อสรพิษเกล็ดเลื่อยคำรามด้วยความบ้าคลั่ง มันระเบิดพลังสูงสุดที่น่าสะพรึงผู้นำทั้งสามสะดุ้งโหยงดวงตาเบิกโพลง ทะยานร่างหนีอย่าไม่คิดชีวิตสมาชิกทั้งสามกลุ่มเร่งรีบเข้ามาช่วย แต่ไหนเลยจะสู้อสรพิษผู้บ้าคลั่งได้ มันโจมตีไม่เลือกหน้าไม่แม้กระทั่งจะกลัวการบาด หรือ ความตาย ทำให้ฝูงชนหวาดกลัวตัวสั่นแตกหนีไปคนละทางผู้นำทั้งสามก็โดนรัศมีพลังบาดเจ็บกันถ้วนหน้า พากันหลบหนี
ทว่าเจ้าปีศาจตนนี้กลับไม่ยอมเลิกราไล่ตามติดตลอดทางจนต้องแยกทางออกเป็นสามสาย อสรพิษจึงแยกกับอีกสองกลุ่มตามอีกกลุ่มหนึ่งไป
ผู้เคราะห์ร้ายในสามผู้นำก็คือ โต่วเยี่ยนฉวี่ นางหนีด้วยความเร็วแต่ก็ไม่อาจคลาดสายตาของอสรพิษตนนี้ได้ ผู้คนในกลุ่มต่างพากันยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องนางอย่างไรเสียนางก็เป็นถึง บุตรสาวหัวหน้าเขตทวีปหยินเชียวจะให้นางตกตายลงได้อย่างไร
ปีศาจอสรพิษเกล็ดเลื่อยตามติดไปหนึ่งวันหนึ่งคืนก็จวนจะสังหารนางได้อยู่แล้ว หากไม่ใช่เพราะว่านางมีสมบัติวิเศษคอยปกป้องชีวิตหรือผู้ติดตามที่ยอมระเบิดกายพลีชีพหลายสิบคนให้นาง ป่านนี้ก็คงกลายเป็นศพไร้ที่ฝังไปตั้งนานแล้ว
แต่โชคร้ายที่การสละชีพพวกนั้นต้องสูญเปล่าเวลานี้ไม่เหลือใครอยู่ข้างกายนางอีกแล้ว ทางข้างหน้าคือ หุบเขาและที่นั่นก็มีถ้ำแห่งเดียว นางอาจจะหลบซ่อนที่นั่นได้ หรือไม่ก็ถูกตามล่าจนเจอแล้วโดนสังหารทิ้ง
ใช่ว่าโต่วเยี่ยนฉวี่ไม่คิดจะต่อสู้เพียงแต่เปลวเพลิงของนางไม่สามารถทำลายการป้องกันที่ดีเยี่ยมของเกล็ดเลื่อยนั่นได้ทุก ๆ ครั้งที่โจมตีการหลบหนีก็ต้องหยุดชะงักไป จึงเลือกที่จะหนีดีกว่าอย่างน้อยภายหน้าอาจได้พบคนที่ช่วยเหลือนางได้
แต่แล้วความหวังนั้นก็พลันมลายทางข้างหน้ายากจะหลบหนีมีแต่ต้องเข้าไปหลบซ่อนในถ้ำเท่านั้น
“ไม่มีทางเลือกแล้ว หากฟ้าคิดจะเอาชีวิตข้า...”โต่วเยี่ยนฉวี่เข้าไปในถ้ำอย่างเร่งรีบไม่ทันสังเกตอะไร เดินดุ่ม ๆตรงไปในส่วนลึกหวังว่าที่นี่จะเชื่อมต่อไปที่แห่งอื่นได้
แต่ทันใดนั้นอสรพิษเกล็ดเลื่อยก็มาถึงแล้ว ทั้งยังดูท่าจะหงุดหงิดเอามาก ๆเสียด้วย มันติดตามผู้หญิงชุดแดงมาหนึ่งวันเต็มทั้งผู้ติดตามสมองหมูนั่นยังกล้ามาระเบิดตัวตายใส่มันอีกบาดแผลจากเดิมที่มีน้อยนิดก็กลับมีมากมายใจจึงเจ็บแค้นต้องการสังหารผู้หญิงนางนี้ให้ได้
ทว่าตอนนั้นเองมันก็สัมผัสได้ถึงสิ่งที่ตนคุ้นเคย...สมบัติ สมบัติของมัน ! คนร้ายอยู่ที่นี่ !!
อสรพิษคำรามด้วยความโกรธ และความยินดี มันละทิ้งสตรีนางนี้แล้วตรงไปยังห้องศิลาภายในถ้ำห้องหนึ่ง โต่วเยี่ยนฉวี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอกแต่ก็นึกสงสัยขึ้นมา ในหัวขบคิดอย่างรวดเร็ว
“หรือว่า..ชายผู้นั้นอยู่ที่นี่ !”ดีล่ะนางจะรอเก็บเกี่ยวอยู่ที่นี่หลังจากอสรพิษเกล็ดเลื่อยได้ของตนกลับไปแล้ว
แต่ไม่นานถ้ำก็สั่นสะเทือนคล้ายจะพังทลาย เจ้าปีศาจงูก็ต้องทำให้นางผิดหวังนางได้ยินเสียงร้องโหยหวนของมันจากนั้นโต่วเยี่ยนฉวี่ก็เห็นงูน้อยตัวหนึ่งถูกโยนออกมาจากภายในห้องนั้น มาหยุดอยู่ตรงพื้นด้านหน้าของนางโต่วเยี่ยนฉวี่ลืมตัวกลืนน้ำลายมองจ้องไปที่ห้องนั้นด้วยความตกใจ
‘ไม่คิดว่า ชายผู้นั้นจะเป็นผู้เข้าสู่พิภพแล้วไม่น่าถึงสามารถจัดการกับปีศาจงูนี้ได้ ทั้งยังไร้รอยขีดข่วนจากพวกเราทั้งสาม’
โต่วเยี่ยนฉวี่รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ต้องทำตามมารยาท “ขอบคุณผู้อาวุโสที่ช่วยเหลือผู้เยาว์โต่วเยี่ยนฉวี่จะไม่ลืมบุญคุณครั้งนี้ของท่านเลย”กล่าวจบนางก็คุกเข่าลงคำนับหนึ่งครั้ง “ทว่าดอกบัวเกิดชีพมีความสำคัญต่อมารดาของผู้เยาว์นักผู้เยาว์รู้ว่าไม่ควรจะเอ่ยปากมากความ หากท่านผู้อาวุโสต้องการสิ่งใดจากข้าได้โปรดบอกกล่าว ขอเพียงท่านมอบดอกบัวเกิดชีพให้กับผู้เยาว์ผู้เยาว์จะยอมท่านทุกอย่าง” นางก้มคำนับลงอีกครั้ง
ดอกบัวเกิดชีพสำคัญกับนางมาก มารดาของนางบาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้กับสัตว์อสูรเส้นลมปราณแทบจะขาดสะบั้นทั้งหมด หากไม่ใช่ใช้ยาวิเศษและหมอโอสถที่ดีที่สุดในทวีปมารักษาป่านนี้นางคงสิ้นใจตายไปแล้ว และดอกบัวนี่ที่หนึ่งร้อยปีจะมีครั้งหนึ่งคือ ความหวังของนางบิดาของโต่วเยี่ยนฉวี่นอกจากดูแลทวีปแล้วยังควานหาสมุนไพรอีกนี่ก็ไม่ได้กลับจวนมาหลายปีแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรบ้างสิ่งที่นางทำได้นางต้องทำ !
“อืม ข้าเข้าใจแล้ว แม่นางโต่วลุกขึ้นก่อนเถิดข้าไม่ใช่ผู้อาวุโสอะไรทั้งนั้น ข้าเป็นผู้เยาว์เช่นเดียวกับท่านหากว่าของสิ่งนี้สามารถช่วยเหลือท่านได้ แม่นางท่านก็เอาไปเถอะ”หนิงเฟยหลงเดินออกจากห้องในถ้ำสะบัดแขนคราหนึ่งดอกเกิดชีพก็ลอยมาอยู่ในมือของโต่วเยี่ยนฉวี่แล้วเขาฟังที่นางเล่ามาใจก็นึกสงสารจึงละทิ้งสิ่งหวงแหนได้
โต่วเยี่ยนฉวี่หน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเคอะเขินหรือโกรธเคืองเมื่อครู่นางพึ่งคุกเข่าคำนับให้กับชายหนุ่มผู้นี้ แต่จะว่าไปแล้วก็ประหลาดนักแก่นแท้พลังขั้นเจ็ดจะสู้กับอสรพิษเกล็ดเลื่อยได้อย่างไร นั่นมันเป็นไปไม่ได้ต่อให้รวมนาง ซานจิน เฟิงเหลยก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้
บรรยากาศภายในถ้ำเงียบกริบ หนิงเฟยหลงไม่กล่าว โต่วเยี่ยนฉวี่เองก็ไม่กล่าวทั้งคู่ต่างไม่กล้าสบหน้า ไม่กล้าปริปาก ราวกับว่ามีเรื่องค้างคาใจแต่ไม่รู้จะเริ่มพูดอย่างไร ?
หนิงเฟยหลงทำเป็นไม่สนใจเดินเข้าไปหยิบเจ้างูน้อยขึ้นมางูน้อยตัวนี้ก็คืออสรพิษเกล็ดเลื่อย เมื่อครู่ทั้งสองต่อสู้กันพลังของงูเกล็ดเลื่อยได้หมดลงตัวของมันลดขนาดลดลงเหลือแค่หนึ่งฉื่อ กลายเป็นงูน้อยที่น่ารักไปเสียอย่างนั้น
โต่วเยี่ยนฉวี่มองตาม ทำท่าจะพูดแต่ก็อ้ำอึ้ง
นี่เป็นครั้งแรกที่หนิงเฟยหลงรู้สึกอึดอัดมาก เขาสูดลมหายใจลึก ๆแล้วกล่าวขึ้น “เอ่อ...คือว่า..”
“ขอบคุณ” นางกล่าวจบก็สะบัดหน้าหนีเดินไปนั่งอยู่อีกฟากหนึ่งของถ้ำปล่อยให้ชายหนุ่มกลืนคำพูดตัวเองลงไป
“เสี่ยวเฮยเจ้าเห็นไหม ผู้หญิงน่ะเข้าใจยากจะตาย...”หนิงเฟยหลงเอ่ยพึมพำขึ้นพลางลูบหัวเจ้างูตัวน้อยที่พึ่งเก็บมาได้อย่างเอ็นดูเขาตั้งชื่อให้มันเสียแล้ว..
หนิงเฟยหลงใช้เวลากับการเชื่อมจิตเสี่ยวเฮยกับเขาอยู่นานมาก นี่จะเป็นสัตว์พิทักษ์ตัวที่สามของเขา
แต่สิ่งที่พิเศษมากกว่าตัวอื่น ๆ คือเสี่ยวเฮยไม่ใช่สัตว์อสูรธรรมดาแต่เป็นปีศาจจริง ๆ มันเป็นกลุ่มก้อนพลังบางอย่างที่ดูดซับพลังจากโลกหลอมรวมเข้ากับร่างกายจนมีรูปร่างสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแดนพิภพหรืออาจบอกได้ว่ามันเกิดมาจากพิภพแห่งนี้อย่างไม่ตั้งใจ ศิลาก้อนนั้นก็คือกุญแจสำคัญที่ทำให้มันเติบโตได้ถึงทุกวันนี้และที่มันมีชีวิตยืนยาวก็เพราะเหตุนี้ด้วยเช่นกัน
การเชื่อมจิตระหว่างทั้งสองจึงลำบากอยู่พอควร ต้องใช้วิธีที่ยุ่งยากในการทำโต่วเยี่ยนฉวี่ไม่เข้าใจสิ่งที่ชายหนุ่มทำ แต่ก็ไม่ได้เข้าไปรบกวน
หนิงเฟยหลงกลับมาใช้พลังยุทธ์ได้แล้วนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาดีใจที่สุดก่อนหน้านี้ที่หนองน้ำเขาต้องรีบดูดซับบัวเกิดชีพแต่ได้เพียงครึ่งหนึ่งอสรพิษเกล็ดเลื่อยก็ลงมาเยือนเกิดการต่อสู้ขึ้นพลังของมันในตอนนั้นเทียบเท่าได้กับเข้าสู่พิภพขั้นห้าหนิงเฟยหลงพอจะสู้ได้อยู่บ้าง
เวลานั้นพลังยุทธ์เขากลับมาแล้ว หนิงเฟยหลงเลือกใช้ทั้งพลังจิตและพลังยุทธ์จู่โจม ปีศาจงูไม่อาจสู้ได้ก็หนีขึ้นมาแต่จังหวะนั้นเองผู้นำกลุ่มทั้งสามก็ระดมพลังใส่เขาหนิงเฟยหลงไม่อาจต่อสู้ยืดเยื้อจึงเลือกใช้ร่างลมหวน วิชาก้าวย่างชมจันทร์หนีออกมาที่ถ้ำแห่งนี้ดูดซับพลังของดอกเกิดชีพที่เหลือจนรักษาอาการบาดเจ็บได้ทั้งหมดทั้งพลังก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย
เวลานี้เขาไม่กลัวใครอีกแล้ว ต่ำกว่าเข้าสู่พิภพขั้นเจ็ดไม่มีใครหยุดยั้งเขาได้!
...
รุ่งเช้าชายหญิงทั้งสองแยกย้ายกันคนละทาง โดยไม่ได้กล่าวล่ำลา หรือเจรจาสิ่งใด ภายในใจพวกเขารู้ดี หลายสิ่งหลายอย่างทำให้ทั้งคู่กล่าวอะไรไม่ออกโดยเฉพาะการกระทำของหญิงสาวก่อนหน้านี้ที่ค่อนข้างน่าอับอายสำหรับนางหนิงเฟยหลงเองก็ไม่อยากพูดถึง นั่นจะเป็นการทำลายความเย่อหยิ่งของนางด้วย
การจากลาที่ไร้การพูดจาถึงแม้จะทำให้เขาหงุดหงิดไม่น้อยแต่ก็ใช่ว่าจะทำอะไรได้
แต่ไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้ออกไปพ้นหุบเขาซานจินผู้นำกลุ่มโจรก็นำพรรคพวกมาปิดล้อมไว้ เฟิงเหลยเองก็เช่นกันพวกเขาจับตาดูอสรพิษอยู่ห่าง ๆ โดยตลอด หลังจากที่ตามรอยมาถึงที่นี่แล้วก็ไม่พบมันอีกเลย และเช้านี้ชายหนุ่มกับหญิงสาวก็เดินออกจากถ้ำมามันน่าสงสัยเกินไป
“แม่นางโต่วท่านเป็นพวกเดียวกับชายหนุ่มนี่จริง”ซานจินแค่นเสียงขึ้นสายตากวาดมองรูปร่างอรชรของหญิงสาวที่เสื้อผ้าอาภรณ์ฉีกขาดไปบางส่วนจนดูอวดผิวกายไปบ้างจากการหลบหนีที่ยากลำบาก
โต่วเยี่ยนฉวี่เดิมทีไม่อยากต่อปากแต่เมื่อเห็นสายตานั่นก็อดที่จะรังเกียจไม่ได้ “ซานจินเจ้าพูดอะไรให้ระวังปากเสียบ้างข้าไม่ใช่พวกเดียวกันกับชายผู้นี้”
“เช่นนั้นเหตุใดพวกเจ้าทั้งสองจึงมาอยู่ด้วยกันได้ ?”ซานจินไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่าย ๆ เวลานี้ไม่มีใครจะช่วยองค์หญิงอาภรณ์แดงได้และนี่ก็เป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเล่นงานอย่างยิ่งคาดว่าไม่มีใครไม่รู้เจตนาของซานจิน แต่ก็ไม่มีใครกล้าขัด
“เรื่องนั้น..ข้าหลบหนีอสรพิษนั่นมาถึงที่นี่ก็ได้ชายผู้นี้ช่วยเอาไว้”โต่วเยี่ยนฉวี่ตอบตามความจริง
“จริงรึ ?” คราวนี้เฟิงเหลยเป็นผู้ถาม
หนิงเฟยหลงเห็นสายตาที่ชั่วร้ายของซานจินก็อดทนไม่ไหวนำผ้าคลุมผืนใหญ่ออกมาจากแหวนมิติคลุมตัวโต่วเยี่ยนฉวี่ไว้โต่วเยี่ยนฉวี่แปลกใจเล็กน้อย หันไปมองชายหนุ่มด้วยความสับสน แล้วพยักหน้าขอบคุณเบาๆ
“เรื่องนี้จริงแท้แน่นอน ข้ากับนางไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดกันมาก่อนหากจะว่ารู้จักก็คงเมื่อวานเท่านั้น เป็นจริงอย่างที่นางว่าทุกประการ” หนิงเฟยหลงเอ่ยขึ้นแทรกซานจินพ่นลมหายใจทำทีจะตวาดใส่ เขาเห็นหนิงเฟยหลงอยู่ขั้นที่เจ็ดก็นึกดูแคลนคงเป็นเพราะสมบัติวิเศษจึงทำให้ชายหนุ่มนี่รอดจากอสรพิษนั่นและการโจมตีของพวกเขามาได้
เดิมทีก็กริ่งเกรง แต่ตอนนี้ไม่แล้ว
เฟิงเหลยมองมาที่ชายหนุ่ม “เข้าใจแล้ว”
“แต่ข้าไม่เข้าใจ เฟิงเหลยเจ้าไม่คิดหรือว่าทั้งสองรวมหัวหลอกเราอย่างไรเสียเรื่องนี้ก็ต้องแจ้งแถลงไขให้เหมาะสมมิเช่นนั้น หึหึข้าจะเชิญคุณหนูตระกูลโต่วไปเยี่ยมชมค่ายโจรเสียหน่อยแล้ว”ซานจินเลียริมฝีปากแววตาเต็มไปด้วยความหื่นกระหาย
“บังอาจ !” โต่วเยี่ยนฉวี่มีโทสะขึ้นมาบ้างแล้ว เดิมทีไม่คิดใส่ใจแต่การกระทำของซานจินมันน่ารังเกียจเกินไป
“ซานจินข้าไม่ได้มาเพื่อจับผิดใครสิ่งที่ข้าตกลงกับเจ้าแค่เรื่องบัวเกิดชีพเท่านั้น”เฟิงเหลยไม่สนใจเรื่องส่วนตัวของคนทั้งสอง เขาสนใจเพียงบัวเกิดชีพ !
“แน่นอนข้ากับเจ้ามาเพราะเรื่องนี้ย่อมต้องทวงของให้ได้” ซานจินมองมาที่หนิงเฟยหลงทำท่าทางยโสโอหังชี้นิ้วไปที่ชายหนุ่ม“เจ้าหัวขโมยส่งบัวเกิดชีพทั้งหมดมาแล้วข้าจะไว้ชีวิต หาไม่แล้วข้าจะทำให้เจ้ารู้จักนรก!”
หนิงเฟยหลงเลิกคิ้วขึ้นเขาไม่คิดว่าจะมีคนโง่มากล้าชี้หน้าออกคำสั่งกับเขาอย่างนี้มาก่อน หากคิดดูให้ดีก็น่าจะรู้ได้ว่าอสรพิษเกล็ดเลื่อยหายไปเพราะใคร
“ข้าก็หวังว่าเจ้าจะเก่งอย่างที่ว่านะ” หนิงเฟยหลงยิ้มให้กับซานจินทว่ารอยยิ้มนี้กลับทำให้เกิดความรู้สึกแปลก ๆ “แน่นอน ข้าย่อมทำได้”
“เช่นนั้นก็เข้ามา !” หนิงเฟยหลงไม่เกรงกลัวอยู่แล้วใครท้าทายเข้า เขาก็กล้าที่จะสู้ !
“ช้าก่อนสหาย ข้าเฟิงเหลยไม่ดี้เจตนาล่วงเกินเพียงแต่...ข้าวอนสหายช่วยทำการค้าบัวเกิดชีพกับข้าทีจะได้หรือไม่?” เฟิงเหลยนำถุงเงินออกมาเขาพร้อมจะซื้อของสิ่งนี้เขาไม่เหมือนซานจินที่เอาแต่คิดจะแย่งชิงแน่นอนว่าการที่อสรพิษเกล็ดเลื่อยหายไปทำให้เขาตะขิดตะขวงใจไม่น้อย
หนิงเฟยหลงยิ้มรับ “ได้ ทว่าราคา...”
“ท่านไม่ต้องเป็นห่วงเราจะซื้อมันในราคาตลาด ร้อยปีก่อนมันมีราคาอยู่ที่ห้าร้อยเหรียญสมาพันธ์การค้าข้าจะขอซื้อมันในราคานั้น” เฟิงเหลยรีบกล่าวขึ้นกลัวว่าคนผู้นี้จะเปลี่ยนใจ
“ได้ เอาตามที่ท่านว่า”หนิงเฟยหลงนำบัวเกิดชีพออกมายื่นให้เฟิงเหลยนั่นทำให้ซานจินตาโตทำทีจะแย่งชิงทว่าเฟิงเหลยได้เตรียมการไว้แล้วพรรคพวกเขาห้อมล้อมไว้ และพลังจิตก็ตรึงคั่นกลางแม้เป็นซานจินก็ไม่อาจก้าวข้ามมาโดยง่าย
“ขอบคุณสหายมาก เอาไว้พบกันใหม่” ธุระของเฟิงเหลยหมดแล้วจึงพากลุ่มของตนก็ปลีกตัวไปทันทีแม้ว่าเขาไม่คิดช่วยเหลือ แต่ก็ไม่อยู่ซ้ำเติมนี่ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว