หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 2 บทที่ 45 การยึดครองสี่สาขา

             “หลินโม่ล่ะ?”

            ทันใดนั้นน้ำเสียงนุ่มนวลพลันดังขึ้น

            ชื่อหงเหลียนที่ตกอยู่ในภวังค์ได้สติกลับมาสายตามองตามต้นเสียง ครั้นเห็นร่างของหนานหมิงอู่ที่อยู่ไม่ไกลก็แปลกใจอย่างอดไม่ได้อีกครั้ง

            เมื่อเอ่ยถึงหน้าตาชื่อหงเหลียนที่อยู่ท่ามกลางเหล่าศิษย์หญิงมากมายในสำนักเทียนซิงก็นับได้ว่าอยู่ในอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ อีกทั้งรูปร่างทรวดทรงอันร้อนแรงและนิสัยฉุนเฉียวตรงไปตรงมานั้นทำให้นางกลายเป็นเนื้อคู่ในฝันของเหล่าศิษย์ชายทั้งหลายในสำนักเทียนซิงที่หมายจะพิชิตใจให้ได้

            ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ของสำนักเทียนซิงอย่างชื่อหงเหลียนก็ย่อมเคยพบเจอหนานหมิงอู่อยู่แล้ว  คราแรกเคยเห็นผ่านหูผ่านตาจากที่ไกลๆก็เท่านั้น อีกทั้งไม่ได้คลุกคลีใดๆ ต่อกันนางทราบดีว่าหนานหมิงอู่งดงามมากขนาดไหน อย่างน้อยเมื่อมองจากระยะไกลหนานหมิงอู่ก็ดูงดงามอยู่ดีแต่กลับคาดไม่ถึงว่าพออยู่ใกล้กันถึงเพียงนี้หนานหมิงอู่ก็ยังนำพาความรู้สึกอันน่าตะลึงสุดจะบรรยายบางอย่างมาแก่นาง

            นิสัยอ่อนโยนกระตุกใจคนอีกทั้งใบหน้างดงามเกินใคร ไม่แปลกที่จะกลายเป็นเทพธิดาที่สำนักเทียนซิงให้การยอมรับ

            จินเฉียนหยินดวงตาเบิกโพลงค้างเติ่งไปเป็นที่เรียบร้อยเขาเคยเห็นหนานหมิงอู่อยู่ในบ้านกับหลินโม่เมื่อก่อนหน้านี้ เมื่อนั้นก็ทำเอาตกตะลึงไปแล้วคราหนึ่งต่อมาหลังจากเขาวิ่งเข้าไปแอบฟังถึงได้รู้ตัวว่า หนานหมิงอู่คือเทพธิดาผู้มีคนตามจีบมากที่สุดในสำนักเทียนซิง 

            คราก่อนก็เจอที่บ้านพักครานี้ก็ยังมาตามหาหลินโม่ด้วยตัวเองอีก...

            จินเฉียนหยินนับถือหลินโม่อย่างที่สุดจนให้หมอบกราบลงพื้นก็ย่อมได้ทำให้เทพธิดามาหาตนด้วยตัวเองกลวิธีของศิษย์น้องหลินช่างยอดเยี่ยมเหนือชั้นเกินไปแล้ว จากนี้ต้องให้ศิษย์น้องหลินช่วยสอนดีๆสักหน่อยเสียแล้วเพื่อแก้ปัญหาไร้คู่ของเขานั่นเอง

            “ไม่รู้!” ชื่อหงเหลียนตอบกลับด้วยสีหน้าเย็นชา

            เมื่อได้ยินชื่อของหลินโม่นางก็โมโหขึ้นยามนี้นางยังไม่รู้แน่ชัดว่าสองปีที่ผ่านมาเหตุใดเจ้าหนุ่มหลินโม่ที่คะแนนต่ำเตี้ยรั้งท้ายมาโดยตลอดนั้น ถึงได้มีคุณสมบัติในการได้รับให้เข้าร่วมการประเมินขั้นที่สามได้กัน

            เรื่องนี้ช่างปะไรก่อนรูปร่างหน้าตาของหลินโม่ยังถือว่าพอผ่านได้แต่เหตุใดถึงได้รู้จักกับหนานหมิงอู่กัน? อีกทั้งฟังจากน้ำเสียงของหนานหมิงอู่แล้วเหมือนกับว่าคุ้นเคยกับหลินโม่มานานแล้วอย่างไรอย่างนั้นนี่เป็นสิ่งที่ชื่อหงเหลียนยิ่งคิดก็ยิ่งสับสนแท้จริงแล้วชายหนุ่มคนนั้นมีความลับที่ซ่อนอยู่ไว้อีกเท่าใดกันแน่?

            ครั้นเห็นสีหน้าของชื่อหงเหลียนหนานหมิงอู่พลันหลุดหัวเราะเจ้าหนุ่มนั่นไม่ว่าจะไปไหนก็ชอบหาเรื่องยั่วโมโหใครเขาอยู่ตลอดเลยเสียจริง ความกล้าของเจ้าหนุ่มหลินโม่นั้นมากไม่เบาแม้แต่ชื่อหงเหลียนหนึ่งในสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ที่อารมณ์ร้อนที่สุดก็ยังยั่วโทสะได้ทว่าเมื่อคิดได้ว่าแม้แต่ตนเองหลินโม่ยังกล้าหาเรื่องก็พึงเข้าใจได้ในทันที

            ยามนี้ประตูแสงกะพริบวูบ

            ดวงตาของเทียนซิงจื่อสั่นไหวเบาๆชายชราหลับตาลงพลางพักสายตาอันอ่อนล้าลง

            ตึง!

            พื้นปฐพีสะเทือนสั่นไหวเล็กน้อยร่างของใครคนหนึ่งเดินออกจากประตูแสง ท่ามกลางประตูที่ส่องแสงสว่างจ้าจึงยากที่จะมองเห็นร่างนั้นได้อย่างชัดเจนภายในเวลาสั้นๆ ร่างนั้นไม่ได้สูงใหญ่มากแต่กลับนำพาความกดดันมหาศาลมาสู่ทุกคนที่นั่น ราวกับว่านั่นไม่ใช่มนุษย์คนเดียวหากแต่เป็นยอดเขาแกร่งเดินได้อย่างไรอย่างนั้น

            แม้แต่ชื่อหงเหลียนก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนพริบตาสีหน้าก็เคร่งขรึมขึ้น

            “เอ๋?”

            ดวงตากลมโตของหนานหมิงอู่ฉายแววสงสัยจากการบำเพ็ญของนางนั้นดูออกได้ไม่ยาก พลังของหลินโม่เทียบกับก่อนหน้านี้เกิดการเปลี่ยนแปลงแปรผันดุจพลิกฟ้าขึ้น  นี่เพิ่งผ่านไปไม่นานเท่าใดเอง? ในระยะเวลายังไม่ถึงครึ่งเดือน นางพอจำได้รางๆ ว่าคราแรกที่พาหลินโม่เข้าไปยังอาณาจักรเร้นลับนั่นการบำเพ็ญของเขาเพิ่งอยู่ระดับฝึกร่างขั้นที่ห้าเท่านั้นยามนี้ไม่เพียงทะลวงระดับหลอมปราณได้อีกทั้งพลังในการรวมเจินหยวนนั้นก็แกร่งมากจนเทียบแทบไม่ได้ซึ่งที่จริงดูไม่เหมือนศิษย์ที่เพิ่งทะลวงระดับหลอมปราณมาได้ไม่นาน

            ไม่เพียงเรื่องพลังกายในการบำเพ็ญแต่ร่างหลินโม่ยังมีกลิ่นอายลมปราณแสนพิเศษบางอย่างแฝงอยู่หนานหมิงอู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย กลิ่นอายนี้ช่างแปลกประหลาดอย่างที่นางไม่เคยพบมาก่อนอีกทั้งนำพาความรู้สึกอันตรายมาสู่นางอีกด้วย

            สำนักเทียนซิงอยู่ที่เมืองหลินโจวสำหรับหนานหมิงอู่นี่เป็นแค่มุมหนึ่งของดินแดนใต้ก็เท่านั้นนางอยู่ที่นี่มานานสองปีเป็นคราแรกที่รับรู้และสัมผัสถึงความอันตรายจากคนรุ่นราวเดียวกันได้

            หากไม่รู้จักหลินโม่ก็คงแล้วไปแต่พัฒนาการของหลินโม่ในเวลาสั้นๆ นี้ ในสายตาของหนานหมิงอู่ถือว่าหลินโม่เติบโตไปอย่างรวดเร็วมากหากอยู่ที่ดินแดนใต้หรือดินแดนตะวันออก ก็นับได้ว่าอยู่ในระดับสูงแล้ว

