ฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล)

    ตอนที่ 78 เอาแต่ใจตัวเอง

    ตอนที่78 เอาแต่ใจตัวเอง

     

    โจวชิวลู่ดึงฟู่เยี่ยนเดินออกไปข้างนอกด้วยความโกรธเมื่อเดินมาถึงม้านั่งในสวนดอกไม้เธอก็ได้นั่งลงพร้อมกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง

     

    “ชิวลู่เธอเป็นอะไรไป ? ” ตอนนี้ฟู่เยี่ยนรู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก เมื่อครู่นี้เธอยังดูเกรี้ยวกราดอยู่เลยไม่ใช่หรือ ?

     

    “ฟู่เยี่ยนฉันอ่านข้อความพวกนั้นไม่ออกจริง ๆ ฉันคิดว่าฉันคงต้องแพ้เจิ้งฮุ่ยแล้วล่ะเพราะตอนนี้พี่ชายของเจิ้งฮุ่ยเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายแล้วและเขาจะต้องสอนเธอตอนอยู่ที่บ้านแล้วอย่างแน่นอน”โจวชิวลู่พูดออกมาด้วยใบหน้าที่ดูเศร้าสร้อย

     

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟู่เยี่ยนฟังก็รู้สึกว่าโจวชิวลู่นั้นดูจะรู้จักเจิ้งฮุ่ยเป็นอย่างดีเลยทีเดียว

     

    “เธอรู้ได้อย่างไรว่าพี่ชายของเจิ้งฮุ่ยจะเป็นคนสอน”

     

    “รู้สิ! ”

     

    ทันใดนั้นเองฟู่เยี่ยนก็ได้ยินเรื่องที่ทำให้เธอต้องตกใจ

     

    “พี่สาวของเธอแต่งงานกับพี่ชายคนโตของเจิ้งฮุ่ยอย่างนั้นเหรอ? ใช่พี่ชายคนที่อยู่ในคณะปฏิวัติหรือเปล่า ? ”

     

    “ไม่ใช่เจิ้งฮุ่ยมีพี่ชายอยู่สามคน โดยพี่เขยของฉันมาจากครอบครัวลุงใหญ่ของเจิ้งฮุ่ยแต่ฉันเคยได้ยินมาว่าเมื่อก่อนแม่ของเจิ้งฮุ่ยอยากมีลูกชายดังนั้นเธอจึงขอให้พ่อของเจิ้งฮุ่ยรับเขามาเลี้ยง”

     

    “แต่ใครจะรู้ว่าหลังจากการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมไม่กี่ปีในตอนนั้นพี่เขยของฉันเพิ่งจะมีอายุได้ 4 ขวบ แม่ของเจิ้งฮุ่ยก็ตั้งครรภ์และให้กำเนิดลูกชาย ซึ่งเป็นเขาคนนั้นแหละที่เข้าร่วมคณะปฏิวัติ”

     

    “ในตอนนั้นพ่อของเจิ้งฮุ่ยคิดว่าพี่เขยของฉันเป็นเด็กที่นำโชคลาภมาให้ดังนั้นเขาก็ใจดีกับพี่เขยของฉันมาก ๆ แต่แม่ของเจิ้งฮุ่ยกลับไม่ได้คิดแบบนั้นหลังจากที่เธอให้กำเนิดลูกชายด้วยตัวเองแล้วเธอก็ไม่ได้ทำดีกับพี่เขยของฉันอีกเลย”

     

    “ดังนั้นพี่เขยของฉันจึงเติบโตมาในสถานการณ์ที่มีเพียงพ่อคนเดียวที่คอยให้ความรักกับเขาเขาไม่เคยได้รับความรักจากแม่เลยแม้แต่น้อย” โจวชิวลู่ออกมาด้วยความเห็นใจและรู้สึกสงสารพี่เขยของเธอเป็นอย่างมาก

     

    “อ้อที่แท้พวกเธอก็เป็นญาติกันนี่เอง แล้วทำไมเจิ้งฮุ่ยถึงได้ทำแบบนี้กับเธอกันล่ะ ? ”

     

    “เธอคงจะอิจฉาที่พี่เขยทำดีกับฉันนั่นแหละแล้วจะให้ทำอย่างไรได้ล่ะเธอไม่เคยแม้แต่จะยิ้มเวลามองหน้าพี่ชายของตัวเองเสียด้วยซ้ำแล้วจะให้เขาดีกับเธอได้อย่างไร เขาไม่ใช่คนโง่สักหน่อย ! ” โจวชิวลู่พูดออกมาด้วยท่าทีที่ขุ่นเคืองใจ

