จึงเดินกลับไปที่ห้องพัก ซึ่งเหมือนได้เห็นภาพฉายซ้ำของเมื่อคืน เพราะเสวี๋ยฉีกับซิ่นหลิงกำลังนั่งดื่มเหล้าอยู่ด้วยกันอีก และกำลังนั่งดูหยงเป่านั่งเล่นหมากกระดานอยู่กับเฟยเจิน เพียงแต่ดูแตกต่างจากเมื่อคืนนิดหน่อย ตรงที่เฟยเจินท้าแข่งกับหยงเป่า ถ้าใครแพ้คนนั้นต้องเป็นเบ๊รับใช้ผู้ชนะเป็นเวลาสองวัน
ซิ่นหลิงก็แซวเฟยเจินว่าไม่ต้องแข่งก็รู้แล้วว่าใครจะเป็นฝ่ายแพ้ ถ้าเฟยเจินอยากชนะต้องแข่งหมากกระดานกับฉันรับรองชนะแน่ แล้วซิ่นหลิงกับเสวี๋ยฉีก็หัวเราะชอบใจ ฉันจึงบอกให้พวกเขาเล่นกันเบาๆหน่อยๆ เสวี๋ยฉีก็บ่นว่าอยู่ที่นี่อึดอัดเหมือนอยู่ในวัด ส่งเสียงดังนิดหน่อยก็ไม่ได้ แล้วซิ่นหลิงก็ชวนฉันเดิมพันว่าเฟยเจินหรือหยงเป่าจะชนะ
ฉันก็หัวเราะแล้วตอบว่าคนชนะก็ต้องหยงเป่าอยู่แล้ว เพราะเฟยเจินไม่เคยเล่นหมากกระดานชนะใครสักคนยกเว้นฉันที่เล่นหมากกระดานไม่เป็น ซึ่งขณะนั้นก็ได้ยินเสียงของฉิงคุนถามเราว่ากำลังเล่นหมากกระดานกันอยู่เหรอ น่าสนุกขอเล่นด้วยคนได้หรือไม่ พร้อมกับในมือถือชามใส่ถั่วลิสงคั่วมาด้วยชามใหญ่ และเหล้าอีกหนึ่งขวด
ฉันจึงลุกเดินเข้าไปหาฉิงคุนชวนให้เขาเข้ามานั่งร่วมวงดื่มกับพี่ชาย เพราะคงไม่ต้องถามว่าอยากร่วมวงดื่มด้วยหรือเปล่า เพราะถือขวดเหล้ากับของแกล้มเตรียมมาพร้อมซะขนาดนั้น ซึ่งพี่ชายทั้งสี่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร เพราะฉิงคุนถือของเบิกทางมาด้วย ช่างรู้วิธีเข้าหาคน ซิ่นหลิงจึงขยับที่ให้ฉิงคุนมานั่งดื่มเหล้าด้วย
ซิ่นหลิงจึงถามฉิงคุนว่าหมอจงอนุญาตให้เขาดื่มเหล้าได้ด้วยเหรอ ฉิงคุนตอบว่าหลังจากเลิกเรียนหรือเลิกทำงานแล้ว หมอจงอนุญาตให้ดื่มได้แต่อย่าดื่มจนเมามายขาดสติ ซึ่งปกติเขากับหมอจงจะไม่ดื่ม แต่ครั้งนี้เห็นว่าเป็นพี่ชายของฉัน และเป็นศิษย์น้องของเขาด้วย จึงอยากจะมาผูกมิตรให้เราสนิทสนมกันไว้
เสวี๋ยฉีจึงหันไปขู่ฉิงคุนว่าให้สนิทสนมแค่เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องเท่านั้น ห้ามคิดเกินเลยมากกว่านี้เด็ดขาด ฉิงคุนก็รีบพูดทันทีว่าเขาไม่เคยคิดอะไรเกินเลย ขอให้พี่ชายทั้งสี่โปรดเชื่อใจ เสวี๋ยฉีมองจ้องตาใสๆของฉิงคุนครู่หนึ่งก็พูดว่า “เจ้านำเหล้ามาน้อยไปหน่อย” ฉันจึงบอกเสวี๋ยฉีว่าเดี๋ยวฉันจะไปหยิบเหล้ามาเพิ่มให้ แล้วก็เดินออกไปหยิบเหล้าทีเดียวมาสองไห จะได้ไม่ต้องเดินหลายรอบ
