เทือกเขาชิงหลง ยาวไกลหลายพันเมตรประหนึ่งสายธารไหลเชี่ยวต้นไม้ในผืนป่าสูงใหญ่อย่างยิ่งเสมือนข้ามผ่านกาลเวลามานานนับร้อยปีไม่ผุพัง
ยิ่งก้าวเดินเข้าไปในป่าลึกก็ยิ่งเต็มไปด้วยอันตราย
ทว่าท่ามกลางความอันตรายนั้นก็คือของล้ำค่าและสัตว์อสูรฉะนั้นจึงมีผู้เดินทางเข้ามาสำรวจสถานที่แห่งนี้ไม่ขาดสาย และผู้ที่สามารถพบเห็นได้บ่อยที่สุดก็คือเหล่าทหารรับจ้าง
จิตอสูร เกียรติยศ โบราณวัตถุของเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งกระตุ้นหัวใจของผู้คนที่เดินทางมายังเทือกเขาชิงหลงแห่งนี้ทั้งสิ้นต่อให้เข้ามาแล้วไม่ได้สิ่งใดกลับไปก็ยังสามารถนำไปคุยโวโอ้อวดได้เพราะถึงอย่างไรก็ถือว่าเคยได้เข้ามาในเทือกเขาแห่งนี้แล้ว
ท่ามกลางผืนป่าโบราณนั้น มีร่างบางของเด็กหนุ่มเดินทางอยู่ภายใน เขาสวมชุดสีครามซึ่งสามารถมองเห็นกล้ามเนื้อใต้เนื้อผ้าได้บ้างเป็นครั้งคราวทุกย่างก้าวทรงพลัง เขาก็คือเมิ่งฝานที่ออกมาจากหมู่บ้านอูเจิ้นแล้วนั่นเอง!
เวลาผ่านไปสามวันเต็มๆ ในยามนี้ด้านหลังของเมิ่งฝานมีเพียงผืนป่าหนาทึบไร้ซึ่งเงาของหมู่บ้านอูเจิ้น
เวลานี้เด็กหนุ่มก้าวเดินไปในผืนป่าด้วยท่าทีที่ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าใดนักสีหน้าของเด็กหนุ่มบ่งบอกถึงความไม่สบอารมณ์ก่อนจะเอ่ยอย่างจนปัญญา “ขอร้องล่ะ ให้ข้าถอดเกราะอัสนีนี้ไม่ได้หรือขอรับมันไม่ค่อยคุ้นเลยแม้แต่น้อย!”
ปากบอกว่าไม่คุ้นชินแต่แท้จริงแล้วหัวใจกำลังสั่นเทา!
เกราะอัสนีที่รั่วสุ่ยอีให้เขามานั้นมีฤทธิ์ในการสยบพลังปราณภายในร่างกายอย่างเหลือเชื่อ
เด็กหนุ่มสวมเกราะอัสนีเอาไว้ตั้งแต่วันแรกที่ออกมาจากอูเจิ้นแม้มันจะดูคล้ายบางเบาเช่นเสื้อผ้าปกติและไม่มีสิ่งใดแต่มีเพียงเมิ่งฝานเท่านั้นที่รู้ว่ามันทำให้พลังปราณภายในร่างกายของเขาถูกสยบเอาไว้ราวห้าส่วนเหมือนร่างกายถูกจำกัด และมีแรงกดดันมากมาย!
นั่นหมายความว่าต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้เขาก็สามารถปล่อยพลังออกมาได้เพียงห้าส่วนเท่านั้นสำหรับพื้นที่ภายในเทือกเขาชิงหลงที่มากไปด้วยอันตรายเช่นนี้ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกไร้ซึ่งความมั่นใจว่าจะสามารถเอาชีวิตรอดได้
ทว่าเขากลับไม่ได้รับการตอบรับจากรั่วสุ่ยอี เขายิ้มเจื่อนแล้วนึกถึงน้ำเสียงจริงจังของรั่วสุ่ยอีที่เอ่ยเอาไว้ในตอนที่มอบเกราะอัสนีให้แก่ตนเอง
‘ทางเส้นนี้คือสิ่งที่เจ้าเลือกมันเองเจ้าจะถอดเกราะนี้ออกได้ก็ต่อเมื่อได้รับการยอมรับจากข้าแล้วเท่านั้น!’
ทว่าวิธีการฝึกฝนของรั่วสุ่ยอีนั้นหาใช่อย่างที่มนุษย์ฝึกฝนไม่เห็นได้ชัดว่ามันคือการฝึกสัตว์อสูร!
เด็กหนุ่มได้แต่ส่ายหน้าแล้วถอนหายใจออกมาเสียงดังทำได้เพียงอดทนเดินหน้าต่อไปโชคดีที่เกราะอัสนีนั้นหาได้ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของเมิ่งฝานแต่อย่างใดเขายังคงเดินทางไปได้อย่างรวดเร็ว ยามนี้เมิ่งฝานรู้ดีว่าตนเองได้ออกจากพื้นที่ของเมืองเหยียนเฉิงแล้วและกำลังเข้ามาสู่พื้นที่วงในของเทือกเขาชิงหลงอย่างแท้จริง
เวลาหนึ่งวันที่ผ่านพ้นนั้นเมิ่งฝานใช้มันไปกับการเดินทางให้เร็วที่สุดกระทั่งแสงของยามอัสดงมาเยือนเขาจึงได้หาสถานที่พักผ่อน แต่กลับพบว่าเบื้องหน้ามีแสงไฟส่องสว่าง
มีทั้งเงาร่างของผู้คนและกระโจมที่พักจำนวนไม่น้อยบ่งบอกว่านั่นคือค่ายพักกลางป่า
เด็กหนุ่มคลี่ยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยด้วยรู้ว่าตนเองนั้นคล้ายกับว่าจะได้พบกับค่ายพักกลางป่าที่สามารถพบเจอได้บ่อยๆในเทือกเขาชิงหลงแล้ว
โดยค่ายพักกลางป่าดังกล่าวมักได้รับการดูแลโดยจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งสร้างขึ้นเพื่อปกป้องดูแลผู้ที่เดินทางเข้ามาในเทือกเขาแห่งนี้ซึ่งแน่นอนว่ามูลค่าสิ่งของภายในค่ายพักกลางป่านั้นสูงกว่าข้างนอกเป็นอย่างมาก
แต่มันค่อนข้างสะดวกโดยปกติแล้วจ่ายค่าที่พักเพียงไม่เท่าใดก็สามารถพักอาศัยอยู่ได้แล้ว นับว่าเป็นสถานที่รวบรวมทหารรับจ้างและพ่อค้านักเดินทางเลยก็ว่าได้
เมิ่งฝานเดินตรงไปยังค่ายที่พักอย่างรวดเร็วหลังจากที่เดินทางมาหลายวันเขารู้สึกเหนื่อยล้าเป็นอย่างยิ่งจึงต้องการพักผ่อนเสียหน่อย
แม้ว่าเวลานี้เมิ่งฝานจะอยู่ในขั้นหลอมปราณและแข็งแกร่งจนไม่กินไม่ดื่มสิ่งใดเป็นเวลาหลายวันได้แต่อย่างไรแล้วร่างกายของเขาก็ยังคงไม่ต่างไปจากมนุษย์ธรรมดาเท่าใดนัก
ยามนี้ดึกมากแล้วแต่รอบค่ายที่พักก็ยังคงมีเงาร่างของผู้คนจำนวนไม่น้อยจับกลุ่มสามถึงห้าคนพูดคุยกันซึ่งล้วนแต่เป็นเหล่าชายฉกรรจ์ที่คมมีดเคยอาบเลือดมาแล้วทั้งนั้น พวกเขาส่วนใหญ่จับกลุ่มกันเป็นทหารรับจ้างเข้ามาเผชิญอันตรายอยู่ภายในกำลังนั่งกินดื่มอยู่ข้างกองไฟ
และยังมีบางสิ่งที่วางอยู่ในบริเวณนั้น นั่นก็คือบรรดาสมุนไพรซึ่งเป็นของผู้ที่พักพิงที่นี่
เมื่อเมิ่งฝานปรายตามองไปก็พบว่าในจำนวนนั้นมีสตรีที่สวมเสื้อผ้าไม่มิดชิดอยู่ภายในด้วยท่อนขาที่ประจักษ์แก่สายตาทำให้เมิ่งฝานหน้าแดงก่อนจะเริ่มรวบรวมสิ่งของตนเอง
ทุกสิ่งที่เขาได้รับมาล้วนแต่ถูกจัดเก็บเอาไว้ในแหวนคลังวัตถุซึ่งได้มาจากมู่อวี่อินทั้งสิ้นแม้ว่าพื้นที่ภายในจะไม่ได้กว้างใหญ่แต่ก็ยังมากพอที่จะใส่สิ่งของเครื่องใช้เอาไว้ได้
หลังจากที่เตรียมของเสร็จสรรพเมิ่งฝานก็หากระโจมเพื่อพักผ่อนทว่าในเวลาต่อมากลับได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นไม่ไกล “ขาดผู้ร่วมสังหารสัตว์อสูรอีกหนึ่งคนต้องการผู้ที่เป็นจอมยุทธ์ในขั้นหลอมปราณขึ้นไปเท่านั้น!”
