ไม่ว่าจะมีคนจำนวนมากตามแช่งยังไง แต่เซี่ยปิงก็ผ่านเข้ารอบมาอย่างสบายๆ เนื่องจากว่าการประลองรอบที่สามและรอบที่สี่ ฝ่ายตรงข้ามเป็นแค่นักสู้ขั้นห้า พวกเขาต่างก็โดนจัดการภายในหมัดเดียว
และตอนนี้เซี่ยปิงได้เข้าสู่รอบ 16 คนสุดท้าย
ติ๊ง!
เสียงระบบดังขึ้นในความคิดเซี่ยปิง “ขอแสดงความยินดีด้วย ครั้งนี้คุณได้รับคะแนนความเกลียดชังสี่ร้อยห้าสิบสามคะแนน ทางระบบหวังว่าคุณจะทำผลงานได้ดีแบบนี้ไปเรื่อยๆ”
เซี่ยปิงกลอกตา “สี่ร้อยห้าสิบสามคะแนน ถ้ารวมกับคะแนนที่สะสมไว้ นั่นก็หมายความว่าฉันสามารถแลกเปลี่ยนทักษะนรกกลืนกินขั้นแรกได้แล้วสิ”
“ต้องการแลกเปลี่ยนตอนนี้เลยหรือไม่” ระบบถาม
เซี่ยปิงพยักหน้า “ฉันจะแลกมัน” เขาอยากเห็นว่าทักษะนี้จะน่าทึ่งแค่ไหน
ทันใดนั้น กระแสน้ำสายหนึ่งไหลผ่านร่างกายของเขา และมีเสียงก้องดังขึ้นในหัว “ในทะเลลึกแดนเหนือมีพญามัจฉาตัวหนึ่ง ชื่อของมันคือคุน ตัวของมันใหญ่โตไม่รู้กี่พันลี้ จนมันกลายร่างเป็นพญาปักษา ชื่อของมันคือเผิง แผ่นหลังมโหฬารของเผิงกว้างไม่รู้กี่พันลี้ เมื่อมันสยายปีกมุ่งสู่ทะเลลึกแดนใต้ ปีกของมันแผ่กว้างราวแผ่นเมฆปกคลุมฟ้า….”
ทุกประโยคที่ปรากฏอยู่ในทักษะเล่มแรก ได้ไหลเข้ามาในห้วงความคิดของเซี่ยปิง พลังลึกลับกับความเข้าใจอันลึกซึ้งนับไม่ถ้วนผสานเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกาย สัญชาตญาณบางอย่างกำลังบอกเขาว่า เขาได้ฝึกวิชานี้สำเร็จแล้ว
“นี่คือทักษะนรกกลืนกินใช่ไหม” เซี่ยปิงตื่นเต้นเล็กน้อย เมื่อฝึกฝนทักษะลึกลับนี้ได้สำเร็จ เขาสามารถใช้พลังปราณแท้สร้างเป็นเกราะปราณ ลักษณะของมันคล้ายม่านพลังคุ้มกันรอบกาย กางออกเป็นชั้นบางๆ แผ่คลื่นผันผวนดูดซับการโจมตีทุกรูปแบบ
ด้วยพลังการป้องกันของเกราะปราณเพียงชั้นเดียว แม้จะถูกปืนเลเซอร์ถล่มยิง แต่ความเสียหายที่ได้รับจะลดลงกว่าครึ่ง หากฝึกทักษะนี้ไปถึงขั้นสูงสุด ต่อให้ถูกโจมตีด้วยปืนมิสไซล์ก็ไม่ส่งผลต่อเขามากนัก
“ฉันยังไม่รู้วิชานี้มีพลังแค่ไหนจนกว่าจะได้ลองใช้มัน” เซี่ยปิงลูบคาง “การประลองรอบ 16 คนสุดท้ายกำลังจะเริ่ม ทำไมฉันไม่ใช้โอกาสนี้ทดสอบดูสักหน่อย”
เมื่อการแข่งขันช่วงเช้าจบลง รายชื่อ 16 อันดับแรกของโรงเรียนก็ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ ผ่านไปครึ่งชั่วโมง การเตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ในบริเวณสนามกีฬาตอนนี้เหลือเพียงสนามประลองขนาดใหญ่ 16 สนาม
เซี่ยปิงยืนอยู่ในสนามประลอง คู่ต่อสู้ของเขาครั้งนี้ไม่ง่ายเหมือนรอบที่ผ่านมา สำหรับผู้เข้ารอบ 16 คนสุดท้าย ต่างก็มีความแข็งแกร่งในระดับสิบอันดับแรกของโรงเรียน
คู่ประลองของเซี่ยปิงในรอบนี้มีชื่อว่าเถาหยุน และยังเป็นนักสู้ขั้นหก ฝึกทักษะขั้นกลาง ‘ฝ่ามือสยบเมฆา’ มีความแข็งแกร่งใกล้เคียงกับโจวไท่อัน
“เถาหยุน ฉันได้ยินว่าฝีมือของนายไม่ได้ด้อยกว่าโจวไท่อัน เรื่องนี้จริงหรือเปล่า” เซี่ยปิงถาม
เถาหยุนแปลกใจอยู่ไม่น้อย อาจเป็นเพราะว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ามี นิสัยดุร้าย ไม่ชอบเสวนากับใครในสังเวียน และมักจะจบการต่อสู้ด้วยหนึ่งหมัดเสมอ แต่ตอนนี้เจ้าหมอนี่กำลังชวนเขาคุย และยังเอ่ยชื่อเขาออกมา
ไม่รู้เป็นเพราะอะไร เถาหยุนรู้สึกประหม่าเล็กน้อย ตะโกนตอบไปว่า “ทุกคนต่างพูดว่าฉันไม่ได้ด้อยกว่าโจไท่หนาน แต่ฉันไม่ได้เป็นคนพูด นายมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
น้ำเสียงช่วงท้ายประโยคเบาลง คล้ายคนที่ขาดความมั่นใจ
ไม่ผิดที่เขาจะรู้สึกแบบนั้น ลำพังโจวไท่อันยังโดนเจ้าเด็กนี่ทุบเหมือนสุนัข นับประสาอะไรกับคนอย่างเขา
ตามข่าวที่ได้ยินมา โจวไท่อันถูกหามส่งโรงพยาบาลในสภาพปางตาย กระดูกซี่โครงหักหลายซี่ อวัยวะภายในบอบช้ำ กว่าจะลุกออกจากเตียงได้อาจต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ
ถึงแม้ว่าเถาหยุนจะมีความมั่นใจในพลังของตัวเองว่าไม่มีทางแพ้โจวไท่อัน แต่ยามเผชิญหน้ากับเซี่ยปิงที่ไม่สามารถหยั่งถึงผู้นี้ เขากลับไม่มีความมั่นใจเอาเสียเลย
พอเห็นท่าทียอมจำนนของเถาหยุน เซี่ยปิงก็พูดอะไรไม่ออก รู้สึกเหมือนเขาเป็นหมาป่ากำลังรังแกกระต่ายน้อยอย่างไรอย่างนั้น เซี่ยปิงปัดมือแล้วพูดว่า “ไม่ต้องกลัว ฉันแค่ถามเฉยๆ การเอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยหมัดเดียวมันน่าเบื่อเกินไปหน่อย ไม่มีอะไรตื่นเต้นสักนิด”
“เอาแบบนี้ดีไหม ฉันจะยืนนิ่งๆ ให้นายเข้ามาอัดฉันให้หนำใจ และถ้าหากนายทำให้ฉันออกจากเส้นสังเวียนได้ นายก็เป็นฝ่ายชนะไป”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
อะไรนะ?
เถาหยุนตะลึง เขาไม่เข้าใจว่าเซี่ยปิงมีจุดประสงค์อะไรกันแน่ คิดจะยืนเฉยๆ ให้เขาตีเขาอย่างนั้นเหรอ สมองพลิกกลับด้านไปแล้วหรือไง บ้าชะมัด!
เถาหยุนคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ บรรยากาศข้างสนามประลองตกอยู่ในความโกลาหลทันที
“เซี่ยปิงไอ้บัดซบเอ๊ย แกอยากท้าทายสวรรค์ขนาดนั้นเลย”
“ยืนเฉยๆ ให้อีกฝ่ายทุบตี ต้องเย่อหยิ่งแค่ไหนถึงจะคิดแบบนี้ได้”
“เขาเป็นแค่นักสู้ขั้นห้า แต่กลับเชื้อเชิญให้นักสู้ขั้นหกลงมือ จองหองพองขนเหลือเกิน”
“ถ้าอยากตายขนาดนั้นก็ช่วยสงเคราะห์เขาหน่อย”
“ไอ้บ้านี่เสียสติไปแล้วแน่ๆ คิดว่าตัวมันเองเป็นยอดฝีมือระดับนักรบหรือยังไงกัน”
“ถ้าเขายืนเฉยๆ ให้อัดจุดจบของมันคงมาถึงในหมัดแรก”
“เถาหยุน รีบๆ ฆ่ามัน คว้าโอกาสตอนที่มันยังสติฟั่นเฟือนทุบมันให้นอนกองกับพื้น”
“แม้ว่าการเอาชนะคนโง่ไม่ใช่เรื่องน่ายกย่อง แต่เพราะเจ้านี่คือเซี่ยปิง เขาสมควรโดนทุบสักที”
กลุ่มนักเรียนตะโกนโวยวายด้วยความโมโห เด็กคนนี้มีอุบายใต้แขนเสื้อมากมาย ก่อนหน้านี้เขาสร้างความอับอายให้กับคนอื่นด้วยหมัดเดียว
ทว่าเวลานี้กลับขี้เกียจกระทั่งจะขยับหมัด แต่เลือกปล่อยให้คู่ต่อสู้ทุบตีเขาแทน
ฝ่ายเพื่อนร่วมชั้นของเซี่ยปิง รวมถึงเกาหวานและหยางเว่ย พูดอะไรกันไม่ออกสักคน ปีศาจร้ายตัวนี้กะจะทำให้คนอื่นโกรธจนกระอักเลือดตาย เพราะความหยิ่งผยองไร้ขอบเขตของเขา
“นายพูดจริงเเหรอ”
เถาหยุนมองเซี่ยปิงด้วยความเคลือบแคลงสงสัย หรือนี่จะเป็นกับดัก แม้จะพูดว่าเขาจะยืนอยู่นิ่งๆ แต่เอาเข้าจริงอาจรอโต้กลับตอนเธอเผลอก็เป็นได้
เซี่ยปิงพูดอย่างไม่สบอารมณ์ณ์ “นายจะอัดฉัน หรือให้ฉันอัดนายจนกระดูกซี่โครงแตกห้าซี่ตอนนี้ ว่ายังไง จะเอาแบบไหนเลือกมา” ดวงตาเย็นจัดจ้องไปที่เถาหยุน
นี่มันเป็นการข่มขู่ชัดๆ
เถาหยุนตกใจกลัวจนตัวสั่น ใบหน้าซีดขาว ปลายคางขยับขึ้นลงซ้ำๆ “ได้! ฉันจะอัดนายเดี๋ยวนี้”
จากนั้นอาจารย์ผู้ตัดสินประกาศเริ่มการประลอง
ไม่รอช้า เถาหยุนพุ่งขึ้นไปพร้อมกับออกกระบวนท่าแรกของฝ่ามือสยบเมฆา มวลอากาศทั้งหมดไหลมารวมกันดั่งสายน้ำเมฆาเคลื่อน ก่อให้เกิดพลังอันน่าสะพรึงกลัว
แต่ถึงอย่างนั้น เซี่ยปิงยังคงยืนไพล่หลังอยู่กับที่เช่นเดิม
“เขาจะปล่อยให้ฉันโจมตีฝ่ายเดียวจริงๆ เเหรอ”
เถาหยุนก็รู้สึกโล่งใจ
หากเป็นเช่นนี้ เขาย่อมมีโอกาสคว้าชัยชนะการแข่งขัน ด้วยระดับการฝึกฝนนักสู้ขั้นหก เขาจะไม่สามารถจัดการกับนักสู้ขั้นห้าได้เลยหรือไง
ในเมื่ออีกฝ่ายเรียกร้องให้ตีเขาก็โทษเขาไม่ได้
ปัง!
เถาหยุนวาดฝ่ามือตบเข้าไปที่ร่างของเซี่ยปิงอย่างรุนแรง พลังฝ่ามือสยบเมฆาระเบิดออกมาราวกับเสียงกระทบกันของระฆัง สนามประลองเกิดแรงสั่นสะเทือนเลือนลั่นไปทั่วทั้งบริเวณ