ฉิงคุนอยู่นั่งเล่นหมากกระดาน และดื่มเหล้ากับพี่ชายสักพักใหญ่ๆ เขาก็ขอตัวกลับห้องพัก เพราะฉิงคุนดื่มไม่เก่งและเมาและดื่มต่ออีกไม่ไหว ฉันกับเฟยเจินจึงช่วยกันพยุงฉิงคุนกลับไปนอนที่ห้องพัก แต่พวกพี่ชายยังคงดื่มกันต่อจนเหล้าหมดไห
ซิ่นหลิงก็นึกขึ้นได้ว่าลืมไปย้ายไหเหล้าที่แช่ไว้ใต้ธารน้ำแข็งไม่หวลกลับ จึงเขียนแผนที่ให้เฟยเจินไปย้ายไหเหล้าเพื่อเปลี่ยนสถานที่แช่หมัก เพราะซิ่นหลิงจะต้องไปกักตน จึงไม่ว่างแล้ว เฟยเจินจึงต้องรับหน้าต่อจากซิ่นหลิง
และในตอนเช้าพวกเราก็ตื่นกันแต่เช้าเพราะวันนี้เสวี๋ยฉี หยงเป่า และซิ่นหลิง ต้องกลับไปกักตนที่ป่าอัคคี เพราะทั้งสามมีสถานที่กักตนที่เงียบสงบอยู่ที่นั่น พวกเราจึงโอบกอดหอมแก้มกันอยู่พักใหญ่ ทั้งสามจึงขึ้นพาหนะเวทย์บินจากไป
ฉันจึงนั่งอ่านตำรารอเวลากินอาหารเช้าแล้วค่อยไปเรียน ส่วนเฟยเจินบอกว่าจะออกไปสำรวจบริเวณโดยรอบสักหน่อย ไม่ต้องรอเขากลับมากินอาหารเช้า จากนั้นเฟยเจินก็เดินไปมุมที่ปลอดคนและกางปีกบินออกไป
กระทั่งถึงเวลาอาหารเช้าจึงเดินไปที่โรงครัว แต่ไม่พบฉิงคุนที่นั่นจึงถามพ่อครัวคนงานว่า ฉิงคุนตื่นมายกอาหารเช้าไปให้หมอจงหรือยัง พ่อครัวตอบว่าปกติฉิงคุนจะตื่นเช้า แต่เช้านี้ยังไม่เห็นเลย ฉันจึงเดาว่าบางทีฉิงคุนอาจจะยังไม่ตื่น เพราะเมื่อคืนฉิงคุนดื่มเหล้าไปเยอะเช้านี้น่าจะลุกขึ้นไม่ไหว
จึงเดินย้อนกลับไปที่ห้องพักของฉิงคุนแล้วเรียกเขาที่หน้าห้อง สักครู่ประตูห้องก็เปิดออก แต่ฉิงคุนยังอยู่ในชุดเมื่อวาน สภาพหน้าตาสะโหลสะเหลเอามือจับที่ขมับ พูดกับฉันว่าเขาเวียนหัวปวดหัวไปหมด จึงขอให้ฉันช่วยยกอาหารเช้าไปให้หมอจงให้ที ส่วนเรื่องเปลี่ยนผ้าพันแผลเดี๋ยวเขาจะไปทำเอง แต่ตอนนี้ขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน
ในขณะที่ฉิงคุนกำลังจะหันกลับเข้าไปในห้อง เขาก็โซเซจะล้มเพราะเวียนหัว ฉันจึงรีบเข้าไปพยุงฉิงคุนให้กลับไปนอนที่ฟูก ถามเขาว่าไหวหรือเปล่าถ้าไม่ไหวก็นอนพักให้สร่างเมาก่อน ส่วนเรื่องเปลี่ยนผ้าพันแผลให้หมอจง ฉันจะทำแทนให้เอง และจะบอกหมอจงให้ด้วยว่า เขาเวียนหัวขอนอนพักสักหนึ่งชั่วยาม แต่เดี๋ยวฉันจะไปบอกพ่อครัวให้ต้มข้าวต้มมาให้
ฉิงคุนพูดว่าตอนนี้ยังกินอะไรไม่ลง รู้สึกคลื่นใส้อยากได้อะไรที่ทำให้สร่างเมาได้เร็วๆ เพราะไม่อยากถูกหมอจงต่อว่าเรื่องดื่มเหล้าเมาจนลุกไม่ไหว ฉันก็บอกว่าเดี๋ยวจะไปเอาน้ำชาร้อนๆมาให้ ดื่มน้ำชาร้อนๆสักหน่อยจะได้ช่วยสร่างเมา
จากนั้นฉันก็เดินกลับไปที่โรงครัวให้พ่อครัวต้มน้ำร้อนให้กาหนึ่ง แล้วหย่อนใบชาร่ำสุราที่ฉันพกเก็บไว้ในเข็มขัดเวทย์ เพื่อไว้ต้มให้พี่ชายทั้งสี่ดื่มคลายสร่างเมา แล้วยกกาน้ำชาไปให้ฉิงคุนที่ห้องพัก รินน้ำชาใส่ถ้วยให้เขายกดื่ม พร้อมกับบอกเขาว่าดื่มชานี้แล้วไม่เกินครึ่งชั่วยามก็สร่างเมา
ฉิงคุนก็งัวเงียพูดว่าแค่น้ำชาจะสร่างเมาได้ยังไง แต่ก็ยกถ้วยน้ำชาขึ้นดื่มแก้กระหายหลังตื่นนอน แล้วเขาก็ถามขึ้นทันทีว่า นี่เป็นน้ำชาอะไรทำไมมีรสชาติแปลกๆ แต่มีกลิ่นหอมเย็นดื่มแล้วรู้สึกสดชื่นขึ้นมาเลย ฉันตอบว่าคือชาร่ำสุรา เป็นใบชาที่ฉันปลูกเองที่บ้านในป่าไผ่เขียว รับรองปลอดภัย พี่ชายทั้งสี่ดื่มเป็นประจำตอนเช้าหลังดื่มเหล้ามาหนักๆ
จากนั้นฉันก็รีบลุกออกไปจากห้อง เพราะจะต้องไปยกอาหารเช้าไปให้หมอจง เมื่อหมอจงเห็นฉันเป็นคนยกอาหารเช้าไปให้ ก็ถามทันทีว่าทำไมเป็นฉันที่ยกอาหารมา ฉันก็ตอบเพียงว่า เช้านี้ฉิงคุนตื่นมาแล้วเวียนหัว ฉันจึงยกอาหารมาให้แทน หมอจงมองหน้าฉันแล้วพูดเหมือนรู้ทันว่า ฉิงคุนเมาเหล้าใช่ไหม เพราะเมื่อคืนเขาได้ยินเสียงฉิงคุนดังมาจากทางห้องพักของฉัน
ฉันตอบว่าใช่ เพราะฉิงคุนอยากต้อนรับฉันที่เป็นศิษย์น้อง จึงดื่มเหล้ากับพี่ชายนิดหน่อย แต่เพราะฉิงคุนคออ่อนดื่มเหล้าไม่เก่งจึงเมาค้าง แต่อีกสักพักก็คงสร่างเมา หมอจงยังคงทำหน้านิ่ง แล้วบอกให้ฉันไปกินอาหารเช้าก่อน เดี๋ยวเขาจะไปดูอาการของฉิงคุนที่ห้องพักสักหน่อย แล้วหมอจงก็ลุกเดินไปหยิบยาห่อเล็กๆหนึ่งห่อในชั้นตู้ยา จากนั้นจึงเดินออกไป
เมื่อหมอจงเดินมาถึงห้องพักของฉิงคุน เขาก็เห็นฉิงคุนกำลังนั่งดื่มน้ำชาอยู่บนฟูก แต่แทนที่หมอจงจะดุด่าว่ากล่าว หมอจงกลับถามฉิงคุนด้วยความห่วงใยว่าเป็นอย่างไรบ้าง ฉิงคุนก็ตอบว่าเขาเริ่มสร่างเมาแล้ว เพราะฉันเอาน้ำชาร่ำสุรามาให้เขาดื่ม เพิ่งดื่มไปเพียงสองถ้วยเอง อาการเมาค้างก็ดีขึ้นทันตาเห็น
หมอจงจึงถามซ้ำด้วยความสงสัยว่าเป็นชาอะไรนะ เขาไม่เคยได้ยินชื่อชาชนิดนี้มาก่อน ฉิงคุนจึงชี้นิ้วไปที่กาน้ำชาที่วางอยู่ตรงหน้า บอกว่าชาร่ำสุราที่ฉันปลูกเองที่บ้าน หมอจงจึงหยิบกาน้ำชาขึ้นเปิดฝาดมกลิ่นแล้วทำสีหน้าแปลกใจ
จึงรีบจับชีพจรที่ข้อมือของฉิงคุนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็หันไปเทน้ำชาใส่ถ้วยดมกลิ่นน้ำชาอีกครั้ง ก่อนจะจิบชิมรสชาติน้ำชาในถ้วย ก็รู้สึกถึงพิษอ่อนๆในน้ำชาแต่ไม่ทำให้ถึงตาย แค่ทำให้รู้สึกชาที่ปลายลิ้นเล็กน้อย รสชาติหอมเย็นชุ่มคอจึงดื่มจนหมดถ้วย
จากนั้นก็ใช้ช้อนตักกากใบชาออกมาแล้วหยิบดูอย่างพินิจพิจารณา เพราะเป็นใบชารูปร่างแปลกๆ มีสีเขียวเข้มปล้องกลมๆถูกตัดเป็นท่อนเล็กๆสั้นๆ แล้วหมอจงก็พูดขึ้นว่าใบชามีพิษ แต่เขาไม่เคยพบเห็นพืชชนิดในแคว้นจินชางหรือที่อื่นมาก่อนเลย
ทำให้ฉิงคุนตกใจคิดว่าฉันให้เขาดื่มยาพิษ หมอจงก็พูดว่าไม่เป็นไร แค่มีพิษอ่อนๆไม่ทำให้ตายแต่กลับทำให้รู้สึกสดชื่น แต่ถ้าดื่มเกินสองกาน้ำชาขึ้นไปร่างกายจะต้านทานพิษไม่ไหว จึงบอกให้ฉิงคุนดื่มน้ำชาแค่กาเดียวก็พอ
แล้วบอกให้ฉิงคุนนอนพักผ่อนจนสร่างเมา วันนี้อนุญาตให้ฉิงคุนหยุดพักผ่อน ฉิงคุนก็บอกหมอจงว่าเขารู้สึกดีขึ้นแล้ว สักพักจะตามไปช่วยงาน แต่ตอนนี้ขอไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเพราะรู้สึกเหม็นเหล้าคลุ้งติดเสื้อผ้าเหลือเกิน
กระทั่งฉันกินอาหารเช้าเสร็จจึงเดินกลับมาเพื่อจะเตรียมตัวเรียน ก็พบหมอจงกำลังนั่งรออยู่แล้ว พร้อมกับถามถึงชาร่ำสุราที่ต้มให้ฉิงคุนดื่ม และขอดูใบชาตากแห้งที่ฉันพกติดตัวไว้ ฉันจึงล้วงหยิบห่อใบชาที่แบ่งเป็นห่อเล็กๆสำหรับต้มได้หนึ่งกา ออกมาจากเข็มขัดเวทย์ยื่นให้หมอจงดู
หมอจงแกะห่อใบชาแล้วหยิบดูพร้อมกับสูดดมกลิ่นด้วยความสนอกสนใจ ทำสีหน้าเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจ แล้วเงยหน้ามาพูดกับฉันว่า “ดูท่าเจ้าจะรู้เรื่องสมุนไพรพิษดีกว่าข้าเสียอีก” และยังพูดถึงยาทาบาดแผลที่หมอหวังให้เขามาก็เป็นสมุนไพรพิษ แต่ฉันกับหมอหวังกลับรู้จักวิธีใช้ให้กลายเป็นยารักษาโรคได้ สมแล้วที่หมอหวังส่งฉันมาเป็นศิษย์
เขายังพูดอีกว่าสมุนไพรพิษทั้งสองชนิดนี้ เขายังไม่เคยพบเห็นหรือเคยได้ยินชื่อ เขาเคยเดินทางไปตามแคว้นต่างๆจนทั่วเพื่อเสาะหาสมุนไพรดีๆ รวมทั้งสมุนไพรพิษมาปรุงเป็นยารักษาโรค ไม่เว้นแม้แต่แคว้นหลวนเซียน จนได้รู้จักผูกมิตรสหายกับหมอหวัง
แต่มีเพียงที่เดียวในแคว้นหลวนเซียน ที่เขาไม่อาจย่างเท้าเข้าไปถึงก็คือป่าปีศาจ เขาจึงไม่รู้ว่าในป่าปีศาจนั้นมีสมุนไพรอะไรบ้าง แต่ถ้าให้เขาเดาสมุนไพรในป่านั้นก็คงไม่ใช่สมุนไพรที่เหมาะรักษามนุษย์ แล้วสมุนทั้งสองชนิดนี้ขึ้นอยู่ที่ใดในแคว้นหลวนเซียน ทั้งยังถามด้วยว่ายาที่หมอหวังให้เขามานั้นชื่อสมุนไพรอะไร พร้อมกับยื่นกากยาที่เหลืออยู่นิดหน่อยให้ฉันดู
พอเปิดดูแวบเดียวก็รู้ทันทีว่าเป็นสมุนไพรอะไร เพราะเป็นยาตำรับของฉันเองแต่ไม่อยากบอกให้หมอจงรู้ ว่าเป็นว่านโซ่โลหิตที่ฉันเคี้ยวผสมกับน้ำลายในปาก ที่พกติดตัวมาไว้ใช้รักษาฉุกเฉิน จึงโกหกไปว่าชื่อหญ้าหวาน เพราะถ้าบอกชื่อจริงๆไป ก็กลัวว่าหมอจงจะเดินทางไปตามหาว่านโซ่โลหิตที่แคว้นหลวนเซียน
แล้วเขาก็ทำหน้าสงสัยเหมือนไม่เชื่อ พูดว่าหญ้าหวานรักษาแผลได้ดีขนาดนี้เชียวเหรอ แล้วก็ถามอีกว่าบ้านของฉันอยู่ทิศไหนส่วนไหนของแคว้นหลวนเซียน ถ้ามีโอกาสเขาก็อยากจะไปเห็นแปลงต้นชาร่ำสุราที่ฉันปลูกเอง และอยากได้พันธุ์ต้นชามาปลูกไว้ที่นี่บ้าง อีกอย่างถือเป็นการดีที่เขาจะได้ไปเยี่ยนเยียนครอบครัวของลูกศิษย์ด้วย
ฉันจึงบอกหมอจงว่า บ้านฉันอยู่ในป่าไผ่ทางเหนือห่างไกลตัวเมืองหลวนเซียน การเดินทางก็ยากลำบาก เกรงว่าหมอจงอาจจะไม่อยากไปก็ได้ แต่ถ้าเรียนจบเมื่อไหร่ แล้วหมอจงยังคิดอยากจะไปฉันก็จะพาไป แล้วฉันก็รีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที บอกหมอจงว่จะเปลี่ยนผ้าพันแผลที่มือให้
หมอจงก็ยกมือข้างที่มีผ้าพันฝ่ามือไว้ขึ้นมาดู แล้วพูดว่าตอนนี้มือหายเจ็บแล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดผ้าพันแผลดูเลยว่าแผลสมานหรือยัง แต่จะให้ฉันเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ก็ได้ เพราะไม่รู้ว่าฉิงคุนสร่างเมาหรือยัง พร้อมกับชี้นิ้วไปที่บนโต๊ะมุมห้อง ให้ฉันเดินไปหยิบอุปกรณ์ทำแผล ซึ่งในขณะเดียวกันนั้นก็มีคนงานเดินมาบอกหมอจงว่า ราชครูเฉิงหยางเฉิน มาขอพบตอนนี้นั่งรออยู่ที่ห้องรับรองแล้ว
หมอจงก็หันมาบอกว่าไม่ต้องทำแผลแล้ว พร้อมกับวานให้ฉันไปยกน้ำชากับขนมไปให้ราชครูเฉิงหน่อย แล้วหมอจงก็เดินออกไปพบราชครูเฉิงที่รออยู่ที่ห้องรับรอง แต่ฉันแอบสังเกตุเห็นหมอจงยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นเขายิ้ม แต่กลับเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แปลกๆพิกล หรือบางทีหมอจงอาจจะกำลังรอราชครูเฉิงอยู่ก็ได้ พอได้ยินว่าราชครูมาพบจึงเผลอยิ้มออกมา
ฉันจึงเดินไปที่โรงครัวก็พบกับฉิงคุนกำลังนั่งกินอาหารอยู่ที่นั่น จึงรีบบอกพ่อครัวว่าขอน้ำชากาหนึ่งกับขนม ฉิงคุนที่กำลังกินข้าวต้มใกล้หมดชาม ก็หันมาถามฉันว่าหมอจงให้มาเอาน้ำชากับขนมเหรอ ฉันตอบว่าใช่ แต่จะเอาไปให้ราชครูเฉิง
ฉิงคุนจึงรีบยกชามข้าวต้มซดน้ำกินหมดชาม แล้วบอกว่าเดี๋ยวเขาจะยกน้ำชากับขนมไปให้ราชครูเอง เพราะฉันยังไม่เคยเจอกับราชครูเดี๋ยวจะตกใจกลัวเอา เพราะราชครูเป็นคนดุมีบุคลิกน่าเกรงขามจนน่ากลัว ขนาดนั่งเฉยๆนิ่งๆมองมาแค่สายตายังดูมีอำนาจน่ากลัวเลย
ฉิงคุนยังพูดอีกว่าราชครูเฉิงมาได้เวลาพอเหมาะพอดี ตอนที่หมอจงมือบาดเจ็บเหมือนรู้ว่าหมอจงอยู่ที่เรือน เพราะปกติหมอจงจะเดินทางไปหาซื้อสมุนไพรต่างเมือง เพื่อหลบเลี่ยงพบปะพวกขุนนาง ที่มักจะมาเชิญตัวให้ไปเป็นหมอประจำตัวที่จวน ราชครูเฉิงก็เช่นเดียวกัน มาพบหมอจงหลายครั้งแล้ว แต่หมอจงก็ตอบปฏิเสธไปทุกครั้งเป็นคนช่างตื๊อจริงๆ
ฉันก็พูดว่าเดี๋ยวจะช่วยยกจานขนม เพราะอยากเห็นเหมือนกันว่าราชครูเฉิงหน้าตาเป็นยังไง ดุแค่ไหนทำไมจึงหวาดกลัวกัน อีกอย่างถ้าราชครูมาที่นี่อีกจะได้จำหน้าตาได้ แล้วพ่อครัวก็วางจานขนมที่จัดไว้สวยงามวางบนถาด ยื่นให้ฉันแล้วหัวเราะอย่างเป็นกันเองว่า ถ้าเห็นแล้วก็อย่าเดินตัวสั่นออกมาล่ะ จากนั้นพ่อครัวก็วางกาน้ำชาบนถาดอีกใบส่งให้ฉิงคุน
ฉันเดินถือถาดใส่จานขนมเดินตามหลังฉิงคุนไป ซึ่งก่อนจะเดินถึงหน้าห้อง เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งรูปร่างหน้าตาคล้ายกับหมอจง แวบแรกยังคิดว่าเป็นหมอจงมายืนทำไมที่หน้าห้องรับรอง แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่ไม่ใช่หมอจง เป็นเพียงคนหน้าคล้ายเท่านั้น แต่ชายคนนั้นยืนตัวตรงมาดนิ่งไม่วอกแวก มีเพียงหางตาที่มองชำเลืองมาที่ฉิงคุนกับฉัน
ฉิงคุนก็พูดเสียงเบาๆว่า ผู้ชายที่ยืนเฝ้าที่หน้าประตูเป็นองครักษ์ของราชครู ชอบทำหน้าดุพอๆกับราชครู เมื่อเราเดินมาถึงหน้าห้อง ก็ได้เสียงราชครูเฉิงกำลังพูดคุยเสียงดังฟังชัดดังมาถึงหน้าประตูห้อง นี่ขนาดแค่ได้ยินเสียงยังรู้สึกได้ถึงความดุและมีอำนาจในน้ำเสียง
แต่องครักษ์มาดขรึมกลับยื่นมือมาขวางยังไม่ให้เราเข้าไปในห้องรับรอง เขามองจ้องหน้าฉันแต่ปากก็ถามฉิงคุนว่าฉันเป็นใคร ฉิงคุนตอบว่าด้วยสีหน้าไม่ชอบใจนักว่า ฉันเป็นศิษย์น้องที่หมอจงเพิ่งรับมาเป็นศิษย์ องครักษ์หนุ่มจึงยกมือขึ้นปล่อยให้เราเดินเข้าไปในห้อง