ผู้ที่เอ่ยปากเป็นชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งใบหน้ามีหนวดเครา ร่างกายกำยำบึกบึน และที่ด้านหลังของเขานั้นก็มีชายฉกรรจ์อีกเจ็ดแปดคนซ้ำทุกคนยังล้วนแต่สวมใส่ชุดเกราะเอาไว้ทั้งหมด ในระหว่างที่หายใจมีพลังลมปราณแผ่ซ่านผู้ที่อ่อนแอที่สุดในจำนวนนั้นเป็นถึงจอมยุทธ์ขั้นฝึกกายาระดับเซียน และมีผู้ที่อยู่ในขั้นหลอมปราณถึงสี่คน
นับว่าเป็นกลุ่มทหารรับจ้างที่ไม่เลว!
หัวใจของเมิ่งฝานสั่นสะท้านในเมื่อเป็นกลุ่มทหารรับจ้างที่มีผู้ทรงพลังเช่นนี้ผู้ที่เข้าร่วมจะต้องได้รับส่วนแบ่งไม่น้อยเวลานี้ผู้คนโดยรอบต่างเดินขึ้นไปร้องขอสมัครแต่ก็ถูกปฏิเสธกลับมาจนสุดท้ายชายฉกรรจ์หน้าหนวดผู้นั้นถึงกับเอ่ยอย่างจนปัญญา “มารดาสิหากไม่ใช่เพราะการตามหาหินเพลิงวิญญาณนั้นต้องใช้จอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งก็คงไม่ต้องยุ่งยากถึงเพียงนี้!”
เมื่อสิ้นเสียงของเขาเมิ่งฝานหาได้มีปฏิกิริยาใดไม่ทว่าเสียงของรั่วสุ่ยอีกลับดังขึ้นในหัว
“หินเพลิงวิญญาณ? ดุท่าเจ้าพวกนั้นจะมีเบาะแสสินะ ลองตามพวกเขาไปดู!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ลูบปลายจมูกตนเอง ก่อนจะถามเสียงเบา “ของสิ่งนั้นมันมีสิ่งใดแปลกไปหรือขอรับ?”
“แน่นอน!” หลังจากที่เข้ามาในเทือกเขารั่วสุ่ยอีก็ไม่ได้สนใจเมิ่งฝานสักเท่าใดในขณะนี้ก็เอ่ยสรุปเพียงสั้นๆ เท่านั้น “ของสิ่งนั้นเป็นโอสถวิเศษระดับสามหากใช้มันจะทำให้พลังจิตเพิ่มขึ้นมาไม่น้อยในเมื่อเจ้าต้องการเป็นปรมาจารย์จิตศัสตรามันย่อมช่วยเจ้าได้อยู่แล้ว!”
เป็นน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่กลับทำให้เมิ่งฝานใจสั่น
การหลอมศัสตราของรั่วสุ่ยอีนั้นแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ซึ่งแม้ว่าในยามนี้เมิ่งฝานจะรู้สึกลังเลใจแต่ก็จำได้ว่าการหลอมศัสตราของรั่วสุ่ยอีต้องการพลังจิตมหาศาลและนั่นก็ทำให้พลังจิตในหัวของเขาหมดสิ้นไปอย่างง่ายดาย
หากต้องการหลอมศัสตราหนึ่งคือต้องตามหาวิชายุทธ์แห่งพลังจิตที่แข็งแกร่ง สองคือต้องมีของล้ำค่าไว้ในการครอบครอง
หลังจากที่พยักหน้ารับเมิ่งฝานจึงหันกลับไปหาชายฉกรรจ์แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “แล้วข้าเล่า เป็นอย่างไรบ้าง?”
ชายฉกรรจ์เงยหน้าขึ้นตามเสียงของเมิ่งฝาน นัยน์ตาของเขาพลันวาวโรจน์ในทันใดก่อนจะกระตุกยิ้มที่มุมปากแล้วเอ่ยว่า“ไม่เลว! ท่านว่าใช่หรือไม่ขอรับพี่ใหญ่!”
ในระหว่างที่เอ่ยวาจาสายตาของผู้คนต่างมองตามเขาไป เห็นได้ชัดว่าคนที่ยืนอยู่ข้างหลังนั้นคือหัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างแต่กลับมีอายุไม่ถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำเขาสวมชุดสีดำ สีหน้าของเขามีความเฉียบขาดปรากฏ หลังจากที่ปรายตามองเมิ่งฝานก็ชูแขนขึ้นแล้วตวัดฟาดลงมา
พรึ่บ!
