ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 4 ตอนที่ 2 แดนศักธิ์สิทธิ์อื่นๆ 1/2

            "ดูเหมือนว่าการแข่งขันภายในของสถาบันแห่งนี้จะเข้มข้นยิ่งนัก"จงหมิ่นถามเยว่ฟง จากที่ดูมาแล้วบรรยากาศภายในสถาบันแห่งนี้เต็มไปด้วยการแข่งขันที่ดุเดือด

            "ใช่ การแข่งขันภายในนี้ดุเดือดอย่างยิ่ง นั่นก็เป็นเพราะว่าสถาบันแห่งนี้ถูกนับให้เป็นระดับเดียวกับแดนศักดิ์สิทธิ์ จึงจำเป็นจะต้องรักษามาตรฐานของลูกศิษย์ภายใน ให้พวกเขาแข่งขันกันเองเพื่อเติบโตขึ้นให้เร็วที่สุด "เยว่ฟงกล่าว 

            “แต่ดูเหมือนว่านอกจากจะแบ่งระดับจากความแข็งแกร่งแล้ว ยังแบ่งระดับตามพื้นหลังของตระกูลด้วยไม่ใช่หรือ” อูหลินเฟิงกล่าว สิ่งที่เขาหมายถึงย่อมต้องเป็นป้ายแต่ละชนิดที่ได้รับมาจากสถาบันเทพราชัน

            “สิ่งนี้ข้าก็ไม่เห็นด้วย ข้าเองก็คิดว่าการมีป้ายเพื่อบ่งบอกสถานะของตระกูลพื้นหลัง ทำให้มีคนบางกลุ่มของสถาบันที่มาจากตระกูลระดับกลางหรือตระกูลระดับต่ำ ถูกคนจากตระกูลระดับสูงหรือตระกูลระดับมหาตระกูลรังแกอยู่ตลอดเวลา พวกนั้นต่างใช้คนจากตระกูลระดับต่ำกว่าราวกับว่าอีกฝ่ายเป็นคนรับใช้ อย่างพวกของอวี้จางก็เป็นคนประเภทนี้” เยว่ฟงกล่าว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาไม่เข้าร่วมกลุ่มของอวี้จาง ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายเองก็เคยชักชวนเขาให้เข้าร่วมเป็นกลุ่มเดียวกัน แต่การกระทำของอีกฝ่ายนั้นเป็นประเภทพวกที่ชอบดูถูกคนที่ระดับต่ำกว่าตนเอง และ ยังไม่ยอมรับคนจากตระกูลระดับกลางอีกด้วย เยว่ฟงที่มีสหายสนิทเป็นคนจากตระกูลระดับกลางจึงไม่เข้าร่วมกลุ่มของอวี้จาง

            “ตระกูลอวี้?? หรือว่าตระกูลระดับมหาตระกูล ของทวีปหมื่นภูผา” อูหลินเฟิงถาม ในทวีปหมื่นภูผาต่างจากทวีปปราณฟ้า เพราะว่ามหาตระกูลระดับสูง ที่ทวีปหมื่นภูผามีถึงเจ็ดตระกูล  ตระกูลอวี้เองก็เป็นหนึ่งในนั้น ตระกูลของผู้ใช้ปราณทมิฬ ปราณแห่งความมืดอันแข็งแกร่ง

            “ถูกต้อง..เขามาจากตระกูลระดับมหาตระกูล มีทั้งความแข็งแกร่งและพื้นเพของตระกูล และยังเป็นศิษย์สืบทอดของชนชั้นเทวะของสถาบัน ทำให้สถานะของเขาภายในสถาบันแห่งนี้สูงส่งเป็นอย่างยิ่ง” เยว่ฟงกล่าว

            “มิน่าล่ะ..ถึงทำสายตาราวกับว่าตนเองยิ่งใหญ่นัก” จงหมิ่นกล่าว ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงได้หยิ่งผยองมากนัก พูดเรากับว่าตนเองมีความแข็งแกร่งมากที่สุด