            ความเร็วในการพัฒนาของหลินโม่ไปไกลกว่าที่หนานหมิงอู่คาดไว้มาก

            “หลินโม่!” ชื่อหงเหลียนเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเย็นชายากคาดเดา

            “ศิษย์พี่หญิงใหญ่มีธุระอันใด?” หลินโม่เคยชินกับใบหน้าเย็นชานั่นไปแล้ว

            “คะแนนของเจ้าอยู่รั้งท้ายตลอดสองปีที่อยู่สายนอกนั่นเป็นเรื่องจริงหรือไม่?”

            ชื่อหงเหลียนจ้องเขม็งชายหนุ่มอย่างไม่ละสายตาครั้นหลินโม่ก้าวออกจากประตูแสง นางก็รู้สึกถึงแรงกดดันในทันทีเห็นได้ชัดว่าพลังที่แท้จริงของหลินโม่ไม่ด้อยเลย อย่างน้อยก็อาจไปถึงระดับสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์แล้วก็เป็นได้ถึงสามารถนำพาความกดดันเช่นนี้มาสู่นางได้

            วินาทีนั้นชื่อหงเหลียนรู้สึกว่าตนถูกเล่นตลกเข้าแล้วอย่างไรอย่างนั้น

            “เป็นเรื่องจริง”

            ไม่คอยให้หลินโม่ปริปากหนานหมิงอู่กลับเอ่ยตอบแทนในทันที “ข้าได้ยินจากสหายสนิทของเขาว่า ชายหนุ่มผู้นี้เสียเวลาอันมีค่าในการฝึกถึงสองปีเพื่อที่จะปลุกปราณวิญญาณรุ่ยจินให้ตื่นขึ้น”

            “ปลุกปราณวิญญาณรุ่ยจิน...” ชื่อหงเหลียนค่อยๆสั่นสะท้านขึ้น

            ชั่ววินาทีนั้นความสงสัยทุกอย่างในใจของชื่อหงเหลียนพลันคลายปมออก ในที่สุดนางก็เข้าใจว่าเรื่องราวที่แท้จริงเป็นเช่นนี้เองสินะ

            ทว่าใช้เวลาในการปลุกปราณวิญญาณรุ่ยจินถึงสองปีนั่นจำต้องมีจิตใจอันแน่วแน่และยืนหยัดอย่างมหาศาลต้องรู้ก่อนว่าการปลุกปราณวิญญาณกลายพันธุ์ให้ตื่นนั้นเป็นเรื่องยากสุดขีดยากยิ่งกว่าการมีปราณวิญญาณทั้งห้าธาตุเสียอีก หากแต่หลินโม่กลับพยายามมาถึงสองปีสองปีที่ผ่านมาเขาต้องประสบกับสายตาดูถูกไม่รู้มากมายถึงเพียงใดกัน? ต้องอดทนกับความอัปยศตั้งเท่าไร? ชั่วนาทีนั้นชื่อหงเหลียนพลันเข้าใจหลินโม่มากยิ่งขึ้นท่าทางเย็นชาจึงแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนขึ้นบ้างแล้ว

            “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาเสียเวลาในการปลุกปราณวิญญาณรุ่ยจินมากขนาดนั้นแล้วสอบเข้าสายในมาได้อย่างไรกัน? หรือว่าไม่ได้ใช้เส้นสายใช่ไหม?” ชื่อหงเหลียนเอ่ยเสียงเรียบ

            “เขาสอบเข้ามาด้วยตัวเอง เจ้าเป็นถึงศิษย์พี่ของเขาแต่ไม่เข้าใจเรื่องราวของเขาหรือ? คะแนนในส่วนการประเมินครั้งสุดท้ายของหลินโม่คัมภีร์ม้วนหยกที่สายในมอบให้สาขาเทียนซิงของพวกเจ้าไม่ได้บอกไว้หรือไร?” หนานหมิงอู่ถามกลับ

            “ไม่มีส่วนของคะแนนในการประเมินครั้งสุดท้าย”

            ครั้นชื่อหงเหลียนเอ่ยถึงตรงนี้พลันตระหนักได้ถึงจุดสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ในพริบตา ไม่ผิดแน่ เพราะไม่มีคะแนนของการประเมินครั้งสุดท้ายดังนั้นนางถึงเข้าใจผิดว่าคะแนนของหลินโม่แย่มากจึงใช้เส้นสายในการเข้าสำนักเทียนซิง

            “เป็นเช่นนี้นี่เอง” หนานหมิงอู่เข้าใจในที่สุดพลางถามต่อ “ข้าจำคะแนนในการประเมินครั้งสุดท้ายของหลินโม่ได้ ยามนั้นเป็นอันดับหนึ่งของสายนอกเชียวล่ะอีกทั้งยังผ่านมาด้วยเวลาเพียงเก้าลมหายใจเท่านั้นเองนะ”

            อันดับหนึ่งแห่งสายนอกผ่านได้ด้วยเวลาเพียงเก้าลมหายใจ...

            ชื่อหงเหลียนสั่นสะท้านพลางจดจ้องหลินโม่ด้วยความตกตะลึงเดิมทีนางคิดว่าคะแนนของหลินโม่อย่างมากก็แค่ติดในยี่สิบอันดับแรกก็เท่านั้นไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าแท้จริงแล้วหลินโม่จะเป็นถึงอันดับหนึ่งของสายนอกอีกทั้งยังผ่านการประเมินครั้งสุดท้ายมาด้วยเวลาเพียงเก้าลมหายใจอีกด้วย

            สถิติสูงสุดของประวัติศาสตร์สายนอกอยู่ที่ยี่สิบแปดลมหายใจสถิตินี้คงอยู่มานานถึงสามร้อยกว่าปีแล้ว ซึ่งหลินโม่ไม่เพียงทำลายลงหากแต่ยังสร้างสถิติที่ยากจะทำลายลงได้นับจากนี้ไป

            สถิติที่อยู่ภายในสิบลมหายใจมีเพียงหนึ่งเดียวของประวัติศาสตร์สายนอกในรอบห้าร้อยปี

            ชั่วพริบตาริ้วแดงแห่งความละอายพลันพาดผ่านดวงหน้างามของชื่อหงเหลียน ตลอดเวลาที่ผ่านมานางทำผิดพลาดต่อหลินโม่ไปเสียแล้วว่ากันตามหลักนางควรจะขอโทษหลินโม่ หากแต่เพราะนิสัยของนางเป็นเหตุทำให้นางย่อมมิอาจกล่าวขอโทษต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ได้อย่างแน่นอน

            วือ วือ วือ...

            ทันใดนั้นเสียงแตรสัญญาณดังกังวานขึ้นจากนอกสาขาเทียนซิง เสียงที่ดังติดต่อกันเปล่งเสียงสัญญาณทั้งหมดไปสิบสองครั้ง

            เทียนซิงจื่อที่กำลังนั่งสมาธิลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็วท่าทีสงบนิ่งก่อนหน้าเปลี่ยนไป สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นในฉับพลันเขายืนขึ้นอย่างรวดเร็ว พลางวิ่งตรงไปยังหน้าประตูใหญ่ของสาขาเทียนซิงอย่างรีบร้อน

            หลินโม่และคนอื่นยังไม่ค่อยเข้าใจนั้นว่าแท้จริงแล้วเกิดอันใดขึ้นกันแน่รู้แค่ว่าเมื่อแตรสัญญาณดังขึ้น สีหน้าของเทียนซิงจื่อก็เปลี่ยนไป

            ยามนี้เฟิงเทียนสิงรีบร้อนพุ่งเข้ามา  สีหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรนใจ

            “ท่านอาวุโส เสียงแตรสัญญาณนั่นมันเกิดอันใดขึ้นกันแน่?” ชื่อหงเหลียนถามขึ้นทันควัน

            “นั่นคือการเริ่มดำเนินการยึดครองสี่สาขา...”

            เฟิงเทียนสิงยังไม่ทันเอ่ยจบก็มุ่งไปไกลแล้ว

            ครั้นได้ยินประโยคนี้  สีหน้าของชื่อหงเหลียนและคนอื่นพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแม้กระทั่งหนานหมิงอู่ต่างก็เผยสีหน้าเคร่งขรึมเห็นได้ยากออกมาเฉกเช่นกัน

    คล้ายกับเรื่องหมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน