ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 163 ทำไมถึงเป็นเจ้าได้

      “ซู่ๆ ๆ!”

          เงาหุ้มแสงพลังปราณของคนสามคนพุ่งออกมาจากป่าทึบด้านหน้าจากนั้นก็ลงมาจากขอบเหวลึก แสงจ้าที่หุ้มร่างของพวกเขาจางหายไปทั้งสามคนจ้องมองมาที่ตู้เซ่าฝู่

      ชายวัยกลางคนสวมชุดเพ้ายาวสีดำตัวเตี้ยยืนนำหน้าสายตาดุดันแลดูแล้วน่ากลัว

      ผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสร้างรากฐานคนหนึ่งและขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับอีกคนหนึ่งต่างก็จ้องมาอย่างดุร้ายพวกเขาคือยอดฝีมือของสำนักมืดมิดสามคน

          “ซวยจริงๆ เลยมีแต่ต้องทุ่มสุดตัวเท่านั้นแล้ว!”

          ตู้เซ่าฝู่ยิ้มเจื่อนๆ ลุกขึ้นมายืนมองผู้ที่มาอย่างเย็นชา ในเมื่อหนีไม่ได้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องสู้สุดตัวเพื่อหาทางรอดแล้ว!

          “เจ้าหนูแล้วก็นางหนูอีกสองคนไปไหนแล้วล่ะ?”

          ชายวัยกลางคนสวมชุดเพ้ายาวสีดำตัวเตี้ยเอ่ยถามตู้เซ่าฝู่ท่าทางดูสนใจโอวหยังส่วงกับไต้ซิงอวี่มากกว่าเพราะสมบัติล้ำค่าอยู่ในมือของสาวน้อยเด็กสุดคนนั้น

          “เจ้าเดาสิว่าข้าจะบอกเจ้าหรือไม่?”

          ตู้เซ่าฝู่แสยะยิ้ม สีหน้าเย็นชาแววตาดูดุดัน พลังแสงสีทองพลุ่งพล่านออกมาต่อให้เขามีสภาพร่างกายอ่อนแออยู่ในตอนนี้ทว่าก็ยังมีปราณของพลังที่อานุภาพร้ายกาจน่ากลัว!

          “ใกล้ตายแล้วยังจะมาแสดงอะไรกลบเกลื่อนอีกตกเป็นเป้าหมายของสำนักมืดมิดต่อให้เป็นบรรพบุรุษสิบแปดโคตรของเจ้าก็ยังต้องยอบศิโรราบเชื่อฟังเลย”

          เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอันร้ายกาจที่ซ่อนอยู่ภายในร่างของตู้เซ่าฝู่ผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับคนนั้นก็แววตาดูเคร่งขรึมขึ้นเมื่อพูดจบก็ส่งพลังปราณที่เท้าผลักดันร่างพุ่งเข้าไปหาตู้เซ่าฝู่อย่างรวดเร็ว

      “ฟึ่บ!”

          เมื่อเขากำมือจากนั้นปล่อยพลังกรงเล็บที่ห่อหุ้มด้วยปราณสีดำที่พลุ่งพล่านพลังนั้นก็โถมกระหน่ำเข้าใส่ตู้เซ่าฝู่ กรงเล็บนี้ฉีกแหวกอากาศไปหาเป้าหมายอานุภาพดูโหดร้ายน่าสยดสยอง

      “เหอะ!”

          ตู้เซ่าฝู่อุทานเหอะออกมาสุดท้ายได้แต่พยายามดึงแรงที่พอมีในตอนนี้สร้างพลังหมัดปล่อยออกไปรับการโจมตี พลังหมัดต่อยไปที่กรงเล็บที่ดุดันร้ายกาจพุ่งเข้ามาทว่าพลังเด้งสะท้อนส่งกลับไปหาเขา ทำให้ร่างกระเด็นถอยหลังไปไกล

      “ฟู่ด!”

          ร่างของตู้เซ่าฝู่ตกไปกระแทกหินอย่างแรงทำให้ก้อนหินแตกละเอียดในทันที จากนั้นเขาก็พ่นโลหิตออกมาปริมาณมาก

      “ไม่รู้จักสำเหนียกพลังของตัวเอง!”

          ชายด้านหน้ายืนนิ่งไม่สะทกสะท้านแสยะยิ้มออกมา จากนั้นพุ่งกระโจนเข้าหาตู้เซ่าฝู่อีกครั้งอย่างรวดเร็ว ขณะที่ตู้เซ่าฝู่ยังคงล้มนอนอยู่บนพื้นเขากางนิ้วทั้งห้าและตวัดพลังกรงเล็บตะปบไปที่หัวไหล่ของตู้เซ่าฝู่

      “ครืน!”

          การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วปานสายฟ้ามีคลื่นพลังโถมกระหน่ำออกมาจากกรงเล็บ พลังกรงเล็บที่ตะปบไหล่ของตู้เซ่าฝู่สร้างความเจ็บปวดทรมานอย่างมากจนเขารู้สึกชาขยับไม่ได้ไปทั้งตัว หากเป็นผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวคนอื่นๆคงหมดสติไปแล้ว

      ทันใดนั้นเอง ตู้เซ่าฝู่ก็แสยะยิ้มออกมาอย่างเย็นชาและโหดเหี้ยม

      “เจ้าเศษสวะ เจ้าคิดจะทำอะไรอยากตายนักหรือ!”

          ทันใดนั้นเอง ผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างปล่อยพลังแผ่ออกมาจากกรงเล็บ พยายามจะสะบัดร่างของตู้เซ่าฝู่ให้ลอยไปไกล

      “ฉึบ!”

          เพียงแต่เขาตัดสินใจช้าไปเสียแล้วมีมีดสั้นยาวปักลงไปที่ท้องน้อยของผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับคนนั้นจนโลหิตพุ่งกระจาย บนใบมีดมีอักษรยันต์เปล่งแสงหุ้มอยู่

      “ตึงๆ!”

          ผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับคนนั้นเซถอยหลังก้มหน้าลงไปจ้องมองมีดที่ปักอยู่ที่ท้องด้วยสีหน้าตะลึงตกใจ ใบมีดปักเข้าท้องการโจมตีนี้ทำลายจุดเสินเชวี่ยของเขา เขารู้สึกได้ว่ามีคลื่นพลังบางอย่างไหลเวียนอยู่ในร่างกำลังทำลายพลังปราณที่สะสมไหลเวียนอยู่ในจุดเสินเชวี่ยและทำลายเส้นลมปราณในร่างของเขาเสียหายอย่างรุนแรง

      “ตึง!”

          ตู้เซ่าฝู่กระโดดขึ้นฟ้าและพุ่งลงมาโจมตีใส่อย่างแรงผู้ฝึกฌานคนนั้นเริ่มสติเลือนราง กระอักโลหิตออกมาปริมาณมากรู้สึกอ่อนเปลี้ยราวกับไร้เรี่ยวแรงและลุกขึ้นไม่ไหวอีกแล้ว

      “ไอ้สารเลว ข้าเกลียดเจ้า!”

          ผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับคนนั้นรู้สึกโกรธแค้นสุดขีดมีดนั้นปักลงไปที่จุดเสินเชวี่ยที่เป็นจุดที่อ่อนแอที่สุด เขาคิดไม่ถึงว่าเขาจะมาพลาดและพ่ายแพ้ให้กับเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเช่นนี้

          ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเขาถือว่าแกร่งกล้าพอจะมีชื่อเสียงอยู่ในป่ามืดแห่งนี้บ้างเขาคิดไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้คิดไม่ถึงว่าเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมจะใช้วิธีโจมตีได้โหดร้ายถึงเพียงนี้

      “ตุบ!”

          หลังจากที่ตู้เซ่าฝู่เอาชนะผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับคนนั้นได้ก็ล้มลงเขาพยายามฝืนลุกขึ้นมาสู้ต่อ ทว่าสุดท้ายก็ล้มลงไปนอนที่พื้น ขยับเขยื้อนไม่ไหว

      “ไอ้สารเลวไอ้เศษสวะช่างร้ายนักนะ ข้าจะต้องฆ่าแกให้ตายขยี้จนศพเละดูไม่ได้ไปเลย”

      ชายวัยกลางคนสวมชุดเพ้ายาวสีดำตัวเตี้ยสีหน้าโกรธแค้นหน้าเจื่อนขึ้นมาในทันที ครั้งนี้มีผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณของสำนักมืดมิดตายไปจำนวนมากล้วนเป็นเพราะเจ้าเด็กแสบคนนี้ เขาทนไม่ไหวร้องขึ้นมาอย่างโมโห

          “ฟิ่ว!”

          ชายชุดเพ้าดำรู้ว่าตู้เซ่าฝู่หมดแรงลุกขึ้นมาไม่ไหวแล้วเมื่อกี้เป็นการทุ่มแรงที่มีที่เหลือไปแล้ว ร่างเตี้ยๆ ของเขาก็กระโจนเข้าใส่ตู้เซ่าฝู่ในทันทีภายในเวลาลมหายใจเฮือกเดียวก็พุ่งมาอยู่ด้านหน้าของตู้เซ่าฝู่เสียแล้วร่างของเข้าที่มาใกล้กางแขนสยายมือเตรียมปล่อยพลังกรงเล็บโจมตีตู้เซ่าฝู่อย่างโหดเหี้ยม

      ตู้เซ่าฝู่มองดูชายตัวเตี้ยชุดเพ้ายาวที่พุ่งเข้ามาทว่าไม่มีแรงขยับตัว เห็นเป็นเพียงภาพลางๆ อีกนิดเดียวเขากำลังจะหมดสติไปแล้ว

      “ซู่!”

          ในช่วงเวลากำลังหน้าสิ่วหน้าขวานก็มีลมพัดผ่านอย่างแรง พร้อมกับลำแสงพุ่งมาใส่กลางหน้าผากชายชุดเพ้ายาวสีดำอย่างแรงนักเวทยันต์สี่ดาวในระดับขั้นสร้างรากฐานไม่ทันตั้งตัวได้ยินเพียงเสียงแวบขึ้นมายังไม่ทันได้ร้องโหยหวนเป็นครั้งสุดท้าย ร่างก็เขาก็ล้มนอนข้างกายของตู้เซ่าฝู่แล้ว

      “แย่แล้ว”

          เหลือเพียงผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสร้างรากฐานเพียงคนเดียวแล้วเมื่อเขาเห็นฉากอันน่าหวาดผวาเมื่อกี้ ก็รีบส่งพลังปราณไปที่เท้าเหาะเร่งพาตัวเอาหนีเอาชีวิตรอดไปจากตรงนั้นให้ไวที่สุด

      “ซู่!”

          เกือบจะในเวลาเดียวกันก็มีอีกลำแสงหนึ่งพุ่งเข้ามาไล่ตามผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสร้างรากฐานและพุ่งทะลุศีรษะของเขาไปร่างของเขาตกลงสู่พื้นราวกับว่าเป็นนกน้อยที่ถูกนายพรานยิงกระสุนใส่จากนั้นเขาก็นอนแผ่บนพื้นไม่ขยับเขยื้อนอีกเลย

      การเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วเช่นนี้ตู้เซ่าฝู่ที่นอนแผ่หมดแรงอยู่บนพื้นมองอย่างตกตะลึงจากนั้นไม่นานก็มีเงาสีมรกตปรากฏอยู่ด้านหน้าของตู้เซ่าฝู่

      ทว่าในขณะนั้นเอง ตู้เซ่าฝู่เริ่มเห็นภาพเลือนรางขึ้นเรื่อยๆเขาเวียนศีรษะจนสุดท้ายรู้สึกเปลือกตาสองข้างหนังอึ้งและหลับตาไป

      เมื่อตู้เซ่าฝู่ปิดตาร่างสีเขียวมรกตก็มายืนอยู่ข้างๆ ตู้เซ่าฝู่แล้วเงาปริศนาของคนคนนี้คือหญิงสาวอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดสวมชุดนักสู้รัดพอดีตัวสีมรกต คิ้วเรียวสวยรูปร่างเสมือนขนนก ผิวขาวดุจดั่งหิมะผมดำขลับถูกรวบไว้ด้านหลังศีรษะ มือซ้ายถือธนูที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างประณีตวิจิตร

      “ที่แท้คือเจ้านี่เองคิดไม่ถึงว่าเจ้ายังไม่ตาย”

          สาวน้อยมองไปที่ตู้เซ่าฝู่ที่หมดสติใบหน้างดงามวิจิตรของนางประดับด้วยรอยยิ้ม จากนั้นธนูในมือก็หายไป ร่างเพรียวบางเดินเข้ามานั่งยองๆข้างๆ ตู้เซ่าฝู่ มืออันเรียวยาวของนางขยับตรวจสอบร่างของชายที่หมดสติเบาๆจากนั้นพูดออกมาเบาๆ ว่า “ทำไมเจ้าบาดเจ็บสาหัสสะบักสะบอมได้ขนาดนี้ทุ่มสุดตัวเลยจริงๆ สินะ หากเป็นคนอื่นคงตายไปแล้วเจ้าช่างเป็นคนที่แปลกพิลึกจริงๆ”

          เมื่อพูดจบสาวน้อยท่าทางคล่องแคล่วพลิ้วไหวเหมือนพรายสาวก็อุ้มร่างของตู้เซ่าฝู่ขึ้นมาจากนั้นทั้งสองก็แวบหายไปจากหุบเขาลึก

      “ซู่!”

          ผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วยามบนท้องฟ้าเหนือหุบเขาเมื่อสักครู่ ก็มีร่างหุ้มแสงลอยลงมายังพื้นดิน

      เมื่อแสงจ้าที่ห่อหุ้มร่างหายไปปรากฏร่างผู้เฒ่าชุดดำที่อายุมากกว่าห้าสิบปีให้เห็นเขาจ้องมองไปที่ศพทั้งสามที่นอนกองอยู่บนพื้น สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาในทันใดแววตาเปี่ยมด้วยความเคียดแค้นและจิตสังหาร กล่าวว่า “ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร สำนักมืดมิดขอให้คำสาบานว่าจะไล่สังหารให้ถึงที่สุดจะต้องจับเจ้ามาบดขยี้ให้แหลกเป็นผุยผง”

          เมื่อมาถึงเช้าวันใหม่ทุกอย่างสดใสให้ความรู้สึกถึงการเริ่มต้นใหม่แสงสว่างและความมืดเริ่มแยกจากกัน จากนั้นทางทิศบูรพาก็ค่อยๆเห็นแสงตะวันสาดขึ้นมา แสงจ้าของพระอาทิตย์อันเข้มข้นสาดส่องทั่วนภาเริ่มมีลำแสงสอดแทรกไปทั่วพื้นดิน เป็นแสงสีแดงอ่อนๆ ของยามเช้า

       ตู้เซ่าฝู่เริ่มค่อยๆฟื้นได้สติ ขณะนี้ยังมึนงง รู้สึกสมองและตัวหนักอึ้ง ปากแห้ง ปวดเมื่อยไปทั้งตัวราวกับว่ากระดูกทั้งร่างหักร้าว

      “โอ๊ย!”

      ในลำคอมีเสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังขึ้นมาตู้เซ่าฝู่ยังคงคิดอยู่ ไม่รู้ว่าตัวเองตายไปแล้วหรือยัง ขนตาขยับกะพริบตาถี่ๆพยายามนึก เมื่อดวงตาเปิดออกเต็มที่ก็เห็นเงาสีเขียวๆ ปรากฏขึ้นมาในสายตา

      “เจ้าฟื้นแล้วหรือ?”

      เสียงใสหวานดังขึ้นมาเป็นน้ำเสียงไพเราะฟังแล้วสบายหูและเป็นเสียงที่เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างแปลกๆทว่าน้ำเสียงนี้ก็ให้ความรู้สึกหยิ่งแข็งกระด้างที่ทำให้คนไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้

      “ข้ายังไม่ตายหรือนี่?”

      ตู้เซ่าฝู่กะพริบตามองใบหน้าหญิงสาวที่ดูแล้วท่าทางเหมือนพรายสาว

      “เจ้านี่เอง!” ในหน้าของหญิงสาวคนนี้ ตู้เซ่าฝู่ไม่เคยลืมและบางครั้งก็มักจะคิดถึงเป็นครั้งคราวทว่านึกไม่ถึงว่าจะได้พบเจอนางอีกครั้งในป่ามืด เขาตกใจแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา

      “เจ้ายังไม่ตายทว่าหมดสติไปสามวันเต็มๆ อาการบาดเจ็บสาหัสอย่างรุนแรงหากเป็นคนอื่นคงทนความเจ็บปวดไม่ไหวตายไปแล้ว แต่เจ้ายังมีชีวิตรอดอยู่ได้” สาวน้อยเหมือนพรายสาวกล่าวเบาๆ น้ำเสียงเย่อหยิ่งและเย็นชาจางหายไป

      “คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเจ้าเจ้าเป็นคนช่วยชีวิตข้าใช่หรือไม่?” หลังจากตู้เซ่าฝู่ตะลึงก็พยายามดันตัวลุกขึ้นมายืน

      “เจ้านอนพักไปดีๆ เถิดตอนนี้เจ้ายังขยับไม่ได้”

          สาวน้อยเหมือนพรายสาวมองออกว่าตู้เซ่าฝู่คิดที่จะฝืนสังขารลุกขึ้นยืนจึงเตือนให้ตู้เซ่าฝู่นอนพักต่อไป กล่าวว่า “พอดีข้ากำลังฝึกฌานอยู่ที่เหวลึกนั้นข้าเองก็คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเจ้าข้าคิดว่าเจ้าตายในเทือกเขาอสุรกายไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้วขนาดอาจารย์ของเจ้ายังบอกว่าเจ้าไม่รอด ทว่าคิดไม่ถึงว่าเจ้ายังรอดมาได้เจ้าช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกพิลึกจริงๆ”

      “ขอบคุณที่เจ้าช่วยชีวิตข้า” หลังจากตะลึงไปสักครู่ ตู้เซ่าฝู่ก็เริ่มจินตนาการณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้บ้าง

      “ไม่ต้องขอบคุณตอนนั้นในเทือกเขาอสุรกายเจ้าเองก็ช่วยชีวิตข้าไว้”สาวน้อยเหมือนพรายสาวบอกกับตู้เซ่าฝู่นางยังจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเทือกเขาอสุรกายได้ดี

      จู่ๆ ราวกับว่าตู้เซ่าฝู่คิดอะไรออกเขาสะดุ้งและรีบบอกกับสาวน้อยเหมือนพรายสาวคนนั้นว่า  “แย่แล้วข้าต้องรีบไปก่อน บนตัวข้ามีตราประทับวิญญาณไล่ฆ่าของสำนักมืดมิด ยอดฝีมือของสำนักมืดมิดจะต้องตามมาฆ่าข้าในอีกไม่ช้าแน่เจ้ารีบหนีไป อย่าให้ยอดฝีมือของสำนักมืดมิดพบ”

          “นึกไม่ถึงว่าในเวลาเช่นนี้เจ้าจะยังมาเป็นห่วงข้าอาจารย์เคยบอกข้าว่าคนข้างนอกล้วนแต่เห็นแก่ตัวกันทั้งสิ้น”

      สาวน้อยเหมือนพรายสาวมองตู้เซ่าฝู่จากนั้นชี้ไปที่รอยปานดำบนคอตู้เซ่าฝู่ กล่าวว่า “เจ้าหมายถึงปานดำบนคอของเจ้าใช่หรือไม่สองวันก่อนมีคนมาแล้ว ที่แท้เป็นเพราะปานดำบนคอเจ้านี่เองทว่าช่วงนี้ปลอดภัยไปได้ช่วงหนึ่ง ข้าช่วยปิดผนึกทับตราประทับวิญญาณนั้นไปแล้วคนของสำนักมืดมิดไม่น่าจะสัมผัสถึงปราณจากปานดำนี้ได้แล้วล่ะ”

    คล้ายกับเรื่องยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน