก็คือภาพภูเขา ต้นไม้ ผืนป่าที่บิดเบี้ยวเสียรูปทรงราวกับกระดาษที่ถูกขยำ
    ทิศทางการบิดเบี้ยวนั้นเป็นไปตามทิศทางที่เกิดรอยแตกร้าวขึ้น
    แต่ถึงจะแตกร้าวเท่าไหร่ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่พังทลายง่ายๆ
    เส้นเลือดปูดโผล่ขึ้นที่ขมับของเมดิส เขากัดฟันกรามแน่นจนฟันแทบแตก ก่อนจะตวาดลั่นว่า
    “พัง! สิ! โว้ยยยย!”
    ภูเขาน้ำแข็งคล้ายถูกหนุนเสริมด้วยพลังบางอย่างจึงพุ่งไปข้างหน้าด้วยพลังที่มากว่าเดิม พยายามที่จะฝ่ารอยแตกร้าวไปให้ได้
    และสิ่งนี้ทำให้มุมมองที่ทุกคนเห็นบิดเบี้ยวยิ่งกว่าเดิม มันเหมือนกับมีใครกำลังพับโลกใส่กระเป๋า ท้องฟ้ากับผืนดินแทบจะอยู่ติดกันอยู่รอมร่อ
    ทหารหลายคนเกิดอาการสับสนวิงเวียน อาเจียนติดต่อกันไม่ขาดสาย
    ทุกคนต่างเฝ้ามองภูเขาน้ำแข็งตรงหน้าหวังว่ามันจะพุ่งทะยานผ่านไปได้เสียที
    และพวกเขาก็ไม่ผิดหวัง
    เกิดเสียงดัง ปุ๊! เหมือนมีคนเอาเข็มไปเจาะทะลุกระดาษ
    สิ่งที่เกิดขึ้นตามนั้นก็เปรียบเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาฉีกโลกที่พวกเขายืนอยู่ให้ขาดออกจากกัน...

    และทันทีที่ภูเขาน้ำแข็งเจาะทะลุมาได้ บนกิ่งไม้ยักษ์ที่สูงเหนือระดับเมฆ บุคคลที่ถูกขนานนามให้เป็นผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีนก็ลืมตาขึ้นมา
    “พวกมันบุกเข้ามาแล้วงั้นหรอ?”
    “เจ้าค่ะ! ตอนนี้มีพวกมัน 1 กองทัพได้ฝ่ามหาค่ายกลซ่อนดินแดนเข้ามาได้แล้ว ส่วนอีก 2 กองทัพที่เหลือคาดว่าน่าจะฝ่าเข้ามาได้เร็วๆนี้”
    “อืม...”ผู้นำเผ่าพันธุ์มูนควีนรับคำเบาๆ โดยที่สายตายังไม่ละไปจากปุยเมฆที่ลอยเอื่อยอยู่
    “เช่นนั้น...พันธมิตรของพวกเราละ?”
    “พวกเขาส่งจดหมายลับมาว่าจะให้การช่วยเหลือพวกเราอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ แต่ไม่ระบุว่าจะช่วยเหลืออย่างไร”
    ผู้นำเผ่าพันธุ์มูนควีนส่งเสียงไม่พอใจครั้งหนึ่งในลำคอ ก่อนจะกล่าวว่า
    “อย่าได้ไว้ใจพวกเขามากนัก ต่อให้เป็นพันธมิตรก็ตาม ในโลกนี้ไม่มีใครยอมสละผลประโยชน์ของตนเองเพื่อคนอื่น หากพวกเขาคิดว่าไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยง พวกเขาจะทิ้งพวกเราอย่างไม่ลังเลแน่นอน”
    น้ำเสียงที่หยาบกระด้างทำให้หญิงสาวเผ่าพันธุ์มูนควีนที่รายงานอยู่ไม่กล้ากล่าวคำใดนอกจากรับคำไปเงียบๆ
    เสียงบนกิ่งไม้ยักษ์เงียบหายไปพักหนึ่ง ผู้นำเผ่าพันธุ์มูนควีนที่มีท่วงท่าน่าเกรงขามหลับตาลงขณะใช้ความคิด
    หลังจากนั้นไม่นานกระดาษแผ่นหนึ่งก็ถูกยื่นไปให้หญิงสาว
    บนกระดาษเขียนไว้ด้วยรายละเอียดมากมายแน่นขนัดจนเต็มกระดาษ
    “ไปทำตามที่ข้าเขียนไว้ และกำชับต่อทุกคนว่าไม่จำเป็นต้องสู้สุดตัวเพื่อสงครามนี้ จงคำนึงถึงชีวิตตนเองให้มากที่สุดและเอาชีวิตรอดมาให้ได้ เพราะถึงอย่างไรจุดประสงค์ของเราก็ไม่ใช่เพื่อปกป้องดินแดนผืนนี้ แต่จุดประสงค์ของพวกเราคือสร้างความเสียหายให้กับเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนมากที่สุด!”

    คล้ายกับเรื่องKing of world ราชันแห่งพิภพ ที่คุณอ่าน