ซึ่งภายในห้องก็พบกับราชครูเฉิง เขาเป็นชายสูงอายุดูภูมิฐาน สวมใส่ชุดสีดำขลับแต่ไม่ใช่ชุดขุนนาง เขามองมาที่ฉันประจวบกับสายตาฉันมองไปที่เขาด้วยพอดี ซึ่งตรงกับคำพูดของฉิงคุนไม่ผิดเพี้ยน เพราะแววตาของราชครูดูดุดันน่าเกรงขาม ดูมีอำนาจบารมีเหมาะสมกับยศตำแหน่งเหลือเกิน
ข้างๆราชครูมีเด็กสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างๆ นางมองจ้องฉันไม่วางตา สลับหันไปมองหน้าหมอจงเหมือนมีคำถามว่าฉันคือใคร แต่หมอจงยังคงทำหน้าวางเฉยเย็นชาไม่สะทกสะท้านสายตาเด็กสาวคนนั้นแต่อย่างใด ฉิงคุนจึงค้อมตัวทำความเคารพราชครู แล้ววางกาน้ำชาตรงหน้าเขา ฉันจึงวางจานขนมข้างๆกาน้ำชา แล้วจะเดินออกจากห้อง
แต่ราชครูเฉิงก็พูดดุด้วยเสียงอันดังกังวาล “เจ้าไม่รู้เหรอว่าข้าเป็นใคร!” จนฉันสะดุ้งตกใจหยุดชะงักหันกลับไปมอง ก็เห็นราชครูเฉิงจ้องมองจนฉันต้องหลบสายตา หันไปมองหน้าหมอจงประมาณว่า จะให้ฉันค้อมตัวคำนับราชครูเหรอ หมอจงก็พยักหน้าเป็นการบอกว่าให้ฉันทำตามฉิงคุน
ฉันไม่แน่ใจที่เสวี๋ยฉีพูดไว้จะจริงหรือไม่ ว่าอย่าคำนับมนุษย์! แต่ก็อยากพิสูจน์ดูอีกสักรอบ จึงคิดในใจว่า เอาวะ! ถ้ามีฟ้าผ่าลงมาอีกก็ตัวใครตัวมันแล้วกัน ฉันจึงยกมือขึ้นมาประสาน กำลังจะค้อมตัวมาทางข้างหน้าเพื่อทำความเคารพราชครู ฟ้าก็ผ่าลงบนหลังคาดังสนั่นลั่น เปรี้ยงงง!!! เรือนสั่นสะเทือนเสียงกระเบื้องบนหลังคาแตกร่วงหล่นลงมาทันที จนหลังคากลายเป็นรูโหว่ เหมือนเป็นการเตือนว่าถ้าคำนับครั้งที่สามฟ้าผ่าโดนคนแน่
ทุกคนในห้องต่างสะดุ้งตกใจไม่เว้นแม้แต่ราชครู ส่วนเด็กสาวที่นั่งข้างๆราชครูนั้นตกใจร้องกรี๊ดโผกอดราชครูเฉิงแทบจะนั่งบนตัก ราชครูจึงกอดแล้วปลอบโยนเด็กสาวว่า “เหม่ยอิงลูกพ่อไม่ต้องกลัว พ่ออยู่นี่” ส่วนชายหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าประตู ก็รีบวิ่งเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าตื่นตกใจ แต่ยังมีสติรีบถามราชครูกับเด็กสาวว่าเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมจู่ๆจึงมีฟ้าผ่า แล้วเขาก็หยิบเศษกระเบื้องที่ร่วงตกลงมาขึ้นมาดู
พวกคนงานในเรือนต่างวิ่งมาหน้าตาตื่นเพราะเสียงฟ้าผ่า วิ่งมาดูว่ามีใครถูกฟ่าผ่าหรือไม่ แล้วชี้นิ้วไปบนหลังคาว่าต้องขึ้นไปเปลี่ยนกระเบื้องซ่อมหลังคาแล้ว พร้อมด้วยเสียงพูดและคำถามอื้ออึงว่าทำไมฟ้าผ่าผิดฤดูหรือเกิดเหตุอาเพศลางบอกเหตุอะไรหรือเปล่า
หมอจงจึงเดินออกไปบอกคนงานว่า แค่ธรรมชาติหลงฤดูเท่านั้น พร้อมกับบอกคนงานให้เข้ามาเก็บเศษกระเบื้องออกไป ฉิงคุนจึงอาศัยช่วงวุ่นวายไม่มีใครสนใจฉัน บอกให้ฉันไปจากตรงนี้ก่อน ทางนี้เดี๋ยวเขาพูดแก้ตัวให้เอง ว่าฉันกลัวฟ้าผ่าวิ่งกลับห้องพักไปแล้ว
ฉันจึงรีบชิ่งเดินหนีออกไปจากห้องรับรอง แล้วไปเดินผ่อนคลายดูแปลงสมุนไพรหลังเรือน รีบสูดหายใจเข้าออกลึกๆให้คลายอาการตกใจจากเสียงฟ้าผ่า ทำให้รู้แล้วว่าฟ้าผ่าลงมาเพราะสวรรค์ไม่ต้องการให้นกอัคคีสววรค์ที่อยู่กับฉันในร่างนี้ก้มหัวคำนับมนุษย์
แต่แล้วก็ได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังเดินมาทางนี้ จึงหันไปมองก็เห็นเหม่ยอิงลูกสาวของราชครูกับองครักษ์กำลังเดินตรงมาทางนี้ ฉันจึงมองซ้ายมองขวาจะหาทางเดินเลี่ยงกลับไปที่ห้องพัก เหม่ยอิงจึงเรียกฉันว่าให้หยุดก่อนและถามชื่อแซ่
ฉันตอบว่าไป๋อันฉี จึงถามเหม่ยอิงกลับไปว่ามีธุระอะไรกับฉันหรือไม่ เหม่ยอิงก็ถามคำถามอื่นมาอีกเป็นชุดว่าเป็นอะไรกับพี่หยู มาอยู่ที่นี่นานหรือยัง เพราะก่อนหน้านี้นางมาที่นี่หลายครั้งไม่เคยเห็นฉันมาก่อนเลย ฉันมีความสัมพันธ์พิเศษอะไรกับพี่หยูหรือเปล่า
เหวินหลางก็พูดแทรกขึ้นมาว่า ฉันเป็นลูกศิษย์ของหมอจง เหม่ยอิงก็หันไปดุชายหนุ่มว่า “เหวินหลาง! ข้าถามนางไม่ได้ถามเจ้า!” เหวินหลางก็ทำหน้าเจื่อนรีบกล่าวขอโทษเหม่ยอิงทันที เหม่ยอิงยังดุชายหนุ่มอีกว่า จะเดินตามนางทำไมที่นี่บ้านหมอจงไม่มีใครกล้าทำอะไรนางหรอก พร้อมกับพลักชายหนุ่มให้กลับไปยืนเฝ้าราชครูพ่อของตน
เหวินหลางก็พูดว่าราชครูสั่งให้เขาคอยติดตามปกป้องเหม่ยอิง เขาจะขัดคำสั่งราชครูไม่ได้ เหม่ยอิงก็ยังดุเหวินหลางไม่เลิก นางเองก็เป็นเจ้านายกล้าขัดคำสั่งนางเหรอ พอเหวินหลางจะอ้าปากอธิบาย เหม่ยอิงก็ดุอีกว่าห้ามเถียง และห้ามตอบคำถามแทนคนอื่นอีก
ฉันที่ยืนมองอยู่เริ่มจะรู้สึกรำคาญเหม่ยอิงนิดๆ แต่ดูๆไปหนุ่มสาวคู่นี้ก็ตลก และน่ารักไปอีกแบบ เพราะคนหนึ่งก็เป็นคุณหนูเอาแต่ใจ ส่วนอีกคนก็เป็นองครักษ์หน้าดุทำมาดเคร่งขรึม แต่พอเขาอยู่กับเหม่ยอิงกลับดูโอนอ่อนเป็นคนละคนต่างกับตอนแรกไปเลย
●
●
●
หมายเหตุ
*เฉิงหยางเฉิน แปลว่า ชายผู้หนักแน่นผู้ประสบความสำเร็จ
*เหม่ยอิง แปลว่า ผู้มีความงามและความสำคัญ
*เหวินหลาง แปลว่า ความดีงามสูงส่ง บุรุษ
*จินหย่งเจิ้ง แปลว่า ผู้มีความกล้าหาญถูกต้องเที่ยงธรรม