มันมีความเร็วสูง เมื่อฟาดฟันผ่านอากาศจึงเห็นได้เพียงเงา ร่างของเมิ่งฝานสั่นสะท้านก่อนจะยกแขนขึ้นป้องกันแล้วล่าถอยไปพร้อมกับการสั่นสะเทือน
ในเวลาต่อมาพลันมีเสียงปะทะดังขึ้นในอากาศร่างของเมิ่งฝานล่าถอยออกมาพร้อมอาการตกตะลึงไปทั้งหัวใจพละกำลังอันแข็งแกร่งของอีกฝ่ายทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดมากมายบนท่อนแขน
ผู้ที่ถูกเรียกว่าพี่ใหญ่นั้นมีพลังในขั้นหลอมปราณระดับเจ็ดถึงแปดแม้จะมีอายุมากกว่ามู่อวี่อินเล็กน้อยแต่ก็นับว่าแข็งแกร่งดั่งปีศาจ!
เมิ่งฝานหรี่ตามองอีกฝ่าย เมื่อหยัดยืนได้อย่างมั่นคงจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น“เจ้าทำไปเพื่อสิ่งใดกัน?”
ทั้งสองสบตากันชั่วครู่ จากนั้นเด็กหนุ่มผู้นั้นก็หัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ“หึหึ เป็นเจ้าก็แล้วกัน จำเอาไว้...ข้ามีนามว่าหลินเผิงเป็นหัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างนี้ ถือว่าเจ้านั้นไม่เลวในวันรุ่งขึ้นมาเดินทางร่วมกับพวกข้าเถอะ คืนนี้ให้เจ้าหนวดจัดการที่พักให้เจ้า!”
เมื่อพูดจบหลินเผิงก็จากไปดื้อๆ
ทางฝั่งของชายฉกรรจ์หน้าหนวดหัวเราะเสียงดังก่อนจะเอ่ยเสียงดัง “อย่าคิดมากไปเลยเจ้าหนู พี่ใหญ่ของพวกข้าไม่ค่อยจะชมผู้อื่นสักเท่าใดเจ้าตามข้ามาก็แล้วกัน วันรุ่งขึ้นพวกเราก็ไปล่าสัตว์อสูรระดับสี่ด้วยกันให้ตายเถอะ พวกข้าตามล่ามันมาหลายวันแล้ว เสียแรงไปมากเลยล่ะ!”
ในระหว่างที่เอ่ยวาจาชายฉกรรจ์หน้าหนวดก็เดินนำอยู่ด้านหน้าของเมิ่งฝานเพื่อพาไปยังกระโจมที่พักเมิ่งฝานส่ายหน้าเล็กน้อยเมื่อนึกถึงความบ้าคลั่งของหลินเผิงที่หาใช่น้อยๆ ไม่แต่ถึงกระนั้นก็เข้าไปพักในกระโจมอย่างไม่สนใจสิ่งใดนัก
ยามรุ่งสางแสงอาทิตย์เพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้าเมิ่งฝานก็ตกใจตื่นเพราะเสียงดังจากภายนอกหลังจากที่จัดแจงตนเองครู่หนึ่งก็เดินออกมาโดยรอบเต็มไปด้วยเงาร่างของผู้คนจำนวนมากมาย แต่กลุ่มคนที่สะดุดตาก็คือหลินเผิงและพวกซึ่งในยามนี้พวกเขาสวมชุดจอมยุทธ์บ่งบอกว่าเตรียมพร้อมกันแล้ว
“ไปกันเถอะ!”
เมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานออกมา หลินเผิงก็หัวเราะพลางกวักมือเรียก
ทางฝั่งของเมิ่งฝานก็ยิ้มรับแล้วพยักหน้า ก่อนจะเดินตามกลุ่มทหารรับจ้างดังกล่าวไปยังส่วนลึกของเทือกเขาชิงหลงด้วยการเดินทางอันรวดเร็ว
มันเป็นการเดินทางที่เงียบงันพวกเขาเดินทางรวดเร็วดุจเสือดาว เพียงกะพริบตาเงาร่างของพวกเขาทั้งหลายก็เคลื่อนตัวหายไป
เมิ่งฝานสังเกตว่าในมือของหลินเผิงและพวกนั้นมีแผนที่ซึ่งบ่งบอกว่าคุ้นเคยกับสถานที่ในบริเวณนี้อย่างยิ่งสามารถเดินทางไปท่ามกลางผืนป่าได้อย่างไม่ลังเล
แม้เป็นการเดินทางที่รวดเร็วแต่ก็หาได้สร้างปัญหาใดให้แก่เมิ่งฝานที่อยู่ในขั้นหลอมปราณไม่แต่ละย่างก้าวเสมือนเหยียบย่ำไปในอากาศภาพรอบตัวเคลื่อนถอยไปอย่างฉับพลันเพื่อตามหลินเผิงกับพวกให้ทัน
หนึ่งชั่วยามต่อมาหลินเผิงที่มาอยู่ข้างกายของเมิ่งฝานจึงเอ่ยชม“สหายน้อยกำลังดีเสียจริงจอมยุทธ์ในขั้นหลอมปราณธรรมดาเหล่านั้นไม่สามารถตามความเร็วของข้าทันอย่างเจ้าเป็นแน่”
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยเสียงเรียบ“ออมมือแล้ว ท่านแข็งแกร่งยิ่งกว่าเสียอีก!”
“ฮ่าฮ่า!”
หลินเผิงหัวเราะอย่างสบายใจจากนั้นก็โยนน้ำเต้าให้แก่เมิ่งฝานก่อนจะบอกเสียงดัง “มามาดื่มกันให้สาแก่ใจ พวกเรายังห่างจากจุดที่อสูรเพลิงวิญญาณตัวนั้นอยู่อีกไม่น้อย!”
เมิ่งฝานรับน้ำเต้านั้นมาแล้วเปิดออกกลิ่นอันหอมหวนของมันลอยคละคลุ้งจนทำให้ผู้คนรอบตัวมองมาด้วยนัยน์ตาที่บ่งบอกถึงความอิจฉา
ชายฉกรรจ์หน้าหนวดนั้นเลียริมฝีปากแล้วเอ่ยเสียงเข้ม“สุราที่พี่ใหญ่ของพวกข้าดื่มนั้นล้ำค่าอย่างยิ่งมันคือหัวเตาจื่อ ปกติแล้วพี่ใหญ่ไม่ยอมให้พวกข้าได้ลิ้มรสเลยด้วยซ้ำ!”
เมิ่งฝานยิ้มรับเล็กน้อยก่อนจะดื่มมันลงไปความร้อนหลั่งไหลลงไปในท้องในทันใดแม้มันจะร้อนระอุเป็นอย่างยิ่งแต่ก็ทำให้พลังปราณในร่างกายเดือดพล่านขึ้นมาเช่นกันฉะนั้นเขาจึงได้เอ่ยออกไปว่า “สุราดีดุจดั่งนามของมันไม่มีผิด!”
“ฮ่าฮ่า สหายน้อยเยี่ยมยอดเสียจริง!”
หลินเผิงหัวเราะพร้อมทั้งมีนัยน์ที่แฝงไปด้วยความชื่นชม ขณะเดียวกันก็นำเหยือกสุราโยนให้กับคนอื่นๆไป คนพวกนั้นรีบรับไว้แล้วแบ่งกันไป
มันร้อนระอุดุจดั่งเพลิงแผดเผาครู่หนึ่งก็ทำให้คนเหล่านั้นส่งเสียงแสดงความชอบใจออกมา
เมิ่งฝานพยักหน้าอย่างเงียบงัน ดูท่าถึงแม้หลินเผิงผู้นี้จะอายุยังน้อยแต่คงจะมีฝีมือไม่ธรรมดาคนพวกนี้ต่างก็ยกให้เขาเป็นหัวหน้า ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือมีศักยภาพอันน่าสะพรึง หากระเบิดจิตสังหารออกมาคงจะดุร้ายเป็นอย่างยิ่ง
ในขณะที่ผู้คนกำลังส่งเสียงเฮฮาหลินเผิงกลับขมวดคิ้วเข้ม แล้วมองไปยังที่ไกลๆด้วยนัยน์ตาอันเยือกเย็นคล้ายว่ามีสิ่งใดปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางผืนป่าในบริเวณนั้นเมิ่งฝานเองก็สัมผัสได้เช่นกันจึงมองไปยังที่ดังกล่าวด้วยนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหาร
ร่างของเมิ่งฝานสั่นสะท้าน เมื่อมองไปยังหลินเผิงก็พบว่าเขาลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าเยือกเย็นก่อนจะเอ่ยว่า“ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม!”
เพียงชั่วพริบตาจิตสังหารก็ปกคลุมไปทั่วบริเวณ