     

    “อย่ากังวลไปเลยขอแค่เธอตั้งใจเรียนให้มากขึ้น ฉันเชื่อว่าเธอจะทำให้ครูเทียนชมได้อย่างแน่นอนและหลังจากนั้นเจิ้งฮุ่ยก็จะต้องเรียกเธอว่าพี่ลู่ ! ” ฟู่เยี่ยนพูดให้กำลังใจเพื่อนสนิทของเธออีกครั้ง

     

    “เฮ้อแล้วฉันควรจะทำอย่างไรดีล่ะ ! ” โจวชิวลู่ซบลงไปบนไหล่ของฟู่เยี่ยนด้วยสีหน้าที่เศร้าสร้อย

     

    เมื่อเห็นเช่นนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้ลูบไปที่แก้มของโจวชิวลู่เบา ๆ พร้อมกับพูดออกไปว่า“เธออย่าคิดมากไปเลย ฉันอ่านมันได้สบาย ๆ เลยล่ะ เอาไว้ตอนพักเที่ยงฉันจะสอนเธอเอง! ”

     

    ทันใดนั้นเองเสียงกริ่งก็ได้ดังขึ้น ทั้งสองจึงได้วิ่งกลับเข้าไปในห้องเรียนทันทีซึ่งขณะที่กำลังวิ่งนั้นโจวชิวลู่ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยถามขึ้นมาว่า

     

    “เธอจะสอนฉันจริงๆ ใช่ไหม ? ”

     

    “จริงสิฉันรับประกันได้เลยว่าเธอจะต้องชนะอย่างแน่นอน ! ” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาด้วยความมั่นใจ

     

    ในคาบที่สองนั้นเป็นวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งจะบอกว่านี่เป็นจุดแข็งของฟู่เยี่ยนเลยก็ว่าได้ดังนั้นเธอจึงมีท่าทีที่ดูสบาย ๆ

     

    ส่วนโจวชิวลู่นั้นกำลังนั่งฟังด้วยแววตาที่เหม่อลอยเพราะตอนนี้เธอยังคงมีบางอย่างที่ต้องคิดอยู่ภายในใจนั่นเอง

     

    ซึ่งทันทีที่พักเที่ยงโจวชิวลู่เลือกที่จะไม่กลับไปทานข้าวที่บ้านโดยเดินตามฟู่เยี่ยนไปทานมื้อเที่ยงในโรงอาหารแทนจากนั้นทั้งสองก็ได้ไปหาสถานที่เงียบ ๆ เพื่อฝึกอ่านออกเสียงวิชาภาษาอังกฤษต่อ

     

    ทันทีที่ฟู่เยี่ยนเริ่มอ่านโจวชิวลู่ก็ได้กอดเธออย่างมีความสุข

     

    “ฟู่เยี่ยนฉันจะต้องชนะได้อย่างแน่นอน เธออ่านได้ยอดเยี่ยมมากจริง ๆทั้งยังฟังดีกว่าตอนที่ครูเทียนสอนอีกด้วยซ้ำ ! ”

     

    “รีบฝึกเร็วเข้าพรุ่งนี้เช้าเธอจะต้องได้อ่านมันแล้วนะ”

     

    เมื่อได้ยินการกระตุ้นนี้โจวชิวลู่จึงได้รีบใช้เวลาว่างในช่วงพักเที่ยงฝึกอ่านภาษาอังกฤษอย่างจริงจังทั้งยังมีฟู่เยี่ยนคอยแนะนำอยู่ข้าง ๆ อีกด้วยดังนั้นจึงทำให้เธอก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว

     

    โจวชิวลู่รู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมากดังนั้นเธอจึงตัดสินใจซื้อลูกกวาดรูปกระต่ายขาวให้ฟู่เยี่ยนเพื่อเป็นการตอบแทน

     

    อีกด้านหนึ่งในบ่ายของวันนี้เอง ได้มีชายหนุ่มสองคนมาที่ร้านรับซื้อของเก่าโดยที่พวกเขาทั้งคู่นั้นได้สวมปลอกแขนสีแดงเอาไว้ด้วย

     

    เมื่อมาถึงทั้งสองก็ได้เข้าไปค้นดูจนทั่วบริเวณ ก่อนจะพบว่ากล่องใบนั้นได้หายไปแล้วและทันใดนั้นเองชายหนุ่มทั้งสองก็ได้หันมามองหน้ากันพร้อมกับรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของพวกเขาแผนการสำเร็จแล้ว !