            “ถึงได้ดูถูกข้าที่มีเพียงป้ายเงินสินะ” ลี่เจียงกล่าวด้วยความไม่สบอารมณ์เขายังจำสายตาที่อีกฝ่ายใช้มองมายังกลุ่มของเขาได้ เป็นสายตาที่ดูแคลนอย่างชัดเจน

            “แต่การที่เจ้าได้รับเพียงป้ายเงิน เจ้าจะกลายเป็นอาวุธลับของกลุ่มเราเชียวนะ” อูหลินเฟิงกล่าว

                    “หมายความว่าอย่างไร??” จงหมิ่นถามด้วยความสงสัยตั้งแต่ตอนที่อยู่ราชวงศ์โชติช่วงก็เหมือนว่าอูหลินเฟิงกับลี่เจียงมีความลับอะไรยางอย่างที่ไม่ยอมบอกเขา 

            “รอให้ลี่เจียง ต่อสู้พวกเจ้าก็จะรู้เองนั่นแหละ” อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม เขาไม่ยอมบอกสหายคนอื่นที่ไม่ได้รับรู้เรื่องราวในสุสาน นั่นก็เพราะว่าต้องการให้คนอื่นประหลาดใจกับความแข็งแกร่งที่แท้จริงของลี่เจียง  เขาอยากเห็นหน้าของทุกคนเหมือนรู้ว่าลี่เจียงกลายเป็นศิษย์สืบทอดเพลงหมัดของเทพกระบี่คงหมิง และยังได้รับมรดกมากมายมาไว้กับตนเอง หากเทียบกันแล้วลี่เจียงก็แทบไม่ต่างจากจงหมิ่นที่สามารถพิชิตสุสานของเทพดาบได้

            “จะว่าไป...หากพูดถึงเรื่องป้าย คุณชายเยว่ สาขาไหนของสถาบันเทพราชันที่ได้รับหน้าที่ในการตรวจสอบผู้เข้าร่วมการประลองอย่างนั้นหรือ” อยู่ๆ อูหลินเฟิงก็กลับไปถามเรื่องป้าย เพราะว่าตอนนี้เขาได้อยู่ต่อหน้าคนที่อาจจะสามารถบอกเรื่องนี้แก่เขาได้

            “รู้สึกว่า? จะเป็นสาขาที่หก สาขาข่าวสารนั่นแหละ เพราะว่าในสาขานั้นเก็บรวบรวมข้อมูลมากมายทั้งภายในและภายนอกสถาบัน สาขาข่าวสารจึงรับรู้ถึงตัวตนของผู้ที่เข้าร่วมการประลองได้ง่ายกว่า มีอะไรงั้นหรือ?” เยว่ฟงตอบคำถามและถามกลับด้วยความสงสัย ว่าเหตุใดอยู่ๆ อูหลินเฟิงถึงมาถามเรื่องนี้

            “เปล่า ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่เพียงอยากรู้เฉยๆ” อูหลินเฟิงกล่าว

            ‘ที่เจ้าถามเรื่องป้าย เพราะมีจุดประสงค์แอบแฝงสินะ’ จงหมิ่นถามผ่านยันต์ เขาย่อมรู้นิสัยของสหายตนเองดี การที่อูหลินเฟิงจะถามหาข้อมูลบางสิ่งจากผู้อื่น ย่อมไม่ใช่เพียงแค่อยากรู้ธรรมดาแน่ การถามผ่านยันต์ของเขาย่อมทำให้ผู้ที่มียันต์ได้ยินทั้งหมด

            ‘ก็เพราะว่าเรื่องป้ายนี้ ทำให้ข้าแน่ใจว่าต้องมีคนระดับสูงของสถาบันเทพราชัน เป็นพวกเดียวกับแดนจันทราโลหิตแน่นอน’ อูหลินเฟิงตอบโดยใช้ยันต์สื่อสารของตนเอง ทำให้มีเพียงเยว่ฟงที่ไม่รับรู้ว่าสิบคนที่เหลือกำลังพูดคุยกันผ่านยันต์สื่อสาร

            ‘เรื่องนี้เจ้าแน่ใจแล้วงั้นหรือ’ จงหมิ่นถามผ่านยันต์

            ‘อะไรที่ทำให้เจ้าแน่ใจถึงขนาดนั้น’ ไป๋หลันฮวาถาม แม้ว่าทุกคนจะรับรู้ว่าอูหลินเฟิง สงสัยในตัวของสถาบันเทพราชันว่าอาจจะมีคนที่ร่วมมือกับแดนจันทราโลหิตอยู่แต่อีกฝ่ายก็ไม่มีหลักฐานที่แน่นอน เป็นเพียงการใช้สัญชาตญาณคาดเดาเท่านั้น

            ‘ป้ายที่ข้าได้รับมาก็คือ ป้ายหยกขาว อันเป็นป้ายที่แสดงสถานะของคนแดนศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่แปลกก็คือเหตุใดสถาบันเทพราชันจึงรู้ว่าข้าคือคนของหอคอยวิญญาณ’ อูหลินเฟิงกล่าว ข้อสงสัยของตนเองออกมา

            ‘ไม่ใช่ว่าเจ้าเคยแสดงพลังวิญญาณของตนเองออกไปหลายครั้งนั้นหรือ’ เซี่ยชิงเอ๋อร์ถาม ในตอนที่อูหลินเฟิง ดูดกลืนดวงจิตวิญญาณของมังกรเหมันต์ ตราสัญลักษณ์ของตระกูลเนี่ยก็ปรากฏออกมาที่ระหว่างคิ้ว ทำให้นางรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนจากตระกูลเนี่ย

            ‘แม้ข้าจะใช้พลังวิญญาณไปหลายครั้ง แต่ว่าหากนับถึงจำนวนข้าใช้พลังวิญญาณในระดับที่ตราประจำตระกูลเนี่ยปรากฏออกมามีเพียงสี่ ครั้งเท่านั้น

    ครั้งแรกคือใต้เหวเขาร้อยศพ ผู้ที่เห็นมีเพียงซือเอินเท่านั้น และนางก็ไม่เคยนำเรื่องนี้ไปบอกใคร (เพราะกู่ซือเอินจำตราสัญลักษณ์จากแดนศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้)

    ครั้งที่สองก็คือ ศึกที่ตระกูลอูของข้า ในครั้งนั้นคนที่เห็นตราสัญลักษณ์นี้ต่างตายกันไปหมดแล้ว คนที่เหลือก็มีแต่พวกเดียวกัน ที่จะไม่นำเรื่องนี้ไปบอกกับใคร

    ครั้งที่สาม คือศึกที่ตระกูลโอวหยาง แม้ว่าข้าจะใช้พลังวิญญาณในระดับที่ตราสัญลักษณ์ปรากฏออกมา แต่ผู้ที่พบเห็นกลับมีเพียงโอวหยางชิงหลงและศัตรูเท่านั้น ตระกูลโอวหยางคนอื่นหากไม่ต่อสู้อยู่ก็กำลังหนีตาย ไม่มีใครมาสนใจตราสัญลักษณ์เล็กๆ ที่อยู่ระหว่างคิ้วของคนอื่น คนที่เห็นอย่างชัดเจนก็ย่อมมีเพียงเสวี้ยเจ๋อและกงซุนลี่ คนจากแดนจันทราโลหิต เท่านั้น

            ครั้งที่สี่ ก็คือตอนที่ข้า ดูดกลืนดวงจิตวิญญาณของมังกรเหมันต์ ผู้เห็นสัญลักษณ์ของตระกูลเนี่ยมีเพียงสามคน ตายไปแล้วหนึ่ง หนึ่งคนโดนยันต์ของข้าไม่ให้พูดเรื่องราวในสุสาน อีกหนึ่งคนก็คือคุณหนูเซี่ย และข้าก็ได้ถามคนจากหอคอยวิญญาณแล้ว พวกเขาไม่ได้นำเรื่องเกี่ยวกับตัวข้าแจ้งแก่ผู้อื่นนอกจากราชวงศ์โชติช่วง ถ้าเช่นนั้นสถาบันเทพราชัน จะรับรู้ว่าข้าคือคนของตระกูลเนี่ยได้อย่างไร การที่เขารับรู้มีความเป็นไปได้ว่าจะมีผู้อื่นบอก และคนที่รับรู้ว่าข้ามีสายเลือดตระกูลเนี่ยเป็นอย่างดีก็คือ แดนจันทราโลหิต

