“เฉี่ยวเหลียนนี่ก็คือพี่สาวบุตรอนุที่สติวิปลาสของเ้าผู้นั้นหรือ เหตุใดจึงดูไม่ค่อยเหมือน...”
สาวน้อยในอาภรณ์สีเหลืองห่านจิ้มเอวของเสิ่นเฉี่ยวเหลียนถามด้วยน้ำเสียงถากถาง
คนสติวิปลาสที่ใดจะมีคิ้วตางดงามถึงเพียงนี้
หญิงอัปลักษณ์สามารถดึงดูดสายตาของคนกว่าครึ่งงานมาที่ร่างของตน?
นี่เื่ล้อเล่นกระมัง!
“ข้าจะรู้ได้อย่างไร!เมื่อก่อนนางเป็เพียงสตรีสติวิปลาสคนหนึ่ง!”เสิ่นเฉี่ยวเหลียนกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์นัก น้ำเสียงฉายแววขุ่นมัว
เดิมนางยังคิดว่าเสิ่นจื่อโยวหญิงอัปลักษณ์ผู้นี้ต้องวิ่งปรี่เข้ามาให้เป็ที่ตลกขบขันผู้ใดจะคาดคิดว่านอกจากนางจะไม่สร้างเื่อับอายแล้วยังทำให้คนทั้งงานต้องตกตะลึง
น่าโมโหยิ่งนัก!
เมื่อมองเสิ่นจื่อโยวมือขวาของเสิ่นเฉี่ยวเหลียนก็ให้รู้สึกปวดแสบปวดร้อนขึ้นอีกครั้งความรู้สึกที่ิัะเิพุพองราวกับสลักแน่นเข้าไปในหัวใจ!
ในยามนั้นเพื่อที่จะสงบเื่และหลีกเลี่ยงไม่ให้พันไป๋เหอมารดาใหญ่ผู้ซึ่งมีจิตใจคับแคบยิ่งกว่าปลายเข็มเกิดความขุ่นเคืองไม่พอใจนางเสิ่นเฉี่ยวเหลียนจึงไม่เพียงต้องส่งมุกบรรลัยกัลป์กลับไปแต่ยังต้องนำทรัพย์สมบัติล้ำค่าที่ตนสะสมไว้จำนวนมากออกมา
สิ่งล้ำค่าเหล่านี้เป็สิ่งที่นางใช้เวลาแรมปีเก็บหอมรอมริบทีละเล็กทีละน้อยแต่เพียงพริบตานางกลับต้องนำออกมามากกว่าครึ่ง!
หัวใจของเสิ่นเฉี่ยวเหลียนแทบจะหลั่งเือยู่แล้ว
เหตุใดคนสติวิปลาสเช่นเสิ่นจื่อโยวจึงไม่โง่เขลาต่อไปเหตุใดเสิ่นจื่อโยวจึงต้องเปิดโปงเื่ที่นางเป็หัวขโมยออกมา!
เสิ่น-จื่อ-โยว!นางเคียดแค้นคนผู้นี้เหลือคณา!
ครั้นมองไปที่ร่างของเสิ่นจื่อโยวความเกลียดชังในดวงตาของเสิ่นเฉี่ยวเหลียนก็ราวกับหลอมเป็ผลึก
“เฉี่ยวซีเ้ามั่นใจหรือไม่ว่าบนใบหน้าของพี่สาวของเ้าผู้นั้นยังมีปานสีเขียวคล้ำอยู่” หญิงสาวในชุดสีเหลืองห่านพลันถามขึ้นั์ตาฉายประกายวาวโรจน์
“ข้ามั่นใจ มีอะไรหรือ” เสิ่นเฉี่ยวเหลียนแอบมีคำตอบในใจแล้ว
“มิสู้พวกเราไปดึงผ้าคลุมหน้าของนางออกเป็อย่างไร” มุมปากของสาวน้อยยกหยัก“เช่นนี้แล้วผู้อื่นก็จะไม่หลงเสน่ห์ของนางอีก”
“เป็ความคิดที่ดี!”เสิ่นเฉี่ยวเหลียนเห็นด้วยกับนาง ั์ฉายประกายเกลียดชังแรงกล้า
ในที่นี้มีคนจำนวนมาก ภาพเหตุการณ์ ‘เซียนสาวพลันแปรเปลี่ยนเป็หญิงอัปลักษณ์’ นี้ต้องก่อให้เกิดความตื่นตะลึงมากเป็แน่!
เสิ่นจื่อโยวััได้ถึงสายตาที่แฝงไปด้วยเจตนาร้ายจากเื้ัของตนโดยไม่ตั้งใจนางเลือกมุมที่ไม่เป็ที่สังเกตมุมหนึ่งนั่งลงอย่างไร้สุ้มเสียง
ั์ตาของนางทอประกายจาง ๆนางหยิบยันต์สองสามแผ่นออกมาจากแหวนเก็บสมบัติก่อนจะถือไว้ในมือ
บนที่ประทับของบรรดาองค์ชายอีกด้านหนึ่งองค์ชายรองเซวียนหยวนจวินกำลังกล่าวสัพยอกองค์ชายสามเซวียนหยวนช่าง “น้องสามเ้าดูสิ คู่หมั้นั้แ่วัยเยาว์ของเ้าผู้นั้นดูไม่เลวสักเท่าไร เป็อย่างไรคิดจะรับนางไว้หรือไม่”
เซวียนหยวนช่างแค่นเสียงหัวเราะหยัน“หากพี่รอง้า ข้าจะห่อนางส่งไปให้ท่านเป็อย่างไร”
“เอ๋! อย่าเลยสุภาพบุรุษไม่แก่งแย่งของรักของผู้อื่น น้องสามเก็บไว้ค่อย ๆ ลิ้มรสด้วยตนเองเถิด”
“หึ” เซวียนหยวนช่างแค่นเสียงหยันในขณะที่สายตาทอดลงบนร่างของเสิ่นจื่อโยวกลับแปรเปลี่ยนเป็ดำมืดยากวิเคราะห์
มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่าองค์ชายสามเซวียนหยวนช่างและเสิ่นจื่อโยวมีสัญญาหมั้นหมายกันมาก่อน
ในยามนั้นตระกูลซูของมารดาเสิ่นจื่อโยวยังไม่ถึงคราตกอับตระกูลซูที่สร้างขุนนางผู้ซื่อสัตย์และจงรักภักดีออกมาหลายชั่วอายุคน ในมือกุมอำนาจทหารเื่การตกลงหมั้นหมายกับราชวงศ์เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีจึงคล้ายเป็สิ่งที่ถูกกำหนดไว้แน่นอนแล้ว
เพื่อดึงตระกูลซูหลักเขาพึ่งพิงยิ่งใหญ่นี้มาเป็พรรคพวกเสิ่นจื่อโยวที่ในขณะนั้นยังอยู่ในท้องของมารดาจึงถูกพระมารดาของเซวียนหยวนช่างล่อลวงให้ซูหวั่นเยว่ตอบตกลงในการหมั้นหมายนี้
เพียงแต่ไม่ว่าจะเป็พันครั้งหมื่นครั้งนางก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเสิ่นจื่อโยวจะเป็สตรีสติวิปลาสทั้งยังมีรูปโฉมอัปลักษณ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตระกูลซูถึงคราตกอับงานหมั้นหมายที่นางตกลงให้กับบุตรชายั้แ่วัยเยาว์นี้จึงยิ่งเป็ที่ขบขันของผู้คน
หลักเขาพึ่งพิงหนอ สุดท้าย ‘หลักเขา’ นี้ก็พึ่งพิงไม่ได้ ทั้งยังกลายเป็ภาระดึงรั้งขนาดมหึมา
พระมารดาของเซวียนหยวนช่างกังวลว่าตระกูลซูภาระก้อนนี้จะส่งผลกระทบต่อเส้นทางในกาลข้างหน้าของบุตรชายหลังเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงเหล่านี้นางจึงตัดความเกี่ยวข้องทั้งหมดทั้งปวงกับซูหวั่นเยว่
ความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองคนที่ถึงขั้นเคยถูกขนานว่าเป็‘ความสัมพันธ์ดุจพี่สาวน้องสาวร่วมสายเื’จึงได้เดินมาถึงเส้นทางของคนแปลกหน้า
สัญญาหมั้นหมายระหว่างเซวียนหยวนช่างและเสิ่นจื่อโยวจึงเป็เพียงอดีตด้วยเหตุนี้
ทว่าสำหรับเซวียนหยวนช่างแล้วการหมั้นหมายในวัยเยาว์นี้ประหนึ่งรอยด่างพร้อยจุดใหญ่ในชีวิตั้แ่วัยเยาว์เขาก็ต้องเป็ที่หัวเราะขบขันของบรรดาองค์ชายองค์อื่นเพราะเื่นี้อยู่เป็นิจ
ต่างกล่าวกันว่าเขามีคู่หมั้นเป็หญิงที่ทั้งสติวิปลาสและรูปโฉมอัปลักษณ์ต่อไปเขาจะต้องใช้ชีวิตกับหญิงอัปลักษณ์คนนั้น
เขาเองก็เคยพบกับเสิ่นจื่อโยวนางอัปลักษณ์จริงๆ
ไม่เพียงแต่อัปลักษณ์ทั้งยังดูน่ารังเกียจปานสีเขียวคล้ำขนาดใหญ่พื้นที่ใบหน้าไปกว่าครึ่งทำให้เครื่องหน้าทั้งห้าดูไม่ชัดเจนขึ้นมา
ครั้นคิดถึงรูปโฉมที่แท้จริงของเสิ่นจื่อโยวสายตาของเซวียนหยวนช่างที่มองนางก็เต็มไปด้วยความสะอิดสะเอียน
หากสตรีผู้นี้ยังรู้สำนึกก็จงอย่าได้เอ่ยถึงสัญญาหมั้นหมายอันน่าขันของพวกเขาในวันนี้มิเช่นนั้นแล้วเขาจะทำให้สตรีผู้นี้ได้เห็นดีสักครั้ง!
อันที่จริงเซวียนหยวนช่างคิดมากไปแล้วในหัวสมองของเสิ่นจื่อโยวไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่า ‘สัญญาหมั้นหมาย’ อยู่เลย
หลังจากที่เสิ่นจื่อโยวถือกำเนิด ซูหวั่นเยว่ก็ตระหนักแก่ใจดีว่าด้วยรูปลักษณ์เช่นนี้ของบุตรสาวย่อมไม่คู่ควรที่จะแต่งเข้าราชวงศ์แต่ไรมานางจึงไม่เคยเอ่ยเื่นี้กับเสิ่นจื่อโยว
ความสนใจส่วนใหญ่ของเสิ่นจื่อโยวในยามนี้กำลังจดจ่อกับสายตาประสงค์ร้ายไม่กี่สายตานั้น
พลังิญญาของนางแข็งแกร่งมากดังนั้นพลังจิตของนางจึงแผ่ครอบคลุมได้เป็บริเวณกว้าง
นางค้นพบว่าไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไรที่เสิ่นเฉี่ยวเหลียนและไป๋รั่วเจียลอบเคลื่อนกายมาอยู่เื้ันาง
เสิ่นเฉี่ยวเหลียนและไป๋รั่วเจียคิดง่ายเกินไปพวกนางวางแผนว่าจะให้คนหนึ่งดันเสิ่นจื่อโยวล้มลง ส่วนอีกคนก็จะกระชากผ้าคลุมหน้าของเสิ่นจื่อโยวออก
เสิ่นจื่อโยวนั่งอยู่ในตำแหน่งที่ปลีกวิเวกเป็อย่างมากพวกนางคิดว่าคงไม่มีผู้ใดให้ความสนใจกับบริเวณนี้
รอจนเมื่อกระชากผ้าที่ปิดบังใบหน้าของเสิ่นจื่อโยวออกมาแล้วพวกนางก็จะแสร้งะโร้องอย่างตื่นตระหนกว่า‘ช่วยด้วย’ เพื่อเป็การดึงดูดความสนใจของทุกคน
เสิ่นเฉี่ยวเหลียนสบสายตากับไป๋รั่วเจียก่อนจะพุ่งเข้าหาเสิ่นจื่อโยว
แทบจะในเวลาเดียวกับที่พวกเสิ่นเฉี่ยวเหลียนเคลื่อนไหวเสิ่นจื่อโยวก็จับสังเกตได้ทันที
เสิ่นจื่อโยวหมุนกายอย่างว่องไวหลบการจู่โจมของสองคนนั้นในขณะที่ร่างของทั้งสองเคลื่อนผ่านนางนางก็แปะยันต์ในมือไปที่ร่างของสองคนนั้นด้วยความสงบนิ่ง
ปั้ง! ปั้ง!
“กรี๊ด!” / “กรี๊ด!”
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวดังขึ้นสองเสียงก่อนจะตามด้วยเสียงกรีดร้องอีกสองเสียงดึงดูดความสนใจของทุกคนมาที่บริเวณนี้
พวกเขาเห็นเพียงเสิ่นเฉี่ยวเหลียนและไป๋รั่วเจียที่นอนอยู่บนพื้นด้วยสภาพอเนจอนาถเป็อย่างยิ่งพวกนางถูกะเิจนศีรษะใบหน้าเต็มไปด้วยฝุ่นขี้เถ้า ทั้งร่างไหม้ดำโดยมีเสิ่นจื่อโยวยืนอย่างสบายอารมณ์อยู่ด้านข้างบนร่างไม่เปรอะเปื้อนเศษฝุ่นดินแม้เพียงเศษเสี้ยว
“เป็อย่างไรบ้างลอบโจมตีผู้อื่นสนุกหรือไม่” ริมฝีปากของเสิ่นจื่อโยวยกหยักเป็รอยยิ้มน้ำเสียงกังวานอ่อนหวานนั้นประหนึ่งท่วงทำนองดนตรีอันไพเราะพาให้โสตประสาทของผู้คนสั่นคลอน
นี่ใช่คนสติวิปลาสผู้นั้นหรือ?!
สีหน้าขององค์ชายสามวูบไหว แววตายิ่งลุ่มลึก