     

    จากนั้นเขาจึงได้ถามกับชายชราที่เฝ้าหน้าประตูทางเข้าว่าเคยเห็นใครซื้อของชิ้นดังกล่าวไปหรือไม่

     

    เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มทั้งสองคนเป็นคนจากคณะปฏิวัติชายชราก็รู้สึกงุนงงขึ้นมาเล็กน้อย พร้อมกับอาการสั่นไปทั้งตัวอย่างควบคุมไม่ได้ชายหนุ่มทั้งสองจึงหันไปมองหน้ากันอีกครั้งแต่ทว่าชายชราก็ยังไม่ได้ตอบคำถามของพวกเขา

     

    “ลองคิดดูดีๆ อีกสักครั้งเถอะ ไม่มีใครมาที่นี่จริง ๆ อย่างนั้นเหรอ ? ”

     

    “ฉันขอคิดดูก่อนนะเมื่อวานนี้ ช่วงบ่าย ๆ ฉันเห็นว่ามีเด็กผู้หญิงสองคนมาหาซื้อหนังสือเก่าไปอ่านดูเหมือนว่าพวกเธอจะเพิ่งเรียนอยู่มัธยมต้นอยู่เลย” ชายชราเล่าออกไปตามความจริง

     

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นพวกเขาทั้งสองก็รู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะพูดเป็นนัยว่า“แล้วรองเลขาธิการหลี่เคยมาที่นี่บ้างหรือเปล่า ? ”

     

    “ไม่เลยฉันไม่เคยเจอรองเลขาธิการหลี่มาก่อน แล้วเขาจะมาที่นี่ทำไมกันล่ะ”ชายชรากำลังคิดว่าพวกเขาทั้งสองคนคงจะเสียสติไปแล้ว

     

    ดังนั้นพวกเขาทั้งสองจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกลับไปมือเปล่า ตอนนี้กล่องใบนั้นได้หายไปแล้ว แต่พวกเขากลับไม่รู้ตัวคนที่เอามันไป อืมมันช่างเยี่ยมมากจริง ๆ

     

    “หัวหน้าเจิ้งรองเลขาธิการหลี่ไม่ได้ไปที่ร้านรับซื้อของเก่าเลยแต่ตอนนี้กล่องใบนั้นได้หายไปแล้วครับ” ชายหนุ่มทั้งสองก้มหน้าลงเล็กน้อยและกำลังรอที่จะถูกตำหนิอยู่

     

    “หือมันเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอ ? ไม่เป็นไร ช่างมันเถอะ อย่าไปสนใจมันเลย”เจิ้งจื้อพูดราวกับว่าไม่ได้สนใจ ก่อนจะโบกมือให้พวกเขาลงไป

     

    พวกเขาทั้งสองคนเป็นเพียงแค่คนขี้แพ้ที่ทำอะไรไม่เคยสำเร็จเท่านั้นตอนนี้น่าจะมีคนของรองเลขาธิการหลี่มาเอากล่องใบนั้นไปเมื่อช่วงบ่ายของเมื่อวานแล้วอย่างแน่นอนซึ่งเขาไม่ได้รู้เลยว่ารองเลขาธิการหลี่ไม่ได้ส่งใครไปเลยก่อนหน้านี้เขาได้พยายามอย่างหนัก จนได้พบว่ารองเลขาธิการหลี่นั้นชื่นชอบในวัตถุโบราณมากๆ

     

    และตอนนี้เขาก็ได้ข่าวมาว่ารองเลขาธิการหลี่กำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งอีกด้วยเนื่องจากมีคำสั่งให้เลขาธิการอู๋ย้ายไปประจำการในเมืองดังนั้นรองเลขาธิการหลี่จึงจะได้รับตำแหน่งเลขาธิการแทนนั่นเอง

     

    ดูเหมือนว่ารองเลขาธิการหลี่จะมีคนที่มีตำแหน่งสูงกว่าคอยสนับสนุนอยู่ซึ่งตำแหน่งของคน ๆ นั้นก็ยังสูงอีกด้วย ดังนั้นเรื่องนี้จึงจำเป็นต่อเขามากในตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการได้รู้จักกับคนที่มีตำแหน่งสูง ๆซึ่งจะเป็นเรื่องที่ดีมากหากเขาได้รู้จักกับคนในสายนี้

     

    และก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินมาว่าครอบครัวของรองเลขาธิการหลี่มีลูกชายเป็นทหารอีกด้วยดังนั้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเขาอาจจะแนะนำเจิ้งฮุ่ยให้รู้จักกับลูกชายของรองเลขาธิการหลี่เนื่องจากเจิ้งจื้อคิดว่าน้องสาวของเขาก็หน้าตาดีใช้ได้เลยทีเดียวจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีใครชอบเธอ

     

    ในตอนี้ฟู่เยี่ยนยังคงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เธอยังคงตั้งใจเรียนอย่างจริงจังและกำลังสนใจแต่การเรียนจนไม่สังเกตถึงสิ่งรอบข้างสักเท่าไร

     

    จึงทำให้โจวชิวลู่ที่เห็นเช่นนั้นก็ตกตะลึงไปเล็กน้อยและหลังเลิกเรียนทั้งสองก็ได้มาทบทวนด้วยกันอีกครั้งส่วนเจิ้งฮุ่ยก็ได้มองไปที่ทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินจากไป

     

    เมื่อเห็นเช่นนั้นฟู่เยี่ยนก็รู้สึกขบขันขึ้นมาเล็กน้อยก่อนที่เธอจะออกไปรอฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวที่หน้าประตูโรงเรียน ซึ่งไม่นานนักเธอก็เห็นว่าพวกเขาทั้งสองกำลังเดินมา ไม่สิ ยังมีใครอีกคนหนึ่งเดินตามมาด้วย

     

    ใช่แล้วคน ๆ นั้นคือซ่งจืออันเพราะเขากำลังหาโอกาสที่จะได้อยู่ใกล้ชิดพี่สาวของเธอนั่นเอง

     

    “ชิวลู่พี่รองกับพี่สามของฉันมาแล้ว ฉันกลับบ้านก่อนก็แล้วกันนะเธอเองก็รีบกลับบ้านได้แล้ว อย่างลืมไปฝึกเพิ่มด้วยล่ะ ฉันเชื่อว่าเธอจะต้องทำได้ !” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้วิ่งออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับโบกมือให้โจวชิวลู่

     

    “อืมฉันจะกลับไปฝึกตามที่เธอบอก ขอบคุณมากเลยนะฟู่เยี่ยน ! ” โจวชิวลู่ตอบกลับทันทีก่อนจะเดินกลับบ้านไป

     

    อีกด้านหนึ่งเมื่อกลับมาถึงบ้าน เจิ้งฮุ่ยก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมากซึ่งเมื่อครู่นี้เธอได้ยินการออกเสียงของโจวชิวลู่แล้ว และหากเป็นแบบนี้ครูเทียนจะต้องชมโจวชิวลู่ตอนอ่านภาษาอังกฤษในวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอน

     

    ทันใดนั้นเองเมื่อแม่ของเจิ้งฮุ่ยเห็นว่าลูกสาวของเธอดูไม่มีความสุขเธอจึงได้เดินเข้าไปหาทันที พร้อมกับเอ่ยถามออกไปว่า

     

    “ฮุ่ยฮุ่ยเป็นอะไรไป ? ลูกถูกรังแกหรือ ? แม่จะขอให้พี่รองของลูกไปจัดการให้ ! ”

     

    “เปล่าค่ะแม่จะมีใครกล้าทำแบบนั้นกับหนูกัน ! แล้วโจวชุนหยูอยู่ไหนเหรอคะ ? ”

     

    “ลูกยังเป็นเด็กไม่ควรพูดแบบนั้นนะ เรียกเธอว่าพี่สะใภ้ใหญ่เถอะ หากพ่อของลูกมาได้ยินเข้าลูกอาจจะถูกตีได้ ซึ่งหากเป็นแบบนั้น แม่เองก็ไม่สามารถช่วยอะไรลูกได้ ! ” แม่ของเจิ้งฮุ่ยที่ได้ยินลูกสาวพูดแบบนั้นก็รีบกล่าวตักเตือนทันที

     

    “แล้วตอนนี้พี่สะใภ้ใหญ่ของหนูอยู่ที่ไหนอย่างนั้นเหรอคะ? พอใจแม่แล้วใช่ไหม ! ” เจิ้งฮุ่ยพูดออกมาอย่างไม่สบอารมณ์

     

    “ตอนนี้พี่สะใภ้ใหญ่ของลูกกำลังไปรับหลานชายของลูกที่โรงเรียนอีกเดี๋ยวก็คงจะกลับมาแล้วล่ะ ว่าแต่ ลูกมีอะไรกับเธออย่างนั้นเหรอ ? ”

     

    “ค่ะถึงหนูจะบอกแม่ไป แม่ก็ไม่รู้เรื่องหรอกค่ะ เอาไว้ถ้าเธอกลับมาแม่ช่วยบอกให้เธอไปหาหนูด้วยก็แล้วกันนะคะ”เจิ้งฮุ่ยพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์มากกว่าเดิม

     

    “เอาล่ะๆ เข้าใจแล้วคุณนายตัวน้อย ! ” หลังจากที่พูดจบ แม่ของเจิ้งฮุ่ยก็ได้ให้เธอไปพัก

     

    “ฮุ่ยฮุ่ยพี่สะใภ้ใหญ่กลับมาแล้ว ! ”

     

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นเจิ้งฮุ่ยก็รีบลุกขึ้นและเดินออกไปข้างนอกทันที

     

    “พี่สะใภ้ใหญ่ฉันมีเรื่องบางอย่างอยากจะบอกพี่” เจิ้งฮุ่ยพูดออกไปตามตรง

     

    เดิมทีโจวชุนหยูไม่เคยมีความประทับใจที่ดีต่อเจิ้งฮุ่ยอยู่แล้วเพราะเด็กคนนี้เป็นคนที่เกเรและเอาแต่ใจมาก ทั้งยังเป็นคนที่ใจแคบอีกด้วย ซึ่งเด็กคนนี้มักจะเรียกชื่อของเธอออกมาตรง ๆทุกครั้ง แต่วันนี้เด็กคนนี้กลับพูดอย่างสุภาพเธอจึงคิดว่าจะต้องมีเรื่องที่ไม่ดีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

     

    “ฮุ่ยฮุ่ยเธอมีอะไรหรือเปล่า? ตอนนี้หลานชายของเธอหิวมากแล้วและฉันเองก็ต้องไปทำกับข้าวแล้วด้วย”โจวชุนหยูต้องการที่จะไปทำงานบ้านมากกว่าที่จะมาพูดเรื่องไร้สาระกับน้องสาวคนนี้

     

    “เหอะเขาคงไม่อดตายเพียงแค่กินน้อยลงหรอกนะ ! มาคุยกับฉันก่อน ! ” เจิ้งฮุ่ยพูดพร้อมถลึงตาใส่พี่สะใภ้

     

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นโจวชุนหยูก็รู้สึกโมโหขึ้นมาทันที แต่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาเธอจึงได้ยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป

     

    “พี่สะใภ้ใหญ่พรุ่งนี้โจวชิวลู่จะต้องอ่านภาษาอังกฤษหน้าชั้นเรียนกลับบ้านไปบอกเธอว่าห้ามอ่านมัน แม้ว่าเธอจะอ่านได้ก็ตามให้เธอแกล้งทำเป็นอ่านไม่ได้ เข้าใจที่ฉันพูดหรือเปล่า ? ”

     

    “ทำไมล่ะ? ลู่ลู่ไม่ได้อ่านภาษาอังกฤษเก่งอะไรขนาดนั้นอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ? ”

     

    “ไม่ต้องถามอะไรหรอกแค่กลับไปบอกตามที่ฉันพูดก็พอ ! ” เจิ้งฮุ่ยไม่ฟังเหตุผลใด ๆ ทั้งนั้นและยังคงยืนกรานที่จะทำตามความตั้งใจของตัวเอง

     

    “ก็ได้เอาไว้ฉันทำกับข้าวมื้อเย็นเสร็จจะไปบอกให้ก็แล้วกัน” ทันทีที่พูดจบเธอก็ได้ลุกขึ้น

     

    “เฮ้อทำไมถึงไม่เข้าใจที่ฉันพูดอีกล่ะ ฉันหมายถึงให้ไปเดี๋ยวนี้ต่างหาก ! ”

     

    “ชุนหยูอย่าทำให้น้องสาวของเธอโกรธเลย เธอกลับไปเถอะฉันจะทำกับข้าวและแบ่งเอาไว้ให้กับเธอก็แล้วกัน”แม่ของเจิ้งฮุ่ยรีบพูดเสริมขึ้นมาทันที

     

    “ก็ได้ค่ะถ้าอย่างนั้นหนูพาเสี่ยวเป่าไปด้วยก็แล้วกัน”

     

    คล้ายกับเรื่องฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล) ที่คุณอ่าน