            และอีกสิ่งที่ทำให้ข้าแน่ใจก็มาจากการที่ข้าเพิ่งรู้ว่า สำนักพิมพ์กระเรียนขาวเป็นส่วนหนึ่งของศิษย์เก่าสถาบันเทพราชัน และยังเป็นสาขาข่าวสารอีกด้วย ในเหตุการณ์ศึกตระกูลโอวหยาง ราชวงศ์โชติช่วงพยายามที่จะปิดเรื่องของอสุรกายโลหิต แต่ว่าสำนักพิมพ์กระเรียนขาวกลับปล่อยข่าวเรื่องอสุรกายโลหิตออกมา แต่เมื่อราชวงศ์โชติช่วงคิดจะปิดบังเรื่องจุดอ่อนของอสุรกายโลหิตเพื่อใช้พวกมันในการตอบโต้เรื่องข้อมูลเท็จโจมตีแดนจันทราโลหิต กลับกลายเป็นว่าสถาบันเทพราชันเป็นคนประกาศจุดอ่อนของอสุรกายโลหิตออกมา ทำให้อสุรกายโลหิตที่แฝงตัวในแต่ละพรรคโดนกวาดล้างจนหมด 

    หากให้คาดเดาว่าคนระดับสูงคนไหนที่เป็นพวกเดียวกับแดนจันทราโลหิต ข้าจะมุ่งเป้าไปที่สาขาที่หกสาขาข่าวสารเป็นที่แรก’ อูหลินเฟิงอธิบายความคิดของตนเองออกมาทั้งหมด

            ‘ถ้าหากเป็นเช่นนี้ปัญหาก็คือ เราไม่รู้ว่าใครคือพวกเดียวกันกับแดนจันทราโลหิต อาจจะมีเพียงสาขาข่าวสารหรือคนระดับสูงทั้งหมดของสถาบันเทพราชันอาจจะเป็นพวกเดียวกับแดนจันทราโลหิตก็ได้’ กวนซ่างซีกล่าว

            ‘ถ้าเป็นแบบนี้เราคงจะต้องต่อสู้โดยที่ออมมือและจริงๆ สินะ’ จงหมิ่นกล่าว เพราะว่าหากคนของสถาบันเทพราชันเป็นพวกเดียวกับแดนจันทราโลหิต ข้อมูลรูปแบบการต่อสู้ของผู้ที่จะเข้าไปยังแดนเทพรกร้างอาจจะถูกส่งให้แดนจันทราโลหิตก่อนที่ผู้ได้รับคัดเลือกจะเข้าไปก็เป็นได้

            ‘ไม่จำเป็นถึงกับต้องออมมือมากขนาดนั้น เพียงแต่จำเป็นต้องเก็บบางสิ่งบางอย่างไว้เป็นความลับ เพราะหากข้าเดาไม่ผิดผู้ที่เข้าร่วมการประลองครั้งนี้ อาจจะมีร้อยมังกรทะยานครบทั้งร้อยคนมาเข้าร่วมฉลองก็ได้  แต่ละคนที่ติดในอันดับร้อยมังกรทะยานคืออัจฉริยะที่หาตัวจับได้ยากของแต่ละทวีป อยู่ในระดับเดียวกับเซี่ยชิงเอ๋อร์ ไป๋หลันฮวา กู่ซือเอิน การจะออมมือแล้วเอาชนะคนพวกนี้ได้ย่อมไม่ง่ายนัก’ อูหลินเฟิงกล่าว

