ถุงมือฟ้าประทาน

    ตอนที่112 โดนดูถูก

    ชาญเป็นถึงหมอใหญ่ของโรงพยาบาลจิรธาวี เพียงแค่พูดคำเดียวก็เป็นเรื่องง่ายในการฝากฝังคน และไม่ใช่แค่ในโรงพยาบาลแห่งนี้เท่านั้นที่อาศัยคนภายในเข้าทำงาน แต่ยังมีอีกหลายแห่ง

    นั่นจึงทำให้เด็กจบใหม่ไร้เส้นสายฝีมือดีหางานลำบาก เพราะโดยส่วนใหญ่ถูกกินรวบจากใต้โต๊ะหมด

    “ขอบคุณมากนะครับคุณชาญ เย็นนี้คุณว่างไหม ผมอยากจะเลี้ยงข้าวตอบแทนคุณสักหน่อย” เมื่ออีกฝ่ายยื่นของให้เจมส์มีเหรอจะไม่ตอบแทน ดังนั้นมื้อเย็นที่จัดเตรียมไว้สำหรับชาญจึงไม่ต่างจากของขวัญที่ทำงานหนัก

    “ได้สิครับ เย็นนี้ผมว่าง จะไปเจอกันที่ไหนละครับ แต่ถ้าหากให้ผมแนะนำ ผมว่าน่าจะไปทานที่ร้านอ่างชุนก็ดีนะครับ”

    ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่พอชาญพูดว่า'อ่าง'เจมส์ดันคิดถึงอ่างที่พวกนักศึกษามหาวิทยาลัยวัยกำลังห้าวเป้ง ชอบไปเที่ยวกัน

    แต่มันคงไม่ใช่ที่เดียวกันหรอกมั้ง หึหึ

    อีกฝ่ายคือหมอมากประสบการณ์ เป็นผู้ใหญ่ที่ใครหลายคนต่างนับหน้าถือตา คงไม่มากด้วยตัณหาหรอก

    “ได้สิครับ คุณชาญเลือกมาได้เลยว่าจะไปร้านไหน เพราะที่นี่คุณเป็นเจ้าถิ่นอยู่แล้วนี่นา ผมยังเด็กใหม่ต้องเรียนรู้กับคุณอีกเยอะ”

    “ฮ่าฮ่า คุณเจมส์ก็ว่าไป แต่ถ้าหากพูดถึงพัทยาที่นั่นเรียกได้ว่าเป็นสวรรค์เลยนะครับ เวลาที่ผมไปเที่ยวผมมักจะไปนั่งแถวชายหาด”

    “อาบแดดเหรอครับ”

    “เปล่าครับ ไปดูฝรั่งนุ่งบิกินี่ลงเล่นน้ำน่ะ”

    เจมส์ถึงกับพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ เริ่มชักตะหงิดๆ 'อ่าง'ที่ชวนแล้วสิ

    “แต่สำหรับคุณเจมส์คงดูจนเบื่อเลยสิครับ เพราะคุณเติบโตที่นั่นนี่นา”

    “เอ่อ...ผมไม่มีเวลาไปดูหรอกครับ เพราะทำแต่งาน”

    “แหมขยันจริงๆ นะครับ แต่ก็นั่นแหละคุณเจมส์เป็นนักธุรกิจนี่เนอะ ฮ่าฮ่า เอาล่ะช่วงบ่ายผมมีนัดผ่าตัด ถ้ายังไงตอนเย็นเจอกันที่'อ่างชุน'นะครับ เดี๋ยวผมแชร์โลเคชั่นไปให้”

    วางสายไป เจมส์ได้รับสถานที่ของร้าน'อ่างชุน'

    จริงๆ เขาตะหงิดๆ ตั้งแต่ได้ยินชื่อแล้วแต่ไม่คิดเลยว่าหลังจากเสิร์ชหาข้อมูล จะพบว่ามันเป็นร้านอาหารแนวนั้นจริงๆ

    “หมอชาญนะหมอชาญ นี่คุณจะเพลาๆ เรื่องแบบนี้ไม่ได้เลยหรือไงเนี่ย”

    เจมส์ส่ายหน้าเอือมระอา แล้วหันมาจัดการกับมื้อเช้าต่อ

    ...........

    โรงพยาบาลรัฐฯ กิติราช ตั้งอยู่ตรงจุดที่มีรถสัญจรเข้าออกไม่ขาด ถนนสองเลนเส้นเล็ก เวลามีรถไซเรนส่งสัญญาณไฟขับเข้ามาด้วยความเร็ว แทบจะทำให้ถนนทั้งเส้นติดนานสองนาน

    จูเน่ พยาบาลสาววัย 28 ปีอยู่ในชุดยูนิฟอร์มของทางโรงพยาบาล เสื้อสีขาวกระโปรงยาว สวมหมวกรวบผมสุภาพ นัยน์ตาคู่นั้นทอแววทรงเสน่ห์ ดูไม่เจ้าชู้เหมือนน้องชายอย่างเจมส์ ออกจะเอียงอายขี้กลัวเหมือนน้องชายคนเล็กอย่างจูเนียร์มากกว่า

    “เฮ้จูเน่ บ่ายนี้จะไปไหนต่อ ไปดูหนังด้วยกันไหมหรือว่ายังไง”

    เพื่อนพยาบาลที่เลิกกะพร้อมกันถาม

    เธอมีรูปร่างที่ดูดีไม่สูงกว่าจูเน่มาก แต่ถ้าหากพูดถึงเรื่องหน้าอกค่อนข้างตกเป็นรองจูเน่หลายส่วน

    “ยายโบว์พูดอะไรของแกน่ะ จูเน่มันเพิ่งจะอกหักมานะเว้ย ไม่มีอารมณ์ไปดูหนังหรอก มึงต้องชวนมันไปร้านเหล้าสิวะ เปิดเพลงเสียงดัง ดื่มเหล้าให้เมาแล้วลืมไอ้ผู้ชายเฮงซวย ใช่ไหมจ้ะจูเน่”

    พยาบาลสาวอีกคนเข้ามาแทรกการสนทนา

    หากเทียบกับจูเน่และโบว์ ยายปอดูจะอวบอึ๋มด้วยเนื้อหนังมากกว่า

    โดยเฉพาะยามที่เธอสวมใส่ยูนิฟอร์มสีขาว มันรัดแน่นเปี้ยจนแทบอยากเข้ามาปลดกระดุม แล้วสูดดมหน้าอกเนียนนุ่มให้หายอยาก

    “ฉันว่าจะกลับหอน่ะ ไม่ไปฟังเพลงหรือดูหนังหรอก” จูเน่ตอบในขณะกำลังเก็บของใส่กระเป๋า

    “เห้ยทำไมละวะ ไปดูหนังเถอะน่า อย่าไปคิดถึงไอ้ผู้ชายหน้าโง่นั้นเลย ลืมๆ มันไปซะ ไปดูหนังผีกับฉันดีกว่า รับรองว่าแกจะต้องกลัวจนนอนไม่หลับ บรื๋อ...” ว่าแล้วโบว์ก็เริ่มทำท่าตลก ทำเอาจูเน่เผยรอยยิ้มหน่อยนึง

    “ขอบใจเว้ยโบว์ แต่ไม่ดีกว่า ช่วงนี้ฉันควงกะเช้าถึงกลางคืน ขืนไปดูหนังกับแกกว่าจะได้กลับหอ ไม่ตายเลยเหรอวะ” จูเน่เก็บกระเป๋าเสร็จ หันไปพูดกับเพื่อนด้วยตาดำคล้ำ จากนั้นเดินมาขึ้นลิฟต์กับเพื่อนสองคนลงไปชั้นล่าง

    ระหว่างนั้นปอพูดว่า

    “จูเน่ มึงทำงานหนักแบบนี้ไปเพื่ออะไรวะ กูไม่เห็นว่ามึงจะแต่งตัว ซื้อเครื่องสำอางราคาแพง มึงเอาเงินไปไหนหมดวะ”

    “เออใช่ เอาเงินไปไหนหมดวะ เสื้อก็ใส่เสื้อยืดธรรมดาๆ ไม่เคยซื้อชุดเดรสหรือแหวน น้ำหอมก็ราคาไม่ถึงร้อย เอาเงินไปไหนหมดวะ” โบว์เองก็สงสัยเหมือนกัน

    อยากจะถามนานแล้วแต่ไม่มีโอกาส ครั้นสบโอกาสเพราะยายปอจึงถามเสียเลย

    ประตูลิฟต์เปิดแล้ว ระหว่างเดินออกจากประตู จูเน่ พยาบาลสาวร่างผอมบางตอบอย่างไร้เรี่ยวแรง

    “บ้านฉันจนน่ะสิ ฉันมีน้องตั้งสองคน คนกลางไม่เท่าไหร่หรอกเพราะเขาทำงานดูแลตัวเองได้ แต่คนน้องเนี่ยสิค่าใช้จ่ายค่อนข้างเยอะ ไหนจะช่วงที่ผ่านมาพ่อแม่บอกฉันว่าหาปลาไม่ค่อยได้ รายได้ไม่ดีทำเอาต้องแบกภาระหนัก โดยเฉพาะเรื่องค่าเทอมของน้องชาย ฉันในฐานะพี่คนโตก็มีแต่ต้องทำงานส่งให้ที่บ้าน จะเอาเงินที่ไหนไปดูแลตัวเองล่ะ”

    โดยเนื้อแท้จูเน่เป็นผู้หญิงผิวขาวหน้าตาดี แต่เพราะขาดการดูแล สภาพจึงทรุดโทรมไม่ต่างจากศพเดินได้

    ได้ฟังคำกล่าวนั้นโบว์และปอเริ่มเข้าใจขึ้นมา และพอจะสรุปได้ว่าที่แฟนหนุ่มทิ้งเธอไป อาจเป็นเพราะเอาแต่ทำงานลูกเดียวจนไม่มีเวลาอยู่ด้วยกัน

    ในระหว่างที่เดินออกจากโรงพยาบาลกิติราช กำลังจะกลับหอมีรถคันหนึ่งมาจอดขวางทางข้างหน้า

    ฝ่ายนั้นลดกระจกลงมา เขาไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากแฟนเก่า'ภู'

    ภูเดินลงมาจากรถ ในสภาพสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำ กางเกงสแลคสีขาว รองเท้าหนังแบบหุ้มส้น และนอกจากภูแล้วยังมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งมาด้วย

    ทันทีที่เห็นจูเน่เธอเผยรอยยิ้มรังเกียจเดียดฉันท์ ประหนึ่งเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันมาช้านาน

    เห็นคนในรถและคนที่ลงมา โบว์สะกิดแขนจูเน่ ตามด้วยกระซิบบอกเสียงเบา “นี่แก ไอ้พี่ภูแม่งเอาแฟนใหม่มาเย้ยแน่เลยว่ะ และดูรถสิ ฉันว่ามันคงเป็นรถของอีผู้หญิงคนนี้”

    ปอพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดนี้

    ในขณะที่ใบหน้าจูเน่ดูไร้อารมณ์ ปราศจากเลือดฝาด คล้ายกับศพที่จะล้มลงทุกเมื่อ

    “ว่าไงจูเน่ บังเอิญจังนะที่มาพบกัน” ชายหนุ่มเริ่มบทสนทนากับแฟนเก่า พร้อมกับโอบเอวของผู้หญิงที่เพิ่งลงจากรถ จากนั้นเผยอยิ้มมุมปาก เสริมว่า “นี่คือเมย์ แฟนใหม่พี่เอง เป็นไงสวยใช่ไหมละ หน้าตาน่ารัก กลิ่นตัวก็หอมมาก แถมยังมีเงินมีรถให้พี่ขับ ไม่เหมือนกับจูเน่หรอก เป็นแค่พยาบาลกระจอกๆ”

    “เรื่องที่จะพูดมีแค่นี้ใช่ไหมคะ ถ้าใช่ฉันไปล่ะ” จูเน่พยายามอดกลั้นอารมณ์สุดขีด

    หมอนี่คือคนที่เธอเคยรัก นิสัยดีและเทคแคร์ทุกอย่าง แต่วันนี้ในที่สุดก็ได้เห็นสันดานแล้วว่าเลวระยำแค่ไหน

    “เดี๋ยวก่อนสิเธอ จะรีบไปไหนล่ะ อยู่คุยกันก่อนสิ” เมย์ แฟนใหม่ผู้ทาปากสีแดงแจ๋ ดั้งแหมบ ทาแป้งขาวกว่าลำคอ ถ้าหากไม่เป็นเพราะถ้าอกหน้าใจที่ใหญ่เกินเหตุ ไม่แน่เธออาจไม่มีสิ่งใดน่ามอง

    “ได้ยินจากภูว่าเธอน่ะจนมาก แค่จะกินอาหารยังต้องคิดแล้วคิดอีก แม้แต่ชาบูสักมื้อยังไม่สามารถเลี้ยงภูได้ โคตรกระจอก! แถมยังต้องนั่งรถโดยสาร ไปไหนมาไหนก็ต้องขึ้นรถโดยสารร่วมกับคนอื่น มิน่าล่ะภูถึงทนไม่ได้ ต้องเลิกกับเธอแล้วมาเอาฉันยังไงล่ะ”

    กล่าวจบเมย์เสยผมด้วยมือซ้าย เผยให้เห็นแหวนทองคำรูปหัวใจที่นิ้วก้อย

    คล้ายกับสังเกตเห็นว่าทุกคนกำลังมอง เมย์เสริมว่า

    “มองอะไร...แหวนนี่เหรอ อยากได้ใช่ไหมละ นี่คือแหวนทองคำแท้สองบาท น้ำหน้าอย่างเธอคงไม่มีปัญญาซื้อหรอก ก็นะเป็นแค่พยาบาลโรงพยาบาลรัฐฯ จะเอาเงินที่ไหนมาซื้อละ แค่จะซื้อปลากระป๋องกินยังแทบไม่มี ฮ่าฮ่า กระจอกว่ะ”

    “นี่มึงวอนเกินไปแล้วนะ มึงอยากกินตีนนักใช่ไหม ได้งั้นเดี๋ยวกูจะให้มึงกิน!” คนที่ปรี๊ดแตกไม่ใช่จูเน่ที่กำลังถูกหยามเหยียด แต่เป็นปอ พยาบาลสาวร่างอวบหน้าอกโต

    โบว์รีบเข้าไปห้ามพร้อมกับจูเน่ กลัวว่าหากไม่รั้งตัวยายนี่ไว้ มีหวังได้มีการตบตีกลางถนนนี่แหละ

    เมย์ถอยหลังไปสองสามก้าว ตามด้วยรอยยิ้มเยาะ

    “อีพวกกระจอก พวกมึงก็แค่พยาบาลกระจอกๆ เงินเดือนไม่เท่าไหร่สะเออะอยากมีเรื่องกับกู มึงคิดว่ามึงเป็นใครฮะ!”

    จูเน่ที่ทนฟังมานานเริ่มทนไม่ไหวเหมือนกัน

    หลังจากปอเริ่มสงบสติอารมณ์ลง เธอก้าวมาข้างหน้า โพล่งขึ้นว่า “ถึงเงินเดือนพวกเราจะน้อยแล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณ คนอย่างคุณเห็นว่าใส่ทองเส้นใหญ่ หน้าตาก็งั้นๆ ฉันละอยากจะรู้จริงถ้าหากไม่มีเงิน ภูยังจะเอาคุณลงหรือเปล่า”

    “หนอยอีเวรนี่ ภูคะอย่าไปยอมนะคะ มันหาว่าฉันว่าขี้เหร่คุณต้องตบสั่งสอนมันนะคะ!” เมย์กระทืบเท้าตึงตัง

    “จูเน่ เธอบังคับพี่เองนะ!” ภูไม่ใช่ลูกผู้ชายอยู่แล้ว แต่เป็นไอ้หน้าตัวเมียเกาะผู้หญิงกิน

    เพื่อทำให้แฟนใหม่พอใจ เขาไม่เห็นว่ามันจะเป็นปัญหาหากจะตบแฟนเก่าสั่งสอน

    โบว์และปอเตรียมเข้าไปช่วยจูเน่เต็มที่ สำหรับไอ้ผู้ชายระยำแบบนี้พวกเธออยากตบมานานแล้ว

    แต่อย่างใดก็ดีฝ่ามือนั้นที่ควรจะตบลงบนแก้มขาวไร้เลือดฝาดของจูเน่ กลับถูกหยุดไว้โดยชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งสวมถุงมือดำ

    คล้ายกับเรื่องถุงมือฟ้าประทาน ที่คุณอ่าน