            “ดูท่าแล้วศึกครั้งนี้น่าจะยากยิ่งนัก” จงหมิ่นกล่าวออกมาด้วยเสียง ไม่ได้พูดด้วยยันต์อีกต่อไป

            “ถูกต้อง หากเจ้าคิดจะต่อสู้กับอวี้จางละก็อาจจะเป็นศึกหนักสำหรับเจ้าก็ได้ เพราะว่าเขาคือผู้ที่ใช้ปราณแห่งความมืด ปราณที่มีความสามารถในการกลืนกินธาตุต่างๆ ตัวเจ้าที่มีพลังของปราณธาตุเรียกได้ว่าแพ้ทางอวี้จางอย่างจัง” เยว่ฟงที่ไม่รู้ว่าคนอื่นๆ กำลังคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของสถาบันเทพราชันและแดนจันทราโลหิต จึงคิดว่าจงหมิ่นอยากจะต่อสู้กับอวี้จางที่มากล่าวดูถูกกันเมื่อครู่นี้

            “ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งน่าสนุก” จงหมิ่นกล่าว

            “แต่ข้ากลับอยากลองสู้กับเจ้าดูสักครั้ง” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว ด้วยความที่นางเป็นศิษย์ของปราชญ์กระบี่ ส่วนอีกฝ่ายเป็นศิษย์ของปราชญ์ดาบ นางมีความคิดที่อยากจะประลองกลับอีกฝ่ายมานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีโอกาสที่จะประลองกันสักที

            “ไว้รอพวกเจ้า โดนจับคู่ให้สู้กันค่อยไปสู้กันตอนนั้นแล้วกัน อย่าได้สู้กันก่อนที่จะเริ่มงานประลองเด็ดขาด” อูหลินเฟิงกล่าว เพราะหากเป็นแบบนั้นคนอื่นๆ ที่จะเข้าร่วมการประลองจะได้รับข้อมูลของทั้งสองคนไปทันที รวมถึงเขาต้องการประหยัดพลังของสหายทุกคนเอาไว้จนกว่าจะถึงวันงานประลอง

            “จะว่าไปแล้วงานประลองครั้งนี้จะเป็นแบบไหนกัน แบบต่อสู้กันทีละหนึ่งคนเพื่อหาคนที่แข็งแกร่งที่สุดงั้นหรือ” ถงต้าเหวยถามด้วยความสงสัย

            “ข้ากลับคิดว่าไม่....มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นการต่อสู้รูปแบบกลุ่ม เพราะว่าการจะเข้าไปยังแดนเทพรกร้างนั้น เราจะต้องสู้กับแดนจันทราโลหิตที่มากันเป็นกลุ่ม เพราะฉะนั้นภายในแดนเทพรกร้างฝ่ายเราเองก็จะต้องจับกลุ่มกันเช่นกัน และ ยังต้องจับกลุ่มกับคนที่มาจากทวีปอื่น เพราะฉะนั้นอย่างน้อยจำเป็นจะต้องรู้ถึงพลังของพวกเดียวกันก่อนเพื่อให้การต่อสู้ไม่เกิดขัดขากันเอง” อูหลินเฟิงกล่าว ข้อได้เปรียบของแดนจันทราโลหิตครั้งนี้ก็คือ การเข้าไปของแดนจันทราโลหิตนั้นทุกคนย่อมต้องรับรู้เกี่ยวกับพลังการต่อสู้ของพวกเดียวกัน การลงมือต่อสู้ย่อมสามารถประสานกันได้อย่างดี

            แต่หากเป็นฝั่งของการรวมตัวเฉพาะกิจของห้าทวีปหนึ่งมหาสมุทร ที่ไม่ได้มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความเป็นไปได้ว่าหากเข้าไปในแดนเทพรกร้างโดยไม่เคยต่อสู้ร่วมกันจะเกิดการขัดแข้งขัดขากัน จนพ่ายแพ้ในที่สุด

            ..

            ..

            จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน